พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๔๘๙
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร
พระยามานวราชเสวี
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๙
เป็นปีที่ ๑ ในรัชชกาลปัจจุบัน
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาจึงมีพระบรมราชโองการ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันและเวลาประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ ถึงมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๙ ให้ใช้
สำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้ ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๒๐ ถึงมาตรา ๒๒ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้า ซึ่ง
พึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
(๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีการ
ธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย
ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี
พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
(๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๐ (๑) และ (๒) ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม
พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
(๕) บทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๕ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑
มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
(๖) บทบัญญัติมาตรา ๓๖ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บเงินช่วยการประถมศึกษา
จำนวนปี พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๑ เป็นต้นไป
(๗) บทบัญญัติมาตรา ๓๙ สำหรับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๘๙/๘๓/๗๔๔/๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๙]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในอนุมาตรา (๑) และ (๒) ของมาตรา ๔๐ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่
นายจ้างให้อยู่โดยมิต้องเสียค่าเช่าหรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่น ซึ่งนายจ้างจ่าย หรือให้แก่ลูกจ้างของ
ตนเป็นค่าจ้างแรงงาน
(๒) เบี้ยประชุมกรรมการ บำเหน็จกรรมการ โบนัสกรรมการ ค่าธรรมเนียม
ค่านายหน้า หรือเงินที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานอย่างอื่นที่ทำนอกจากที่ระบุไว้ในอนุมาตราอื่น
หรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๒ (๔)
“(๔) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่
ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ”
มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๒ ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) เฉพาะที่จ่ายเป็นรายวัน
รายสัปดาห์ รายเดือน หรือถ้าได้จ่ายครั้งเดียวในปีหนึ่ง ก็ต้องเป็นกรณีการจ่ายเมื่อได้ออกจากการ
งานแล้วโดยเด็ดขาด กรณีดังกล่าวนี้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายใน
การอาชีพร้อยละ ๒๐”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในอนุมาตรา (๑) และ (๒) ของมาตรา ๔๓ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ ยอมให้หัก
(ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๒๐ สำหรับชดเชยค่าเช่าที่ดิน เบี้ย
ประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ข) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีเรือ โรงร้าน ตึก แพ ตามอัตราที่ระบุ
ไว้ในกฎหมายนั้น ๆ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ
(ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง
(๒) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หัก
(ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยค่าบำรุงที่ดินและ
ค่าเช่าที่ดิน
(ข) เงินช่วยบำรุงท้องที่ตามที่ได้ชำระไปในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ
(ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๗ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ
มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ แล้ว ให้ได้รับลดหย่อนอีก ดังต่อไปนี้
(๑) เฉพาะกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมา
แล้ว ซึ่งต้องประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคนคนเดียวตามมาตรา ๕๗ ตรี
(ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวและสามีหรือภริยา ๑,๘๐๐
บาท
(ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ
๔๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๔๐๐
บาทขึ้นไป
(๒) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาในปีภาษีล่วงมา
แล้ว
(ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๑,๒๐๐ บาท
(ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา ๖๐๐ บาท
(ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้
ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ
๔๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๔๐๐
บาท ขึ้นไป
(๓) ในกรณีอื่นลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๑,๒๐๐ บาท ลดหย่อน
ให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความ
สามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ ๔๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้
สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๔๐๐ บาท ขึ้นไป
การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้น ให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่าจะมีบุตรในเวลาใด
ระหว่างปี หรือบุตรจะตายในระหว่างปีก็ตาม”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๘ เงินได้พึงประเมิน เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ มาตรา ๔๓ ถึง
มาตรา ๔๗ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในขั้นต่าง ๆ โดยอัตราดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนเงินได้สุทธิตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาทลงมา ให้เสีย ๖ ใน ๑๐ แห่งอัตราภาษี
ปกติ
(๒) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป ให้เสียในอัตราภาษีปกติ
