หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

พุทธศักราช 2481

------

ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2481

เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง

การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม

 

                   จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา 1  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่าพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481

 

                   มาตรา 2  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482

เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 3  ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้

เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482 เป็นต่อไป เว้นแต่บท

บัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่

วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 4  นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก

                   (1) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2468

                   (2) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.119

                   (3) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช 2464

                   (4) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.119

                   (5) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ

ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก 130

                   (6) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2485

                   (7) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช 2475

                   (8) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2476

                   (9) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง

ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

                   และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช 2475

กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม

หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น

 

                   มาตรา 5  บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ

และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้

บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร

                   ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้

ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ

อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวล

รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์

 

                   มาตรา 6  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้

เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

           พิบูลสงคราม

          นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมวลรัษฎากร

ลักษณะ 1

ข้อความเบื้องต้น

------

 

                   มาตรา 1  กฎหมายนี้ให้เรียกว่าประมวลรัษฎากร

*[10]

*[30]

 

                   มาตรา 2  ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้

เห็นเป็นอย่างอื่น

                   รัฐมนตรีหมายความว่า  รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประมวล

รัษฎากรนี้

*[43]

                   ““อธิบดีหมายความว่า  อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่อธิบดี

กรมสรรพากรมอบหมาย

                   ผู้ว่าราชการจังหวัดหมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพ

มหานครด้วย

                   อำเภอหมายความว่า  นายอำเภอ สมุห์บัญชีอำเภอ หรือ

สมุห์บัญชีเขต

                   นายอำเภอหมายความรวมถึงหัวหน้าเขต และปลัดอำเภอผู้เป็น

หัวหน้าประจำกิ่งอำเภอด้วย

                   ที่ว่าการอำเภอหมายความรวมถึงที่ว่าการเขต และที่ว่าการ

กิ่งอำเภอด้วย

                   องค์การของรัฐบาลหมายความว่า  องค์การของรัฐบาลตาม

กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล และกิจการของรัฐตามกฎหมาย

ที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย

                   ประเทศไทยหรือราชอาณาจักรหมายความรวมถึงเขตไหล่ทวีป

ที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับนับถือกัน

โดยทั่วไป และตามความตกลงกับต่างประเทศด้วย

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 3  บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตาม

ประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ

                   (1) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ

หรือสภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป

                   (2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามข้อผูกพันที่

ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ

หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

                   (3) ยกเว้นแก่รัฐบาล - องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล

องค์การศาสนา หรือองค์การการกุศลสาธารณ

                   การลดหรือยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) นั้น จะตราพระราช

กฤษฎีกายกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้

*[8]

*[10]

*[17]

*[39]

 

                   มาตรา 3 ทวิ  ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควร

ต้องได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนด

ค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา 13 คือ

                   (1) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ

มหานครให้เป็นไปอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดในจังหวัดอื่นให้เป็นอำนาจของ

ผู้ว่าราชการจังหวัด

                   (2) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือน แต่ไม่เกิน

หนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี ให้เป็น

อำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดี อธิบดีกรมการปกครอง

และอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                   ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจ

เปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไป

ในกรณีแห่งความผิดนั้น

                   ถ้าผู้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่าไม่ควรใช้อำนาจ

เปรียบเทียบ หรือเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบ

หรือยอมแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ

กำหนด ให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ ห้ามมิให้ดำเนินการ

เปรียบเทียบตามกฎหมายอื่นอีก

*[8]

 

                   มาตรา 3 ตรี  บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากรนี้และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตาม

หลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้อง

รับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร

*[8]

 

                   มาตรา 3 จัตวา  ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนด

ให้บุคคลไปเสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอ รัฐมนตรีจะประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ไปเสีย ณ สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ ในกรณี

เช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้นให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จ

รับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้นได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว

*[10]

*[39]

 

                   มาตรา 3 เบญจ  เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยง

การเสียภาษีอากร ให้อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ

ให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการ

ตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวกับ หรือ

สันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร

                   ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

หรือสรรพากรเขต มีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคหนึ่ง สำหรับ

ในเขตท้องที่จังหวัดหรือเขตนั้น

                   การทำการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ต้องทำในระหว่าง

เวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของ

ผู้ประกอบกิจการนั้น

*[10]

 

                   มาตรา 3 ฉ  บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่ง

เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ถ้าทำเป็นภาษา

ต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใด

ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควร

ก็ได้

*[10]

                   มาตรา 3 สัตต  เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตาม

ประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชี จะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคล

ที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี

                   บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อนต้องเป็น

ผู้ที่มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด

อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้

                   บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศ

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[10]

 

                   มาตรา 3 อัฏฐ  กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้ง

รายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสีย

ภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม

กำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ

จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้

ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

                   กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรี

เห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความ

จำเป็นแก่กรณีก็ได้

*[10]

 

                   มาตรา 3 นว  ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวาง

เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ ตามความในมาตรา 3 เบญจ มีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับ

ทั้งจำ

*[10]

 

                   มาตรา 3 ทศ  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน

หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 3 ฉ มีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

*[30]

*[39]

 

                   มาตรา 3 เอกาทศ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร

ตามประมวลรัษฎากร อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร

และผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการ ตาม

ประมวลรัษฎากรได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำหนด  ทั้งนี้

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   มาตรา 3 ทวาทศ  ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตาม

ความในมาตรา 3 เอกาทศ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

*[32]

 

                   มาตรา 3 เตรส  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี

ให้อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ซึ่ง

ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะ 2 หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์

เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำมาตรา 52

มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 60 และมาตรา 63

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[41]

*[42]

 

                   มาตรา 3  จตุทศ  ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามบทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่ายและ

นำส่งก่อน ไม่ว่าการจ่ายเงินนั้นจะเกิดขึ้นจากคำสั่งหรือคำบังคับของศาล

หรือตามกฎหมาย หรือเหตุอื่นใดก็ตาม

*[8]

*[24]

 

                   มาตรา 4  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม

ประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินและ

เจ้าพนักงานอื่นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษากับออกกฎกระทรวง

                   (1) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์ โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับ

แสตมป์ที่ใช้ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดแต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า

หกสิบวัน

                   (2) กำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรนี้

                   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้

บังคับได้

*[17]

 

                   มาตรา 4 ทวิ  คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทย

ต้องเสียภาษีอากรที่ค้างชำระและหรือที่จะต้องชำระ แม้จะยังไม่ถึงกำหนด

ชำระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากร ให้เสร็จสิ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวล

รัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง

 

                   มาตรา 4 ตรี  ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทย

ยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนด

เวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่

                   การยื่นคำร้องตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือ

พักอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรีให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับ

มอบหมาย ถ้ามีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ในเขตจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                   คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความใน

วรรคก่อน หรือยื่นคำร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทาง

ออกจากประเทศไทยหรือพยายามเดินทางออกจากประเทศไทย นอกจาก

จะมีความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเสีย

เงินเพิ่มร้อยละ 20 ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่ม

ตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

*[43]

 

                   มาตรา 4  จัตวา  บทบัญญัติมาตรา 4 ทวิ และมาตรา 4 ตรี

ไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามาและอยู่ใน

ประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมกันไม่เกินเก้าสิบวันใน

ปีภาษีใดโดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน หรือคนต่างด้าวที่อธิบดีประกาศกำหนด

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา 4 เบญจ  ให้ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี ตรวจสอบว่า

ผู้ยื่นคำร้องมีภาษีอากรที่จะต้องเสียตามมาตรา 4 ทวิ หรือไม่ ถ้าไม่มี

ก็ให้ออกใบผ่านภาษีอากรแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง

                   ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำร้อง

มีเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามมาตรา 4 ทวิ และผู้ยื่นคำร้องได้นำเงินภาษี

อากรมาชำระครบถ้วยแล้วก็ดี หรือไม่อาจชำระได้ทั้งหมดหรือได้ชำระแต่

บางส่วน และผู้ยื่นคำร้องได้จัดหาผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่อธิบดีหรือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่า

ภาษีอากรนั้นแล้วก็ดี ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ออกใบผ่านภาษีอากรให้

 

                   มาตรา 4 ฉ  ในกรณีที่ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี พิจารณา

เห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องมีเหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทย

เป็นการรีบด่วนและชั่วคราว และผู้ยื่นคำร้องมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์

อยู่ในประเทศไทย พอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้าง หรือที่ต้องชำระ ให้อธิบดี

หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้

 

                   มาตรา 4 สัตต  ภายใต้บังคับมาตรา 4 อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากร

ให้มีอายุใช้ได้สิบห้าวันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากร

ก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต่อ

อายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้

 

                   มาตรา 4 อัฏฐ  คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าออก

ประเทศไทยเป็นปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพจะยื่น

คำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี

ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำก็ได้ ถ้าผู้รับคำร้องพิจารณา

เห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำเป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือ

หลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระแล้ว

จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ใบผ่านภาษีอากร

เช่นว่านี้ให้มีกำหนดเวลาใช้ได้ตามที่ระบุในใบผ่านภาษีอากรนั้น แต่ต้อง

ไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก

 

                   มาตรา 4 นว  คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทย

โดยไม่มีใบผ่านภาษีอากรซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัษฎากรนี้ ต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

                   คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษ

เช่นเดียวกัน

*[25]

*[39]

 

 

                   มาตรา 4 ทศ  ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ย

แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

ของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ

เงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   ดอกเบี้ยที่ให้ตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่

ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้

 

ลักษณะ 2

ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร

หมวด 1

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

------

 

                   มาตรา 5  ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่

และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 6  ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่

นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

 

                   มาตรา 7  บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน

หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ

*[44]

 

                   มาตรา 8  หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่น

ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือ

ให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน

ของบุคคลนั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการ

ของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของ

ผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้าน

หรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้

                   กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอก

ราชอาณาจักร ให้ใช้วิธีปิดหมายหนังสือแจ้งหรือหนังสืออื่น แล้วแต่กรณี

ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้น

มีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือ

โฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้

                   เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

*[8]

 

                   มาตรา 9  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวน

เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตาม

อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ

*[8]

 

                   มาตรา 9 ทวิ  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคา

ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับ

ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

 

                   มาตรา 10  เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ได้

รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก

แจ้งแก่ผู้ใดหรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดย

ชอบด้วยกฎหมาย

*[39]

 

                   มาตรา 10 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดี

มีอำนาจเปิดเผยรายละเอียด ดังต่อไปนี้

*[50]

                   (1) ชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกประเมินเพิ่มเติมของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น

                   (2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย

                   (3) ชื่อผู้สอบบัญชี และพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการตรวจสอบ

และรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต

                   ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

 

                   มาตรา 11  เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้

นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้

ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ

รับเงินแล้ว

*[1]

 

                   มาตรา 11 ทวิ  ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่

เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย

ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์

*[41]

 

                   มาตรา 12  ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึง

กำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง

                   เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและ

ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่ว

ราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดี

จะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้

                   ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ

นายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัด

หรืออำเภอนั้น แต่สำหรับนายอำเภอนั้นจะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ

ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด

                   วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว ให้หักค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่าย

ในการยึดและขายทอดตลาดและเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่

เจ้าของทรัพย์สิน

*[42]

                   ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามวรรคสอง ให้หมายความรวมถึง

ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วย

*[41]

 

                   มาตรา 12 ทวิ  เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว

ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สิน

ที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว

 

                   มาตรา 12 ตรี  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ให้

ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ

                   (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง และบุคคลใด ๆ

ที่มีเหตุสมควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาให้ถ้อยคำ

                   (2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น

อันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ

                   (3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือ

ยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)

                   การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

เจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง การออกคำสั่งและทำการตาม (3)

ต้องเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 13  เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

*[41]

 

หมวด 1 ทวิ

คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

------

 

                   มาตรา 13 ทวิ  ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ประกอบด้วย

ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดี

กรมศุลกากร อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนสามคนซึ่งรัฐมนตรี

แต่งตั้งเป็นกรรมการ

                   ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังเป็น

เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

                   มาตรา 13 ตรี  ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 13 ทวิ

มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

อาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้

 

                   มาตรา 13 จัตวา  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม

มาตรา 13 ตรี กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

                   (1) ตาย

                   (2) ลาออก

                   (3) รัฐมนตรีให้ออก

                   (4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็น

บุคคลล้มละลาย

                   (5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ

สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

                   ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่น

เป็นกรรมการแทน

                   กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง อยู่ในตำแหน่งได้เพียง

เท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

 

                   มาตรา 13 เบญจ  การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรต้อง

มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็น

องค์ประชุม

                   ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการ

คนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

                   มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มี

เสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุม

ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

                   มาตรา 13 ฉ  ให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

                   มาตรา 13 สัตต  คณะกรรมการตามมาตรา 13 ทวิ มีอำนาจ

                   (1) กำหนดขอบเขตในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินและ

พนักงานเจ้าหน้าที่

                   (2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการตรวจสอบ

และประเมินภาษีอากร

                   (3) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับภาษีอากรที่กรมสรรพากรขอความเห็น

                   (4) ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในการจัดเก็บภาษีอากร

                   การกำหนดตาม (1) และ (2) เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก

คณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมิน

และพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม

                   คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรตาม (3) ให้เป็นที่สุด

และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงนั้น

มิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นแต่ในกรณีที่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดมีผลเป็นการ

เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มี

อำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลังได้เฉพาะบุคคล

ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น

                   มาตรา 13 อัฏฐ  กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งมีส่วนได้เสีย

ในเรื่องใดที่ต้องวินิจฉัยตามมาตรา 13 สัตต (3) จะเข้าร่วมประชุมหรือ

ลงมติในเรื่องนั้นมิได้

 

หมวด 2

วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน

------

 

                   มาตรา 14  ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น

ภาษีอากรประเมิน

*[19]

 

                   มาตรา 15  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่ง

ลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท

*[17]

 

                   มาตรา 16  เจ้าพนักงานประเมินหมายความว่า  บุคคล

หรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร

------

 

                   มาตรา 17  การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด

ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด

                   ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ

ประกอบแบบแสดงรายการใดก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง

เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด

บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้

เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง

ปฏิบัติตาม

*[8]

*[39]

                   เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร

                   (1) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไป

ให้มีบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่านี้

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   (2) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษี

อากรจัดทำบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่น ๆ แสดงรายการหรือแจ้งข้อความใด ๆ

และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน พร้อมกับการยื่นรายการตามแบบแสดง

รายการที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 18  รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ

และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย

ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[2]

                   ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง

จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน

ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง

ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

                   ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง

จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

ยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้

*[39]

                   การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[12]

 

                   มาตรา 18 ทวิ  ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการ

จัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษี

จากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว

ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสีย และให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษี

ภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมิน

ก็ได้

                   ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต

ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี

                   ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่ง

ให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้

*[43]

                   มาตรา 18 ตรี  ภายใต้บังคับมาตรา 19 ทวิ ในกรณีเจ้าพนักงาน

ประเมินได้ประเมินให้เสียภาษี บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้น

พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่

วันได้รับแจ้งการประเมิน

*[8]

 

                   มาตรา 19  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้า

ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุ

อันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือ

ไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้น

มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำ

บัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า

ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

*[8]

 

                   มาตรา 20  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการ

ไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีก

ไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[17]

 

                   มาตรา 21  ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง

ของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม

โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษี

อากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

*[39]

 

                   มาตรา 22  ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21

ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้อง

ชำระอีก

*[1]

*[8]

 

 

                   มาตรา 23  ผู้ใดไม่ยื่นรายการให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียก

พยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอัน

ควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่

วันส่งหมาย

*[1]

 

                   มาตรา 24  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว

อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ

อุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[1]

*[17]

 

                   มาตรา 25  ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผล

อันสมควร อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร

ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

*[39]

 

                   มาตรา 26  เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ใน

การประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิด

เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ

*[1]

*[17]

*[39]

*[42]

*[43]

 

                   มาตรา 27  บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา

ตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้

เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้อง

เสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

                   ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและ

ได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตาม

วรรคหนึ่ง ให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

                   การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อ

พ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี

แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษี

ที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน

หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล

*[39]

 

                   มาตรา 27 ทวิ  เบี้ยปรับตามมาตรา 22 และมาตรา 26 และ

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 ให้ถือเป็นเงินภาษี

                   เบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ส่วน 2

การอุทธรณ์

------

 

                   มาตรา 28  การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 29  ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน

กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

*[12]

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือ

มาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับ

แจ้งการประเมินตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือมาตรา 24

                   (3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่

ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

*[10]

*[12]

*[17]

 

                   มาตรา 30  ในอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการ

ประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25

                                        (ก) เจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน

อยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ

พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และ

ผู้แทนกรมมหาดไทย

                                        (ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน

อยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่ง

ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนสรรพากรหรือผู้แทน และ

อัยการจังหวัดหรือผู้แทน

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน

นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

*[42]

                   คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (ก) จะมีหลายคณะก็ได้

*[10]

*[17]

*[19]

 

                   มาตรา 31  การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้า

ไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตาม

มาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์

หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง

คำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

                   ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้อง

ชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน

*[17]

 

                   มาตรา 32  เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30

เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรรมการในคณะกรรมการ

พิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน

ออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยาน

หลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า

ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย

*[17]

 

                   มาตรา 33  ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่ง

ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

*[17]

 

                   มาตรา 34  คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตาม

มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์

 

ส่วน 3

บทกำหนดโทษ

------

 

*[8]

*[32]

                   มาตรา 35  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ หรือมาตรา 51

เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

*[41]

 

                   มาตรา 35 ทวิ  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

                   ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ

ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

*[1]

*[41]

 

                   มาตรา 36  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก

หรือคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือสรรพากรจังหวัด เจ้าพนักงาน

ประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรรมการที่ออกตามมาตรา 12 ตรี

มาตรา 19 มาตรา 23 หรือมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ

*[8]

*[17]

 

                   มาตรา 37  ผู้ใด

                   (1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ

หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ

                   (2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด

ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตาม

ลักษณะนี้

                   ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่

สองพันบาทถึงสองแสนบาท

*[17]

 

                   มาตรา 37 ทวิ  ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น

ตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

หมวด 3

ภาษีเงินได้

ส่วน 1

ข้อความทั่วไป

------

 

                   มาตรา 38  ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

*[2]

*[8]

*[10]

*[17]

 

 

 

                   มาตรา 39  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น

อย่างอื่น

*[34]

*[43]

                   ““เงินได้พึงประเมินหมายความว่า  เงินได้อันเข้าลักษณะ

พึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน

หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินค่าภาษีอากรที่

ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40

และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันหมายความว่า

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน

ในลักษณะดังต่อไปนี้

                   (1) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็น

หุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวน

ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

                   (2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคล

หนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนใน

อีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าหุ้นกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

                   (3) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่า

ร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ

                   (4) บุคคลเกินกว่ากึ่งหนึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี

อำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่งเป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี

อำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

                   ปีภาษีหมายความว่า  ปีประดิทิน

*[28]

                   ““บริษัทจดทะเบียนหมายความว่า  บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมาย

ว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

                   บริษัทจัดการกิจการลงทุนหมายความว่า  บริษัทหลักทรัพย์ที่

ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุม

กิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

                   กองทุนรวมหมายความว่า  คณะบุคคลซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่ง

จัดตั้งและดำเนินการโดยบริษัทจัดการกิจการลงทุนตามโครงการในการ

ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขาย

อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

*[30]

                   ““บริษัทเงินทุนหมายความว่า  บริษัทเงินทุนหรือบริษัท

เครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบ

ถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

*[32]

                   ““บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหมายความว่า  บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ

ต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง

                    (1) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาล

ต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตาม

กฎหมายของ

ต่างประเทศ

                   (2) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้า

หรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ

นิติบุคคลอื่น

*[39]

                   (3) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึง

มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข)

*[44]

                   (4) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา

*[37]

                   ““ขายหมายความรวมถึงขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์

หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทน

หรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

                   (1) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน

อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดย

พระราชกฤษฎีกา

                   (2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ในอสังหาริมทรัพย์

 

                   ราคาขายหมายความรวมถึงราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนด

ตามมาตรา 49 ทวิ

                   สิทธิครอบครองหมายความรวมถึงสิทธิครอบครองในการถือครอง

อสังหาริมทรัพย์

 

ส่วน 2

การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา

------

 

*[5]

*[8]

*[10]

*[21]

*[43]

 

                   มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทต่อไปนี้

รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้

ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

                   (1) เงินได้เนื่องจากแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง

เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่

คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า

เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน

ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

                   (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับ

ทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุน

ในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณ

ได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า

เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ

และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือ

ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่ง

งานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

*[17]

