หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

พุทธศักราช 2481

------

ฯลฯ                                                      ฯลฯ

หมวด 6

อากรแสตมป์

------

 

                   มาตรา 103  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ตราสารหมายความว่า  เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

                   กระดาษหมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้

เขียนตราสาร

*[8]

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ

และแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย

ทั้งนี้ ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง

                   กระทำเมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า  การลงลายมือชื่อ

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                   ปิดแสตมป์หมายความว่า  การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ

มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ

*[2]

                   ““ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก

โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์

หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ

สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ

ตราสารนั้น

*[10]

                   ““ปิดแสตมป์บริบูรณ์หมายความว่า

                   (1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษ

ก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย

และได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

                   (2) ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุน

เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสาร

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า

อากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

                   (3) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงินเป็น

ราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่ง

อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (1) และ (2) ดังกล่าว

ข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (3) แทนได้

                   ใบรับหมายความว่า

                   (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ

ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

                   (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ

เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

                   บันทึกหรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่

ไม่สำคัญ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

*[1]

                   ““นายตรวจหมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การเสียอากร

------

 

                   มาตรา 104  ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์

บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

*[1]

*[7]

*[10]

*[17]

*[19]

*[32]

*[50]

 

                   มาตรา 105  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ

ผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา

ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออก

ใบรับหรือไม่ก็ตาม

                   (1) การรับเงินหรือรับชำระจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ

ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และการรับเงิน

หรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียน

ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งรวมเงินหรือ

ราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดี

จะกำหนดเกินหนึ่งพันบาทไม่ได้

                   (2) การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคา

ที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนด

เกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้

                   ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่า

ที่อธิบดีกำหนดตาม (1) หรือ (2) แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระ

ราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงินหรือ

รับชำระราคานั้น

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มี

ข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้น

เป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

                   มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่น

ของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้

*[8]

*[10]

*[12]

*[17]

*[30]

*[32]

 

                   มาตรา 105 ทวิ  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตาม

มาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะ

ผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับและเก็บต้นขั้วหรือ

สำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

                   ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนา

ใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออก

ใบรับ

 

 

                   ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี

ตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

*[50]

                   (1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

                   (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

                   (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

                   (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ

                   (5) จำนวนเงินที่รับ

                   (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้

เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

                   ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการ

ค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของ

ผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือ

ชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มี

ภาษาไทยกำกับ

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

*[10]

*[50]

 

                   มาตรา 105 ตรี  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคา

มีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงจำนวนที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 105 (1) ให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียน

ภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่าวทุกครั้ง และเมื่อ

สิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ

ตามแบบที่อธิบดี กำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก

*[12]

*[50]

 

                   มาตรา 105 จัตวา  ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด 4

ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบ

ส่งของให้แก่ผู้ซื้อ และให้ทำ สำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่

วันที่ออกใบส่งของ

                   ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลข

และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย

                   (2) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ

                   (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ

                   (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ

                   (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย

                   ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ซึ่งได้ออก

ใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว จะถือเอาใบกำกับ

ภาษีนั้นเป็นใบส่งของที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

*[10]

 

                   มาตรา 106  ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับ

ให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง

ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง

 

                   มาตรา 107  เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น

อย่างอื่น ผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย

หมวดนี้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี

แทนก็ได้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ

ขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

 

                   มาตรา 108  ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้

บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้

หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ

เป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่

อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ

หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า

ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

 

                   มาตรา 109  สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน

และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น

ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์

แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

                   มาตรา 110  คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์

สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ

ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ

นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ

และขีดฆ่าแล้ว

 

                   มาตรา 111  ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้

เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า

ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

                   ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร

ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่น

ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลังโอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

                   ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง

ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวไว้ในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ

 

                   มาตรา 112  ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ

ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

 

ส่วน 2

เบ็ดเตล็ด

------

 

                   มาตรา 113  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร

หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว

ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

*[5]

                   1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น

ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้

เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

                   2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ

เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

                      (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                      (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

*[5]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 114  โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี

โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล

หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

                   (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105

หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ

และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย

                       (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก

เก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร

ที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                       (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่

มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของ

เงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                       (ค) ในกรณีอื่น ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร

เป็นจำนวนหนึ่งเท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่

อย่างใดจะมากกว่า

*[17]

 

                   ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 114

*[17]

                   มาตรา 115  เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113

และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มี

หน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากรจึงให้จัดการ

เรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น

                   ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อน

จะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[10]

 

                   มาตรา 116  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน

มาตรา 113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงิน

และสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร  ทั้งนี้ เพื่อ

แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่

ของผู้เสียเงิน แล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

*[10]

 

                   มาตรา 117  ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา 116

ที่มีผู้เสียอากรหรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา 113

หรือมาตรา 114 แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงิน

เพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

 

                   มาตรา 118  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ

คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า

จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และ

ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113

และมาตรา 114

 

                   มาตรา 119  ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม

หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี

ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้

เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย

ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้

ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

 

                   มาตรา 120  ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี

หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป

จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

*[8]

*[21]

 

                   มาตรา 121  ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงาน

ผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล

องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และ

องค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอัน

ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุน

หมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหาร

ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

 