สำหรับจำนวนเงินนั้น
(๓) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป ให้เสียภาษีเสริมอีกตาม
อัตราภาษีเสริมสำหรับจำนวนเงินนั้น
อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้
ท้ายหมวดนี้
ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า ๑๐
สตางค์ เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๙ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ซึ่งต้องชำระภาษีโรงเรือน
และที่ดิน ภาษีเรือ โรงร้าน ตึก แพ หรือเงินช่วยบำรุงท้องที่ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษี
เสริมเมื่อเงินได้ตามมาตรา ๔๐ ทั้งหมดมียอดเงินได้สุทธิเป็นจำนวนเงินเกินกว่า ๕,๐๐๐ บาท”
มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๙ ทวิ ในกรณีที่สามีกับภริยาก็ดี สามีกับบุตรผู้เยาว์ก็ดี สามีภริยากับ
บุตรผู้เยาว์ก็ดี ภริยากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี บิดาหรือมารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี เป็นผู้ถือหุ้นในหุ้นส่วนซึ่งมิ
ใช่นิติบุคคล และในหุ้นส่วนนั้นไม่มีผู้ถือหุ้นอื่น หรือมีผู้ถือหุ้นอื่นไม่เกิน ๕ คน และผู้ถือหุ้นอื่นนี้ถือ
หุ้นไม่เกินกว่าร้อยละ ๕๐ ของเงินทุน ให้ถือว่าเงินได้จากกิจการของหุ้นส่วนเฉพาะส่วนของบุคคล
ต่าง ๆ ในครอบครัวที่กล่าวเป็นเงินได้ของบุคคลคนเดียว คือเป็นของสามีในกรณี ๔ กรณีที่กล่าวใน
ลำดับแรก หรือเป็นของบิดาหรือมารดาในกรณีที่กล่าวในกรณีสุดท้าย
ถ้าสามีภริยาหย่าขาดจากกันในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เงินได้ส่วนของภริยาที่ได้รับ
ในปีนั้น ให้ถือเป็นของภริยา”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช
๒๔๘๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น
คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเป็น
จำนวนเกินกว่า ๑,๒๐๐ บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่
ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งภาย
ในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี
ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้รับเงินได้พึง
ประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้ว ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปีด้วย”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เป็นจำนวนเกินกว่า
๑,๒๐๐ บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความ
สามารถ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาล ต้องปฏิบัติตามความใน
มาตรา ๕๖”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช
๒๔๘๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเป็นจำนวนเกิน
กว่า ๑,๒๐๐ บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๖ หรือก่อนที่ผู้
แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล ได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัด
การมรดกหรือของทายาท หรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน”
มาตรา ๑๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๕๗ ตรี ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยา
อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้
สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้โดยแจ้งให้
เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำ
ให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด
ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของเงินได้พึง
ประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยาเสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่
ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วันแล้ว ให้อีก
ฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว ยังคงถือว่าอยู่
ร่วมกัน”
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมครั้งสุดท้ายโดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๘๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียในอัตราร้อยละ ๒๐ แห่ง
ยอดเงินได้ตามมาตรา ๖๕ ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชี
และงบดุลย์ ส่วนในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่ให้เสียภาษีภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันสุดท้ายของ
ระยะเวลาบัญชี ๑๒ เดือน”
มาตรา ๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค ๒ ของมาตรา ๗๔ แห่งประมวล
รัษฎากร
“บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวมาในวรรคก่อน ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา ๖๕ แต่ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการอย่างอื่น
นอกจากวิชาชีพอิสระด้วย ก็ไม่ได้รับการยกเว้นตามที่กล่าวมานี้”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๕ ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้นอย่างเดียวกับที่
กล่าวในมาตรา ๔๙ ทวิ ให้ถือว่าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นหุ้นส่วนมิใช่นิติบุคคลตั้งแต่วัน
เริ่มต้นแห่งระยะบัญชีในปี ๒๔๘๙ ของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ๆ เป็นต้นไป บริษัทหรือหุ้น
ส่วนนิติบุคคลที่กล่าว นับแต่วันที่ให้ถือเป็นหุ้นส่วนมิใช่นิติบุคคลนั้น ไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่
ให้เสียภาษีโดยนำบทบัญญัติส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดามาใช้บังคับ
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใด เว้นแต่ที่กล่าวในวรรคต้น ถ้าไม่จ่ายเงินได้ตาม
มาตรา ๖๕ หรือจ่ายน้อยกว่าร้อยละ ๕ ของเงินทุนในปีใด ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตรวจ
สอบบัญชีเพื่อทราบว่ามีกำไรหรือขาดทุนประการใด ถ้าปรากฏว่ามีกำไรสุทธิเกินกว่าร้อยละ ๑๒
ของเงินทุน ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด
ไว้ในส่วนนี้จากเงินกำไรนั้นทั้งหมด ในการตรวจสอบเพื่อทราบว่ามีกำไรหรือขาดทุนนั้นรายจ่ายต้อง
อยู่ในเกณฑ์ที่สมควร รายจ่ายซึ่งไม่จำเป็นแก่กิจการให้ถือว่ามิใช่รายจ่าย หากมีข้อโต้เถียงตกลงกัน