                   (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือ

เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่นหรือ

คำพิพากษาของศาล

                   (4) เงินได้ที่เป็น

*[28]

*[30]

*[33]

*[49]

                                        (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้

ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ย

เงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษี

เงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

ว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย

ดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสาร

แสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและ

จำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนอง

เดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้

กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

*[33]

*[40]

                                        (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์

อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวมหรือสถาบันการเงิน

ที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อ

ส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงิน

ส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

ว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย

ตามกฎหมายดังกล่าว

*[34]

                                        เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตร

ชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยา

ของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็น

เงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปี

ภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดา

ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

                             ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ด้วยโดยอนุโลม

                                        (ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                                        (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะ

ส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

                                        (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจาก

กำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน

                                        (ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

*[44]

*[49]

                                        (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือ

โอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก  ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็น

เงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

*[17]

                   (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

                             (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

                             (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

                             (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สิน

ที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

                   ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มี

เงินได้แสดงเงินได้ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมิน

มีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้

ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของ

ผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย

การอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับ

ไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้นเป็นเงินได้พึงประเมินของ

ปีที่มีการผิดสัญญานั้น

                   (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ

วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น

ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

                   (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหา

สัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

                   (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม

การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว

*[43]

                   เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทน

ให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าทอดใดหรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือ

เป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดี่ยวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น

*[17]

 

                   มาตรา 40 ทวิ  ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตาม

คำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขาตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง ให้

ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือ

ราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป เป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไปนั้น

                   ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

                   (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

                   (2) เป็นของผ่านแดน

                   (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้

ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

                   (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา

ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอก

ราชอาณาจักร

*[8]

 

                   มาตรา 41  ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วง

มาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจาก

กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

                   ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่

ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจาก

ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อ

นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

                   ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวม

เวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ใน

ประเทศไทย

*[37]

 

                   มาตรา 41 ทวิ  ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน

อสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้อง

เสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

*[5]

*[10]

 

                   มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้น

ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือ

ตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ

ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

                   (2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้

โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

*[17]

                   (3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเฉพาะส่วนที่

ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้า

รับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว

แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิม

และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่

วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

                   (4) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะ

ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส

ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน

เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ

เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้าง

แรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช

2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้านหรือบ้าน

ที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทย

ในต่างประเทศ

                   (6) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์

ไปรษณียากรของรัฐบาล

                   (7) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบ

ที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

*[19]

*[28]

*[30]

*[44]

*[49]

                   (8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

                                        (ก) ดอกเบี้ยสลากออกสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของ

รัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

                                        (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

                                        (ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืน

เมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว

ในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

*[37]

                   (9) การขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา

โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวาง

ตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปหรือแพ

                   (10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้

ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตาม

โอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

*[17]

                   (11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัล

สลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้

ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน

หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปราม

การกระทำความผิด

                   (12) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

                   (13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือ

การฌาปนกิจสงเคราะห์

*[30]

*[40]

*[44]

                   (14) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคลซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่ง

ของกำไรจากกองทุนรวม

*[17]

*[19]

                   (15) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตน

และหรือครอบครัวได้ทำเอง

                   (16) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา 57 ทวิ

                   (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

*[25]

                   (18) รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลด

จากการซื้อสลากบำรุงกาชาดไทย

*[25]

                   (19) ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา 4 ทศ

*[40]

                   ยกเลิก (20)

*[28]

*[49]

                   ยกเลิก (21)

*[30]

*[31]

*[44]

                   ยกเลิก (22)

                   (23) เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม

                   (24) เงินได้ของกองทุนรวม

*[46]

                   (25) เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคม

ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

*[5]

*[8]

*[10]

*[25]

*[29]

*[32]

*[34]

*[43]

*[45]

*[47]

                   มาตรา 42 ทวิ  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (1) และ

(2) เว้นแต่ที่กำหนดในวรรคสาม ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40

แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท

                   ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็น

สามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ใน

วรรคหนึ่ง

*[36]

*[42]

*[47]

                   ในกรณีเงินได้พึงประมวลตามมาตรา 40 (1) และ (2) เป็นเงิน

ซึ่งนายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานโดยคำนวณจ่ายจากระยะเวลา

ที่ทำงานตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด  ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินที่จ่ายนั้นจะจ่ายจากเงิน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือไม่ ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

จำนวนเท่ากับ 7,000  บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน

เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แต่ถ้าเงินได้

พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีก

จำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้าง

จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท

ลงเหลือ 3,500 บาท

                   จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคสาม ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่น

ในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณ

เงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือ

ข้อบังคับของทางราชการ

                   ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสี่เศษของปี

ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวัน ให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวัน

ให้ปัดทิ้ง

*[30]

 

                   มาตรา 42 ตรี  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) เฉพาะ

ที่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 20 แต่

ต้องไม่เกิน 20,000 บาท

                   ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความ

เป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์

ในวรรคหนึ่ง

*[5]

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 43  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (5)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[1]

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 44  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (6)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 45  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (7)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[10]

 

                   มาตรา 46  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (8)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

 

                   มาตรา 47  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตาม

มาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้

หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

                   (1) ลดหย่อนให้สำหรับ

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

*[43]

*[45]

*[47]

                             (ก) ผู้มีเงินได้ 20,000 บาท

                             (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 20,000 บาท

                             (ค) บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้

รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้

                                  (1) ที่เกิดก่อนหรือใน พ.ศ. 2522 หรือที่ได้รับเป็น

บุตรบุญธรรมก่อน พ.ศ. 2522 คนละ 10,000 บาท

                                  (2) ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรม

ในหรือหลัง พ.ศ. 2522 คนละ 10,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

                               ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้งตาม (1)  และ (2) การหักลดหย่อน

สำหรับบุตรให้นำบุตรตาม (1) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม (2)

มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวน

ตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้แต่ถ้าบุตรตาม (1)

มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมกับบุตร

ตาม (1) แล้วต้องไม่ เกินสามคน

                               การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน

ยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์

หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความ

อุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมิน

ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้น

ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

                               การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณี

ที่จะหักได้นั้นจะอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อน

ในฐานะบุตรบุญธรรมได้แต่ฐานะเดียว

*[37]

*[47]

                             (ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการ

ประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท  ทั้งนี้

เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการ

ประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกันกิจการประกันชีวิต

ในราชอาณาจักร

                               ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความ

เป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่

จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

*[28]

*[30]

*[34]

*[40]

                             (จ) เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) เท่าจำนวน

ที่ได้รับแต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท เฉพาะส่วนที่ได้รับจากกองทุนรวม

หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับ

ให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

                             เมื่อหักลดหย่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว มีเงินได้เหลืออยู่เท่าใด

ให้หักลดหย่อนได้อีร้อยละ 30 สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 400,000 บาท

                             ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ตามวรรคหนึ่ง

และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับ

เงินได้ดังกล่าวที่สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

และวรรคสอง

*[37]

                             (ฉ) บุตรของผู้มีเงินได้ ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไข

ใน (ค) และยังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตาม

กฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วย

โรงเรียนราษฎร์ ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีก คนละ 2,000 บาท

*[42]

*[47]

                             (ช) เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไป

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงตามมาตรา 65 ตรี

(2) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

                             ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน

สำรองเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี

ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสะสมของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุน

สำรองเลี้ยงชีพนั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

*[44]

*[47]

                             (ซ) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือ

สถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงิน

เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัยโดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้าง

เป็นประกันการกู้ยืมนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท  ทั้งนี้

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา อาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย

*[46]

                             (ฌ) เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมตาม

กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ตามจำนวนที่จ่ายจริง

*[25]

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

*[43]

*[44]

*[45]

*[47]

                   (2) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยา

ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี การหัดลดหย่อนตาม (1) (ก) และ (ข) ให้หัก

ลดหย่อนรวมกันได้ 40,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้อยู่ตลอดปี

ภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) และ สำหรับการหัก

ลดหย่อนตาม (ก) (ฉ) และ(ช) ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่งตาม

เกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกรณี

*[37]

                    (3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยการหักลดหย่อน

ตาม (1) (ข) (ค) และ (ฉ) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและ

บุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   (4) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตามในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อน

ได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

*[37]

*[43]

*[45]

*[47]

                   (5) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดก ให้หักลดหย่อนได้ 20,000 บาท

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

*[43]

*[45]

*[47]

                   (6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคล

แต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 40,000 บาท

*[21]

                   (7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้ว

เหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้

เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

                             (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทาง

ราชการ

                             (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือ

สถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าว

ใน (ก)  ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

*[34]

*[36]

*[44]

 

                   มาตรา 47 ทวิ  ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข)

ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับ

เครดิตในการคำนวณภาษีร้อยละ 30 ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่ง

ของกำไรที่ได้รับ

                   เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่งให้นำมารวมคำนวณ

เป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็น

เงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจาก

ภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใด ให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับ

จำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รังเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน

                   ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ที่ไม่มี

ภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

                   มาตรา 48  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

*[30]

                   (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47

หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษี

ในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้

*[25]

*[27]

*[47]

                   (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 40,000 บาท ขึ้นไป

การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้

พึงประเมิน

*[32]

                   การนับจำนวนเงินได้ถึงประเมินตาม (2) ไม่รวมถึงเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

*[28]

*[30]

*[38]

*[44]

*[45]

*[49]

                   (3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้

ตามมาตรา 40 (4) (ก) และ (ช) ดังต่อไปนี้

                             (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร

ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มี

กฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริม

เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

                             (ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น

เป็นผู้ออก

 

 

 

                             (ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น

เป็นผู้ออก  ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

*[37]

                   (4) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี

ตาม (1) และ (2) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจาก

การขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่ง

ในทางการค้าหรือหากำไร ดังต่อไปนี้

                             (ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือ

อสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50

ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง

ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใด

ให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

                             (ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่น

นอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เหลือ

เท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงิน

เท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่

ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

*[44]

                   ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2)

เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย

                   ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2)

ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตาม (ก) หรือตามที่กำหนดโดย

พระราชกฤษฎีกาตาม (ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใดนำไปรวมคำนวณภาษี

กับเงินได้อย่างอื่น

                   คำว่าจำนวนปีที่ถือครองใน (ก) หรือ (ข) หมายถึง

จำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึง

ปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับ

เพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี

*[25]

*[30]

 

 

 

 

                   มาตรา 48 ทวิ  ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขาย

สินค้าทอดหนึ่งทอดใด หรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตาม

วิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง  ทั้งนี้

เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น

*[40]

                   ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษี

ในการคำนวณภาษี

*[44]

*[50]

 

                   ยกเลิกมาตรา 48 ตรี

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 49  ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้หรือ

เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่าผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่า

จำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะ

กำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์

หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้

หรือฐานะความเป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของ

ผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับของผู้มีเงินได้

เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ

ไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19 ถึงมาตรา 26 มาใช้

บังคับโดยอนุโลม

*[5]

*[8]

*[10]

*[37]

*[41]

*[48]

 

 

 

 

                   มาตรา 49 ทวิ  ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ในอสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติใน

ท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมิน

กำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียก

เก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่ง

เป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น

*[2]

*[8]

*[10]

*[11]

*[17]

 

                   มาตรา 50  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่าย

เงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2)

ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้

จำนวนเงินเสมือนว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48

เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์

เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                   ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อน

ไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับ

เงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้นเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปี

เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

*[28]

*[38]

*[44]

*[45]

*[49]

                   (2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4)

ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่

                             (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3) (ก)

และ (ค) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

                             (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3) (ข)

ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงิน

หรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้ เป็นผู้จ่าย

เงินได้พึงประเมินและให้เรียกเก็บภาษีเงิน ได้จากผู้มีเงินได้ในอัตราร้อยละ

15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

                             (ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก)

ที่มิได้ระบุใน (ก) และ (ข) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็น

นิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยไม่ต้องหักภาษีตาม

มาตรานี้

*[34]

*[40]

                             (ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข)

ที่จ่ายจากกองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของ

ประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม

หรืออุตสาหกรรม ให้หักลดหย่อนตามอัตราในวรรคสองของมาตรา 47

(1) (จ) ก่อน แล้วคำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

                   ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น

ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง

10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้  ทั้งนี้ เฉพาะผู้รับที่มี

ภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

                   (3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ที่จ่ายให้แก่

ผู้รับที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยหรือมิได้อยู่ในประเทศไทย ให้หัก

เฉพาะค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณหักตามอัตรา

ภาษีเงินได้

*[32]

*[37]

*[43]

                   (4) นอกจากกรณีตาม (5) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็น

รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหาร

ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5)

(6) (7) หรือ (8) แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตร

ให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้

การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาทก็ได้ ให้

คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน แต่เฉพาะ

เงินได้ในการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

*[37]

                   (5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่

จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้

                             (ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์

ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ก)

เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                             (ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก)

ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วคำนวณ

ภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้

หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                   (6) ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน (5) โดยถือว่าผู้โอนเป็น

ผู้จ่ายเงินได้

*[32]

 

                   มาตรา 50 ทวิ  ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรอง

การหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษี ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

สองฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีตามมาตรา 3 เตรส ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการ

หักภาษี ณ ที่จ่าย

                   (2) ในกรณีตามมาตรา 50 (1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ออกจากงานในระหว่างปีภาษี

                   (3) ในกรณีตามมาตรา 50 (2) (3) หรือ (4) ให้ออกในทันที

ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ใช้

ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                   อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ได้ในกรณีที่เห็นสมควร

*[8]

 

                   มาตรา 51  เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอัน

ควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และ

ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

แจ้งความ

*[25]

*[37]

 

                   มาตรา 52  บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลซึ่ง

มีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษี

ที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน

ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่

*[41]

                   ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่

หักภาษีนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มี

การจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้

จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการ

จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง

                   ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามวรรคสองให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบ

ที่รัฐมนตรีกำหนด

*[12]

 

                   มาตรา 52 ทวิ  ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความใน

มาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์

ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมกับยื่นรายการ

ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้

                   ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสีย

ภาษีในการคำนวณภาษี

*[8]

*[11]

 

                   มาตรา 53  ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึง

ประเมินตามมาตรา 40 ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบ

ให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา 50 นั้น ได้คำนวณและจดไว้

ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้

มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามาตรา 50 มาตรา 52

และมาตรา 59 โดยอนุโลม

*[17]

 

                   มาตรา 54  ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53

มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่

ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระ

ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี

                   ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53

แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษี

เท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้นและให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงิน

ภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

 

                   มาตรา 55  อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และ

มาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก

เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น

*[1]

*[2]

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

*[43]

*[45]

*[47]

 

                   มาตรา 56  ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น

คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้

พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมที่ข้อความอื่น ๆ

ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ  ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่ง

รัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น

                   (1) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีล่วงมาแล้ว

เกิน 20,000 บาท

 

                   (2) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีล่วงมาแล้ว

เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวกัน 33,500 บาท

                   (3) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน

40,000 บาท หรือ

                   (4) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวกัน 67,000 บาท

                   ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้

พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการ

หรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วน

หรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลา

และตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการ

หรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจาก

ยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการ

แบ่งแยก  ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละตนไม่จำต้อง

ยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก

แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือ

บุคคลในคณะในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

*[41]

*[43]

 

                   มาตรา 56 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนด

เวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57

มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8)

ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม

ถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี

                   เงินได้ตามมาตรา 40 (5) ตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า

เงินช่วยค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคารโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์

                   การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48 โดย

หักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามีพร้อมกับการยื่น

รายการนั้นเจ้าพนักงานตามมาตรา 56

                   ภาษีที่ชำระตามวรรคสาม ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี

ที่ต้องชำระตามมาตรา 57 จัตวา

 

 

                   มาตรา 57  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1

เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล

ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี

ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี

 

                   มาตรา 57 ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1

ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 หรือก่อนที่

ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็น

หน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น

ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่

ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น

*[37]

*[43]

                   สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่ง และมี

เงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตามมาตรา 56 (1)

ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย

*[5]

 

                   มาตรา 57 ตรี  ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น

ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง

ประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิด

ในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง

ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง

ชำระนั้นด้วย

                   ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้

โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ

แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด

                   ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของ

เงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยา

เสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีก

ฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วม

รับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

                   การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว

ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน

*[12]

*[17]

*[30]

*[39]

 

                   มาตรา 57 จัตวา  ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการ

ตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือ

มาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลา พร้อมกับการยื่นรายการ

                   ถ้าการยื่นรายการพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคก่อนและมีภาษี

ต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ

และให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสีย เว้นแต่

                   (1) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้นำเงินมาขอชำระโดยไม่ได้รับคำเตือน

หรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง

ร้อยละ 5 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น

                   (2) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน

โดยตรงเป็นหนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วัน

ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง

ร้อยละ 10 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น

                   เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

*[27]

                   ยกเลิกวรรคสี่ของมาตรา 57 จัตวา

                   ภาษีที่ชำระเว้นแต่เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นเครดิตของ

ผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี

*[30]

*[32]

*[34]

*[37]

*[42]

*[43]

*[44]

 

 

                   มาตรา 57 เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (1)

ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินยื่นด้วยหรือไม่ ภริยา

จะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตาม

มาตรา 57 ก็ได้

                   ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยา

ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ดังนี้

                   (1) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก)

                   (2) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 47

(1) (ค) และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง

                   (3) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา 47 (1) (ง) วรรคหนึ่ง

                   (4) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่ได้รับจากกองทุนรวม

หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับ

ให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ให้

สามีแต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้หักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (จ)

                   (5) สำหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 47

(1) (ช)

                   (6) สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) กึ่งหนึ่ง

                   (7) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา 47 (7)

                   ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (2)

ให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะ

ตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวรวมกันไม่เกินจำนวนตามมาตรา 56 (4)

ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะมีเงินได้เป็นจำนวนเท่าใด สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการ

เงินได้พึงประเมิน

*[2]

*[8]

*[11]

 

                   มาตรา 58  ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี

                   (1) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการ

ตามท้องที่ หรือองค์การรัฐบาล ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยัง

เจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40

แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้

 

                   (2) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่หัก

ภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน

ประเมินแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2)

และ (4)

 

                   มาตรา 59  พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา 52 ให้บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี

กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน

*[12]

 

                   มาตรา 60  เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน

ของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50

มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินพึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วน

จำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีใน

การคำนวณภาษี

*[10]

 

                   มาตรา 60 ทวิ  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี

ตามหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจาก

บุคคลใด ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 มาตรา 57

หรือมาตรา 57 ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษี

ที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

                   ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต

ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี

*[10]

 

                   มาตรา 61  บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า

                   (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้น

ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ

                   (2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น

                   เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจาก

ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมิน

ให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่

บุคคลอื่นตามส่วน

*[2]

                   มาตรา 62  ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้

ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง

ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง

จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก

ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี

เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่

ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น

 

                   มาตรา 63  บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น

จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน

จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี

นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป

*[1]

*[12]

*[17]

*[27]

*[41]

 

                   มาตรา 64  เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสีย

ตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ผู้ต้องเสียภาษี

จะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กัน ก็ได้ คือ

                   (1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ตรี หรือมาตรา 57 จัตวา

งวดที่หนึ่งต้องชำระตามกำหนดในมาตราดังกล่าว งวดที่สองต้องชำระภายใน

หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายใน

หนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

                   (2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ

แจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้าย

ที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้าย

ที่ต้องชำระงวดที่สอง

*[43]

                   การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายใน

เวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นงวดต่อไป และ

ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป

 

                   การชำระภาษีตาม (2) ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นการเสียเงินเพิ่ม

ตามมาตรา 27 และถ้าไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้

ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงานต่อไป

*[8]

 

ส่วน 3

การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

------

 

*[43]

 

                   มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิ

ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำใน

รอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ

และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน

เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ

                   (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้ง

ถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้

                   (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอ

เปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจ

สั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร

และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติ

ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด

                   การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์

โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้

รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบ

ระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้

จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของ

รอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                   ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลง

เกณฑ์สิทธิ์ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสอง

ก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลา

บัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 65 ทวิ  การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้

ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                   (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย

*[39]

                   (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตาม

ส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ทรัพย์สินนั้นมา

                   (3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สิน

นั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการ

ตีราคาเพิ่มขึ้นก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่

*[32]

                   (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มี

ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย

ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

ประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่โอน

ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน

*[39]

                   (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตรา

ต่างประเทศเหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่า

หรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่

ธนาคารพาณิชย์รัฐซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือคำนวณ

ตามราคาทุน แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า ส่วนการคำนวณค่าของหนี้สินให้

คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย

ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

                   เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ

ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคา

เป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น

                   (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

ให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และ

ให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี

ใหม่ด้วย

 