                   มาตรา 122  ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า

2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง

เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน

ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น

ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง

ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นสมควร

ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

*[1]

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 123  เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ

มีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น

และพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น

เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104

หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความในมาตรา 105

มาตรา 106 หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนา ใบรับ ใบรับตามความใน

มาตรา 105 ทวิ หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา 105 ตรี หรือไม่

กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มี

หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และ

พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 123 ทวิ  เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดย

รัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสีย

อากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้ว ให้ใช้เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตาม

ความในมาตรา 103 หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา 105 มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 ตรี และมาตรา 105 จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นหรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้

*[32]

 

                   มาตรา 123 ตรี  ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า

จำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) และ

(ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ

กำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับ

ตามปกติ และให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น

                   ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่ง จะอุทธรณ์การ

กำหนดจำนวนเงินนั้นก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วน 3

บทลงโทษ

------

 

*[17]

                   มาตรา 124  ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉย

หรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[1]

*[10]

 

 

 

                   มาตรา 125  ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่

10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสีย

อากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ

ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

*[17]

 

                    มาตรา 126  ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[2]

*[5]

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 127  ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี

หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 หรือออกใบรับ

ซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[17]

 

                   มาตรา 127 ทวิ  ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้

ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคา

ตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับ

ชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 128  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ

ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติ

ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามความในมาตรา 123

หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 จัตวา หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินห้าร้อยบาท

*[5]

 

                   มาตรา 129  ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น

แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้

เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[2]

*[5]

*[8]

*[10]

*[18]

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

------

 

 

*[17]

*[19]

*[30]

*[44]

 

 

*[25]

                    ข้อ 28

 

 

*[17]

                   ฎ. ใบรับซึ่งผู้รับประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่าย ปลา

สัตว์ ไข่ น้ำมันยาง หวาย ครั่ง ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้ อ้อย ปอ หอม

กระเทียม ถั่ว ข้าวโพด และพืชไร่อย่างอื่นอันเกิดจากเกษตรกรรมของตน

*[19]

                   ธ. ใบรับสำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4

                    น. ใบรับจากการขายทรัพย์สินที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขายต่อไปเป็น

ทางค้า

*[50]

                   ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

                   ใบรับ สำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจ

เฉพาะ

*[17]

*[44]

                   ยกเลิกข้อ 29

*[44]

                   ยกเลิกข้อ 30

*[43]

                   ยกเลิกหมวด 7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเฉพาะกาล

-------------------

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

(มาตรา 50)

 

                   มาตรา 50  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี

อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

เว้นแต่

                   (1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 19

                    (2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 50 และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น

ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหัก

ภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวัน

ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย

                   (3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับ

พระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72

และมาตรา 73 มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

เงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการ

ใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสม

ตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ

ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหัก

ลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจัดเก็บ

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

วิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษี

การค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควร

ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไข

เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :

                    1. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษี

และการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

และเพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีในบางกรณี

                    2. ภาษีเงินได้

                       (ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้

พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและ

เจ้าพนักงานประเมินด้วย

                       (ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของ

เจ้าพนักงานด้วย

                    3. อากรแสตมป์

                    แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากร

รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของ

ผู้เสียอากร

                    4. อากรมหรสพ

                       (ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวก

แก่ผู้เสียอากร

                       (ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็น

ทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง

                    5. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

ประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้า

กับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการ

พิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินเพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย

การภาษีอากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์ และ

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง

รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

พ.ศ. 2501 ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อ

แบ่งเบาภาระของประชาชน

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุก ได้แบก

ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษี

ก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่

ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว  ฉะนั้น

สมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติประมวลรัษฎากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็น

โอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับ

การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไปไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม

นอกจากนั้นอัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุง

เสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ อัตรา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ปรากฏว่าอัตราก้าวหน้าแต่ละขั้นมีช่วงยาวเกินไป

ไม่เป็นธรรม จึงได้แก้ให้มีช่วงสั้นกว่าเดิม อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นยัง

ต่ำไปมาก และอัตราภาษีการค้าบางประเภทยังต่ำกว่าที่ควร แต่บางประเภท

ก็มีอัตราสูงไปกว่าที่ควรเฉพาะอัตราอากรแสตมป์สำหรับตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญา

ใช้เงินมีอัตราสูงไป ได้แก้ไขลดอัตราลงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายลดอัตรา

ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันอยู่ขณะนี้และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีอากรของ

ประเทศอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าอัตราภาษีอากรของประเทศไทยยังไม่

เหมาะสมและไม่เพียงพอแก่การทำนุบำรุงประเทศชาติให้วัฒนาถาวรได้ เพื่อ

ประโยชน์แห่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ให้รุ่งเรือง จึงได้ปรับปรุงอัตราภาษีอากรดังกล่าวให้เป็นไปตามควรแก่

สถานการณ์

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 14)

 

                   มาตรา 14  ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และคงเป็นผู้ประกอบการค้าตาม

พระราชบัญญัตินี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตาม

ข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คงเสียภาษีการค้า และอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ขอเสียภาษีอากรดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากร

จากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์

ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

                   บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้

บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

                   ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้าตามข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จาก

การค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือลูกหนี้ได้ชำระ

หนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร

ดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคา

ตลาดของสินค้าและหรือจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้  ทั้งนี้

ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรดังกล่าวด้วย

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 15)

 

                   มาตรา 15  เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้

ผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตาม

แบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของสินค้าที่จะได้รับตาม

ข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่

31 สิงหาคม พ.ศ. 2504

                   แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ

                   (1) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร

หรือจังหวัดธนบุรี

                   (2) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขต

จังหวัดอื่น

                   การยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน

พ.ศ. 2504 และถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15

หรือยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15 เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 17)

 

                   มาตรา 17  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้

                   (1) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

                   (2) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา 14

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

                   (1) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง

                   (2) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทาง

ฝ่ายผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

                   (3) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้อง

เสีย เพราะจะมิให้มีการเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลา และ

ค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้าอย่างเดียว

                   (4) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากร

แสตมป์

 

 

พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้กรมสรรพากรเป็นผู้ควบคุมจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่

แต่ให้กันไว้ต่างหากเพื่อใช้จ่ายในการบำรุงท้องที่ในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ จึงสมควร

มอบให้ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่เสียเอง

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจน ความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกัน

การหลีกเลี่ยงภาษีอากร

พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ภาษีป้ายเป็นภาษีของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ควรแยกออกจากประมวลรัษฎากร

และมอบให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด

เทศบาลและสุขาภิบาล เป็นผู้จัดเก็บ  จึงตรากฎหมายว่าด้วยภาษีป้ายขึ้นโดยเฉพาะ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

อัตราภาษีการค้าที่จัดเก็บอยู่ตามประมวลรัษฎากรในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมแก่

สถานการณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่การแก้ไขจำเป็นจะต้อง

ได้รัการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 19)

 

                   มาตรา 19  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากร

สำหรับรายรับก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 20)

 

                   มาตรา 20  บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามประมวลรัษฎากรและ

ยังใช้อยู่ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการ

ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศหรือกฎกระทรวง ซึ่งออกตามมาตรา 4

แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจนและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษี

การค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการหรือบุคคล

รวมทั้งวิธีจัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและ

กิจการบางประเภท  นอกจากนี้ บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความ

ไม่ชัดเจนก่อให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ

สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษีที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้อง

ให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตามจำนวนที่ต้องคืนด้วย

หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 20)

 

                   ข้อ 20  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 21)

 

                   ข้อ 21  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก

วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (1) ข้อ 1 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระ

หรือนำส่งในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (2) ข้อ 2 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้

รับก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย แต่ไม่รวมถึงเงิน

ได้พึงประเมินที่ได้ชำระภาษีเงินได้ไปแล้ว

                   (3) ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และ

ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับ

เงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ.2515 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2516

เป็นต้นไป

                   (4) ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (5) ข้อ 15 ข้อ 16 และข้อ 18 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับรายรับ

ของผู้ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2515 เป็นต้นไป

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมแก่

สถานการณ์ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจาก

บุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม  จึงจำเป็นต้อง

ตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

(มาตรา 12)

 

                   มาตรา 12  ความใน (8) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรของรัฐบาลที่ออกจำหน่ายก่อนวันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ในปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และ

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวล

รัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

(มาตรา 4)

 

                   มาตรา 4  บทบัญญัติมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน

ประจำ พ.ศ. 2517 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

วิธีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน

ยังไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม และเป็นการบรรเทา

ภาระภาษีเงินได้ให้แก่ลูกจ้างทั้งหลายด้วย  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้ขึ้น

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของ

ประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควร

แก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน รัดกุมเป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดย

มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น  หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 21)

 

                   ข้อ 21  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ

ตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   (1) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร

ในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ

ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดอกเบี้ยดังกล่าวส่วนที่เฉลี่ยเป็นของ

ระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

                   (2) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลัง

วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบกำหนดเวลาฝากก่อนวันที่ประกาศของ

คณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 22)

 

*[31]

                   ยกเลิกข้อ 22

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 23)

 

                   ข้อ 23  ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากร

ให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้  ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรเก็บภาษีการค้าจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยแทนการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อ

ขจัดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความสะดวก รัดกุมและแน่นอน

ในการเสียภาษี  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ความเป็นธรรม ความ

สะดวกรัดกุมและแน่นอน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 ได้เพิ่มบทบัญญัติ

เป็นกรณีพิเศษสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมขึ้น และเพื่อให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและ

เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีเงินได้ไว้

ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าวอยู่

ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร สมควรแก้ไขประมวลรัษฎากร

เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นในกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา 47 (1) แห่ง

ประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2523 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2524

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรเพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้

ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพ

และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ

เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสม

กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วน

ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด

นี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 8)

 

                   มาตรา 8  บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา 47 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม

ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2524 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 9)

 

                   มาตรา 9  การยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เฉพาะรอบ

ระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณและชำระ

ภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิดังนี้

                   (1) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2524 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 20 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