ไม่ได้ ให้นำบทกฎหมายที่ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับ แต่ค่าใช้จ่ายในการนี้เป็นของบริษัท
หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นทั้งสิ้น”
มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๖ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๗๖ ทวิ ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่าง
ประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้ที่จ่ายตามความในมาตรา ๖๕ ใน
ประเทศไทย ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินตามความในมาตรา ๖๕
หักเงินภาษีจากเงินที่จ่ายในอัตราร้อยละ ๒๐ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๗ วันนับแต่วันที่
จ่ายเงิน
ถ้าผู้จ่ายเงินมิได้หักเงินภาษีไว้ตามจำนวนที่ถูกต้อง ให้นำมาตรา ๕๔ มาใช้
บังคับได้โดยอนุโลม”
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ลักษณะ ๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้บัญชีอัตราภาษีเงินได้ต่อไปนี้แทน
“บัญชีอัตราภาษีเงินได้
(๑) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ ๑๐
(๒) อัตราภาษีเสริม
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๑๒
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๑๖
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๒๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๒๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๓๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๓๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๔๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ร้อยละ ๔๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ขึ้นไป ร้อยละ ๕๐”
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑ และข้อ ๒ ของพิกัดอัตราฉบับที่ ๑ ท้าย
หมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“๑. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้
(ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ
๑๐ บาท
(ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น พื้นที่
ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ ๕ บาท แต่ถ้าในป้ายนั้นพื้นที่สำหรับอักษรไทยน้อยกว่า
พื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดตามอัตรา (ก)
(ค) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตรหรือเศษต่อ
๑ บาท
๒. ป้ายทุกป้ายต้องเสียอย่างน้อยป้ายละ ๑๐ บาท”
มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ แห่งพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ ท้ายหมวด ๔
ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“๒. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้
(ก) ร้านค้าที่ผู้ต้องเสียภาษีไม่ได้อาศัยอยู่ร้อยละ ๕๐ แห่งค่ารายปี
(ข) ร้านค้าเฉพาะร้านที่ผู้ต้องเสียภาษีอาศัยอยู่ร้อยละ ๔๐ แห่งค่ารายปี
(ค) ร้านค้าที่มีค่ารายปีไม่ถึง ๑๒๐ บาท ให้ยกเว้นภาษีสำหรับส่วนร้านค้า
แต่ทั้งนี้มิให้เป็นการยกเว้นในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการใช้ร้านค้าหลายร้าน และค่ารายปีแห่งร้านค้า
เหล่านั้นรวมกันมีจำนวนตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไป”
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑ ของพิกัดอัตราฉบับที่ ๓ ท้ายหมวด ๔
ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“๑. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้
(ก) โรงสี
(๑) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน ๒๔ ชั่วโมง ในปีที่
ล่วงมาแล้วคิดเป็นเกวียน ๆ ละ ๒๐ บาทต่อปี
(๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือน คนละ
๑๐ บาทต่อปี
(ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่ หรือโรงอุตสาหกรรมอย่างอื่น
(๑) กำลังสูงสุดข้องเครื่องจักรในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็นแรงม้า ๆ ละ ๒๐
บาทต่อปี
(๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้วคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือนคนละ ๑๐
บาทต่อปี
(ค) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว ก็ให้เรียก
เก็บภาษีเพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณี”
มาตรา ๒๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๙๕ ธนาคารประกอบกิจการในประเทศไทยในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วต้อง
เสียภาษีในอัตราปีละ ๔,๐๐๐ บาท ถ้ากระทำกิจการแลกเงินในปีภาษีนั้นด้วย ให้เสียภาษีเพิ่มอีก
ตามจำนวนเงินของกิจการและเงินทุก ๆ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ
๒,๐๐๐ บาท”
มาตรา ๒๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๘ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๙๘ กิจการประกันภัยอย่างใด ๆ ในประเทศไทยเว้นประกันชีวิต ต้อง
เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๒ แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่เก็บได้ในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่ว่า
เบี้ยประกันภัยนั้นจะส่งเป็นเงิน เครดิต หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้แทนเงิน แต่เบี้ยประกันภัยที่คืนให้แก่ผู้เอา
ประกันภัย ภายใน ๖ เดือน นับแต่วันส่ง เพราะเหตุไม่รับประกันภัยก็ดี คืนไปโดยเหตุอื่นก็ดี มิให้นับ
เข้าในจำนวนเงินอันต้องเสียภาษี และถ้าผู้กระทำกิจการประกันภัยใดเสียเงินภาษีแล้วนำ
ประกันภัยซึ่งรับไว้ไปให้ผู้อื่นประกันต่อ ๆ ไป ผู้ประกันต่อไปนั้นไม่ต้องเสียภาษี
กิจการประกันภัยประเภทประกันชีวิต ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในวรรคต้นแต่
ให้เสียในอัตราร้อยละ ๑ แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัย”
มาตรา ๒๕ ให้ยกเลิกความในอนุมาตรา ๑ ของมาตรา ๑๑๓ แห่งประมวล
รัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“๑. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศ
ไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน ๑๕ วันนับแต่วัน
ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้”
