พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)
พ.ศ. ๒๔๙๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยภาษี
เงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๗ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วย
อากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๘ เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๗๙/๖๔/๑๔๔๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๗๙]
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๘ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๘ ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่น
รายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียและให้ผู้ต้องเสียภาษี
ชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสีย
ภาษีในการคำนวณภาษี
ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๒๙ แห่งประมวลรัษฎากร และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่
วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา ๑๘ ทวิ มาตรา ๒๐
หรือ มาตรา ๒๔”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๓๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามที่กำหนดในกฎ
กระทรวงภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา ๑๘ มาตรา
๑๘ ทวิ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๔ มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๖๐ ทวิ”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๓ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๕) ยอมให้หักค่าใช้
จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๔ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๖) ยอมให้หักค่าใช้
จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๕ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๗) ยอมให้หักค่าใช้
จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๒ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๕๒ ทวิ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา ๕๖ ผู้มี
เงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท
ขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นราย
การตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้
ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ
คำนวณภาษี”
มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๕๗ จัตวา การยื่นรายการตามความในมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ มาตรา
๕๗ ทวิ หรือมาตรา ๕๗ ตรี ถ้ามีภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นราย
การ หรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นรายการนั้น เว้นแต่ภาษีที่ชำระเป็นภาษีที่รัฐบาลชำระแทนไม่ว่า
เป็นเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่เป็น
การเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น
ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ
คำนวณภาษี”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๐ เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสีย
ภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๓ เป็น
เงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิต
ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๔ เว้นแต่กรณีตามความในมาตรา ๑๘ ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบท
บัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับปีภาษีใดมีจำนวนเกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสอง
งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้ คือ
(๑) ในกรณีต้องเสียตามความในมาตรา ๕๗ จัตวา งวดที่ ๑ ต้องชำระภายใน
กำหนดเวลาตามความในมาตรา ๕๗ จัตวา และงวดที่ ๒ ต้องชำระภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันชำระ
งวดที่ ๑
(๒) ในกรณีอื่น งวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามความในมาตรา ๒๗
และงวดที่ ๒ ต้องชำระภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
ถ้าภาษีงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่
จะชำระภาษีเป็นสองงวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๖ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๖ ตรี ในการไต่สวนหรือตรวจสอบบุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้น
ส่วนนิติบุคคลตามความในหมวดนี้ก็ดี ในการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็น
เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ตาม และการกล่าวหาแจ้งความนั้นได้แสดงหลักฐานความผิดไว้ชัด
แจ้งก็ดี ทั้งสองกรณีนี้โดยมีหลักฐานซึ่งได้มาจากที่อื่น นอกจากหลักฐานทางราชการสรรพากร
ที่มีอยู่แล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษี หรือภาษีและเงินเพิ่มไปอีก
เท่าใด ให้เจ้าพนักงานผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๒๕ เป็นเงินสินบนรางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจ
กำหนดจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานผู้ตรวจพบผู้กล่าวหาแจ้งความ และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องตาม
ระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.
๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๐๕ ทวิ ในการออกใบรับให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามความในมาตรา
๑๐๕ (๑) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับและเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
๕ ปี นับแต่วันที่ออกใบรับ
เว้นแต่จะมีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระ
ราคาตามความในมาตรา ๑๐๕ (๑) ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้ถือว่าไม่ได้ออกใบรับ
ใบรับและต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามความในวรรค ๑ อย่างน้อยต้องมีตัวเลข
และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(๑) หมายเลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ
(๒) ชื่อ หรือยี่ห้อ ของผู้ออกใบรับ
(๓) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
(๔) วันเดือนปีที่ออกใบรับ
(๕) จำนวนเงินที่รับ
ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้
ในกรณีการขายสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่ ๒๐ บาทขึ้นไป ให้ผู้มีหน้าที่
ออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ (๑) แสดงชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้านั้นไว้ในใบรับด้วย
และในกรณีการขายซึ่งมีราคาที่ต้องชำระตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ก็ให้แสดงชื่อหรือ ยี่ห้อ และที่
อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับด้วย”
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐๕ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๐๕ จัตวา ในกรณีผู้ประกอบการค้าเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือ
ผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้า ให้ออกใบส่งของแก่ผู้ซื้อและให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
ห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลขและอักษร
ไทย ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(๑) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ขาย
(๒) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ
(๓) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ
(๔) วันเดือนปีที่ออกใบส่งของ
(๕) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย
ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้”
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๑๔ โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา ๑๒๓ ก็ดี โดยการ
กล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า
(๑) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ หรือ
มาตรา ๑๐๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็น
จำนวน ๖ เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(๒) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย
(ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจน
ครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่
อย่างใดจะมากกว่า
(ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก
เก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ค) ในกรณีอื่น ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็นจำนวน ๑
เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
เงินเพิ่มอากรเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๔๐ เป็นเงินสินบนรางวัล
และให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดจ่ายให้แก่บุคคลผู้ตรวจพบ ผู้กล่าวหาแจ้งความ และเจ้าพนักงานที่
เกี่ยวข้องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๓ ทวิ เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม ให้อธิบดีโดย
อนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อ
ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตามความใน
มาตรา ๑๐๓ หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๕ ทวิ มาตรา ๑๐๕ ตรี และ
มาตรา ๑๐๕ จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
หรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้”
มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๘ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่
หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่
ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ตาม
ความในมาตรา ๑๒๑ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๕ ทวิ
มาตรา ๑๐๕ จัตวา หรือมาตรา ๑๒๓ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๓๒ การเสียอากรให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู และเสียโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(๑) ใช้แสตมป์ปิดตั๋วและขีดฆ่า
(๒) ใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน
(๓) เสียเป็นตัวเงินตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋วทุกฉบับ
ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวนเงินค่าดู ที่
ปรากฏในตั๋วนั้น”
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๓๕ นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้เจ้าของ
หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู เว้นแต่
(๑) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว
(๒) มีตั๋วแสตมป์ดุนแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว
(๓) มีตั๋วหรือเครื่องหมายอื่นซึ่งแสดงว่าได้เสียอากรเป็นตัวเงินแล้ว
(๔) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าดูตามระเบียบการของเจ้าของ แต่เด็กนั้นต้องมี
อายุไม่เกินเจ็ดขวบ และสูงไม่เกินหนึ่งเมตร หรือ
(๕) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพ ซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าดู”
มาตรา ๒๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)
พ.ศ. ๒๔๙๔
“ตั๋วที่ต้องทำตามความในมาตรานี้ เมื่อมีเหตุสมควร อธิบดีจะสั่งให้ปฏิบัติเป็น
อย่างอื่นก็ได้”
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๐ ทวิ โดยการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี โดยการ
กล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าไม่เสีย
อากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วนตามหมวดนี้ ให้เรียกอากรจนครบและให้เรียกเงินเพิ่มเป็นรายตัวผู้ดู
อีกเป็นจำนวน ๒ เท่าของอากรที่ไม่เสีย หรือที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมาก
กว่า เงินอากรและเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ให้ชำระเป็นเงินภายในสิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร
เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้วให้หักออกร้อยละ ๔๐ เป็นเงินสินบนรางวัล และให้
อธิบดีมีอำนาจกำหนดจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานที่ตรวจพบ ผู้กล่าวหาแจ้งความและเจ้าพนักงานที่
เกี่ยวข้อง ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”
มาตรา ๒๓ ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ซื้อ” และ “จำหน่าย” ในมาตรา
๑๖๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือรับโอนการครอบครอง เว้นแต่รับ
โอนการครอบครองชั่วคราวเพื่อตรวจสอบคุณภาพหรือโฆษณา
“จำหน่าย” หมายความว่า โอนกรรมสิทธิ์ หรือโอนการครอบครอง เว้นแต่โอน
การครอบครองชั่วคราวเพื่อตรวจสอบคุณภาพหรือโฆษณา”
มาตรา ๒๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๖๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๖๗ ทวิ เพื่อความสะดวกในการชำระภาษี การซื้อโภคภัณฑ์ เมื่อมีผู้
ร้องขอชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแทนผู้ค้าโภคภัณฑ์ หรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้ร้องขอชำระ
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้า เมื่ออธิบดีเห็นเป็นการสมควรจะอนุมัติให้ชำระตามระเบียบ และวิธี
การที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีก็ได้
ให้ผู้ร้องขอชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามความในวรรคก่อน มีหน้าที่และความ
รับผิดตามบทบัญญัติในลักษณะนี้เช่นเดียวกับผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์”
มาตรา ๒๕ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
--------------------------------------------------------
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยวิธีการเสียภาษีอากรกับ
วิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ
และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควรได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็น
ควรแก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :
๑. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษีและการขอเสีย
ภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ และเพื่อความสะดวกของผู้เสียภาษีใน
บางกรณี
๒. ภาษีเงินได้
(ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้พึงประเมินบาง
ประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงานประเมินด้วย
(ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ ทั้งนี้เพื่อความ
สะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของเจ้าพนักงานด้วย
๓. อากรแสตมป์
แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากรรัดกุมยิ่ง
ขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของผู้เสียอากร
๔. อากรมหรสพ
(ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียอากร
(ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นทางควบคุมการ
หลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง
๕. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้
ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+B