                   (2) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2525 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 33 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบันและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งจะต้องพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะ

รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

(มาตรา 22)

 

                   มาตรา 22  บทบัญญัติใน (9) ของมาตรา 42 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับเงินได้

จากการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มา

โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้เฉพาะที่ได้กระทำก่อนวันที่

พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มี

เงินได้น้อยและรายได้ปานกลางให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน

กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณี

ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่

เป็นกรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความ

จำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสม

กับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

ของประเทศ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

(มาตรา 29)

 

                   มาตรา 29  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติ

จัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                   บทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2) วรรคหนึ่งและ (9) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 65 ตรี (2)

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎกระทรวง

ตามบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ๆ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อความเป็นธรรม ความชัดเจน

ความรัดกุม และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยง

ภาษีอากรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรกำหนดให้เงินปันผลที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดย

เฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม

พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงิน

ปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด โดยให้เงินปันผลดังกล่าวนี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับ

เงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม และยกเลิกการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลเสียภาษีเงินได้อย่างบุคคลธรรมดา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี

และให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้จากการขายสินค้าขององค์การ

ของรัฐบาลแทนผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเช่นเดียวกับ

ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

บางกรณี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของ

แผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงใน

ทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2526

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

 

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 30)

 

                   มาตรา 30  ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสีย

ภาษีอากร หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอ

เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529

และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ภายในระยะ

เวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอ

ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้

เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้

หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. 2527 หรือรอบระยะเวลาบัญชี

ที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527

                   การคำนวณภาษีอากรตามวรรคหนึ่งให้คำนวณดังนี้

                   (1) ในอัตราร้อยละ 3.0 ของมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วย

มูลค่าของหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 หรือ

ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2527

                   (2) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้

                       ยอดเงินได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท                 ร้อยละ 1.5

                       ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

                   แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท                              ร้อยละ 1.0

                       ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท              ร้อยละ 0.50

                   ยอดเงินได้ หมายความถึงยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้ แต่ไม่เกิน

ห้าปีก่อนปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2527 ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีจาก

ยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนใด ในปีภาษีใด หรือในรอบระยะเวลา

บัญชีใด การคำนวณเฉลี่ยดังกล่าวให้ถือยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนนั้น

เป็นเกณฑ์สำหรับปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน

                   ภาษีอากรที่คำนวณตาม (1) หรือ (2) ถ้าจำนวนใดสูงกว่า

ให้เสียตามจำนวนนั้น

                   ในกรณีภาษีอากรที่ผู้ใดขอชำระตามวรรคหนึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว

ถ้าไม่ชำระไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และ

ไม่มีสิทธิได้คืนภาษีอากรจำนวนที่ชำระไว้แล้ว

                   บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่

                   (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้เสีย

ภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ

                   (2) บุคคลที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือสั่งให้

เสียหรือนำส่งภาษีอากร สำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปี

พ.ศ. 2527 หรือสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ในรอบระยะเวลา

บัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยทำการ

ประเมินหรือสั่งก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ  ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้

หรือรายรับสำหรับระยะเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน

หรือส่งให้เสียหรือนำส่ง

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีอากรตามบทบัญญัติ

มาตรานี้ จะนำผลขาดทุนสุทธิที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลง

ก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 มาถือเป็นรายจ่ายในการ

คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือ

หลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2528 เป็นต้นไปไม่ได้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 31)

 

                   มาตรา 31  บทบัญญัติมาตรา 48 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงภาษีที่ได้เสีย

หรือนำส่งไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

 

 

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 32)

 

                   มาตรา 32  บทบัญญัติมาตรา 79 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการโอน

กรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตาม

มาตรา 79 ตรี (11) แห่งประมวลรัษฎากร หรือการนำสินค้านั้นไปใช้

ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในการ

รับจ้างผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมาย

ว่าด้วยโรงงานหรือบริษัทการค้า ซึ่งได้แก่บริษัทการค้าระหว่างประเทศ

ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2532

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมขึ้นใช้บังคับโดยมีหลักการให้ลูกจ้าง

และนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าสมทบในกองทุน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการ

ให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างในกรณีที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน สมควรให้การสนับสนุน

แก่ผู้ซึ่งต้องส่งเงินเข้าสมทบในกองทุนดังกล่าว โดยการให้นำเงินที่ได้ส่งเข้า

สมทบในกองทุนนั้นไปหักลดหย่อนได้ และเงินประกันตนได้รับจากกองทุนให้ได้รับ

ยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37

เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   โดยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติ

และอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีเงินได้

จากบุคคลที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไข

เพิ่มเติม เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

(มาตรา 4)

 

                   มาตรา 4  การโอนการสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

ที่ได้กระทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังอยู่ในระหว่างการ

พิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวล

กฎหมายที่ดิน ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้น

โดยตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการคำนวณภาษีเงินได้จากการโอน

อสังหาริมทรัพย์ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ให้เป็นไปในแนวเดียวกันกับ

หลักเกณฑ์คำนวณค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมาย

ที่ดิน โดยให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ โดยถือตาม

ราคาประเมินทุนทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรมแก่ประชาชน

ผู้ขอจดทะเบียนดังกล่าวมากยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ปัจจุบัน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 14)