มาตรา ๒๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๔ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๑๔ โดยการตรวจสอบตามมาตรา ๑๒๓ ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้ง
ความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าตราสารใดมิได้ปิด
แสตมป์บริบูรณ์ หรือมิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ หรือมาตรา
๑๐๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน ๖
เท่าของเงินอากรที่ไม่ได้เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๒๐ เป็นเงินสินบนรางวัลเพื่อจ่าย
ให้แก่บุคคลที่ตรวจพบ หรือบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดี
กำหนด”
มาตรา ๒๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๓ เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจ
เข้าไปในสถานที่ทำการค้า หรือสำนักงานใด ๆ ในเวลากลางวันระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก
และทำการตรวจสอบตราสารว่าได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วหรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อได้
ทราบว่าได้ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ หรือมาตรา ๑๐๖ หรือไม่กับมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้มี
หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารและพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่
เรื่องมาไต่สวนได้”
มาตรา ๒๘ ให้ยกเลิกวรรค ๒ ของมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช
๒๔๘๒
มาตรา ๒๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๙ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๙ ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่า เป็นแสตมป์ปลอมก็ดี
หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๓๐ ให้แก้ไขเพิ่มเติมความในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ และข้อ ๕ ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด
๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
(๒) ให้ยกเลิกความในข้อ ก. ข. ค. ของข้อ ๒๘ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย
หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่ม
เติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
(๓) ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อยกเว้น ด ต ถ ท ธ ของข้อ ๒๘ ในบัญชีอัตรา
อากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราช
บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มาตรา ๓๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพได้เท่าที่
จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมา
ตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่
สวนได้เมื่อมีเหตุผลสมควร
นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น”
มาตรา ๓๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๔๐ ทวิ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏว่าไม่เสีย
อากร หรือเสียอากรไม่ควบถ้วนตามหมวดนี้ ให้เรียกอากรจนครบและให้เรียกเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน
๒ เท่าของอากรที่ไม่เสียหรือที่ขาดหรือเป็นเงิน ๒๕ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า อากรและเงิน
เพิ่มอากรตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ เงินนี้ให้ถือเป็นอากร”
มาตรา ๓๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๐ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๔๐ ตรี เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำ
การขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตาม
มาตรา ๑๓๕”
มาตรา ๓๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๕ หรือมาตรา
๑๔๐ ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่
หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกตามมาตรา ๑๔๐ หรือ
ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน
หนึ่งเดือน”
มาตรา ๓๕ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราอากรมหรสพท้ายหมวด ๗ แห่งประมวล
รัษฎากร และให้ใช้บัญชีอัตราอากรมหรสพต่อไปนี้แทน
“บัญชีอัตราอากรมหรสพ
๑. ภาพยนต์ให้เก็บอากรร้อยละ ๕๐ ของค่าตั๋ว
๒. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากรร้อยละ ๑๐ ของค่าตั๋ว
๓. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ ๓๐ ของค่าตั๋ว
๔. ถ้าเป็นมหรสพผสมให้เก็บอากรในอัตราสูง
๕. ตั๋วไม่เสียค่าดูให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและรายบุคคลที่เข้าดู
๖. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง
๗. บัตรที่ทางราชการออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดู ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย
อากร”
มาตรา ๓๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๗๐ ชายที่บรรลุนิติภาวะทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักร ต้องเสียเงิน
ช่วยการประถมศึกษาเป็นจำนวนเงินคนละ ๒ บาทต่อ ๑ ปี
ปีตามความในวรรคก่อน ให้นับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน”
มาตรา ๓๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นลักษณะ ๕ แห่งประมวลรัษฎากร
“ลักษณะ ๕
ภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๑๘๐ การเรียกเก็บภาษีการซื้อข้าวซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ใน
อำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๑๘๑ ในลักษณะนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งระบุไว้ใน
กฎกระทรวง
“ข้าวเปลือก” หมายความว่า เมล็ดข้าวมีเปลือกไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าว
เหนียว
“ข้าว” หมายความว่า ข้าวสาร ปลายข้าว ข้าวกล้อง ปลายข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง
และปลายข้าวนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว
“โรงสี” หมายความว่า ที่สำหรับทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวได้ในวันหนึ่งตั้งแต่ ๑
หาบหลวงขึ้นไปไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เพื่อการค้ารวมทั้งรับจ้าง
“ผู้ทำการโรงสี” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล ซึ่งประกอบ