                   การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใด

ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก

อธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้

                   (7) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้น

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้า

ประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปในประเทศอื่นได้

                   (8) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็น

เงินตราไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา

เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณ

เป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น

*[39]

                   (9) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไป

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ถ้า

รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบ

ระยะเวลาบัญชีนั้น

                   หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระใน

ภายหลังก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก

*[21]

*[28]

*[32]

*[40]

                   (10) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงินปันผล

ที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกองทุนรวม หรือสถาบัน

การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน

เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือเงินส่วนแบ่ง

กำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของ

จำนวนที่ได้ เว้นแต่บริษัทจดทะเบียนไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด

ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทจดทะเบียน หรือกองทุนรวม หรือสถาบัน

การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน

เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่ง

กำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้

*[44]

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัท

จดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว

โดยถือหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งของกำไร

นั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นมาถึงวันมีเงินได้

ดังกล่าว หรือได้โอนหุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มี

เงินได้ หรือเงินได้ดังกล่าวรวมกันเกินร้อยละ 15 ของเงินได้ก่อนหัก

รายจ่ายทั้งสิ้นในรอบระยะเวลาบัญชี

*[43]

                   เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตาม

มาตรา 65 ตรี (2) ไม่ให้ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร

ตามความในวรรคสอง

*[33]

                   (11) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย

ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้

เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

                   (12) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหัก

ภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวม

คำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

ดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตาม

กฎหมายไทย และไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 75 ให้นำบทบัญญัติของ (10)

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[39]

                   (13) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ไม่ต้องนำเงิน

ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับ

จากการรับบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หา แล้วแต่กรณี มารวมคำนวณ

เป็นรายได้

*[50]

                   (14) ภาษีขายซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้รับหรือพึงได้รับและภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ภาษี

ตามมาตรา 82/16 ซึ่งได้รับคืนเนื่องจากการขอคืนตามหมวด 4 ไม่ต้อง

นำมารวมคำนวณเป็นรายได้

 

                   มาตรา 65 ตรี  รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ

กำไรสุทธิ

*[17]

                   (1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก

                             (ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิต

ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ย

ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา

ประกันต่อออกแล้ว

                             ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์

ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วน

ที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น

จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้

                             ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำ

เงินสำรองตามวรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น

กลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา

                             (ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น

ที่กันไว้คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ย

ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา

ประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ในการ

คำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป

*[39]

                   (2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือ

การกุศล เว้นแต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 1 ของกำไรสุทธิ

*[32]

                   (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   (5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม

เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซม

ให้คงสภาพเดิม

*[39]

                   (6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษี

เงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[50]

                   (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม

และภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียตามมาตรา 82/16

ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4)

หรือภาษีอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   (7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนใน

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกิน

สมควร

                   (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่าย

ซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะ

จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

                   (10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็น

เจ้าของเองและใช้เอง

                   (11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงิน

กองทุนของตนเอง

*[17]

                   (12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญา

คุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เว้นแต่

ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาปีปัจจุบัน

                   (13) รายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

                   (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

                   (15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินใน

ส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ

                   (17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ภายใต้บังคับ

มาตรา 65 ทวิ

*[10]

                   (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

*[10]

                   (19) รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุด

รอบระยะเวลาบัญชีแล้ว

                   (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19)

ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[40]

 

                   มาตรา 65 จัตวา  ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทน

ผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใดหรือทุกทอดซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่ซื้อสินค้าจากองค์การของรัฐบาลตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าที่

กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น

                   ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการ

คำนวณภาษี

 

                   มาตรา 66  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย

ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไร

สุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะ

เวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และ

มาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้

นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

*[34]

 

                   มาตรา 67  การเสียงภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตรา

ที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่าน

ประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของ

ค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

                   (2) ในกรณีรับขนขอให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง

ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น

*[36]

*[41]

 

                   มาตรา 67 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลา

ตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จัดทำประมาณการกำไรสุทธิ

หรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้

กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่

วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

โดยให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิใน

รอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                   ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้อง

ชำระตามมาตรา 68

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมี

รอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน

                   มาตรา 67 ตรี  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการ

และชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา

67 ทวิ โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละยี่สิบห้าของกำไร

สุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่ม

อีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ หรือของ

กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษี

ที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี

                   เงินเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าภาษี และอาจลดลงได้ตาม

ระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

*[17]

 

                   มาตรา 68  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของ

รอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่ง

จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดี

กำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ

 

                   มาตรา 68 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน

ในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำ

กิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับ

ค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด อันต้องเสียภาษี

แทนบัญชี งบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชี

เฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว

*[10]

*[39]

 

 

                   มาตรา 69  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบ

ระยะเวลาบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้อง

ใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ มาตรา 66 และ

มาตรา 67 เกี่ยวกับรายรับรายจ่าย กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆ ต่อ

เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชี

ทำการและบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อน

หักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบ

ระยะเวลาบัญชีดังกล่าว แล้วแต่กรณี

*[17]

 

                   มาตรา 69 ทวิ  ภายใต้บังคับมาตรา 70 ถ้ารัฐบาลองค์การ

ของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ภาษี

ที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา 52

มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 และมาตรา 59 มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

*[37]

 

                   มาตรา 69 ตรี  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้กับบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ในอัตราร้อยละ 1 แล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและ

นิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน และให้นำความในมาตรา 52 วรรคสอง

และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ภาษีที่หักไว้และนำส่งตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณ

ภาษีได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่

หักไว้นั้น

*[17]

 

                   มาตรา 70  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึง

ประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือ

ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่าย

หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้แล้วนำ

ส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวัน

นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา 54

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   (1) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 20 แต่ต้องไม่เกิน 20,000 บาท แล้วคำนวณภาษีตาม

อัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[25]

                   (2) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) หรือ (4) ให้คำนวณ

ภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เว้นแต่ในกรณี

ที่เงินได้พึงประเมินนั้นเป็นดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ซึ่งประกอบกิจการธนาคาร กิจการประกันภัย หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกัน

ให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 10

                   (3) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 10 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (4) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[25]

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย

จากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น

สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

*[25]

 

                   มาตรา 70 ทวิ  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไร

หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไป

จากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษี

เงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับ

ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย

*[17]

 

 

 

                   มาตรา 70 ตรี  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออก

ไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง

ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้

ถือว่าราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลา

บัญชีที่ส่งไปนั้น

                   ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

                   (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

                   (2) เป็นของผ่านแดน

                   (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้

ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

                   (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา

ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร

*[30]

 

                   มาตรา 71  ในกรณีที่

                   (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้

ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่

กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสารหรือ

หลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือ

มาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5

ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ

ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหัก

รายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมิน

มีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้น

ขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้

ตามที่เห็นสมควร

                   (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการ

ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17

หรือมาตรา 68 ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง

เจ้าพนักประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา 67

และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของจำนวนภาษี

ที่ขาดก็ได้

                   (3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของ

อธิบดีซึ่งสั่งตามมาตรา 17 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวัน

นับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติ

ตามคำสั่งของอธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายใน

กำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว

ไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน

ภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน (1)

                   บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะ

ประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น

                   การประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

 

                   มาตรา 72  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระ

บัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิก

ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงาน

รับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมิน

อาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า

ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี

                   ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อ

ประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจนทะเบียนเลิก

เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่

และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายใน

กำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 68 และมาตรา 69 และมาตรา 69

โดยอนุโลม

                   ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายใน

กำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน

สามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็น

สมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้

                   ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้

ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี

ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน

 

                   มาตรา 73  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์

ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้า

กันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากัน

มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัท หรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติ

มาตรา 72 มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคล ให้

กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ

ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 72

*[17]

 

                   มาตรา 74  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือ

ควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อ

คำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และ

มาตรา 66 เว้นแต่

                   (1) การตีราคาทรัพย์สิน ให้ตีตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบ

เข้ากันนั้น

                   (2) เงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ

เฉพาะส่วนที่ยังมิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ใน

รอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย

                   (3) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย

ให้นำเงินสำรองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ตามมาตรา

65 ตรี (1) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำมาเป็นรายได้ มารวมคำนวณเป็น

รายได้ด้วย

                   บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ตามมาตรา 66 วรรคสอง เฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศ

ต่าง ๆ

*[10]

*[40]

 

                   ยกเลิกมาตรา 75

*[10]

*[40]

 

                   ยกเลิกมาตรา 76

 

                   มาตรา 76 ทวิ  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการ

ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไร

ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการ

ในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือ

ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทน

ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตาม

บทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว

                   ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิด

ในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย

ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตาม

มาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน

ก็ได้

*[12]

*[17]

 

                   ยกเลิกมาตรา 76 ตรี

*[5]

*[8]

*[10]

*[18]

*[25]

*[27]

*[30]

*[34]

 

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

------

 

*[37]

*[44]

*[45]

*[47]

                   (1) สำหรับบุคคลธรรมดา

                               เงินได้สุทธิไม่เกิน 50,000 บาท                             ร้อยละ  5

                               เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 50,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 200,000 บาท                                      ร้อยละ 10

                               เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 200,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 500,000 บาท                                      ร้อยละ 20

                               เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท                                   ร้อยละ 30

                               เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท                                   ร้อยละ 40

                               เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน  2,000,000 บาท          ร้อยละ 50

                   (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[36]

*[44]

                     (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ

                                (1) บริษัทจดทะเบียน                               ร้อยละ 30

                                (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                               นอกจาก (1)                                          ร้อยละ 35

                     (ข) ภาษีตามมาตรา 70

                                และมาตรา 70 ทวิ                                    ร้อยละ 25

*[39]

*[44]

                     (ค) ภาษีจากรายได้ก่อนหัก

                                รายจ่ายใด ๆ ของมูลนิธิหรือ

                                สมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมี

                                รายได้อันมิใช่รายได้ตาม

                                มาตรา 65 ทวิ (13)                                 ร้อยละ 10

*[10]

*[19]

*[50]

 

                   ยกเลิกหมวด 4 ภาษีการค้า

 

หมวด 4

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ส่วน 1

ข้อความทั่วไป

------

 

                   มาตรา 77  ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมิน

                   มาตรา 77/1  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น

อย่างอื่น

                   (1) บุคคลหมายความว่า  บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคล หรือนิติบุคคล

                   (2) บุคคลธรรมดาหมายความรวมถึง กองมรดก

                   (3) คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หมายความว่า  ห้างหุ้นส่วนสามัญ

กองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล และให้หมายความรวมถึงหน่วยงาน หรือ

กิจการของเอกชนที่กระทำ โดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่

นิติบุคคล

                   (4) นิติบุคคลหมายความว่า  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ตามมาตรา 39 องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 สหกรณ์ และองค์กรอื่น

ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล

                   (5) ผู้ประกอบการหมายความว่า  บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือ

ให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับ

ประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่

                   (6) ผู้ประกอบการจดทะเบียนหมายความว่า  ผู้ประกอบการ

ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85 หรือมาตรา 85/1 หรือ

ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ตามมาตรา 85/3

                   (7) ตัวแทนหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งทำสัญญาหรือมีหน้าที่

รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้า หาลูกค้า หรือทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับ

การประกอบกิจการในราชอาณาจักรแทนผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

                   (8) ขายหมายความว่า  จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่า

จะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

                               (ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่

กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว

หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                               (ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย

                               (ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

                               (ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เว้นแต่การนำ

สินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                               (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตาม

มาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง

                               (ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการ

มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้า

คงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการ ซึ่งได้ควบเข้ากันหรือ

ได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน  ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่ อันได้ควบเข้ากัน

หรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3

                               (ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                   (9) สินค้าหมายความว่า  ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง

ที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการ

ใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า

                   (10) บริการหมายความว่า  การกระทำใด ๆ อันอาจหา

ประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึง

การใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

                               (ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบ

กิจการของตนเองโดยตรง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี

กำหนด

                               (ข) การนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคารหรือ

ซื้อพันธบัตร หรือหลักทรัพย์

                               (ค) การกระทำตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   (11) ผู้นำเข้าหมายความว่า  ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่ง

นำเข้า

                   (12) นำเข้าหมายความว่า  นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร

และให้หมายความรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือที่ได้รับ

ยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตอุตสาหกรรม

ส่งออกโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย

                    (13) ผู้ส่งออกหมายความว่า  ผู้ประกอบการซึ่งส่งออก

                   (14) ส่งออกหมายความว่า  ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

เพื่อส่งไปต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง

                               (ก) การนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตอุตสาหกรรม

ส่งออกเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาออก

ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

                               (ข) การขายสินค้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้า

ปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ขายให้แก่ผู้ที่เดินทางออกไปนอก

ราชอาณาจักร  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (15) ซื้อหมายความว่า  การรับโอนหรือรับมอบสินค้าจากการขาย

                   (16) ราคาหมายความว่า  เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ

อันอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินซึ่งได้มีการชำระหรือตกลงจะชำระเพื่อการ

ซื้อขายสินค้าหรือการให้บริการ

                   (17) ภาษีขายหมายความว่า  ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตาม

มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจะทะเบียน

มีหน้าที่เสียในกรณีที่เป็นการขายสินค้าตาม (ง) (จ) (ฉ) หรือ

(ช) ของ (8) หรือในกรณีที่เป็นการให้บริการตาม (10) แต่ไม่รวมถึง

ภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 82/16

                   (18) ภาษีซื้อหมายความว่า  ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4

วรรคสี่ และให้หมายความรวมถึง

                               (ก) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อ

นำเข้าสินค้า

                               (ข) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเนื่องจาก

ได้รับโอนสินค้าจำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้น

อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรตามมาตรา 82/15

                               (ค) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่งตามมาตรา 83/5 มาตรา 83/6

และมาตรา 83/7

                   (19) ภาษีสรรพสามิตหมายความรวมถึงภาษีสุรา ค่าแสตมป์ยาสูบ

ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่ และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นในลักษณะทำนอง

เดียวกัน ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   (20) สถานประกอบการหมายความว่า  สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการ

ใช้ประกอบกิจการเป็นประจำ และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็น

ที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย

                   ในกรณีผู้ประกอบการไม่มีสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่า

ที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการนั้นเป็นสถานประกอบการ ถ้าผู้ประกอบการ

มีที่อยู่อาศัยหลายแห่ง ให้ผู้ประกอบการเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งเป็น

สถานประกอบการ

                   (21) เขตอุตสาหกรรมส่งออกหมายความว่า  เขตอุตสาหกรรม

ส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   (22) ใบกำกับภาษีหมายความรวมถึง  ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขาย

ทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นตามมาตรา 83/5 และใบเสร็จรับเงินของ

กรมสรรพากร ของกรมศุลกากร หรือของกรมสรรพสามิต  ทั้งนี้ เฉพาะ

ส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   (23) เดือนภาษีหมายความว่าเดือนประดิทิน เว้นแต่

                               (ก) ในกรณีที่ผู้ประกอบการเริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใด ให้เริ่มนับ

เดือนภาษีแรกตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการหรือวันที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่า

เพิ่มตามมาตรา 81/3 ถึงวันสิ้นเดือนภาษีนั้น แล้วแต่กรณี

                               (ข) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับอนุมัติให้ถอน

ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเลิกประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือตาย และผู้จัดการมรดกหรือทายาทมิได้ยื่นขอโอนกิจการ หรือถูกอธิบดี

สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใด ให้เดือนภาษี

สุดท้ายสิ้นสุดลงในวันที่อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจาก

ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/19

                               (ค) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามช่วงเวลาภาษีตาม

มาตรา 83/1

 

                   มาตรา 77/2  การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้

อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

                   (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

                   (2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า

                   การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักร

โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร

                   การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นใน

ราชอาณาจักร ให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร

 

                   มาตรา 77/3  นอกจากกรณีตามมาตรา 91/4 กิจการใดที่อยู่ใน

บังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 หรือได้รับยกเว้นภาษี

ธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3 ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามหมวด 4 นี้

 

                   มาตรา 77/4  เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษี

มูลค่าเพิ่มให้บุคคลดังต่อไปนี้ ที่ได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าหรือสัญญาให้บริการ

กับผู้ประกอบการ มีหน้าที่ต้องจัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่

ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่ได้ทำสัญญา

ดังกล่าว

                   (1) กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการท้องถิ่น ให้จัดส่งสำเนา

สัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ ตามประเภท ลักษณะ และมูลค่า

ของสัญญาหรือเอกสารตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   (2) บุคคลอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้จัดส่งสำเนา

สัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ ตามประเภท ลักษณะ และมูลค่า

ของสัญญาหรือเอกสารตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า

500,000 บาท

 

                   มาตรา 77/5  ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นการขายสินค้า

หรือการให้บริการ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้

ถือเป็นที่สุด

 

ส่วน 2

ความรับผิดในการเสียภาษี

------

 

                   มาตรา 78  ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ

(5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการ

กระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้น

เมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

                               (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า

                               (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ

                               (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี

                   ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

แล้วแต่กรณี

                   (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่

กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้น

เมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่

กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด

ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

 

                               (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ

                               (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี

                   ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

แล้วแต่กรณี

                   (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้า

ให้ตัวแทนแล้ว  ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของ

สินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ

เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ

ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

                               (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ

                               (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า

                               (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

                               (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น

                   ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

แล้วแต่กรณี

                   (4) การขายสินค้าโดยส่ออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

                               (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้

ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือ

จัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออก หรือ

ได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มี

การออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                               (ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตอุตสาหกรรม

ส่งออกตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำ

สินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก

                               (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมาย

ว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร

                   (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตาม

มาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้

ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้

ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า

                   เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการ

ชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง

ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญา

และมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

โดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิด

ตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

 

                   มาตรา 78/1  ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4)

ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณี

ที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้

ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

                               (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

                               (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น

                   ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

แล้วแต่กรณี

                   (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการ

ที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ

ตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้น

ก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง ก็ให้ถือว่า

ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

                               (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

                               (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น

                   ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดชอบเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

แล้วแต่กรณี

                   (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้น

ในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการ

ชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี

                   (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตาม

มาตรา 80 /1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้

ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2)

ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ

                   เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการ

ชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน สำหรับการให้บริการแก่กระทรวง

ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น  ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตาม

สัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจ

กำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

 

                   มาตรา 78/2  ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจาก

การนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4)

ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า

หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า

หรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการ

ออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   (2) การนำเข้ากรณีนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขต

อุตสาหกรรมส่งออกแล้วนำสินค้าออกจากเขตดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อส่งออก

ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1 (12) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่

นำสินค้านั้นออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออกโดยมิใช่เพื่อส่งออก

                   (3) การนำเข้ากรณีของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการได้ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น

เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพัน

ตามวิธีการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   (4) การนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่

ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสีย

อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร อันทำให้ผู้ที่มีความรับผิด

ตามกฎหมายดังกล่าวหรือผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 82/1 (3) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตาม

กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

 

                   มาตรา 78/3  ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ

การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีดังต่อไปนี้ เป็นไปตามที่กำหนด

ในกฎกระทรวง

                   (1) การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างเช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์

การขายกระแสไฟฟ้า การขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน หรือ

การขายสินค้าบางชนิดที่ตามลักษณะของสินค้าที่ไม่อาจกำหนดให้แน่นอน

ว่ามีการส่งมอบเมื่อใด

                   (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการด้วยเครื่องอัตโนมัติโดย

วิธีการชำระราคาด้วยการหยอดเงิน ใช้เหรียญหรือบัตร หรือในลักษณะ

ทำนองเดียวกัน

                   (3) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยการชำระราคาด้วย

การใช้บัตรเครดิต หรือในลักษณะทำนองเดียวกัน

                   (4) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายสินค้าตามมาตรา 77/1

(8) (ก)

                   (5) การขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) (ง) (จ)

(ฉ) หรือ (ช)

                   กฎกระทรวงดังกล่าวจะกำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นแตกต่างกันตามประเภทของสินค้าหรือประเภทของการ

ให้บริการก็ได้

 

ส่วน 3

ฐานภาษี

------

 

                   มาตรา 79  ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการ

ขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับ

หรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิต

ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามี ด้วย

                   มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน

ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

                   มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง

                   (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อน ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้

ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าว

ออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่า

ได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว

ทั้งนี้ เว้นแต่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในการขายสินค้าหรือให้บริการของ

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6

หรือมาตรา 86/7 ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะไม่แสดงส่วนลดหรือค่า

ลดหย่อนดังกล่าวให้เห็นชัดแจ้งไว้ในใบกำกับภาษีอย่างย่อก็ได้

                   (2) ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   (3) ภาษีขาย

                   (4) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะ และเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

 

 

                   มาตรา 79/1  ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ

ในกิจการเฉพาะอย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่มูลค่าของ

สินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิต

ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่

จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก

                   ราคา เอฟ.โอ.บี. ได้แก่ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดย

ไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

                   (2) ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ

                               (ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร

ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหัก

รายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

                               (ข) ในกรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่า

ธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร

                   (3) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการ

เฉพาะอย่างประเภทอื่นนอกจาก (1) หรือ (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนด

โดยพระราชกฤษฎีกา

 

                   มาตรา  79/2  ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่มูลค่าของ

สินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า

ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษ

ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น

ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   การนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า

ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากร

ขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนดังกล่าว มารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี

                   ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและ

ค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่

                               (ก) ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาใน

ท้องตลาดสำหรับของประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องเสียอากรตามราคา

เป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือราคานั้น

เป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.