 

                   มาตรา 14  กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดที่ใช้บังคับ

อยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ที่กล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีการค้า

ตามประมวลรัษฎากร ไม่ให้มีความหมายเป็นการกล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษี

มูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้

                   นอกจากกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายใดที่ใช้

บังคับอยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งได้บัญญัติให้บุคคลใดหรือ

กิจการใดได้รับยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรโดยมิได้ระบุถึงภาษี

อากรประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะไม่ให้มีความหมายเป็นการยกเว้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 15)

 

                   มาตรา 15  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราช

บัญญัตินี้ เมื่อบทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ให้บุคคลดังต่อไปนี้

มีสิทธิดำเนินการตามมาตรานี้ได้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (1) ผู้ประกอบการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ชั่วคราว ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และ

ให้นำมาตรา 85 และมาตรา 85/3 มาใช้บังคับ

                   (2) ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)

(ก) ถึง (ฉ) และมาตรา 81/1 มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อจดทะเบียน

และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และ

ให้นำมาตรา 81/1 มาตรา 81/3 และมาตรา 85/1 (2) มาใช้บังคับ

                   (3) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบ

กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หรือ

ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นใน

ราชอาณาจักร ที่ประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีแทนตาม

มาตรา 86/2 มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีได้ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 86/2 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ

                   (4) ผู้ประกอบกิจการที่พึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 91/12 มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  บุคคลซึ่งประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับอันเป็นกิจการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือพึงต้องเสียภาษี

ธุรกิจเฉพาะตามหมวด 4 หรือหมวด 5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมิได้ใช้สิทธิขอจดทะเบียนตามมาตรา 15

หากมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 หรือตามมาตรา 91/12

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษ

ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 90 /2 (2) หรือมาตรา 91/18 วรรคหนึ่ง

แล้วแต่กรณี

 

 

 

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 17)

 

                   มาตรา 17  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่ง

ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และมีสินค้าทุนอยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าทุนนั้นเป็นไป

ตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับสินค้าทุนนั้นในอัตราร้อยละ 3.5 ของมูลค่าต้นทุนสินค้าดังกล่าว

                   (1) เป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือ

ยานพาหนะ

                       (ก) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ

ขายสินค้าโดยตนเองเป็นผู้ผลิต สินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ

เครื่องกล หรือยานพาหนะ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง และถ้าเป็น

ยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัว

หรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ

                       (ข) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ

ให้บริการสินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล

หรือยานพาหนะที่ใช้ในการให้บริการของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ

ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้

ในงานบริหารกิจการ

                   (2) เป็นสินค้าทุนเฉพาะที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์

และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าได้มาในเวลาระหว่างวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผล

ใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือระหว่างวันที่ 1

พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 และ

ยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) เป็นสินค้าต้นทุนที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปีและมีมูลค่าต้นทุน

ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท

                   (4) เป็นสินค้าทุนที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ

                   (5) เป็นสินค้าทุนที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่ต้องชำระมาหัก

ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง

ให้ยื่นคำขอเครดิตภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตภาษีอีกต่อไป

                   คำขอเครดิตตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้

ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถาน

ประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการ

หลายแห่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดง

รายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็น

สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นหกส่วนเท่า ๆ กัน และให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษี

มูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีของสถานประกอบการของตน โดยให้เริ่ม

ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป และในกรณีที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตภาษีดังกล่าวเป็นเครดิต

ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่ครอบครองสินค้าทุนตาม

ความเป็นจริง

                   เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

                   คำว่ามูลค่าต้นทุนสินค้าได้แก่ ราคาของสินค้าโดยไม่รวมดอกเบี้ย

ค่าติดตั้งหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้

อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 18)

 

                   มาตรา 18  ภายใต้บังคับมาตรา 20 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระ

ภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้า

ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/ 16 ซึ่งยังมี

สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้า

ผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามเงื่อนไข

ทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับ

เครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ซื้อจากผู้ผลิต ให้คำนวณจาก

ราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อจากผู้ผลิตนั้น

ในกรณีที่ได้นำเข้า ให้คำนวณจากราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้า

บวกกำไรมาตรฐานของสินค้านั้น  ทั้งนี้ ในอัตราเท่ากับอัตราภาษีการค้า

รวมกับอัตราภาษีการค้าที่กรุงเทพมหานครหรือราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บ

เพิ่มตามกฎหมาย แต่จำนวนเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว

ให้ได้รับอย่างสูงไม่เกินร้อยละ 9.9 ของราคาทุนของสินค้า หรือราคา

ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้าบวกกำไรมาตรฐานของสินค้า แล้วแต่กรณี

                   (1) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขาย

และได้ซื้อจากผู้ผลิตหรือได้นำเข้า นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้า

หรือนำเข้าในระหว่างเวลาดังกล่าว และมีหนังสือรับรองการขายที่ผู้ขาย

ซึ่งเป็นผู้ผลิตออกให้ตามมาตรา 19 หรือใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากร

ออกให้

                   (2) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่

ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อ หรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ใน

สินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ

                   (3) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตาม

หมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมาย

ใด ๆ และ

                   (4) เป็นสินค้าคงเหลือที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

หมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัตินี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อ

ที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   การคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2534 ให้ถือตามหลักบัญชีเข้าก่อนออกก่อน

                    ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง

ให้ยื่นคำขอเครดิตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตอีกต่อไป

 

                   คำขอเครดิตตามวรรคสาม ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดย

ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถาน

ประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการ

หลายแห่งให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการ

ภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอ

ท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงาน

ใหญ่ตั้งอยู่

                   เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน และให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในเดือนภาษีมกราคม และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ของปี พ.ศ. 2535 และใน

กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตดังกล่าว

เป็นเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่เก็บรักษาสินค้า

คงเหลือดังกล่าวตามความเป็นจริง เว้นแต่ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตาม

กฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้นำเครดิตไปหักในการชำระ

ภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งเป็นหนังสือ

หรือนับแต่เดือนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับเครดิตตามาตรานี้จัดทำรายงาน

สินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้

จัดทำรายงานเป็นรายสถานประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการเก็บ

รักษาเอกสารให้ถือว่ารายงานสินค้าคงเหลือตามมาตรานี้เป็นรายงานตาม

มาตรา 87 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

                   เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้

อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 19)

 

                   มาตรา 19  ให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องเสีย

ภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งขายสินค้าที่ตนผลิตให้แก้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 18 ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้านั้น

ในระหว่างเวลาดังกล่าว ต้องจัดทำและส่งมอบหนังสือรับรองตามวรรคสอง

เพื่อเป็นหลักฐานการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวในวันที่ส่งมอบสินค้า

                   หนังสือรับรองการขายสินค้า ให้มีรายการดังต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ ที่อยู่ และเลขทะเบียนการค้าของผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรอง

                   (2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า

                   (3) เลขที่ของหนังสือรับรอง

                   (4) ชื่อ ชนิด ปริมาณของสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

                   (5) อัตราภาษีการค้าที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสีย

                   (6) วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรอง

                   ในกรณีที่ผู้ผลิตมีสถานการค้าหลายแห่ง ให้ออกหนังสือรับรองเป็น

รายสถานการค้า

                   ผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรองจะต้องจัดทำสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว

และเก็บรักษาสำเนานั้นไว้ ณ สถานการค้าที่ออกเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี

นับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง

                   ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าผู้ใดไม่ออกหนังสือรับรองตามที่ผู้ซื้อ

ร้องขอ หรือออกหนังสือรับรองแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่ง

เป็นผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง หรือไม่จัดทำสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ

                   ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่ออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งผู้ใด

จงใจไม่เก็บรักษาสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินสองพันบาท

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 20)

 

                   มาตรา 20  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้าบางประเภทซึ่งผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้า

คงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียน

พิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามประเภทและเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วน

ดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัตินี้ เมื่อขายสินค้าคงเหลือดังกล่าว

                   (1) เป็นสินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์

เรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มี

ระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

                   (2) สินค้าตาม (1) ต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้

เพื่อขาย โดยได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตหรือจากผู้นำเข้าและได้มีการ

ส่งมอบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้นำเข้าก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้

ให้เช่าซื้อหรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอน

ไปยังผู้ซื้อ

                   (4) เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

และ

                   (5) เป็นสินค้าที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะ

นั้น ๆ

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอยกเว้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอยกเว้น

อีกต่อไป

                   คำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดี

กำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากร

เขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นราย

สถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับ

อนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอ

ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ ที่ว่าการ อำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษี

สรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดี

มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 21)

 

                   มาตรา 21  บทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับ

                   (1) กรณีตามมาตรา 22 มาตรา23 มาตรา 24 มาตรา 25 และ

มาตรา 26  ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขบทบัญญัติแห่งมาตรานั้น ๆ

                   (2) การจัดเก็บภาษีการค้าที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ

ลงทุนได้นำเข้าเครื่องจักรโดยได้มีการออกใบขนสินค้าขาเข้าตามกฎหมาย

ว่าด้วยศุลกากรก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และหากต่อมาปรากฏว่า

สิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ใน

กรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้า ตามหมวด 4 ในลักษณะ 2

แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพ

ของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ภาษีการค้าต่อไป

                   (4) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ

ลงทุนได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ได้รับสิทธิและ

ประโยชน์ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการค้าสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรก่อน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะได้มีการนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าว

ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือไม่ และหากต่อมา ปรากฏว่าสิทธิ

และประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้

ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพ

ของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ภาษีการค้าต่อไป

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 22)

 

                   มาตรา 22  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประกอบกิจการให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนด

ให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้ทำสัญญาไว้ก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ากรณีเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีสิทธิขอยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ว่าจ้างตามมาตรา 82/4

วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และ

ขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

                   (1) คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ราชการ

ส่วนท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และ

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ส่งมอบงานบางส่วนให้แก่คู่สัญญา

อีกฝ่ายหนึ่ง และได้มีการชำระค่าตอบแทนตามส่วนของงานที่ได้ส่งมอบตาม

ข้อผูกพันที่กำหนดในสัญญาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยค่าตอบแทน