กิจการโรงสี หรือผู้ทำการแทน
“ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ
“จำหน่าย” หมายความว่า จำหน่ายในการซื้อ
มาตรา ๑๘๒ เมื่อมีการซื้อข้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ทำการโรงสี นับแต่
วันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้าย
ลักษณะนี้และให้เสียขณะส่งมอบข้าว
มาตรา ๑๘๓ ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวของตนหรือที่ตนยึดถือจากที่เก็บข้าว
แห่งหนึ่งไปยังที่อื่น โดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ทำการโรงสีได้จำหน่ายและส่งมอบข้าวนั้นตั้งแต่วันส่ง
ข้าวไป
มาตรา ๑๘๔ ในกรณีผู้ทำการโรงสีนำข้าวของโรงสีไปเพื่อบริโภค หรือเปลี่ยน
สภาพจากข้าว ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น และส่งมอบข้าวในขณะที่นำไป
มาตรา ๑๘๕ ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็น
การซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้นและส่งมอบข้าวเมื่อผ่านด่านศุลกากร
มาตรา ๑๘๖ ในเดือนใดผู้ใดส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้นแจ้งเป็น
หนังสือว่า ข้าวที่ส่งไปนั้นได้ซื้อจากผู้ใด เป็นจำนวนเท่าใด และส่งออกทางใด ภายในวันที่ ๗ ของ
เดือนถัดไป
การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่อ
อธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา ๑๘๗ ในกรณีผู้ทำการโรงสีทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวให้แก่ผู้ใด ให้ถือว่า
การที่ผู้นั้นได้มาซึ่งข้าวเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น
มาตรา ๑๘๘ ในกรณีผู้ทำการโรงสีซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขาย
ตามมาตรา ๑๙๘ แล้ว ทำการซื้อและจำหน่ายข้าวระหว่างกันเองเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้น
ภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๑๘๙ ทุกเดือนที่มีการซื้อข้าว อันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษีการซื้อข้าว
ตามมาตรา ๑๘๘ ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภาย
ในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป
การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่อ
อธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา ๑๙๐ ในกรณีผู้ไม่มีใบทะเบียนและไม่มีใบอนุญาตให้ขาย ทำการซื้อ
ขายพร้อมทั้งรับโอนกิจการโรงสีเพื่อประกอบกิจการโรงสีและจำหน่ายข้าวต่อไป อธิบดีหรือข้าหลวง
ประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดี จะยกเว้นภาษีการซื้อข้าวก็ได้
มาตรา ๑๙๑ ในกรณีที่มีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นรับผิดใน
การชำระภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๑๙๒ ให้ผู้ทำการโรงสีชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่จำหน่ายไปใน
เดือนหนึ่ง ๆ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดสองฉบับ และ
ให้ส่งใบขายข้าวไปพร้อมกันด้วยภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป และการชำระเงินนี้จะถือว่าสมบูรณ์
ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะกำหนดให้
ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๑๙๓ เงินภาษีการซื้อข้าวถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา ๑๙๒
ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อข้าวด้วย
มาตรา ๑๙๔ ภาษีการซื้อข้าว ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นเงินค้าง
และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๙๕ ในกรณีผู้ทำการโรงสีออกใบรับเงินภาษีการซื้อข้าวโดยเฉพาะใบ
รับนั้นให้ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์
มาตรา ๑๙๖ เมื่อมีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นออกใบขายข้าว
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงจำนวนข้าวและวันเดือนปีที่จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อทุกคราว
มาตรา ๑๙๗ ผู้ใดนำข้าวเป็นจำนวนเกินกว่าห้าหาบหลวงไปจากที่หนึ่งที่ใดโดย
ไม่มีใบขายข้าวไปกับข้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งกักข้าวเพื่อทำการไต่สวนได้ไม่เกินสิบห้า
วัน ถ้าผู้นำข้าวไม่นำหลักฐานมาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการไต่สวนภายในกำหนดสิบห้าวัน
พนักงานเจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้นำข้าวนั้นชำระภาษีการซื้อข้าว ณ ที่ว่าการอำเภอเป็นเงินสามเท่า
ของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ถ้าไม่ชำระเงินภาษีการซื้อข้าวภายในสามวันนับแต่วันได้รับทราบจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง
เพื่อประโยชน์ของผู้นำข้าว จะขอชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่นำไป ณ ที่
ว่าการอำเภอใด ๆ ก็ได้ แต่ต้องชำระเป็นเงินสองเท่าของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว
ใบเสร็จรับเงินภาษีการซื้อข้าวที่ออกตามมาตรานี้ให้ถือเป็นใบขายข้าวและภาษี
การซื้อข้าวที่ชำระตามมาตรานี้จะขอคืนไม่ได้
มาตรา ๑๙๘ เจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีต้องแจ้งรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับโรงสีซึ่ง
ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อขอรับใบทะเบียนประการหนึ่ง และเพื่อขอ
รับใบอนุญาตให้ขาย ถ้าประสงค์จะค้าข้าวอีกประการหนึ่ง ถ้าเจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีมีหรือ
ประกอบกิจการโรงสีหลายโรงสี ให้แจ้งรายการเป็นโรง ๆ ไป
สำหรับโรงสีที่ปลูกสร้างเสร็จภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้
แจ้งรายการดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสร้างเสร็จ
ในกรณีโอนกิจการโรงสีหรือโอนกรรมสิทธิ์โรงสี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอนให้
ผู้โอนแจ้งการโอนต่ออธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในวรรคหนึ่งแล้วแต่กรณีตามแบบที่
อธิบดีกำหนด และให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือแก้
ทะเบียนแล้วแต่กรณีตามความในวรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๙๙ ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบทะเบียนตามความในมาตรา ๑๙๘