                               (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมิน

ราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือ

ราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.

                   (2) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาค

ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลัง

สินค้านั้นต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร อันทำให้

ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวหรือผู้รับโอนสินค้า มีหน้าที่ต้องเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (3) ฐานภาษีสำหรับสินค้านั้น ได้แก่

มูลค่าตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

ตามมาตรา 78/2 (4)

 

                   มาตรา 79/3  การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขาย

สินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อ

ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือ

มีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐาน

ภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิด

เกิดขึ้น

                   (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่ผู้ประกอบการ

นำสินค้าไปใช้หรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยมิใช่

เพื่อการประกอบกิจการโดยตรงตามมาตรา 77/1 (8) (ง) หรือ

(10) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการ

ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

                   (3) การขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) (จ) ที่เกิดขึ้น

จากสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือ

มาตรา 87 วรรคสอง มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของ

สินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

                   (4) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า

อันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2)

มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่

เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

                   (5) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือ

มีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบ

กิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ

                   ราคาตลาดตามมาตรานี้ ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่

ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น  ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดี

โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคา

ตลาดได้

 

                   มาตรา 79/4  ในกรณีที่มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับ

จากการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าเป็นเงินตราต่างประเทศ

ให้คำนวณเงินตราต่างประเทศนั้นเป็นเงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                    (1) ในกรณีได้รับเงินตราต่างประเทศจากการขายสินค้าหรือ

การให้บริการและได้มีการขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับชำระนั้น

เป็นเงินตราไทยในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึง

ได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ แล้วแต่กรณี เว้นแต่มิได้

มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายของเดือน

ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

                   (2) ในกรณีนำเข้าสินค้าให้คำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของ

สินค้านำเข้าที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราที่

กรมศุลกากรใช้คำนวณเพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร

 

                   มาตรา 79/5  ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายซึ่งยาสูบ

ตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) สำหรับการนำเข้า ให้เป็นไปตามมาตรา 79/2

                   (2) สำหรับการขาย ได้แก่มูลค่าของยาสูบที่ได้มาจากการหัก

จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของยาสูบ

โดยให้คำนวณจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่

ในจำนวนเต็มของราคาขายปลีก

 

 

                   มาตรา 79/6  ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายซึ่ง

น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามความหมายที่กำหนดไว้ในมาตรานี้

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                   (1) สำหรับการนำเข้า ให้เป็นไปตามมาตรา 79/2

                   (2) สำหรับการขาย

                               (ก) กรณีน้ำมันดิบให้เป็นไปตามมาตรา 79

                               (ข) กรณีผลิตภัณฑ์น้ำมันแต่ละชนิด ได้แก่มูลค่าของ

ผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดนั้นที่ได้มาจากการหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจาก

จำนวนเต็มของราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าว โดยให้

คำนวณจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ใน

จำนวนเต็มของราคาขายปลีก

                   ราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์น้ำมันแต่ละชนิดตามวรรคหนึ่ง

ให้คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   คำว่าน้ำมันดิบหมายความว่า  น้ำมันดิบตามกฎหมาย

ว่าด้วยปิโตรเลียม เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยจะ

กำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรก็ได้

                   คำว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันหมายความว่า  น้ำมันเบนซิน

น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมัน

เชื้อเพลิง น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์

น้ำมันอื่น  ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้า

และป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้

 

                   มาตรา 79/7  ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ

หรือการนำเข้าสินค้าที่มิได้บัญญัติไว้ในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนด

โดยพระราชกฤษฎีกา และในพระราชกฤษฎีกาจะกำหนดหลักเกณฑ์

และเงื่อนไขใด ๆ เพื่อการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับกิจการ

ดังกล่าวด้วยก็ได้

 

ส่วน 4

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 80  ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษี

มูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้  ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่

กำหนดไว้ในมาตรา 80/2

                   (1) การขายสินค้า

                   (2) การให้บริการ

                   (3) การนำเข้า

                   อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้า

การให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี

 

                   มาตรา 80/1  ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษี

มูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                   (1) การส่งออกสินค้าที่มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (3)

                   (2) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้

บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

                   การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้น

ในต่างประเทศ ให้รวมถึงการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อ

ใช้ผลิตสินค้าในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อส่งออก และการให้บริการ

ที่กระทำในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกด้วย

                   (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือ

เรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม

กฎหมายไทย และสำหรับกรณีที่การให้บริการกระทำโดยผู้ประกอบการ

ที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ให้เสียในอัตรา

ร้อยละ 0 เฉพาะในกรณีที่ประเทศนั้น ๆ ได้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0

สำหรับการให้บริการดังกล่าวที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล

ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยด้วย

                   (4) การขายสินค้าหรือการให้บริการกับกระทรวง ทบวง กรม

ราชการส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือ

จากต่างประเทศ  ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   (5) การขายสินค้าหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ

ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต

สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล  ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้

บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (6) การขายสินค้าหรือการให้บริการระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บน

กับคลังสินค้าทัณฑ์บน ระหว่างทัณฑ์สินค้าทัณฑ์บนกับผู้ประกอบการที่ประกอบ

กิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก หรือระหว่างผู้ประกอบการกับ

ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออกไม่ว่าจะ

อยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเดียวกันหรือไม่  ทั้งนี้ เฉพาะการขาย

สินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

                   คลังสินค้าทัณฑ์บนตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความถึงคลังสินค้า

ทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

                   มาตรา 80/2  ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 2.5 ในการคำนวณภาษี

มูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร ซึ่ง

กิจการดังกล่าวต้องคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16

                   อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้า

และการให้บริการทุกกรณี

 

ส่วน 5

การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 81  ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการ

ประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

                               (ก) การขายพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นลำต้น กิ่ง

ใบ เปลือก หน่อ ราก เหง้า ดอก หัว ฝัก เมล็ด หรือส่วนอื่น ๆ ของพืช

และวัตถุพลอยได้จากพืช  ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสด หรือรักษาสภาพไว้เพื่อ

มิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง

หรือด้วยการจัดทำหรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่น หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้

เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่งด้วยวิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง ทำให้

แห้ง บด ทำให้เป็นชิ้น หรือด้วยวิธีอื่น ข้าวสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการ

สีข้าว แต่ไม่รวมถึงไม้ซุง ฟืน หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้หรือ

ผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ทำเป็นอุตสาหกรรม

ตามลักษณะ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                               (ข) การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และในกรณี

สัตว์ไม่มีชีวิตไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม และวัตถุ

พลอยได้จากสัตว์  ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสดหรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสีย

เป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง หรือ

ด้วยการจัดทำหรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่น หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสีย

เพื่อการขายปลีกหรือขายส่งด้วยวิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง ทำให้แห้ง

บด ทำให้เป็นชิ้น หรือด้วยวิธีอื่น แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุกระป๋อง

ภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ทำเป็นอุตสาหกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดี

กำหนด

                               (ค) การขายปุ๋ย

                               (ง) การขายปลาป่น อาหารสัตว์

                               (จ)การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อ

บำรุงรักษาป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์

                               (ฉ) การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน

                               (ช)การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการ

สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชน

ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

                               (ซ) การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมใน

สาขา และลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                               (ฌ) การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี

การว่าความหรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี  ทั้งนี้ เฉพาะวิชาชีพอิสระที่กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพ

อิสระนั้น

                               (ญ) การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตาม

กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

                               (ฎ) การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ

ทั้งนี้ ในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

                               (ฎ) การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์

                               (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน

                               (ฑ) การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น

                               (ฒ) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ  ทั้งนี้ เฉพาะ

บริการในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

                               (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร

                               (ด) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็น

การขนส่งโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล

                               (ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

                               (ถ) การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น  ทั้งนี้ ไม่รวมถึง

บริการที่เป็นการพาณิชย์ของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นการหารายได้

หรือผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม

                               (ท) การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง

กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย

                               (ธ) การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่

การศาสนาหรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่าย

ในทางอื่น

                               (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดย

พระราชกฤษฎีกา

                   (2) การนำเข้าสินค้าดังต่อไปนี้

                               (ก) สินค้าตาม (1) (ก) ถึง (ฉ)

                               (ข) สินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรม

ส่งออก  ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วย

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                               (ค) สินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับ

ยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

                               (ง) สินค้าซึ่งนำเข้าและอยู่ในอารักขาของศุลกากร แล้วได้

ส่งกลับออกไปต่างประเทศ โดยได้คืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   (3) การส่งออกซึ่งสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่ง

ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16

                   การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการตามมาตรานี้

อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดลักษณะของ

กิจการและเงื่อนไขในการประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรานี้ก็ได้

และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัย

ของคณะกรรมการดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา และหากกิจการนั้นมิได้

เป็นไปตามลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนด กิจการนั้นจะไม่ได้รับยกเว้นภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรานี้

 

                   มาตรา 81/1  ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้

บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการดังกล่าวมีมูลฐาน

ภาษีไม่เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดย

พระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

 

                   พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดจำนวนมูลค่าของฐาน

ภาษีของกิจการขนาดย่อมให้แตกต่างกันในกิจการแต่ละประเภทไม่ได้

แต่จำนวนมูลค่าของฐานภาษีที่กำหนดจะต้องไม่น้อยกว่า 600,000 บาท

ต่อปี

 

                   มาตรา 81/2  กิจการใดได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามส่วนนี้

หรือตามกฎหมายอื่น ให้ผู้ประกอบการได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามหมวดนี้

แต่อธิบดีจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานตามส่วน 11 ก็ได้

 

                   มาตรา 81/3  ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีกำหนดเพื่อ

ขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวดนี้ได้ โดย

ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3

                   (1) กิจการขายสินค้าตามที่ระบุไว้ในมาตรา 81 (1) (ก)

ถึง (ฉ)

                   (2) กิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1

                   (3) กิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   เมื่อผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่ง ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 85/1 (2) แล้ว ผู้ประกอบการดังกล่าวจะเลิกเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มได้ต่อเมื่อได้ใช้สิทธิขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา

85/10 (3) และอธิบดีได้สั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

 

ส่วน 6

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและการคำนวณภาษี

------

 

                   มาตรา 82  ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

                   (1) ผู้ประกอบการ

                   (2) ผู้นำเข้า

 

                   มาตรา 82/1  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้บุคคล

ดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

 

 

 

                   (1) ในกรณีที่ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักรและได้ขายสินค้า

หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระโดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร

ได้แก่ ตัวแทนดังกล่าว

                   (2) ในกรณีการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) ถ้าภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์

ในสินค้าหรือโอนสิทธิในบริการนั้นไปให้กับบุคคลที่มิใช่องค์การสหประชาชาติ

ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต

สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ได้แก่ ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิใน

บริการดังกล่าว

                   (3) ในกรณีสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่

ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสีย

อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ได้แก่

                               (ก) ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

                               (ข) ผู้รับโอนสินค้า ถ้ามีการโอนสินค้าดังกล่าว

                   (4) ในกรณีที่มีการควบเข้ากัน ได้แก่ ผู้ที่ควบเข้ากันและผู้ประกอบการ

ใหม่

                   (5) ในกรณีโอนกิจการ ได้แก่ ผู้โอนและผู้รับโอน

 

                   มาตรา 82/2  ในกรณีผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร ให้ผู้มี

หน้าที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการ รวมตลอดถึง ลูกจ้าง หรือผู้ทำการ

แทนซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรงหรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักร

เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร่วมกับบุคคลตามมาตรา 82

 

                   มาตรา 82/3  ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และ

มาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขาย

หักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี

                   หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับ

ส่วนต่างนั้น

                   หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการ

นั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8

                   ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง

เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษี

ในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี

                   มาตรา 82/4  ภายใต้บังคับมาตรา 83/5 และ 83/6 และมาตรา 83/7

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับ

บริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยคำนวณจากฐาน

ภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4

                   บทบัญญัติมาตรานี้ มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จะ

เสนอหรือแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

ในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว  ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียน

จะได้แจ้งให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทราบด้วยหรือไม่ก็ตาม

                   ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้า

หรือผู้รับบริการตามมาตรานี้ ย่อมเป็นภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น

                   ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดถูกผู้ประกอบการจด

ทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรานี้ เนื่องจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการ

มาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ย่อมเป็นภาษีซื้อของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น

 

                   มาตรา 82/5  ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการ

คำนวณภาษีตามมาตรา 82/3

                   (1) กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการ

ชำระภาษีซื้อ เว้นแต่จะเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

                   (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่

เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของ

ผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมี

ลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับ

ภาษีตามส่วน 10

                   (6) ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา 82/6  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการ

ทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมา

ในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขาย

ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 82/7  ในการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา

79/5 (2) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด

 

                   มาตรา 82/8  ในการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตาม

มาตรา 79/6 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้

คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79 /6 (2) (ก) หรือ (ข) ของ

ส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด

 

                   มาตรา 82/9  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือ

ให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

มาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ

มีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้น

มารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนใน

เดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9

                   (1) มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวน

ที่ตกลงซื้อขายกัน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือ

เนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   (2) มีการเพิ่มราคาค่าบริการเนื่องจากให้บริการเกินกว่าข้อกำหนด

ที่ตกลงกัน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดต่ำกว่าที่เป็นจริงหรือเนื่องจาก

เหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่ม

ที่ปรากฏตามใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวมาหักออกในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยให้ถือเป็นภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบเพิ่มหนี้นั้น

 

                   มาตรา 82/10  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้า

หรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด

ดังต่อไปนี้เกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้า

หรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ

ที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้

ตามมาตรา 86/10

                   (1) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่

ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้า

ผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนืองจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   (2) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนด

ที่ตกลงกัน บริการขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่า

ที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   (3) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง

ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่

อธิบดีกำหนด

                   (4) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบลดหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่ม

ที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษี

ที่ได้รับใบลดหนี้นั้น

 

                   มาตรา 82/11  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้า

หรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 82/3 แล้ว ต่อมาหากมีหนี้สูญเกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือ

การให้บริการ และการจำหน่ายหนี้สูญดังกล่าวได้เป็นไปตามจำนวน

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

นำภาษีที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตน

ในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ

                   การคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตาม

วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของ

หนี้สูญตามวรรคหนึ่ง ที่ได้รับชำระดังกล่าว มารวมเป็นภาษีขายในเดือน

ภาษีที่ได้รับชำระ

 

 

 

                   มาตรา 82/12  ในการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลัง

ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือโอนสิทธิในบริการอันเป็นเหตุให้ต้อง

เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้รับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการที่มีหน้าที่

ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อ

ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา

79/3 (4) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามมาตรา 80

 

                   มาตรา 82/13  ในกรณีที่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

และได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร

เป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตาม

มาตรา 85/3 หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศ

และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ผู้ประกอบการดังกล่าว

เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสีย

ภาษีเกิดขึ้นโดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตาม

มาตรา 80 หรือมาตรา 80/1 แล้วแต่กรณี

 

                   มาตรา 82/14  ให้ผู้นำเข้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษี

สำหรับสินค้านำเข้าเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตามมาตรา 80

 

                   มาตรา 82/15  ในการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ใน

ภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษี

มูลค่าเพิ่ม ให้ผู้รับโอนสินค้าที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา

82/1 (3) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อความรับผิด

ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา

79/2 (2) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามมาตรา 80

 

                   มาตรา 82/16  เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ

ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร

และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของ

กิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีซึ่ง

ได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้ประกอบการ

ดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษี ตาม

อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2

                   ในการคำนวณฐานภาษีตามวรรคหนึ่ง มิให้นำมาตรา 79 วรรคสาม

(3) มาใช้บังคับ

                   ห้ามมิให้ผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่งซึ่งได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการตามมาตรา 82/4 หรือ

ออกใบกำกับภาษี

 

                   มาตรา 82/17  บทบัญญัติมาตรา 82/16 มิได้เป็นการห้าม

ผู้ประกอบการที่จะใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนดในมาตรา 82/3

แต่เมื่อใช้สิทธิดังกล่าวแล้วจะขอให้นำมาตรา 82/16 มาใช้บังคับอีกไม่ได้

 

                   มาตรา 82/18  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้เสียภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16 แจ้งให้อธิบดีทราบในกรณีและภายใน

กำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                   (1) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะคำนวณเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   (2) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต่อมามีมูลค่าของฐานภาษี

เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความ

ในมาตรา 82 16 ให้แจ้งต่ออธิบดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีมูลค่าของ

ฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 82/3 และไม่มีสิทธิคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16

อีกต่อไป

                   ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ห้ามมิให้นำภาษีซื้อที่ถูก

ผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บในขณะที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่ง

ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16 มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 82/3

 

ส่วน 7

การยื่นแบบและการชำระภาษี

------

 

                   มาตรา 83  ภายใต้บังคับมาตรา 83/1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือน

ภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือน

ภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม

                   การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด

ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

                   การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่นและชำระ

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่  ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดี

จะกำหนดสถานที่เป็นอย่างอื่น

                   ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง การ

ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้แยกยื่นและชำระเป็นราย

สถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะยื่นคำร้องต่อ

อธิบดีขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสาม

ก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดี

กำหนดเป็นต้นไป

                   ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามวรรคหนึ่ง หากมีเครดิตภาษี

หรือมีภาษีที่ต้องขอคืนให้ดำเนินการตามส่วน 8

 

                   มาตรา 83/1  สำหรับกิจการบางประเภทและหรือบางขนาด ซึ่ง

ผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา อาจตราพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี

ตามช่วงเวลาภาษี โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน

ก็ได้

                   และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตาม

วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

เป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ

 

                   มาตรา 83/2  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้ผู้มีหน้าที่

เสียภาษีตามมาตร 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2

มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ

จดทะเบียน

 

                   มาตรา 83/3  ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดง

รายการภาษีแทนหรือร่วมกับผู้ประกอบการจดทะเบียน

                   (1) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคนไร้ความสามารถหรือ

คนเสมือนไร้ความสามารถ ได้แก่ ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี

                   (2) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าเป็นบุคคลธรรมดา

ซึ่งถึงแก่ความตาย ได้แก่ ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์

มรดก

                   (3) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

ได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคลนั้น

                   (4) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กรรมการ

ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ

                   (5) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เลิกกันโดยมีการ

ชำระบัญชี ได้แก่ ผู้ชำระบัญชีและกรรมการ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือ

ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันเลิกนิติบุคคลนั้น

 

                   มาตรา 83/4  ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน

ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลง

ไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษี

เพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยยื่น

ณ สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ก่อน

 

                   มาตรา 83/5  ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาด

ทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย

                   ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่น

รายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่

บัญญัติไว้ในมาตรา 52 และให้นำมาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

                   ให้ผู้ทอดตลาดที่เป็นส่วนราชการ ออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้ซื้อ

ในการขายทอดตลาด และจัดทำสำเนาให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มี

หน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

                   ในกรณีที่ส่วนราชการขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด ให้นำความ

ในมาตรานี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ตามวรรคสาม และวรรคสี่

ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี เว้นแต่ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการ

ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตาม

มาตรา 82/16 ไม่ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี

 

                   มาตรา 83/6  เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ

ให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมี

หน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี

                   (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบ

กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และ

ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3

                   (2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการ

ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร

                   (3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   ให้นำมาตรา 83/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 83/7  ในการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสียภาษี

มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ให้ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการ

มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตนมีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 82/12

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา

                   ให้นำมาตรา 83/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 83/8  ภายใต้บังคับมาตรา 83/9 ให้ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่

เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อ

เจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากรตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร พร้อมกับการ

ชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   ในกรณีนำเข้าสินค้าเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากรหรือในกรณีนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อ

การส่งออกของผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ

ลงทุน ผู้นำเข้าจะวางเงินประกัน หลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกัน

เพื่อเป็นประกันภาษีมูลค่าเพิ่มแทนการชำระภาษีก็ได้

                   วิธีการประกันและการถอนประกัน ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   ในการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับ

ยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากร

ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา

82/1 (3) ยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีตามวรรคหนึ่ง พร้อมกับการชำระ

อากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

                    มาตรา 83/9  ในกรณีที่มีการนำสินค้าที่นำเข้าเข้าไปในคลัง

สินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก

ถ้าภายหลังสินค้านั้นได้ปล่อยออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยมิใช่เพื่อส่งออก