และงานที่ได้ส่งมอบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของค่าตอบแทนและงานตาม

สัญญา

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้

ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้น

ระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

                   คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการ

ตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง

ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและ

ชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงาน

ภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้ง

ส่งมอบสำเนาสัญญาและหลักฐานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษี

ขายตามมาตรานี้ เสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไปนี้ เฉพาะสำหรับ

การให้บริการตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าการให้บริการนั้นจะแล้วเสร็จ แต่

ต้องไม่ช้ากว่าวันที่สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายสิ้นสุดลง

                   สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ ให้สิ้นสุดลงใน

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เว้นแต่ในกรณีที่เป็นสัญญารับเหมาก่อสร้าง

ให้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2536

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดี

มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 23)

 

                   มาตรา 23  ในกรณีสินค้าตามประเภทที่ 03.01 ถึง 03.90

ประเภทที่ 04.01 ถึง 04.90 ประเภทที่ 05.01 ถึง 05.90 ประเภทที่

06.01 ถึง 06.90 และประเภทที่ 07.01 ถึง 07.90 แห่งพิกัดอัตราภาษี

สรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534

ได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และยังมิได้

เสียภาษีการค้าประเภทการขายของตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นอยู่ใน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า โดยให้ภาษีการค้า

มีจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่ง

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534

                   เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีตามมาตรานี้ ให้ถือว่าความรับผิดใน

การเสียภาษีการค้าตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

เว้นแต่สินค้าที่เป็นรถยนต์และสินค้าอื่นที่เป็นประเภทที่อธิบดีกำหนด ก็ให้

ความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ยื่นแบบ

แสดงรายการเสียภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมทั้งชำระภาษีภายในกำหนด

หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และให้นำบทบัญญัติตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 24)

 

                   มาตรา 24  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป

แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายสินค้าที่มีการขาย

เสร็จเด็ดขาดหรือการให้บริการที่สิ้นสุดลงก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับชำระค่าตอบแทนจากการขายสินค้า

หรือการให้บริการนั้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และให้ความ

รับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการจดทะเบียน

ที่ไม่เป็นผู้ผลิต เป็นไปตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 25)

 

                   มาตรา 25  การคืนภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 ให้กระทำได้ดังต่อไปนี้

                   (1) การคืนภาษีการค้าให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนภาษีการค้าตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ผู้ที่ประสงค์จะ

ได้รับคืนภาษีการค้าต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในวันที่ 31

ธันวาคม พ.ศ. 2537

                   (2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าทประเภทการขายของซึ่งได้ขายสินค้า

ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ไว้แล้ว หากมีหนี้สูญจากการขายสินค้าดังกล่าวในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 และหนี้สูญนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 79 จัตวา (4)

แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการ

นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่คำนวณจากส่วนหนี้สูญได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาตาม (1)

                   (3) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรก่อนวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว ถ้าต่อมา

ได้มีการส่งสินค้านั้นหรือสินค้าที่ผลิตหรือผสมหรือประกอบด้วยสินค้านั้นออกนอก

ราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้มีสิทธิยื่นคำร้อง

ขอคืนภาษีการค้าที่เรียกเก็บจากสินค้านั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข

และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 26)

 

                   มาตรา 26  ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการ

ขายสินค้าหรือการให้บริการตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

มีสิทธิขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

                   (1) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามมาตรา 79

จัตวา (3) วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการผ่อนชำระ

ตามสัญญานั้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าการขายสินค้า

ดังกล่าวจะกระทำโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตหรือไม่เป็น

ผู้ผลิต

                   (2) การให้เช่าเครื่องจักร เครื่องมือ หรือเครื่องกลที่มีมูลค่าต้นทุน

ไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท เพื่อใช้ในการผลิตหรือการให้บริการโดยได้มีการ

ทำสัญญาและได้มีการชำระค่าเช่านั้นบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้

ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้น

ระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

                   คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการ

ตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง

ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและ

ชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงาน

ภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้ง

หลักฐานตามที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิตามวรรคหนึ่งและได้ยื่นคำขอ

ตามวรรคสองเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ในกรณีที่ปรากฏในภายหลัง

ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีสิทธิตามมาตรานี้ ให้อธิบดีแจ้งให้

ผู้ประกอบการทราบ พร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับ

 

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย

และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

                   บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับ

อนุมัติให้เสียภาษีการค้าต่อไปตามมาตรานี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 27)

 

                   มาตรา 27  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้า

และการนำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่ง

เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้า

ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยใช้แสตมป์

สรรพสามิตหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ครบถ้วนแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ ไม่ว่าจะได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม

หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม

                   (2) การขายสินค้าประเภทที่ได้รับการขยายเวลาการชำระภาษีตาม

มาตรา 14 วรรคสอง หรือมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. 2527 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบ

อุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และผู้ประกอบการจดทะเบียน

ดังกล่าวได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) การขายสินค้าที่เป็นน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามพระราชบัญญัติ

ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็น

ผู้ขายส่งหรือขายปลีกเฉพาะน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรม

ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามติได้นำสินค้าออกจากดรงอุตสาหกรรม

หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (4) การนำเข้าสินค้าประเภทที่ระบุในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษี

สรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตรา

ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ซึ่งความรับผิดชอบของผู้นำเข้าใน

อันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

ไม่ว่าจะได้รับชำระภาษีสรรพสามิตไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

หรือไม่ก็ตาม

                   (5) การขายสินค้านำเข้าตาม (4) หลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

โดยผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   ถ้าได้มีการขายสินค้าตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (3) และ (5) ภายใน

หกสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่

มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16

มีสิทธิออกหลักฐานการขายสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

ในวันที่ส่งมอบสินค้าได้และหลักฐานการขายสินค้าดังกล่าวให้ถือเป็นใบกำกับ

ภาษี และให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานของภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   ภาษีซื้อตามวรรคสองให้มีจำนวนเท่ากับเจ็ดในหนึ่งร้อยเจ็ดส่วนของ

มูลค่าสินค้าตามที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว

                   หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ให้มีรายการดังต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการและเลขประจำต้องผู้เสียภาษีอากร

                   (2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้า

                   (3) เลขที่ของหลักฐาน

                   (4) ชื่อ ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

                   (5) วัน เดือน ปี ที่ออกหลักฐาน

                   (6) ข้อความแสดงว่าเป็นสินค้าตามวรรคหนึ่ง

                   หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ออกหลักฐานเป็นรายสถานประกอบการ และ

ให้เก็บรักษาสำเนาหลักฐานนั้นไว้ ณ สถานประกอบการที่ออกหลักฐานเป็นเวลา

ห้าปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักฐาน และให้นำมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 28)

 

                   มาตรา 28  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการ

ดังต่อไปนี้

                   (1) ผู้ประกอบการที่ซื้อสุราหรือได้รับใบอนุญาตทำสุราที่มีสัญญาผูกพัน

กับกรมสรรพสามิตหรือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 ที่จะต้องชำระเงินแก่รัฐบาลเป็นการเหมาจ่าย และอยู่ในบังคับ

มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

                   (2) ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายปลีกหรือขายส่งซึ่งสุราที่ซื้อ

หรือได้มาจากผู้ประกอบการตาม (1) ทุกทอด แต่ไม่รวมถึงผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภัตตาคาร

                   กิจการภัตตาคารได้แก่กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิด

ใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม  ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือ

จากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 29)

 

                   มาตรา 29  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและ

การนำเข้าสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) สุราที่อยู่ในบังคับมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534

                   (2) สุราที่ทำในราชอาณาจักรโดยได้เสียภาษีสุราครบถ้วนแล้วและ

ได้นำออกจากโรงงานสุราก่อนพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

ใช้บังคับ

                   (3) สุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้เสียภาษีสุราโดยปิดแสตมป์

สุราแล้วและได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   ถ้าได้มีการขายสุราตามวรรคหนึ่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2534 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิ

ออกหลักฐานการขายสุรานั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนใน

วันที่ส่งมอบสุราได้ และให้นำมาตรา 27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่

และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 30)

 

                   มาตรา 30  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและ

การนำเข้ายาเส้น หรือยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) ยาเส้นหรือยาสูบที่อยู่ในบังคับมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ

ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

                   (2) ยาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักรโดยบรรจุซองและปิดแสตมป์

ครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่พระราชบัญญัติ

ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   (3) ยาสูบตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะยาสูบที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบตามกฎหมาย

ว่าด้วยยาสูบได้บรรจุซองและปิดแสตมป์ยาสูบครบถ้วนแล้วและได้นำออกจาก

โรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (4) ยาเส้นหรือยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้ปิดแสตมป์

ยาสูบและได้นำออกจากอ่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   ถ้าได้มีการขายยาเส้นหรือยาสูบตามวรรคหนึ่ง ภายในหกสิบวัน

นับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายยาเส้นหรือยาสูบนั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็น

ผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบยาเส้นหรือยาสูบได้ และให้นำ

มาตรา 27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบันโดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะมาใช้แทนภาษีการค้า และ

ปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรแสตมป์

ของประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

-------------------

 

    *[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       พุทธศักราช 2482

    *[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483

    *[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485

    *[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485

    *[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489

    *[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490

    *[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490

    *[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

    *[9] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2495

   *[10] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496

   *[11] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

   *[12] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

   *[13] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       พ.ศ. 2501

   *[14] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

   *[15] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

   *[16] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2502

   *[17] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

   *[18] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

   *[19] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

   *[20] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

   *[21] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

   *[22] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

   *[23] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

   *[24] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

   *[25] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

                       ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2515

   *[26] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

   *[27] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

   *[28] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

   *[29] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

   *[30] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

                       ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520

   *[31] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

   *[32] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

   *[33] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

   *[34] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

   *[35] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

   *[36] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

   *[37] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

   *[38] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

   *[39] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

   *[40] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

   *[41] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525

   *[42] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2526

   *[43] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527

   *[44] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

   *[45] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2532

   *[46] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533

   *[47] แก้ไขโดย ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ

                       ฉบับที่ 37 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

   *[48] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

   *[49] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534

   *[50] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

   *[51] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2534