สำหรับโรงสีใด ห้ามมิให้ประกอบกิจการโรงสีนั้นจนกว่าจะได้รับทะเบียนแล้ว
ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบอนุญาตให้ขายตามความในมาตรา ๑๙๘ สำหรับ
โรงสีโรงใด ห้ามมิให้จำหน่ายข้าวจากโรงสีนั้น จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ขายแล้ว
มาตรา ๒๐๐ ผู้ทำการโรงสีโรงใดได้รับใบทะเบียนแล้วเลิกประกอบกิจการ ให้ผู้
ทำการโรงสีนั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา ๑๙๘ แล้วแต่กรณีทราบ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกประกอบกิจการนั้น
ในกรณีนี้ ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่งตีตราปิดโรงสี
นั้น กับมีอำนาจเรียกใบอนุญาตให้ขายคืน เมื่อไม่มีข้าวจะจำหน่ายแล้ว
มาตรา ๒๐๑ ให้ผู้ทำการโรงสีทำบัญชีตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนด
แสดงรายการปริมาณข้าวและข้าวเปลือกซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป เป็นรายวัน และต้องเก็บ
รักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลายแต่ไม่เกินสามปี
มาตรา ๒๐๒ เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้น ภาษีการซื้อข้าวตามมาตรา ๑๘๘ ผู้
ทำการโรงสีผู้ใดจำหน่ายข้าวไปและไม่แสดงรายการปริมาณข้าวที่จำหน่ายในบัญชีตามความใน
มาตรา ๒๐๑ กับมิได้นำเงินภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้นไปชำระภายในกำหนดให้ผู้ทำการโรงสี
ผู้นั้นเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้น และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่า หรือเป็นเงินสองร้อยบาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อข้าวและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวัน
นับแต่วันที่ผู้ทำการโรงสีได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๒๐๓ ผู้ใดเคยมีหรือครอบครองข้าวไว้เพื่อจำหน่ายในสำนักงานของตน
เองแห่งเดียวหรือหลายแห่งรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ อาจยื่นคำร้องตามแบบที่
อธิบดีกำหนด เพื่อขอให้ตนมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ทำการโรงสีได้ เมื่ออธิบดีได้พิจารณา
ออกใบอนุญาตให้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ทำการโรงสี
และให้ถือว่า สำนักงานของผู้นั้นตามที่ระบุในใบอนุญาตเป็นโรงสี
การยื่นคำร้องสำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่อ
อธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อข้าหลวงประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานตั้งอยู่
ในการออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไข
ตามแต่จะเห็นสมควร ถ้ามีการผิดเงื่อนไข ให้อธิบดีมีอำนาจถอนใบอนุญาตคืนได้
เมื่ออธิบดีได้ถอนใบอนุญาตตามความในวรรคสามแล้ว ให้ผู้รับอนุญาตเสีย
ภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่มีหรือครอบครองอยู่ทั้งหมดในขณะนั้น เสมือนได้มีการซื้อข้าวจากผู้รับ
อนุญาตในวันถอนใบอนุญาตนั้น
มาตรา ๒๐๔ โรงสีที่ได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือผู้ที่มีหรือครอบ
ครองข้าวไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ ซึ่งอธิบดีได้ออกใบอนุญาตให้ตามพระราชบัญญัติ
เงินช่วยชาติในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๕ แล้วนั้น ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๘ หรือ
มาตรา ๒๐๓ แล้วแต่กรณี และให้ถือว่าใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตซึ่งโรงสีและผู้ที่
มีหรือครอบครองข้าวที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตออก
ให้ตามลักษณะนี้
มาตรา ๒๐๕ ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวในกรณีนำข้าวต่างประเทศเข้ามาใน
ราชอาณาจักร ให้ผู้นำข้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว และให้
ชำระ ณ อำเภอท้องที่ซึ่งด่านศุลกากรแรกที่นำข้าวผ่านตั้งอยู่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ข้าวผ่านด่าน
ศุลกากรนั้น ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดดังกล่าวให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็น
ภาษีการซื้อข้าว
มาตรา ๒๐๖ ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ทำการโรงสีปฏิบัติเกี่ยว
กับการแสดงเวลาทำการสีข้าว และติดตั้งเครื่องวัดเพื่อตรวจสอบในโรงสีได้
มาตรา ๒๐๗ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการของโรงสีหรือ
สำนักงานใด ๆ ที่ทำการค้าข้าวหรือที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมี
อำนาจสั่งหยุดพาหนะขนส่งบรรทุกข้าวซึ่งไม่เป็นพาหนะขนส่งสาธารณะไว้ชั่วคราว กับมีอำนาจทำ
การตรวจสอบและออกหมายเรียกเจ้าของ ผู้ทำการโรงสี หรือผู้ทำการค้าข้าว หรือพยานหลักฐานอัน
ควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๐๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๑ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๐๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘๖ มาตรา ๑๘๙ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘
มาตรา ๒๐๐ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา ๒๐๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๑๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙๙ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๑๑ ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ
(๑) แจ้งรายการตามมาตรา ๑๙๒ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ หรือมาตรา ๒๐๑
ไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือช่วยให้หลีกเลี่ยงภาษีการซื้อข้าว
(๒) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือไม่หยุดพาหนะ
หรือมิให้ทำการตรวจสอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมาย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๗ หรือ
(๓) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ
ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อ
ข้าว
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๑๒ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการได้รู้เรื่องกิจการของผู้มีหน้าที่