หรือได้มีการนำสินค้าออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออกโดยมิใช่เพื่อส่งออก

ให้ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีมูลค่า

เพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมาย

ว่าด้วยศุลกากร

 

                   มาตรา 83/10  ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรม

สรรพากร และในกรณีของตกค้างตามมาตรา 78/2(3) ให้กรมศุลกากร

หักภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด

                   (2) สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษี

สรรพสามิตด้วย ให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร

 

ส่วน 8

เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 84  เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการ

คำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไป

ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่

กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดง

รายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1 เว้นแต่

ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดง

รายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับ

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น

 

                   มาตรา 84/1  การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือ

การให้บริการ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลา

ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น

                   (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น ให้ยื่นคำร้อง

ขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี

                   คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                   ในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้อง

ขอคืนภาษี ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และถ้า

ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอคืน

ภาษีเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี

รวมกัน ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือ

ณ สถานที่อธิบดีกำหนด ตามมาตรา 83 วรรคสี่ และในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษี

มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอ

ท้องที่ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนา

 

                   มาตรา 84/2  การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าในกรณี

ดังต่อไปนี้ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังนี้

                   (1) ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือ

เป็นคดีในศาล การขอคืนภาษีให้กระทำภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

ถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

                   (2) ในกรณีผู้นำเข้าที่มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ชำระ

ภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และต่อมาได้ส่งสินค้ากลับออกไป การขอคืนภาษีให้

เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการ

คืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่กำหนดไว้สำหรับขอคืนอากร

ขาเข้า

                   คำร้องขอคืนภาษีตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                   ในกรณีผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้อง

ขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ตามที่กำหนดในมาตรา 84/1 วรรคสาม

และในกรณีผู้ขอคืนภาษีมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้อง

ขอคืน ณ ด่านศุลกากรขาเข้า

 

 

                   มาตรา 84/3  การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับ

ดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 4 ทศ

 

ส่วน 9

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 85  ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือ

ให้บริการ ให้มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบ

กิจการ

                   คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ

ที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่

เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   ถ้าผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่

ตั้งอยู่

                   การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการออกใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่ม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

และให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้

ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

                   มาตรา 85/1  ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้

บริการ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                   (1) สำหรับผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ

และมีมูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของ

กิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1

ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่

                               (ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกิน

มูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม สำหรับกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกา

กำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไว้แล้ว หรือ

                               (ข) วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ สำหรับกรณีที่มีการ

ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมขึ้นใหม่

หรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของ

กิจการขนาดย่อมน้อยกว่าที่กำหนดไว้ก่อน

 

                   (2) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 81/3 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวัน

นับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดี

                   ให้นำมาตรา 85 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 85/2  ให้ตัวแทนตามมาตรา 82/1 (1) เป็นผู้มีหน้าที่

รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการที่อยู่นอก

ราชอาณาจักร

 

                   มาตรา 85/3  ให้ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่ม

                   (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบ

กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว

                   (2) ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้

บริการนั้นในราชอาณาจักร

                   (3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร

                   อธิบดีจะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการตาม (1) หรือ (3) ซึ่งการ

ประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวมีลักษณะและวิธีการตามที่อธิบดี

กำหนด มีสิทธิขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวก็ได้

                   การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว และการออก

ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่า การเข้ามาประกอบกิจการ

ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรอย่างใด เป็นการเข้ามาประกอบ

กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว

 

                   มาตรา 85/4  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแสดงใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มไว้ ณ ที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายในสถานที่ประกอบการเป็นราย

สถานประกอบการ

 

                   มาตรา 85/5  ในกรณีที่ใ[ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสูญหาย ถูกทำลาย

หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทน

ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด

                   การยื่นคำขอและการออกใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   ใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือเป็นใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่ม

 

                   มาตรา 85/6  ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ

ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายใน

สิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

                   การแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการตามวรรคหนึ่ง และการออก

ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงรายการแล้ว ให้เป็นไปตามแบบ

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 85/7  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะเปิดสถานที่

ประกอบการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น แจ้งการเปลี่ยนแปลง

ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวัน

เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อขอรับใบทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการนั้น

                   ในการปิดสถานประกอบการบางแห่ง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันปิดสถานประกอบการ

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ปิดสถานประกอบการ คืนใบทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มไว้ พร้อมกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   ให้นำมาตรา 85/6 วรรคสอง มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 85/8  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะย้ายสถาน

ประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลง

ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อน

วันย้ายสถานประกอบการไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ย้ายสถานประกอบการแจ้งการเปิด

สถานประกอบการแห่งใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการ

แห่งใหม่ตั้งอยู่ก่อนวันเปิดสถานประกอบการแห่งใหม่ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

เพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการแห่งใหม่นั้น

พร้อมกับคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการเดิม

                   ให้นำมาตรา 85/6 วรรคสอง มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 85/9  ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดลักษณะและเงื่อนไขของ

สถานประกอบการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว

เป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจได้

                   สถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถาน

ประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนด ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการ

ที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85 /7 และมาตรา 85/8 แต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจจะต้องทำ

รายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 85/10  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้ มีสิทธิ

ขอให้อธิบดีสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   (1) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของ

กิจการขนาดย่อมไว้แล้ว ได้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งกิจการของตน

มีมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่

กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามปีก่อนการ

ขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   (2) ในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่า

ของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ก่อน ได้แก่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งกิจการขอตนมีมูลค่าของฐานภาษีก่อนการ

แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา ต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการ

ขนาดย่อมเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามปี

                   (3) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 ได้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าระยะเวลาตามที่กำหนดใน

กฎกระทรวง โดยนับแต่วันที่ผู้นั้นเริ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และ

ต้องมีมูลค่าของฐานภาษีของกิจการต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการ

ขนาดย่อมที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว

                   (4) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตาม

มาตรา 82/16 ซึ่งกิจการของตนมีมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าของ

ฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเป็น

เวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก่อน

การขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   การใช้สิทธิขอให้อธิบดีสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   กฎกระทรวงตาม (3) จะกำหนดระยะเวลาให้แตกต่างกันใน

กิจการแต่ละประเภทก็ได้ แต่ระยะเวลาที่กำหนดจะต้องไม่น้อยกว่าสองปี

 

                   มาตรา 85/11  กิจการใดที่ผู้ประกอบการได้จดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มไว้แล้ว และมีมูลค่าของฐานภาษีสูงกว่ามูลค่าของฐานภาษีของ

กิจการขนาดย่อมตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1

แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษี

ของกิจการขนาดย่อมสูงกว่าที่กำหนดไว้ก่อน ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าของฐาน

ภาษีของกิจการดังกล่าวต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมที่

กำหนดขึ้นใหม่ ให้การจดทะเบียนของผู้ประกอบการนั้นยังคงมีผลต่อไป

เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้ใช้สิทธิตามมาตรา 85/10 (2)

และ (4) ขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

                   มาตรา 85/12  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะหยุดประกอบ

กิจการชั่วคราวเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสามสิบวัน ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนนั้นแจ้งการหยุดประกอบกิจการชั่วคราว ณ ที่ว่าการอำเภอ

ท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่หยุดประกอบ

กิจการชั่วคราว

 

                   มาตรา 85/13  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะโอนกิจการ

บางส่วนหรือทั้งหมด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการโอนกิจการและ

การเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถ้ามี หรือแจ้งการโอนและ

แจ้งการเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15 แล้วแต่กรณี ตามแบบที่

อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวันโอนกิจการ

ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

                   ในกรณีที่ผู้รับโอนกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ผู้รับโอน

แจ้งการรับโอนกิจการและการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถ้ามี ณ สถานที่ที่ผู้รับโอนได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

ก่อนวันรับโอนกิจการ และในกรณีที่ผู้รับโอนไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ให้ผู้รับโอนยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวัน

รับโอนกิจการ และเมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ผู้รับโอนประกอบกิจการดังกล่าว

ต่อเนื่องไปพลางก่อนได้

 

                   ให้นำมาตรา 85/15 วรรคสอง มาใช้บังคับในกรณีที่เป็นการโอน

กิจการดังกล่าว

 

                   มาตรา 85/14  ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นนิติบุคคลใดประสงค์

จะควบเข้ากัน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกประกอบกิจการ

ตามมาตรา 85/15 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้นิติบุคคลใหม่ซึ่งได้

ควบเข้ากันยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้

จดทะเบียนนิติบุคคลใหม่

 

                   มาตรา 85/15  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดเลิกประกอบกิจการ

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิก

ประกอบกิจการ

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกกิจการคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบ

กิจการ

 

                   มาตรา 85/16  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

ถึงแก่ความตาย ให้ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวสิ้นสุดลง และให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบใน

การดำเนินกิจการของผู้ตายมีสิทธิประกอบกิจการต่อไปได้อีกไม่เกินหกสิบวัน

นับแต่วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถึงแก่ความตาย แต่ต้องแจ้งให้นายทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มทราบถึงความตายของผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเร็วที่สุด

                   ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการ

ของผู้ตายใช้สิทธิดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก

ดังกล่าวมีสิทธิและความรับผิดในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียน และในกรณี

ที่มีเหตุอันสมควร ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นอาจขอให้อธิบดีสั่งขยายเวลา

ตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้โดยแสดงเหตุผลความจำเป็นต่ออธิบดี ให้

อธิบดีมีอำนาจสั่งขยายเวลาได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะกำหนดเงื่อนไข

ไว้ด้วยก็ได้

                   ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการ

ของผู้ตายไม่ใช้สิทธิดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก

ดังกล่าวคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ตาย ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถึงแก่

ความตาย

                   หากผู้จัดการมรดกหรือทายาทประสงค์จะประกอบกิจการของ

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายต่อไป ให้ผู้จัดการมรดกหรือ

ทายาทนั้นมีสิทธิขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ตามแบบ

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 85/13

วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่ออธิบดีสั่งให้โอนกิจการแล้ว

ให้สิทธิของผู้ครอบครองทรัพย์มรดกตามมาตรานี้สิ้นสุดลง

                   ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่รับโอนกิจการ คืนใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มของผู้ตาย ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการแจ้ง

เปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการยื่นคำขอจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี และในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบ

ในการดำเนินกิจการของผู้ตายได้ใช้สิทธิดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง แต่

เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือระยะเวลาที่อธิบดีได้ขยายให้ตาม

วรรคสองแล้วไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทขอโอนกิจการของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนตามวรรคสี่ ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการ

ดำเนินกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายคืนใบทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันพ้นกำหนดดังกล่าว

 

                   มาตรา 85/17  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดกระทำผิดบทบัญญัติ

ในหมวดนี้ อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของ

ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ และให้แจ้งการเพิกถอนดังกล่าวให้

ผู้ประกอบการทราบเป็นหนังสือ

                   ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง คืนใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในเจ็ดวันนับแต่

วันที่ได้รับแจ้งการเพิกถอน

 

                   มาตรา 85/18  ในกรณีที่อธิบดีสั่งถอนทะเบียนตามมาตรา 85/10

หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15

หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถึงแก่ความตายและผู้ครอบครอง

ทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตายได้ใช้สิทธิดำเนิน

กิจการแต่ต่อมาสิทธิดำเนินกิจการสิ้นสุดลง โดยไม่มีผู้จัดการมรดกหรือ

ทายาทขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายตาม

มาตรา 85/16 หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกสั่งเพิกถอนการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/17 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตาย

ดังกล่าว แล้วแต่กรณี ยังคงต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

ต่อไป จนกว่าอธิบดีจะสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/19

 

                   มาตรา 85/19 ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   (1) เมื่ออธิบดีสั่งถอนทะเบียนตามมาตรา 85/10

                   (2) เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15

                   (3) เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือ

ทายาทยื่นขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายตาม

มาตรา 85/16

                   (4) เมื่ออธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/17

                   ให้อธิบดีแจ้งคำสั่งขีดชื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้จัดการมรดก

ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบ

ในการดำเนินกิจการของผู้ตายและได้ใช้สิทธิดำเนินกิจการตามมาตรา 85/16

พ้นความรับผิดในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่อธิบดีมีคำสั่งขีดชื่อ

ออกจากทะเบียน

                   ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ให้อธิบดีแจ้งการขีดชื่อ

ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นต่อนายทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายนั้น ๆ

ภายในสามสิบวัน และให้นายทะเบียนดังกล่าวจดแจ้งการเพิกถอนการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในทะเบียนโดยไม่ชักช้า

 

ส่วน 10

ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้

------

 

                   มาตรา 86  ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับ

การขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิด

ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อ

สินค้าหรือผู้รับบริการส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3

                   ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้

ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดี

จะกำหนดเป็นอย่างอื่น

                   การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 86/1  ห้ามมิให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้ออก

ใบกำกับภาษี

                   (1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักร และได้ให้

ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีแทนตนตามมาตรา 86/2

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ทรัพย์สินถูกนำออกขายทอดตลาด

หรือขายโดยวิธีอื่นโดยบุคคลอื่นตามมาตรา 83/5

                   (3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

ที่ออกตามมาตรา 83/6 (3)

 

                   มาตรา 86/2  ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดที่อยู่นอกราชอาณาจักร

และมีตัวแทนทำการแทนตน หากประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับ

ภาษีในนามของตนให้ผู้ประกอบ การจดทะเบียนนั้นยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี

ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ตัวแทนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขอและได้รับอนุมัติแล้วออก

ใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และให้ตัวแทนดังกล่าวมีหน้าที่และความรับผิดชอบ

เช่นเดียวกับและร่วมกับผู้ประกอบการจดทะเบียนในส่วนที่เกี่ยวกับใบกำกับ

ภาษี

 

                   มาตรา 86/3  ในการขายทอดตลาดตามมาตรา 83/5 ให้ผู้ทอดตลาด

ที่มิใช่ส่วนราชการซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับ

ภาษีหรือใบรับตามมาตรา 105 แล้วแต่กรณี ในนามของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สิน

 

                   มาตรา 86/4  ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6

ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (1) คำว่าใบกำกับภาษีในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

                   (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีใน

นามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2

หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของ

ตัวแทนนั้นด้วย

                   (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

                   (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมวดเลขลำดับของเล่ม

ถ้ามี

                   (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

                   (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

                   (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

                   (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

                   รายการในใบกำกับภาษี ให้ทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วยเงินตราไทย

และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็น

ต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ให้กระทำ

ได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี

                   ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ

หลายอย่างก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะได้กำหนดให้การออกใบกำกับภาษีสำหรับ

สินค้าหรือบริการบางอย่างหรือหลายอย่าง ต้องกระทำแยกต่างหาก โดย

มิให้รวมไว้ในใบกำกับภาษีเดียวกันกับรายการอื่น

 

                   มาตรา 86/5  ใบกำกับภาษีดังต่อไปนี้ อธิบดีอาจกำหนดให้มีรายการ

เป็นอย่างอื่นได้

                   (1) ใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่างตามมาตรา 79/1

                   (2) ใบกำกับภาษีของยาสูบตามมาตรา 79/5 หรือน้ำมันดิบและ

ผลิตภัณฑ์น้ำมันตามมาตรา 79/6

                   (3) ใบกำกับภาษีที่อธิบดีอนุมัติให้ทำเป็นภาษาต่างประเทศ หรือ

เป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศตามมาตรา 86/4 วรรคสอง

                   (4) ใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

                   มาตรา 86/6  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการ

ในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก อธิบดีมีอำนาจกำหนดลักษณะ

และหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการดังกล่าวให้เป็นกิจการค้าปลีก

และในกิจการค้าปลีกการแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการจะต้องเป็น

การแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก มีสิทธิออกใบกำกับ

ภาษีอย่างย่อได้ แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนจะออกใบกำกับภาษี

อย่างย่อไม่ได้

                   ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (1) คำว่าใบกำกับภาษีในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

                   (2) ชื่อหรือชื่อย่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี

                   (3) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม

ถ้ามี

                   (4) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

                   (5) ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจน

ว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

                   (6) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

                   (7) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

                   ชื่อ ชนิด หรือประเภทของสินค้าตามวรรคหนึ่ง จะออกเป็นรหัสก็ได้

โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องแจ้งรหัสให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อย

สิบห้าวันก่อนวันใช้รหัสนั้น

                   รายการในใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วย

เงินตราไทยและใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภท

ที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติ

จากอธิบดี

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก ซึ่งประสงค์จะ

ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ยื่นคำขอ

อนุมัติต่ออธิบดี และการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินดังกล่าวจะต้องปฏิบัติ

ตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เครื่อง

บันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด

                   ให้นำมาตรา 86/4 วรรคสาม มาใช้บังคับในการออกใบกำกับภาษี

ตามมาตรานี้

 

                   มาตรา 86/7  ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการอย่างอื่น

ซึ่งมิใช่เป็นการค้าปลีก ซึ่งมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ

และหรือใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 86/6 จะ

ขออนุมัติต่ออธิบดีพร้อมกับแสดงเหตุผลและความจำเป็นก็ได้ และในการอนุมัติ

อธิบดีจะกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้

 

                   มาตรา 86/8  เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย อธิบดีมีอำนาจกำหนดลักษณะ

และเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยเพื่อ

ประโยชน์แห่งมาตรานี้ได้

                   ในการประกอบกิจการรายย่อย ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว

ไม่จำต้องออกใบกำกับภาษี สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่มี

มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่จำนวนเงินดังกล่าว

จะต้องไม่เกินหนึ่งพันบาท  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะ

เรียกร้องให้ออกใบกำกับภาษี และให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และ

เงื่อนไขที่จะให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย

ปฏิบัติตามที่เห็นสมควร

 

                   มาตรา 86/9  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้

บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้า

หรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9

ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าว

เกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันใน

เดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า

หรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

                   ใบเพิ่มหนี้ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (1) คำว่าใบเพิ่มหนี้ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

                   (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนที่ออกใบเพิ่มหนี้ และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ในนาม

ของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2

ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

                   (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

                   (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้

                   (5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิมรวมทั้งหมายเลขลำดับ

ของเล่มด้วย มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว

มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและ

จำนวนภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มสำหรับส่วนต่างนั้น

                   (6) คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้

                   (7) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

                   ให้นำมาตรา 86/4 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้ถือว่าใบเพิ่มหนี้

ตามมาตรานี้เป็นใบกำกับภาษี

                   มาตรา 86/10  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือ

ให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้า

หรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10

ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าว

เกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันทีในเดือน

ภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือ

ผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

                   ใบลดหนี้ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (1) คำว่าใบลดหนี้ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

                   (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้ และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ในนาม

ของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2

ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

                   (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

                   (4) วัน เดือน ปีที่ออกใบลดหนี้

                   (5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับ

ของเล่ม ถ้ามี มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว

มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและ

จำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น

                   (6) คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้

                   (7) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

                   ให้นำมาตรา 86/4 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้ถือว่าใบลดหนี้

ตามมาตรานี้เป็นใบกำกับภาษี

 

                   มาตรา 86/11 ในกรณีที่มีการขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียน

ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิก

ประกอบกิจการ หรือเพราะอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ของผู้ประกอบการจดทะเบียน อธิบดีจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการนั้นออก

ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุด

ประกอบกิจการก็ได้ แต่ผู้รับอนุญาตดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

 

 

 

                   มาตรา 86/12  ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี

หรือใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้า

หรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย

หรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกใบแทนใบกำกับ

ภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                   ใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ ให้มี

รายการเช่นเดียวกับใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ แล้วแต่กรณี

โดยให้มีข้อความระบุไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นใบแทนและออกเพื่อแทน

ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ฉบับใด

 

                   มาตรา 86/13  ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

หรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้

หรือใบลดหนี้

                   บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิ

ที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏ

ในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

 

                   มาตรา 86/14  ใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้สำหรับการ

รับชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 หรือตามมาตรา 83/7 และใบเสร็จ

รับเงินที่กรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิตออกให้ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม

เพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10(1) หรือ (2) ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี

 

ส่วน 11

การจัดทำรายงานและการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสาร

------

 

                   มาตรา 87 ภายใต้บังคับมาตรา 87/1 และมาตรา 87/2 ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้

                   (1) รายงานภาษีขาย

                   (2) รายงานภาษีซื้อ

                   (3) รายงานสินต้าและวัตถุดิบ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่

ประกอบกิจการขายสินค้า

                   ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16

ให้มีหน้าที่จัดทำรายงานมูลค่าของฐานภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

                   รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามแบบ

ที่อธิบดีกำหนดและให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ

                   วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และการลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่

วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น  ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณี

จำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

 

                   มาตรา 87/1  ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสม อธิบดีโดย

อนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานแตกต่าง

ไปจากที่กำหนดในมาตรา 87 ก็ได้

 

                   มาตรา 87/2  ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ตัวแทนของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนจัดทำรายงานเกี่ยวกับกิจการที่ตนทำการแทนได้ตามที่เห็นสมควร