ต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในลักษณะนี้นำ
ความไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใดโดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว
๑. ปลายข้าว ปลายข้าวกล้อง ปลายข้าวนึ่ง หาบหลวงละ ๔๐ สตางค์
๒. ข้าวอย่างอื่นหาบหลวงละ ๖๐ สตางค์
เศษของ ๑ หาบถ้าต่ำกว่า .๒๕ ของ ๑ หาบ ให้ปัดเป็น .๒๕ ของ ๑ หาบ และ
เก็บเงินภาษีการซื้อข้าว ๑ ใน ๔ ของอัตราที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .๒๕ ของ ๑ หาบ แต่ไม่เกิน .๕๐ ของ ๑ หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อ
ข้าว ๑ ใน ๒ ของอัตราที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .๕๐ ของ ๑ หาบ แต่ไม่เกิน .๗๕ ของ ๑ หาบ ให้ปัดเป็น .๗๕ ของ ๑
หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว ๓ ใน ๔ ของอัตราที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .๗๕ ของ ๑ หาบ แต่ไม่ถึง ๑ หาบ ให้ปัดเป็น ๑ หาบ และเก็บเงิน
ภาษีการซื้อข้าวตามอัตราข้างต้น”
มาตรา ๓๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นลักษณะ ๖ แห่งประมวลรัษฎากร
“ลักษณะ ๖
ภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๑๓ การเรียกเก็บภาษีการซื้อน้ำตาล ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๒๑๔ ในลักษณะนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งระบุไว้ใน
กฎกระทรวง
“ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่ในกรณีที่บริจาค
เป็นสาธารณกุศล
“จำหน่าย” หมายความว่า จำหน่ายในการซื้อ
“น้ำตาล” หมายความว่า
๑. น้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าวหรือต้นไม้อื่น เว้นน้ำเหลืองซึ่งได้มา
จากการกระทำน้ำตาลทรายขาว
๒. น้ำตาลซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทุกชนิด และ
๓. สิ่งของทำด้วยน้ำตาลเป็นส่วนสำคัญซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
“ผู้ประกอบการ” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาลซึ่ง
ประกอบการผลิตน้ำตาลได้วันหนึ่งเกินกว่า ๑๐๐ กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน
“ผู้นำเข้า” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาลซึ่งนำน้ำตาลจาก
ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรม หรือผู้ทำการแทน
“ผู้รวบรวม” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาลซึ่งมีน้ำตาลไว้
เพื่อการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรมในคราวหนึ่งหรือหลายคราวรวมกันเป็นจำนวนเดือนหนึ่งเกิน
๕๐๐ กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน
“สถานที่” หมายความว่า สถานที่ใช้ประกอบการผลิต จำหน่าย หรือเก็บรักษา
น้ำตาล
มาตรา ๒๑๕ เมื่อมีการซื้อน้ำตาลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ให้มีการเสียภาษีเรียกว่าการซื้อน้ำตาลตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้าย
ลักษณะนี้ และให้เสียขณะส่งมอบน้ำตาล
มาตรา ๒๑๖ ในกรณีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ส่งน้ำตาลของตนที่
ตนยึดถือจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อื่นโดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้
รวบรวม ได้จำหน่ายและส่งมอบน้ำตาลนั้นตั้งแต่วันส่งน้ำตาลไป
มาตรา ๒๑๗ ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ส่งน้ำตาลออกไป
นอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมและส่งมอบ
น้ำตาลเมื่อผ่านด่านศุลกากร
ถ้าผู้นำเข้าพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจของอธิบดีได้ว่า น้ำตาลที่ส่งออกไปนอก
ราชอาณาจักรนั้น เป็นน้ำตาลซึ่งมิได้นำเข้าเพื่ออุปโภคหรือบริโภคภายในราชอาณาจักรแล้ว ให้
อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ได้
มาตรา ๒๑๘ ในกรณีที่ผู้ประกอบการผลิตน้ำตาลให้แก่ผู้ใด แม้ไม่มีการโอน
กรรมสิทธิ์ในน้ำตาล ก็ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งน้ำตาลเป็นการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ
มาตรา ๒๑๙ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอุปโภคหรือบริโภค หรือใช้
ไปในการอุตสาหกรรมซึ่งน้ำตาลที่ผลิตขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรก็ดี ผู้นำน้ำตาลเข้ามาใน
ราชอาณาจักรเพื่ออุปโภคหรือบริโภคก็ดี ต้องเสียและชำระภาษีการซื้อน้ำตาล สำหรับผู้ประกอบ
การผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ให้ปฏิบัติเสมือนว่าได้ทำการจำหน่ายน้ำตาล สำหรับผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม
วิธีการที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๒๒๐ ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลที่อยู่
ในครอบครองของผู้รวบรวมซึ่งได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวแล้วได้ ถ้า
เห็นว่าน้ำตาลนั้นได้เสียภาษีการซื้อน้ำตาลมาแล้วและอยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมก่อนวันได้รับ
ใบทะเบียนและใบอนุญาตดังกล่าว
มาตรา ๒๒๑ ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งได้รับใบ
ทะเบียนและใบอนุญาตตามมาตรา ๒๓๑ แล้ว ซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบ
รวมอื่นเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๒๒ ในกรณีที่ผู้ไม่มีใบทะเบียนและใบอนุญาตซื้อน้ำตาล พร้อมทั้งรับ
โอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม อธิบดีหรือข้าหลวงประจำ
จังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดีจะยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ก็ได้
มาตรา ๒๒๓ ในเดือนใด ผู้ใดส่งน้ำตาลไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้นแจ้งเป็น
หนังสือว่า น้ำตาลที่ส่งไปนั้นได้มาอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด และส่งออกทางใดภายใน ๗ วันของ
เดือนถัดมา
การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้ง
ต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงาน
ใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา ๒๒๔ ทุกเดือนที่มีการซื้อน้ำตาลอันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษีการซื้อ