แม้ว่าตัวแทนนั้นจะมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

                   การจัดทำรายงานของตัวแทนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบ

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 87/3  ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดง

รายการภาษีและชำระภาษี และผู้ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานตามบทบัญญัติ

ในส่วนนี้ เก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้ง

เอกสารประกอบการลงรายงานดังกล่าวหรือเอกสารอื่นที่อธิบดีกำหนดไว้

ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนดเป็น

เวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน

แล้วแต่กรณี เว้นแต่

                   (1) ในกรณีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตาม

มาตรา 85/3 การเก็บรักษารายงานและเอกสารดังกล่าว ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด แต่ระยะเวลาดังกล่าว

ต้องไม่เกินกว่าห้าปี

                   (2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ ให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ

ภาษี หรือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงาน เก็บและรักษารายงานและเอกสาร

ดังกล่าวข้างต้นที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการต่อไป

อีกสองปี

                   (3) ในกรณีที่เห็นสมควร อธิบดีจะกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

เก็บและรักษาไว้เกินห้าปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปี

                   การเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการ

ลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87(2) ให้จัดเก็บเรียงตามลำดับและตรง

ตามรายการในรายงาน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนด

 

ส่วน 12

อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน

------

 

                   มาตรา 88  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม

เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ

                   (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบ

แสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าภายในเวลาที่กฎหมาย

กำหนด

                   (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าโดยแสดง

จำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง

                   (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน

หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือ

สำเนาใบกำกับภาษีการขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการ

เครดิตภาษี

                   (5) ผู้ประกอบการไม่เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐาน

ต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ

                   (6) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

                   มาตรา 88/1  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม

เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อปรากฏว่าบุคคลใดออกใบกำกับภาษี

ใบเพิ่มนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13

โดยให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่

ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นได้

 

                   มาตรา 88/2 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 88 และ

มาตรา 88/1 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

                   (1) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือ

แบบใบขนสินค้าตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่น

แบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า

                   (2) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี

หรือแบบใบขนสินค้าเพื่อให้ถูกต้อง

                   (3) ประเมินภาษีในกรณีที่มีหลักฐานแสดงว่า ผู้ประกอบการเสียภาษี

หรือแสดงมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง

                   (4) กำหนดมูลค่าที่ควรได้รับ โดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่

หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการเอง

หรือของผู้ประกอบการที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจาก

หลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงมูลค่าที่ได้รับได้โดยสมควร

                   (5) แก้ไขเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือของค่าบริการจาก

การรับบริการ แล้วแต่กรณี เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)

                   (6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตาม

มาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง

(4) ก็ได้

                   ในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (6)

ให้ถือว่าผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1

แต่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็น

ผู้ประกอบการจดทะเบียน

 

                   มาตรา 88/3  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการ

ของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือไม่ หรือใน

สถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือระหว่าง

เวลาทำการของผู้ประกอบการ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่า

ผู้ประกอบการได้ปฏิบัติการโดยถูกต้องตามบทบัญญัติในหมวดนี้หรือไม่ ในการนี้

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งผู้ประกอบการหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้น

ให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน

ต่าง ๆ อันควรแก่เรื่อง และมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานเหล่านั้นมาตรวจสอบ

ไต่สวนได้

                   ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินแสดงบัตร

ประจำตัว พร้อมทั้งหนังสือหรือหลักฐานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อเข้าไปทำการ

ตรวจสอบ

 

 

                   มาตรา 88/4  ในการดำเนินการของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้ทำการแทน

หรือพยาน กับมีอำนาจสั่งบุคคลเหล่านั้นให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่น

อันควรแก่เรื่องมาตรวจสอบไต่สวนได้ หรือออกคำสั่งให้พยานตอบคำถามเป็น

หนังสือ แต่จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก

หรือได้รับคำสั่ง

 

                   มาตรา 88/5  เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 88 หรือมาตรา 88/1 แล้ว ให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือ

ไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 88/1 ในกรณีนี้ผู้มีหน้าที่เสีย

ภาษีหรือบุคคลตามมาตรา 88/1 จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติ

ในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 ก็ได้ เว้นแต่ในกรณีที่เจ้าพนักงาน

ประเมินได้ทำการประเมินเพราะเหตุตามมาตรา 88 (3) ห้ามมิให้อุทธรณ์

 

                   มาตรา 88/6  การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ให้กระทำได้

ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                   (1) สำหรับผู้ประกอบการ

                               (ก) สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดง

รายการภาษีหรือวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือ

เลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง  ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่

เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

                               (ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการ

ภาษี  ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลัง

วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่

วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

                               (ค) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดง

รายการภาษี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดง

รายการภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่า

ที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของ

ฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี

                   (2) สำหรับผู้นำเข้าซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการสองปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า

เว้นแต่กรณีที่ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดี

ในศาลสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนังสือ

หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

 

                   (3) สำหรับผู้ที่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 มาตรา 83/6

หรือมาตรา 83/7 สองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้าหรือผู้มีหน้าที่นำส่ง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษี แบบใบขนสินค้า

หรือแบบนำส่งภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ให้เจ้าพนักงาน

ประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนด

เวลาตาม (1) (ก) (2) และ (3) แล้วแต่กรณี

 

ส่วน 13

เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 89  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13

เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้

                    (1) ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85

หรือมาตรา 85/1 หรือประกอบกิจการเมื่อถูกสั่งเพิกถอนใบทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85 /17 แล้ว ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงิน

ภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว

หรือเป็นเงินหนึ่งพันบาทต่อเดือนภาษีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนด

เวลา ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี

                   (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมี

ข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป

ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือที่นำส่งคลาด

เคลื่อน

                   (4) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็น

เหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป

ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวน

ภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป

                   (5) มิได้จัดทำใบกำกับภาษีและส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

ตามที่กำหนดในส่วน 10 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตาม

ใบกำกับภาษี

                   (6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะ

ออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวน

ภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น

                   (7) นำใบกำกับภาษีปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการ

คำนวณภาษี ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีนั้น

                   ในกรณีใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถนำพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใด

เป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม

                   (8) มิได้เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายไว้ตามที่กฎหมายกำหนด

ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี

                   (9) มิได้เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อที่ใช้เครดิตภาษีในการคำนวณ

ภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีที่

นำมาเครดิตนั้น

                   (10) มิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดี

กำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้

เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงาน

หรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้อง

                   เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา 89/1  บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายใน

กำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน

หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

                   ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฎฐ

และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่ม

ตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

                   การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้น

กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีตามส่วน 7 จนถึง

วันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้อง

ชำระหรือนำส่ง

 

                   มาตรา 89/2  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เบี้ยปรับ และ

เงินเพิ่มตามหมวดนี้ให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

 

 

 

 

 

 

ส่วน 14

บทกำหนดโทษ

------

 

                   มาตรา 90 บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

                   (1) ผู้ไม่จัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารตามมาตรา 77/4 (2)

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม

มาตรา 83 หรือมาตรา 83/1

                   (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 83/2

                   (4) ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี

ตามมาตรา 83/3

                   (5) ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

มาตรา 83 /5 มาตรา 83/6 และมาตรา 83/7

                   (6) ผู้นำเข้าไม่ยื่นใบขนสินค้าตามมาตรา 83/8 หรือมาตรา 83/9

                   (7) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/6

                   (8) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

มาตรา 85/7 วรรคสาม มาตรา 85/8 วรรคสอง มาตรา 85/15 วรรคสอง

หรือมาตรา 85/17 วรรคสอง

                   (9) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบการตาม

มาตรา 85/8 วรรคหนึ่ง

                   (10) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการหยุดประกอบกิจการชั่วคราว

ตามมาตรา 85/12

                   (11) ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดก หรือทายาทของผู้ประกอบการ

จดทะเบียนไม่คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/16 วรรคสามหรือ

วรรคห้า

                   (12) ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยมีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วน

ตามมาตรา 86/4 มาตรา 86/5 มาตรา 86/6 มาตรา 86/7 มาตรา 86/9

มาตรา 86/10 หรือมาตรา 86/11

                   (13) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทน

ใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/12

                   (14) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสินค้าเกินจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

ตามมาตรา 87

                   (15) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 87 หรือตามที่อธิบดีกำหนดตาม

มาตรา 87/1

                   (16) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจงใจไม่เก็บและรักษาใบกำกับภาษีหรือ

สำเนาใบกำกับภาษี หรือเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 87/3

 

                   มาตรา 90/1  บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

                   (1) ตัวแทนละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนของผู้ประกอบการ

ที่อยู่นอกราชอาณาจักรตามมาตรา 85/2

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แสดงใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

มาตรา 85/4

                   (3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม

หรือปิดสถานประกอบการตามมาตรา 85/7 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

                   (4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการโอนกิจการบางส่วนหรือการ

รับโอนกิจการตามมาตรา 85/13

                   (5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนกิจการ

ทั้งหมดตามมาตรา 85/13 หรือมาตรา 85/15 วรรคหนึ่ง

                   (6) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรจัดทำ

รายงานโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตาม

มาตรา 87/2

 

                   มาตรา 90/2  บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ

ที่ระบุไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

                   (1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 82/18 (2)

                   (2) ผู้ประกอบการใดซึ่งมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประกอบกิจการ

โดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 มาตรา 85/13 วรรคสอง

หรือมาตรา 85/14

                   (3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จัดทำใบกำกับภาษีหรือสำเนาใบกำกับ

ภาษี หรือจัดทำแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง

หรือไม่จัดทำใบกำกับภาษีหรือสำเนาใบกำกับภาษี และไม่ส่งมอบให้ผู้ซื้อหรือ

ผู้รับบริการตามที่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการเรียกร้องตามมาตรา 86/8 วรรคสอง

                   (4) ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวออกใบกำกับ

ภาษีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตาม

มาตรา 86 วรรคสอง

                   (5) ตัวแทนออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 86

วรรคสี่

                   (6) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้

เครื่องบันทึกการเก็บเงินตามมาตรา 86/6 วรรคหก

                   (7) ผู้ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน

ตามมาตรา 88/4

 

                   มาตรา 90/3  บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่

ระบุไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

                   (1) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรออก

ใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/2 วรรคสอง

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินโดย

ไม่ได้รับอนุมัติตามมาตรา 86/6 วรรคหก หรือมาตรา 86/7

                   (3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จัดทำรายงานตามมาตรา 87

หรือตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1

                   (4) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรไม่จัดทำ

รายงานตามมาตรา 87/2

                   (5) ผู้ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติงานของ

เจ้าพนักงานประเมินหรือขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 88/3

วรรคหนึ่ง

 

                   มาตรา 90/4  บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ

ที่ระบุไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่

สองพันบาทถึงสองแสนบาท

                   (1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายาม

หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดย

ไม่มีสิทธิที่จะออกเอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86 วรรคสอง หรือมาตรา 86/1

                   (2) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรโดย

เจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษี

โดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/2 วรรคหนึ่ง

 

                   (3) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิ

จะออกเอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86/13

                   (4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายาม

หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ลงรายการ หรือลงรายการเป็นเท็จในรายงาน

ตามมาตรา 87 หรือตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1

                   (5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายาม

หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้

หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว

                   (6) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายาม

หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง

หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน

                   (7) ผู้ประกอบการโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับ

ภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี

 

                   มาตรา 90/5  ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้

เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้อง

รับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน

มิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

 

หมวด 5

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

------

 

                   มาตรา 91  ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีอากรประเมิน

 

                   มาตรา 91/1  ในหมวดนี้

                   (1) รายรับหมายความว่า  เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือ

ประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ

                   (2) มูลค่าหมายความว่า  ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการ

ของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใด ๆ

                   (3) ราคาตลาดหมายความว่า  ราคาที่ซื้อชายกันหรือที่คิดค่า

บริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง

 

 

                   ในกรณีที่ราคาตลาดมีหลายราคาหรือไม่อาจทราบราคาตลาดได้

แน่นอน ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้

ได้ราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้าหรือบริการได้

                   (4) ขายหมายความรวมถึงสัญญาขาย จะขายฝาก แลกเปลี่ยน

ให้ ให้เช่าซื้อหรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

                   ให้นำบทนิยามคำว่าบุคคล” “บุคคลธรรมดา” “คณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคล” “นิติบุคคล” “ตัวแทน” “สถานประกอบการและเดือนภาษี

ตามมาตรา 77/1 มาใช้บังคับ

 

                    มาตรา 91/2  ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการ

ดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม

บทบัญญัติในหมวดนี้

                   (1) การธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือ

กฎหมายเฉพาะ

                   (2) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจ

เครดิตฟองซิเอร์

                   (3) การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือ

การรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย

                   (4) การรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ

                   (5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การ

ให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือ

รับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ

                   (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์

นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม  ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   (7) การขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์

                   (8) การประกอบกิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการ โดยผ่านสถาน

ประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการ

ในราชอาณาจักรตามมาตรานี้

                   ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการตาม (5) หรือไม่ อธิบดี

จะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขต และ

เงื่อนไขของการประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรานี้ก็ได้ และ

เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัย

ของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา 91/3  ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้

                   (1) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคาร

อาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

                   (2) กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   (3) กิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะการให้กู้ยืมแก่สมาชิกหรือ

แก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่น

                   (4) กิจการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุน

สำรองเลี้ยงชีพ

                   (5) กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการขายหรือให้เช่าซื้อ

อสังหาริมทรัพย์

                   (6) กิจการรับจำนำของกระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วน

ท้องถิ่น

                   (7) กิจการอื่นตามมาตรา 91/2 ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

                   มาตรา 91/4  กิจการเฉพาะอย่างของกิจการตามที่กำหนดไว้ใน

มาตรา 91/2 ดังต่อไปนี้ ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4

                   (1) กิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการ

ตามมาตรา 91/2

                   (2) กิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา 91/2

ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับ

กิจการตามมาตรา 91/2 หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัย

ภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขต และเงื่อนไขของการประกอบกิจการก็ได้

และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัย

ของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา 91/5  ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติ

ในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับ

เนื่องจากการประกอบกิจการ

                   (1) สำหรับกิจการธนาคาร ตามมาตรา 91/2 (1) รายรับจาก

การประกอบกิจการ คือ

                               (ก) ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไร

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายหรือที่ได้จากตั๋วเงิน หรือตราสาร

แสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ และ

                               (ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือ

ซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิ์ในหนี้ใด ๆ หรือ

การส่งเงินไปต่างประเทศ

                   (2) สำหรับกิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิต

ฟองซิเอร์ ตามมาตรา 91/2 (2) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

                               (ก) รายรับตาม (1) (ก) และ

                               (ข) รายรับตาม (1) (ข)

                   (3) สำหรับกิจการประกันภัยตามมาตรา 91/2 (3) รายรับจาก

การประกอบกิจการ คือ

                               (ก) ในกรณีการรับประกันชีวิต ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม

หรือค่าบริการ

                               (ข) ในกรณีการรับประกันวินาศภัย ได้แก่เบี้ยประกันภัย

หรือเงินอื่นที่ผู้รับประกันภัยเรียกเก็บ เว้นแต่เบี้ยประกันภัยส่วนที่ต้องคืน

ภายในเดือนที่เก็บได้ และเบี้ยประกันภัยที่ได้รับจากการรับประกันภัยต่อ

ซึ่งผู้เอาประกันต่อได้เสียภาษีจากเบี้ยประกันภัยตามหมวดนี้แล้ว

                   (4) สำหรับกิจการโรงรับจำนำตามาตรา 91/2 (4) รายรับจาก

การประกอบกิจการ คือ

                               (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ

                               (ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อัน

มีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ

                   (5) สำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2(5)

รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

                               (ก) รายรับตาม (1) (ก) และ

                               (ข) รายรับตาม (1) (ข)

                   (6) สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร

ตามมาตรา 91/2 (6) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ รายรับก่อน

หักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

                   (7) สำหรับกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์

แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7) รายรับจากการ

ประกอบกิจการคือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

                   (8) สำหรับกิจการอื่นตามมาตรา 91/2 (8) รายรับจากการ

ประกอบกิจการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

                   มาตรา 91/6  อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้

                   (1) ร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (7)

                   (2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (3) (ก)

และมาตรา 91/5 (4)

                   (3) ร้อยละ 3.0 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 นอกจากกรณี

ตาม (1) และ (2)

 

                   มาตรา 91/7  ให้บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับของ

หมวดนี้ มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในหมวดนี้

                   ในกรณีผู้ประกอบกิจการอยู่นอกราชอาณาจักร ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ

ในการประกอบกิจการ รวมตลอดถึงลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้กระทำการแทน

ซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรงหรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักร

เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีร่วมกับบุคคลตามวรรคหนึ่ง

 

                   มาตรา 91/8  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เสียภาษีโดยคำนวณ

จากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์

การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2

                   การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์

และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เมื่อได้

เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่

จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้

 

                   มาตรา 91/9  ในกรณีกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7)

ให้สมาชิกที่เป็นตัวแทนของผู้ขายหักภาษีธุรกิจเฉพาะจากเงินที่ขาย และยื่น

แบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามมาตรา 91/10 แทนผู้ขายในนาม

ของตนเอง โดยผู้ขายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก และให้ถือว่า

สมาชิกเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้ด้วย

 

                   มาตรา 91/10  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม

แบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี

ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม

                   การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนใด

ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

 

                   การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่  ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็น

อย่างอื่น

                   ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบ

แสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้แยกยื่นเป็นราย

สถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดี

ขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง

หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณา

เห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้

 

                   มาตรา 91/11  การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กระทำได้ตาม

เงื่อนไขดังต่อไปนี้

                   (1) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปี

นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

                   (2) คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่

เสียภาษีได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือ ณ สถานที่อื่นตามมาตรา 91/10 วรรคสี่

ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่แห่งนั้น

 

                   มาตรา 91/12  บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสีย

ภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตาม

มาตรา 91/3 และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษี

ธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดย

ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่ม

ประกอบกิจการ

                   คำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม

แบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการ

ตั้งอยู่

                   ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอ

จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการ

ที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

และการออกใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด

 

                   ในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทน

ของผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษี

ธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักรด้วย

 

                   มาตรา 91/13  ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษี

ธุรกิจเฉพาะ

                   (1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7)

                   (2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว

                   (3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุ

อันสมควร

                   ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณา

กำหนดว่าการประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราว

ตาม (2)

 

                   มาตรา 91/14  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำ

รายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้อง

รวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

                   รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดี

กำหนด และให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ

                   วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ

เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดและการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวัน

ทำการนับแต่วันที่มีรายรับ  ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรสำหรับ

การประกอบกิจการบางประเภทหรือในกรณีจำเป็นเฉพาะราย อธิบดีจะ

กำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

 

                   มาตรา 91/15  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ

และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ

                   (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบ

แสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

                   (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสีย

ภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่

ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ

 

 

 

 

                   (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบ

กิจการ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบ

คำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถ

แสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

 

                   มาตรา 91/16  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 91/15

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

                   (1) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการตามหลักฐานที่เห็นว่า

ถูกต้อง เมื่อผู้ประกอบกิจการมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ

                   (2) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการหรือในเอกสารอื่น

ประกอบแบบแสดงรายการเพื่อให้ถูกต้อง

                   (3) กำหนดราคาขายสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายในวันเดียวกัน

หรือใกล้เคียงกันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคาตลาดที่อาจ

เทียบเคียงกันได้

                   (4) กำหนดดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ กำไรก่อน

หักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือแลกเปลี่ยนหรือซื้อขาย

เงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไปต่างประเทศตามราคาตลาด

ที่อาจเทียบเคียงได้

                   (5) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบกิจการควรได้รับ เพราะผู้ประกอบ

กิจการกับผู้ซื้อมีการควบคุมหรือความสัมพันธ์กันในด้านทุนหรือด้านการจัดการ

                   (6) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาด

ในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การ

โอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ

หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุ

อันควร

                   (7) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์

ของผู้ประกอบกิจการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบกิจการเองหรือของ

ผู้ประกอบกิจการอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกันหรือพิจารณาจาก

หลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร

                   (8) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณีตาม

มาตรา 91/15 (3) โดยไม่ต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (7) ก็ได้

 

                   มาตรา 91/17  ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึง

หนึ่งร้อยบาท เป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น

 

                   มาตรา 91/18  บุคคลใดประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับต้อง

เสียภาษีธุรกิจเฉพาะประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

ตามมาตรา 91/12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ

ไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                   บุคคลตามมาตรา 91/12 วรรคห้า ละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับ

การจดทะเบียนของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษ

เช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

 

                   มาตรา 91/19  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด ไม่จัดทำรายงาน

ตามมาตรา 91/14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน

หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                   มาตรา 91/20  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด จัดทำรายงาน

โดยไม่เป็นไปตามแบบหรือไม่จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ หรือลงรายการ

ในรายงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตาม

มาตรา 91/14 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

สองพันบาท

 

                   มาตรา 91/21  ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 ดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

                   (1) ส่วน 7 การยื่นแบบและการชำระภาษี มาตรา 83/2 และ

มาตรา 83/3

                   (2) ส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 84/3

                   (3) ส่วน 9 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 85/4 มาตรา 85/5

มาตรา 85/6 มาตรา 85/7 มาตรา 85/8 มาตรา 85/9 มาตรา 85/12

มาตรา 85/13 มาตรา 85/14 มาตรา 85/15 มาตรา 85/16 มาตรา 85/17

มาตรา 85/18 และมาตรา 85/19

                   (4) ส่วน 11 การจัดทำรายงาน และการเก็บรักษาหลักฐานและ

เอกสาร มาตรา 87/3

                   (5) ส่วน 12 อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน มาตรา 88/3 มาตรา 88/4

และมาตรา 88/5

                   (6) ส่วน 13 เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม ทุกมาตรา

                   (7) ส่วน 14 บทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

ข้างต้น รวมทั้งมาตรา 90/5

 

หมวด 6

อากรแสตมป์

------

 

                   มาตรา 103  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ตราสารหมายความว่า  เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

                   กระดาษหมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้

เขียนตราสาร

*[8]

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ

และแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย

ทั้งนี้ ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง

                   กระทำเมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า  การลงลายมือชื่อ

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                   ปิดแสตมป์หมายความว่า  การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ

มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ

*[2]

                   ““ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก

โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์

หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ

สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ

ตราสารนั้น

*[10]

                   ““ปิดแสตมป์บริบูรณ์หมายความว่า

                   (1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษ

ก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย

และได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

                   (2) ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุน

เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสาร

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า

อากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

                   (3) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงินเป็น

ราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่ง

อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (1) และ (2) ดังกล่าว

ข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (3) แทนได้

                   ใบรับหมายความว่า

                   (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ

ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

                   (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ

เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

                   บันทึกหรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่

ไม่สำคัญ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

*[1]

                   ““นายตรวจหมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การเสียอากร

------

 

                   มาตรา 104  ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์

บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

*[1]

*[7]

*[10]

*[17]

*[19]

*[32]

*[50]

 

                   มาตรา 105  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ

ผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา

ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออก

ใบรับหรือไม่ก็ตาม

                    (1) การรับเงินหรือรับชำระจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ

ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และการรับเงิน

หรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียน

ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งรวมเงินหรือ

ราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดี

จะกำหนดเกินหนึ่งพันบาทไม่ได้

                   (2) การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคา

ที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนด

เกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้

                   ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่า

ที่อธิบดีกำหนดตาม (1) หรือ (2) แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระ

ราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงินหรือ

รับชำระราคานั้น

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มี

ข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้น

เป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

                   มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่น

ของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้

*[8]

*[10]

*[12]

*[17]

*[30]

*[32]

 

                   มาตรา 105 ทวิ  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตาม

มาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะ

ผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับและเก็บต้นขั้วหรือ

สำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

                   ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนา

ใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออก

ใบรับ

                   ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี

ตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

*[50]

                   (1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

                   (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

                   (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

                   (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ

                   (5) จำนวนเงินที่รับ

                   (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้

เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

                   ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการ

ค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของ

ผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือ

ชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มี

ภาษาไทยกำกับ

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

*[10]

*[50]

 

                   มาตรา 105 ตรี  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคา

มีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงจำนวนที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 105 (1) ให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียน

ภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่าวทุกครั้ง และเมื่อ

สิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ

ตามแบบที่อธิบดี กำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก

*[12]

*[50]

 

                   มาตรา 105 จัตวา  ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด 4

ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบ

ส่งของให้แก่ผู้ซื้อ และให้ทำ สำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่

วันที่ออกใบส่งของ

                   ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลข

และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย

                   (2) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ

                    (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ

                   (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ

                   (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย

                   ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้

 

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ซึ่งได้ออก

ใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว จะถือเอาใบกำกับ

ภาษีนั้นเป็นใบส่งของที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

*[10]

 

                   มาตรา 106  ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับ

ให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง

ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง

 

                   มาตรา 107  เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น

อย่างอื่น ผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย

หมวดนี้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี

แทนก็ได้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ

ขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

 

                   มาตรา 108  ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้

บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้

หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ

เป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่

อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ

หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า

ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

 

                   มาตรา 109  สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน

และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น

ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์

แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

 

                   มาตรา 110  คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์

สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ

ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ

นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ

และขีดฆ่าแล้ว

 

                   มาตรา 111  ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้

เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า

ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

                   ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร

ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่น

ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลังโอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

                   ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง

ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวไว้ในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ

 

                   มาตรา 112  ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ

ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

 

ส่วน 2

เบ็ดเตล็ด

------

 

                   มาตรา 113  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร

หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว

ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

*[5]

                   1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น

ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้

เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

                   2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ

เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

                      (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                      (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

*[5]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 114  โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี

โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล

หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

                   (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105

หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ

และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย

                               (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก

เก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร

ที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                               (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่

มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของ

เงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                               (ค) ในกรณีอื่น ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร

เป็นจำนวนหนึ่งเท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่

อย่างใดจะมากกว่า

*[17]

 

                   ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 114

*[17]

 

                   มาตรา 115  เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113

และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มี

หน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากรจึงให้จัดการ

เรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น

                   ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อน

จะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[10]

 

                   มาตรา 116  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน

มาตรา 113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงิน

และสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร  ทั้งนี้ เพื่อ

แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่

ของผู้เสียเงิน แล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

*[10]

 

                   มาตรา 117  ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา 116

ที่มีผู้เสียอากรหรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา 113

หรือมาตรา 114 แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงิน

เพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

 

                   มาตรา 118  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ

คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า

จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และ

ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113

และมาตรา 114

 

                   มาตรา 119  ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม

หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี

ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้

เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย

ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้

ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

 

                   มาตรา 120  ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี

หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป

จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

*[8]

*[21]

 

                   มาตรา 121  ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงาน

ผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล

องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และ

องค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอัน

ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุน

หมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหาร

ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

 

                   มาตรา 122  ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า

2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง

เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน

ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น

ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง

ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นสมควร

ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

*[1]

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 123  เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ

มีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น

และพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น

เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104

หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความในมาตรา 105

มาตรา 106 หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนา ใบรับ ใบรับตามความใน

มาตรา 105 ทวิ หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา 105 ตรี หรือไม่

กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มี

หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และ

พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 123 ทวิ  เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดย

รัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสีย

อากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้ว ให้ใช้เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตาม

ความในมาตรา 103 หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา 105 มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 ตรี และมาตรา 105 จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นหรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้

*[32]

 

                   มาตรา 123 ตรี  ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า

จำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) และ

(ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ

กำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับ

ตามปกติ และให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น

                   ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่ง จะอุทธรณ์การ

กำหนดจำนวนเงินนั้นก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วน 3

บทลงโทษ

------

 

*[17]

                   มาตรา 124  ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉย

หรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[1]

*[10]

 

                   มาตรา 125  ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่

10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสีย

อากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ

ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

*[17]

 

                   มาตรา 126  ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[2]

*[5]

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 127  ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี

หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 หรือออกใบรับ

ซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[17]

 

                   มาตรา 127 ทวิ  ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้

ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคา

ตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับ

ชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 128  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ

ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติ

ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามความในมาตรา 123

หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 จัตวา หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินห้าร้อยบาท

*[5]

 

 

 

                   มาตรา 129  ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น

แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้

เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

*[1]

*[2]

*[5]

*[8]

*[10]

*[18]

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

------

 

 

 

*[17]

*[19]

*[30]

*[44]

 

 

*[25]

                    ข้อ 28

 

 

*[17]

                   ฎ. ใบรับซึ่งผู้รับประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่าย ปลา

สัตว์ ไข่ น้ำมันยาง หวาย ครั่ง ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้ อ้อย ปอ หอม

กระเทียม ถั่ว ข้าวโพด และพืชไร่อย่างอื่นอันเกิดจากเกษตรกรรมของตน

*[19]

                   ธ. ใบรับสำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4

                    น. ใบรับจากการขายทรัพย์สินที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขายต่อไปเป็น

ทางค้า

*[50]

                   ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

                   ใบรับ สำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจ

เฉพาะ

*[17]

*[44]

                   ยกเลิกข้อ 29

*[44]

                   ยกเลิกข้อ 30

*[43]

                   ยกเลิกหมวด 7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเฉพาะกาล

-------------------

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

(มาตรา 50)

 

                   มาตรา 50  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี

อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

เว้นแต่

                   (1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 19

                   (2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 50 และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น

ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหัก

ภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวัน

ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย

                   (3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับ

พระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72

และมาตรา 73 มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

เงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการ

ใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสม

ตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ

ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหัก

ลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจัดเก็บ

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

วิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษี

การค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควร

ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไข

เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :

                    1. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษี

และการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

และเพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีในบางกรณี

                    2. ภาษีเงินได้

                               (ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้

พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและ

เจ้าพนักงานประเมินด้วย

                               (ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของ

เจ้าพนักงานด้วย

                    3. อากรแสตมป์

                    แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากร

รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของ

ผู้เสียอากร

                    4. อากรมหรสพ

                               (ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวก

แก่ผู้เสียอากร

                               (ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็น

ทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง

                    5. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

ประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้า

กับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการ

พิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินเพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย

การภาษีอากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์ และ

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง

รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

พ.ศ. 2501 ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อ

แบ่งเบาภาระของประชาชน

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุก ได้แบก

ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษี

ก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่

ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว  ฉะนั้น

สมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติประมวลรัษฎากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็น

โอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับ

การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไปไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม

นอกจากนั้นอัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุง

เสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ อัตรา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ปรากฏว่าอัตราก้าวหน้าแต่ละขั้นมีช่วงยาวเกินไป

ไม่เป็นธรรม จึงได้แก้ให้มีช่วงสั้นกว่าเดิม อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นยัง

ต่ำไปมาก และอัตราภาษีการค้าบางประเภทยังต่ำกว่าที่ควร แต่บางประเภท

ก็มีอัตราสูงไปกว่าที่ควรเฉพาะอัตราอากรแสตมป์สำหรับตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญา

ใช้เงินมีอัตราสูงไป ได้แก้ไขลดอัตราลงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายลดอัตรา

ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันอยู่ขณะนี้และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีอากรของ

ประเทศอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าอัตราภาษีอากรของประเทศไทยยังไม่

เหมาะสมและไม่เพียงพอแก่การทำนุบำรุงประเทศชาติให้วัฒนาถาวรได้ เพื่อ

ประโยชน์แห่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ให้รุ่งเรือง จึงได้ปรับปรุงอัตราภาษีอากรดังกล่าวให้เป็นไปตามควรแก่

สถานการณ์

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 14)

 

                   มาตรา 14  ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และคงเป็นผู้ประกอบการค้าตาม

พระราชบัญญัตินี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตาม

ข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คงเสียภาษีการค้า และอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ขอเสียภาษีอากรดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากร

จากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์

ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

                   บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้

บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

                   ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้าตามข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จาก

การค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือลูกหนี้ได้ชำระ

หนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร

ดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคา

ตลาดของสินค้าและหรือจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้  ทั้งนี้

ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรดังกล่าวด้วย

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 15)

 

                   มาตรา 15  เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้

ผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตาม

แบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของสินค้าที่จะได้รับตาม

ข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่

31 สิงหาคม พ.ศ. 2504

                   แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ

                   (1) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร

หรือจังหวัดธนบุรี

                   (2) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขต

จังหวัดอื่น

                   การยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน

พ.ศ. 2504 และถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15

หรือยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15 เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 17)

 

                   มาตรา 17  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้

                   (1) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

                   (2) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา 14

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

                   (1) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง

                   (2) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทาง

ฝ่ายผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

                   (3) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้อง

เสีย เพราะจะมิให้มีการเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลา และ

ค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้าอย่างเดียว

                   (4) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากร

แสตมป์

 

 

พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้กรมสรรพากรเป็นผู้ควบคุมจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่

แต่ให้กันไว้ต่างหากเพื่อใช้จ่ายในการบำรุงท้องที่ในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ จึงสมควร

มอบให้ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่เสียเอง

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจน ความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกัน

การหลีกเลี่ยงภาษีอากร

พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ภาษีป้ายเป็นภาษีของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ควรแยกออกจากประมวลรัษฎากร

และมอบให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด

เทศบาลและสุขาภิบาล เป็นผู้จัดเก็บ  จึงตรากฎหมายว่าด้วยภาษีป้ายขึ้นโดยเฉพาะ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

อัตราภาษีการค้าที่จัดเก็บอยู่ตามประมวลรัษฎากรในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมแก่

สถานการณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่การแก้ไขจำเป็นจะต้อง

ได้รัการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 19)

 

                   มาตรา 19  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากร

สำหรับรายรับก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 20)

 

                   มาตรา 20  บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามประมวลรัษฎากรและ

ยังใช้อยู่ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการ

ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศหรือกฎกระทรวง ซึ่งออกตามมาตรา 4

แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจนและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษี

การค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการหรือบุคคล

รวมทั้งวิธีจัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและ

กิจการบางประเภท  นอกจากนี้ บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความ

ไม่ชัดเจนก่อให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ

สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษีที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้อง

ให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตามจำนวนที่ต้องคืนด้วย

หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 20)

 

                   ข้อ 20  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 21)

 

                   ข้อ 21  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก

วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (1) ข้อ 1 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระ

หรือนำส่งในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (2) ข้อ 2 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้

รับก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย แต่ไม่รวมถึงเงิน

ได้พึงประเมินที่ได้ชำระภาษีเงินได้ไปแล้ว

                   (3) ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และ

ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับ

เงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ.2515 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2516

เป็นต้นไป

                   (4) ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (5) ข้อ 15 ข้อ 16 และข้อ 18 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับรายรับ

ของผู้ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2515 เป็นต้นไป

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมแก่

สถานการณ์ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจาก

บุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม  จึงจำเป็นต้อง

ตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

(มาตรา 12)

 

                   มาตรา 12  ความใน (8) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรของรัฐบาลที่ออกจำหน่ายก่อนวันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ในปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และ

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวล

รัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

(มาตรา 4)

 

                   มาตรา 4  บทบัญญัติมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน

ประจำ พ.ศ. 2517 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

วิธีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน

ยังไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม และเป็นการบรรเทา

ภาระภาษีเงินได้ให้แก่ลูกจ้างทั้งหลายด้วย  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้ขึ้น

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของ

ประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควร

แก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน รัดกุมเป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดย

มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น  หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 21)

 

                   ข้อ 21  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ

ตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   (1) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร

ในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ

ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดอกเบี้ยดังกล่าวส่วนที่เฉลี่ยเป็นของ

ระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

                   (2) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลัง

วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบกำหนดเวลาฝากก่อนวันที่ประกาศของ

คณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 22)

*[31]

 

                   ยกเลิกข้อ 22

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 23)

 

                   ข้อ 23  ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากร

ให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้  ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรเก็บภาษีการค้าจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยแทนการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อ

ขจัดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความสะดวก รัดกุมและแน่นอน

ในการเสียภาษี  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ความเป็นธรรม ความ

สะดวกรัดกุมและแน่นอน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 ได้เพิ่มบทบัญญัติ

เป็นกรณีพิเศษสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมขึ้น และเพื่อให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและ

เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีเงินได้ไว้

ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าวอยู่

ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร สมควรแก้ไขประมวลรัษฎากร

เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นในกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา 47 (1) แห่ง

ประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2523 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2524

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรเพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้

ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพ

และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ

เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสม

กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วน

ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด

นี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 8)

 

                   มาตรา 8  บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา 47 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม

ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2524 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 9)

 

                   มาตรา 9  การยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เฉพาะรอบ

ระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณและชำระ

ภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิดังนี้

                   (1) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2524 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 20 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

                   (2) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2525 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 33 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบันและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งจะต้องพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะ

รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

(มาตรา 22)

 

                   มาตรา 22  บทบัญญัติใน (9) ของมาตรา 42 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับเงินได้

จากการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มา

โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้เฉพาะที่ได้กระทำก่อนวันที่

พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มี

เงินได้น้อยและรายได้ปานกลางให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน

กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณี

ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่

เป็นกรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความ

จำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสม

กับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

ของประเทศ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

(มาตรา 29)

 

                   มาตรา 29  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติ

จัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                   บทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2) วรรคหนึ่งและ (9) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 65 ตรี (2)

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎกระทรวง

ตามบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ๆ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อความเป็นธรรม ความชัดเจน

ความรัดกุม และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยง

ภาษีอากรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรกำหนดให้เงินปันผลที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดย

เฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม

พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงิน

ปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด โดยให้เงินปันผลดังกล่าวนี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับ

เงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม และยกเลิกการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลเสียภาษีเงินได้อย่างบุคคลธรรมดา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี

และให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้จากการขายสินค้าขององค์การ

ของรัฐบาลแทนผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเช่นเดียวกับ

ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

บางกรณี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของ

แผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงใน

ทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2526

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

 

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 30)

 

                   มาตรา 30  ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสีย

ภาษีอากร หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอ

เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529

และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ภายในระยะ

เวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอ

ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้

เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้

หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. 2527 หรือรอบระยะเวลาบัญชี

ที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527

                   การคำนวณภาษีอากรตามวรรคหนึ่งให้คำนวณดังนี้

                   (1) ในอัตราร้อยละ 3.0 ของมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วย

มูลค่าของหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 หรือ

ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2527

                   (2) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้

                               ยอดเงินได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท                     ร้อยละ 1.5

                               ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

                   แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท                                         ร้อยละ 1.0

                               ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท                 ร้อยละ 0.50

                   ยอดเงินได้ หมายความถึงยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้ แต่ไม่เกิน

ห้าปีก่อนปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2527 ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีจาก

ยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนใด ในปีภาษีใด หรือในรอบระยะเวลา

บัญชีใด การคำนวณเฉลี่ยดังกล่าวให้ถือยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนนั้น

เป็นเกณฑ์สำหรับปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน

                   ภาษีอากรที่คำนวณตาม (1) หรือ (2) ถ้าจำนวนใดสูงกว่า

ให้เสียตามจำนวนนั้น

                   ในกรณีภาษีอากรที่ผู้ใดขอชำระตามวรรคหนึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว

ถ้าไม่ชำระไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และ

ไม่มีสิทธิได้คืนภาษีอากรจำนวนที่ชำระไว้แล้ว

                   บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่

                   (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้เสีย

ภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ

                   (2) บุคคลที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือสั่งให้

เสียหรือนำส่งภาษีอากร สำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปี

พ.ศ. 2527 หรือสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ในรอบระยะเวลา

บัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยทำการ

ประเมินหรือสั่งก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ  ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้

หรือรายรับสำหรับระยะเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน

หรือส่งให้เสียหรือนำส่ง

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีอากรตามบทบัญญัติ

มาตรานี้ จะนำผลขาดทุนสุทธิที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลง

ก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 มาถือเป็นรายจ่ายในการ

คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือ

หลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2528 เป็นต้นไปไม่ได้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 31)

 

                   มาตรา 31  บทบัญญัติมาตรา 48 (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงภาษีที่ได้เสีย

หรือนำส่งไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

 

 

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

(มาตรา 32)

 

                   มาตรา 32  บทบัญญัติมาตรา 79 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการโอน

กรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตาม

มาตรา 79 ตรี (11) แห่งประมวลรัษฎากร หรือการนำสินค้านั้นไปใช้

ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในการ

รับจ้างผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมาย

ว่าด้วยโรงงานหรือบริษัทการค้า ซึ่งได้แก่บริษัทการค้าระหว่างประเทศ

ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2532

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

และเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง

เศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมขึ้นใช้บังคับโดยมีหลักการให้ลูกจ้าง

และนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าสมทบในกองทุน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการ

ให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างในกรณีที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน สมควรให้การสนับสนุน

แก่ผู้ซึ่งต้องส่งเงินเข้าสมทบในกองทุนดังกล่าว โดยการให้นำเงินที่ได้ส่งเข้า

สมทบในกองทุนนั้นไปหักลดหย่อนได้ และเงินประกันตนได้รับจากกองทุนให้ได้รับ

ยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37

เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   โดยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติ

และอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีเงินได้

จากบุคคลที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไข

เพิ่มเติม เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

(มาตรา 4)

 

                   มาตรา 4  การโอนการสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

ที่ได้กระทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังอยู่ในระหว่างการ

พิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวล

กฎหมายที่ดิน ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้น

โดยตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการคำนวณภาษีเงินได้จากการโอน

อสังหาริมทรัพย์ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ให้เป็นไปในแนวเดียวกันกับ

หลักเกณฑ์คำนวณค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมาย

ที่ดิน โดยให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ โดยถือตาม

ราคาประเมินทุนทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรมแก่ประชาชน

ผู้ขอจดทะเบียนดังกล่าวมากยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ปัจจุบัน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 14)

 

                   มาตรา 14  กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดที่ใช้บังคับ

อยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ที่กล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีการค้า

ตามประมวลรัษฎากร ไม่ให้มีความหมายเป็นการกล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษี

มูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้

                   นอกจากกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายใดที่ใช้

บังคับอยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งได้บัญญัติให้บุคคลใดหรือ

กิจการใดได้รับยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรโดยมิได้ระบุถึงภาษี

อากรประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะไม่ให้มีความหมายเป็นการยกเว้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 15)

 

                   มาตรา 15  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราช

บัญญัตินี้ เมื่อบทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ให้บุคคลดังต่อไปนี้

มีสิทธิดำเนินการตามมาตรานี้ได้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (1) ผู้ประกอบการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ชั่วคราว ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และ

ให้นำมาตรา 85 และมาตรา 85/3 มาใช้บังคับ

                   (2) ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)

(ก) ถึง (ฉ) และมาตรา 81/1 มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อจดทะเบียน

และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และ

ให้นำมาตรา 81/1 มาตรา 81/3 และมาตรา 85/1 (2) มาใช้บังคับ

                   (3) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบ

กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หรือ

ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นใน

ราชอาณาจักร ที่ประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีแทนตาม

มาตรา 86/2 มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีได้ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 86/2 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ

                   (4) ผู้ประกอบกิจการที่พึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์

ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 91/12 มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  บุคคลซึ่งประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับอันเป็นกิจการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือพึงต้องเสียภาษี

ธุรกิจเฉพาะตามหมวด 4 หรือหมวด 5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมิได้ใช้สิทธิขอจดทะเบียนตามมาตรา 15

หากมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 หรือตามมาตรา 91/12

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษ

ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 90 /2 (2) หรือมาตรา 91/18 วรรคหนึ่ง

แล้วแต่กรณี

 

 

 

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 17)

 

                   มาตรา 17  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่ง

ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และมีสินค้าทุนอยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าทุนนั้นเป็นไป

ตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับสินค้าทุนนั้นในอัตราร้อยละ 3.5 ของมูลค่าต้นทุนสินค้าดังกล่าว

                   (1) เป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือ

ยานพาหนะ

                               (ก) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ

ขายสินค้าโดยตนเองเป็นผู้ผลิต สินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ

เครื่องกล หรือยานพาหนะ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง และถ้าเป็น

ยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัว

หรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ

                               (ข) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ

ให้บริการสินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล

หรือยานพาหนะที่ใช้ในการให้บริการของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ

ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้

ในงานบริหารกิจการ

                   (2) เป็นสินค้าทุนเฉพาะที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์

และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าได้มาในเวลาระหว่างวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผล

ใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือระหว่างวันที่ 1

พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 และ

ยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) เป็นสินค้าต้นทุนที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปีและมีมูลค่าต้นทุน

ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท

                   (4) เป็นสินค้าทุนที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ

                   (5) เป็นสินค้าทุนที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่ต้องชำระมาหัก

ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง

ให้ยื่นคำขอเครดิตภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตภาษีอีกต่อไป

                   คำขอเครดิตตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้

ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถาน

ประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการ

หลายแห่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดง

รายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็น

สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นหกส่วนเท่า ๆ กัน และให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษี

มูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีของสถานประกอบการของตน โดยให้เริ่ม

ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป และในกรณีที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตภาษีดังกล่าวเป็นเครดิต

ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่ครอบครองสินค้าทุนตาม

ความเป็นจริง

                   เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

                   คำว่ามูลค่าต้นทุนสินค้าได้แก่ ราคาของสินค้าโดยไม่รวมดอกเบี้ย

ค่าติดตั้งหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้

อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 18)

 

                   มาตรา 18  ภายใต้บังคับมาตรา 20 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระ

ภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้า

ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/ 16 ซึ่งยังมี

สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้า

ผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามเงื่อนไข

ทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับ

เครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ซื้อจากผู้ผลิต ให้คำนวณจาก

ราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อจากผู้ผลิตนั้น

ในกรณีที่ได้นำเข้า ให้คำนวณจากราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้า

บวกกำไรมาตรฐานของสินค้านั้น  ทั้งนี้ ในอัตราเท่ากับอัตราภาษีการค้า

รวมกับอัตราภาษีการค้าที่กรุงเทพมหานครหรือราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บ

เพิ่มตามกฎหมาย แต่จำนวนเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว

ให้ได้รับอย่างสูงไม่เกินร้อยละ 9.9 ของราคาทุนของสินค้า หรือราคา

ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้าบวกกำไรมาตรฐานของสินค้า แล้วแต่กรณี

                   (1) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขาย

และได้ซื้อจากผู้ผลิตหรือได้นำเข้า นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้า

หรือนำเข้าในระหว่างเวลาดังกล่าว และมีหนังสือรับรองการขายที่ผู้ขาย

ซึ่งเป็นผู้ผลิตออกให้ตามมาตรา 19 หรือใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากร

ออกให้

                   (2) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่

ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อ หรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ใน

สินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ

                   (3) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตาม

หมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมาย

ใด ๆ และ

                   (4) เป็นสินค้าคงเหลือที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม

หมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัตินี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อ

ที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   การคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2534 ให้ถือตามหลักบัญชีเข้าก่อนออกก่อน

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง

ให้ยื่นคำขอเครดิตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตอีกต่อไป

 

                   คำขอเครดิตตามวรรคสาม ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดย

ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถาน

ประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการ

หลายแห่งให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการ

ภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอ

ท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงาน

ใหญ่ตั้งอยู่

                   เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน และให้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในเดือนภาษีมกราคม และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ของปี พ.ศ. 2535 และใน

กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตดังกล่าว

เป็นเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่เก็บรักษาสินค้า

คงเหลือดังกล่าวตามความเป็นจริง เว้นแต่ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตาม

กฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้นำเครดิตไปหักในการชำระ

ภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งเป็นหนังสือ

หรือนับแต่เดือนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับเครดิตตามาตรานี้จัดทำรายงาน

สินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้

จัดทำรายงานเป็นรายสถานประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการเก็บ

รักษาเอกสารให้ถือว่ารายงานสินค้าคงเหลือตามมาตรานี้เป็นรายงานตาม

มาตรา 87 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

                   เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้

อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 19)

 

                   มาตรา 19  ให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องเสีย

ภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งขายสินค้าที่ตนผลิตให้แก้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 18 ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้านั้น

ในระหว่างเวลาดังกล่าว ต้องจัดทำและส่งมอบหนังสือรับรองตามวรรคสอง

เพื่อเป็นหลักฐานการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวในวันที่ส่งมอบสินค้า

                   หนังสือรับรองการขายสินค้า ให้มีรายการดังต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ ที่อยู่ และเลขทะเบียนการค้าของผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรอง

                   (2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า

                   (3) เลขที่ของหนังสือรับรอง

                   (4) ชื่อ ชนิด ปริมาณของสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

                   (5) อัตราภาษีการค้าที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสีย

                   (6) วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรอง

                   ในกรณีที่ผู้ผลิตมีสถานการค้าหลายแห่ง ให้ออกหนังสือรับรองเป็น

รายสถานการค้า

                   ผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรองจะต้องจัดทำสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว

และเก็บรักษาสำเนานั้นไว้ ณ สถานการค้าที่ออกเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี

นับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง

                   ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าผู้ใดไม่ออกหนังสือรับรองตามที่ผู้ซื้อ

ร้องขอ หรือออกหนังสือรับรองแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่ง

เป็นผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง หรือไม่จัดทำสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ

                   ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่ออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งผู้ใด

จงใจไม่เก็บรักษาสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินสองพันบาท

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 20)

 

                   มาตรา 20  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้าบางประเภทซึ่งผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้า

คงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียน

พิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามประเภทและเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วน

ดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัตินี้ เมื่อขายสินค้าคงเหลือดังกล่าว

                   (1) เป็นสินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์

เรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มี

ระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

                   (2) สินค้าตาม (1) ต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้

เพื่อขาย โดยได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตหรือจากผู้นำเข้าและได้มีการ

ส่งมอบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนได้นำเข้าก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้

ให้เช่าซื้อหรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอน

ไปยังผู้ซื้อ

                   (4) เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

และ

                   (5) เป็นสินค้าที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะ

นั้น ๆ

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอยกเว้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอยกเว้น

อีกต่อไป

                   คำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดี

กำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากร

เขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นราย

สถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับ

อนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอ

ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ ที่ว่าการ อำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษี

สรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดี

มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 21)

 

                   มาตรา 21  บทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับ

                   (1) กรณีตามมาตรา 22 มาตรา23 มาตรา 24 มาตรา 25 และ

มาตรา 26  ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขบทบัญญัติแห่งมาตรานั้น ๆ

                   (2) การจัดเก็บภาษีการค้าที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ

ลงทุนได้นำเข้าเครื่องจักรโดยได้มีการออกใบขนสินค้าขาเข้าตามกฎหมาย

ว่าด้วยศุลกากรก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และหากต่อมาปรากฏว่า

สิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ใน

กรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้า ตามหมวด 4 ในลักษณะ 2

แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพ

ของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ภาษีการค้าต่อไป

                   (4) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ

ลงทุนได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ได้รับสิทธิและ

ประโยชน์ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการค้าสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรก่อน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะได้มีการนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าว

ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือไม่ และหากต่อมา ปรากฏว่าสิทธิ

และประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้

ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพ

ของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ภาษีการค้าต่อไป

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 22)

 

                   มาตรา 22  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประกอบกิจการให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนด

ให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้ทำสัญญาไว้ก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ากรณีเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนมีสิทธิขอยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ว่าจ้างตามมาตรา 82/4

วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และ

ขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

                   (1) คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ราชการ

ส่วนท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และ

                   (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ส่งมอบงานบางส่วนให้แก่คู่สัญญา

อีกฝ่ายหนึ่ง และได้มีการชำระค่าตอบแทนตามส่วนของงานที่ได้ส่งมอบตาม

ข้อผูกพันที่กำหนดในสัญญาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยค่าตอบแทน

และงานที่ได้ส่งมอบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของค่าตอบแทนและงานตาม

สัญญา

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้

ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้น

ระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

                   คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการ

ตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง

ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและ

ชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงาน

ภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้ง

ส่งมอบสำเนาสัญญาและหลักฐานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษี

ขายตามมาตรานี้ เสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไปนี้ เฉพาะสำหรับ

การให้บริการตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าการให้บริการนั้นจะแล้วเสร็จ แต่

ต้องไม่ช้ากว่าวันที่สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายสิ้นสุดลง

                   สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ ให้สิ้นสุดลงใน

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เว้นแต่ในกรณีที่เป็นสัญญารับเหมาก่อสร้าง

ให้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2536

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดี

มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 23)

 

                   มาตรา 23  ในกรณีสินค้าตามประเภทที่ 03.01 ถึง 03.90

ประเภทที่ 04.01 ถึง 04.90 ประเภทที่ 05.01 ถึง 05.90 ประเภทที่

06.01 ถึง 06.90 และประเภทที่ 07.01 ถึง 07.90 แห่งพิกัดอัตราภาษี

สรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534

ได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และยังมิได้

เสียภาษีการค้าประเภทการขายของตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นอยู่ใน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า โดยให้ภาษีการค้า

มีจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่ง

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534

                   เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีตามมาตรานี้ ให้ถือว่าความรับผิดใน

การเสียภาษีการค้าตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

เว้นแต่สินค้าที่เป็นรถยนต์และสินค้าอื่นที่เป็นประเภทที่อธิบดีกำหนด ก็ให้

ความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ยื่นแบบ

แสดงรายการเสียภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมทั้งชำระภาษีภายในกำหนด

หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และให้นำบทบัญญัติตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 24)

 

                   มาตรา 24  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป

แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายสินค้าที่มีการขาย

เสร็จเด็ดขาดหรือการให้บริการที่สิ้นสุดลงก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับชำระค่าตอบแทนจากการขายสินค้า

หรือการให้บริการนั้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และให้ความ

รับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการจดทะเบียน

ที่ไม่เป็นผู้ผลิต เป็นไปตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อน

การแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 25)

 

                   มาตรา 25  การคืนภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 ให้กระทำได้ดังต่อไปนี้

                   (1) การคืนภาษีการค้าให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนภาษีการค้าตามหมวด 4

ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ผู้ที่ประสงค์จะ

ได้รับคืนภาษีการค้าต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในวันที่ 31

ธันวาคม พ.ศ. 2537

                   (2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าทประเภทการขายของซึ่งได้ขายสินค้า

ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ใน

ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ไว้แล้ว หากมีหนี้สูญจากการขายสินค้าดังกล่าวในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 และหนี้สูญนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 79 จัตวา (4)

แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการ

นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่คำนวณจากส่วนหนี้สูญได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาตาม (1)

                   (3) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรก่อนวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่ง

ประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว ถ้าต่อมา

ได้มีการส่งสินค้านั้นหรือสินค้าที่ผลิตหรือผสมหรือประกอบด้วยสินค้านั้นออกนอก

ราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้มีสิทธิยื่นคำร้อง

ขอคืนภาษีการค้าที่เรียกเก็บจากสินค้านั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข

และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 26)

 

                   มาตรา 26  ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการ

ขายสินค้าหรือการให้บริการตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

มีสิทธิขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

                   (1) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามมาตรา 79

จัตวา (3) วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการผ่อนชำระ

ตามสัญญานั้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าการขายสินค้า

ดังกล่าวจะกระทำโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตหรือไม่เป็น

ผู้ผลิต

                   (2) การให้เช่าเครื่องจักร เครื่องมือ หรือเครื่องกลที่มีมูลค่าต้นทุน

ไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท เพื่อใช้ในการผลิตหรือการให้บริการโดยได้มีการ

ทำสัญญาและได้มีการชำระค่าเช่านั้นบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535

                   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้

ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้น

ระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

                   คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการ

ตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง

ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการ  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการ

จดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและ

ชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงาน

ภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้ง

หลักฐานตามที่อธิบดีกำหนด

                   ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิตามวรรคหนึ่งและได้ยื่นคำขอ

ตามวรรคสองเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ในกรณีที่ปรากฏในภายหลัง

ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีสิทธิตามมาตรานี้ ให้อธิบดีแจ้งให้

ผู้ประกอบการทราบ พร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับ

                   ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย

และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

                   บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับ

อนุมัติให้เสียภาษีการค้าต่อไปตามมาตรานี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 27)

 

                   มาตรา 27  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้า

และการนำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) การขายสินค้าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่ง

เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้า

ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยใช้แสตมป์

สรรพสามิตหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ครบถ้วนแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ ไม่ว่าจะได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม

หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม

                   (2) การขายสินค้าประเภทที่ได้รับการขยายเวลาการชำระภาษีตาม

มาตรา 14 วรรคสอง หรือมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. 2527 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบ

อุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และผู้ประกอบการจดทะเบียน

ดังกล่าวได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (3) การขายสินค้าที่เป็นน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามพระราชบัญญัติ

ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็น

ผู้ขายส่งหรือขายปลีกเฉพาะน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรม

ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามติได้นำสินค้าออกจากดรงอุตสาหกรรม

หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อน

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

 

                   (4) การนำเข้าสินค้าประเภทที่ระบุในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษี

สรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตรา

ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ซึ่งความรับผิดชอบของผู้นำเข้าใน

อันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

ไม่ว่าจะได้รับชำระภาษีสรรพสามิตไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

หรือไม่ก็ตาม

                   (5) การขายสินค้านำเข้าตาม (4) หลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

โดยผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                   ถ้าได้มีการขายสินค้าตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (3) และ (5) ภายใน

หกสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่

มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16

มีสิทธิออกหลักฐานการขายสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

ในวันที่ส่งมอบสินค้าได้และหลักฐานการขายสินค้าดังกล่าวให้ถือเป็นใบกำกับ

ภาษี และให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานของภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

                   ภาษีซื้อตามวรรคสองให้มีจำนวนเท่ากับเจ็ดในหนึ่งร้อยเจ็ดส่วนของ

มูลค่าสินค้าตามที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว

                   หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ให้มีรายการดังต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการและเลขประจำต้องผู้เสียภาษีอากร

                   (2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้า

                   (3) เลขที่ของหลักฐาน

                   (4) ชื่อ ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

                   (5) วัน เดือน ปี ที่ออกหลักฐาน

                   (6) ข้อความแสดงว่าเป็นสินค้าตามวรรคหนึ่ง

                   หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน

มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ออกหลักฐานเป็นรายสถานประกอบการ และ

ให้เก็บรักษาสำเนาหลักฐานนั้นไว้ ณ สถานประกอบการที่ออกหลักฐานเป็นเวลา

ห้าปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักฐาน และให้นำมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 28)

 

                   มาตรา 28  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการ

ดังต่อไปนี้

                   (1) ผู้ประกอบการที่ซื้อสุราหรือได้รับใบอนุญาตทำสุราที่มีสัญญาผูกพัน

กับกรมสรรพสามิตหรือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2535 ที่จะต้องชำระเงินแก่รัฐบาลเป็นการเหมาจ่าย และอยู่ในบังคับ

มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

                   (2) ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายปลีกหรือขายส่งซึ่งสุราที่ซื้อ

หรือได้มาจากผู้ประกอบการตาม (1) ทุกทอด แต่ไม่รวมถึงผู้ประกอบการ

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภัตตาคาร

                   กิจการภัตตาคารได้แก่กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิด

ใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม  ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือ

จากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 29)

 

                   มาตรา 29  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและ

การนำเข้าสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) สุราที่อยู่ในบังคับมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534

                   (2) สุราที่ทำในราชอาณาจักรโดยได้เสียภาษีสุราครบถ้วนแล้วและ

ได้นำออกจากโรงงานสุราก่อนพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

ใช้บังคับ

                   (3) สุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้เสียภาษีสุราโดยปิดแสตมป์

สุราแล้วและได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   ถ้าได้มีการขายสุราตามวรรคหนึ่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2534 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิ

ออกหลักฐานการขายสุรานั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนใน

วันที่ส่งมอบสุราได้ และให้นำมาตรา 27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่

และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

(มาตรา 30)

 

                   มาตรา 30  บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและ

การนำเข้ายาเส้น หรือยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) ยาเส้นหรือยาสูบที่อยู่ในบังคับมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ

ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534

                   (2) ยาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักรโดยบรรจุซองและปิดแสตมป์

ครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่พระราชบัญญัติ

ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   (3) ยาสูบตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะยาสูบที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบตามกฎหมาย

ว่าด้วยยาสูบได้บรรจุซองและปิดแสตมป์ยาสูบครบถ้วนแล้วและได้นำออกจาก

โรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535

                   (4) ยาเส้นหรือยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้ปิดแสตมป์

ยาสูบและได้นำออกจากอ่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ

                   ถ้าได้มีการขายยาเส้นหรือยาสูบตามวรรคหนึ่ง ภายในหกสิบวัน

นับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี

มูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายยาเส้นหรือยาสูบนั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็น

ผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบยาเส้นหรือยาสูบได้ และให้นำ

มาตรา 27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบันโดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะมาใช้แทนภาษีการค้า และ

ปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรแสตมป์

ของประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้

 

 

 

เชิงอรรถ

-------------------

 

                   *[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        พุทธศักราช 2482

                   *[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483

                   *[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485

                   *[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485

                   *[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489

                   *[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490

                   *[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490

                   *[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

                   *[9] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2495

   *[10] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496

   *[11] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

   *[12] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

   *[13] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        พ.ศ. 2501

   *[14] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

   *[15] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

   *[16] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2502

   *[17] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

   *[18] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

   *[19] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

   *[20] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

   *[21] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

   *[22] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

   *[23] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

   *[24] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

   *[25] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

                                        ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2515

   *[26] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

   *[27] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

   *[28] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

   *[29] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

   *[30] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

                                        ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520

   *[31] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

   *[32] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

   *[33] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

   *[34] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

   *[35] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

   *[36] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

   *[37] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

   *[38] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

   *[39] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

   *[40] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

   *[41] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525

   *[42] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2526

   *[43] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527

   *[44] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529

   *[45] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2532

   *[46] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533

   *[47] แก้ไขโดย ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ

                                        ฉบับที่ 37 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

   *[48] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534

   *[49] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534

   *[50] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                                        (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534