น้ำตาล ตามมาตรา ๒๒๑ ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดี
กำหนดภายใน ๗ วันของเดือนถัดมา
การแจ้ง สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้ง
ต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงาน
ใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา ๒๒๕ ในกรณีที่มีการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบ
รวมผู้ใด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้น รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา ๒๒๖ ให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา ๒๒๕ ชำระ
ภาษีการซื้อน้ำตาล ณ อำเภอท้องที่พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ๒ ฉบับภายใน
วันที่ ๗ ของเดือนทุกเดือน และการชำระภาษีนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่ง
นายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะวางระเบียบให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้
เมื่อเห็นสมควร
มาตรา ๒๒๗ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา ๒๑๙
หรือมาตรา ๒๒๖ ให้ถือเป็นภาษีค้าง และให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลเสียเงินเพิ่มอีก
ร้อยละ ๑๐ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อน้ำตาลด้วย
มาตรา ๒๒๘ เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้นการซื้อน้ำตาลตามมาตรา ๒๒๑ แห่ง
ลักษณะนี้ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้ใด จำหน่ายน้ำตาลไป และไม่แสดงรายการ
ปริมาณน้ำตาลที่จำหน่ายในบัญชีตามมาตรา ๒๓๖ แห่งลักษณะนี้ กับมิได้นำภาษีการซื้อน้ำตาล
สำหรับน้ำตาลนั้นไปชำระภายในกำหนด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้นเสียภาษีการ
ซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลนั้นและเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่าหรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่
อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อน้ำตาลและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับ
แต่วันที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือ
เป็นภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้าไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้าง
ให้ผู้ขนส่งน้ำตาลผ่านด่านตรวจน้ำตาลโดยไม่มีใบผ่านด่านตามมาตรา ๒๔๑
กำกับไปด้วยหรือมีใบผ่านด่านกำกับไปไม่ครบตามจำนวนน้ำตาลที่ขนส่ง เสียภาษีการซื้อน้ำตาล
สำหรับน้ำตาลที่ไม่มีใบผ่านด่านกำกับหรือที่เกินจำนวนในใบผ่านด่านกำกับ และเงินเพิ่มสิบเท่า
หรือเงินสองร้อยบาทเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวในวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๒๙ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษี
ค้าง เพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๓๐ ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้เสีย ผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งเป็นผู้จำหน่าย ต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อสำหรับเงินนี้ต่างหากจากเงินอื่น และ
ใบรับเฉพาะเงินส่วนนี้ไม่ต้องปิดแสตมป์อากร แต่ต้องแสดงปริมาณน้ำตาลที่จำหน่าย
มาตรา ๒๓๑ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมต้องแจ้งรายการตามแบบที่
อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบทะเบียนสำหรับสถานที่ที่ตนควบคุมและใบอนุญาตสำหรับตัว
การแจ้ง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม มีสถานที่หลายแห่ง ให้แจ้งรายการ
เพื่อรับใบทะเบียนเป็นแห่ง ๆ ไป
สำหรับสถานที่ที่มีขึ้นภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้แจ้งราย
การภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีขึ้น
มาตรา ๒๓๒ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่ได้รับใบทะเบียนสำหรับ
สถานที่ และใบอนุญาตสำหรับตัวตามพระราชบัญญัติภาษีการซื้อน้ำตาล พุทธศักราช ๒๔๘๕ หรือ
พระราชบัญญัติภาษีการซื้อน้ำตาล (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗ แล้วไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา
๒๓๑ และให้ถือว่าใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวซึ่งผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวมที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวออก
ให้ตามลักษณะนี้
มาตรา ๒๓๓ ในกรณีการโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาล ให้ผู้โอนแจ้งเรื่องโอน
และให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตตามวิธีการที่กล่าวในมาตรา ๒๓๑
ก่อนการโอน
มาตรา ๒๓๔ ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบทะเบียน
สำหรับสถานที่แห่งใด ห้ามมิให้ผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งนั้นจนกว่าจะได้รับใบ
ทะเบียนสำหรับสถานที่แล้ว
ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบอนุญาตสำหรับตัว ห้ามมิให้
ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตสำหรับตัวแล้ว
มาตรา ๒๓๕ ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม เลิกผลิตนำเข้า
หรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งใด ให้ผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งควบคุมสถานที่
นั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา ๒๓๑ แล้วแต่กรณีทราบตามแบบที่
อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่นั้น
ในกรณีนี้ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่งตีตราปิดสถาน
ที่นั้นและเรียกใบทะเบียนและใบอนุญาตคืนได้ในเมื่อไม่มีน้ำตาลจะจำหน่ายแล้ว
มาตรา ๒๓๖ ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมทำบัญชีตามแบบที่
อธิบดีกำหนดแสดงรายการปริมาณน้ำตาลหรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป
เป็นรายวันและต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลาย แต่
ไม่เกินสามปี
มาตรา ๒๓๗ ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวมปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาทำการของสถานที่หรือติดตั้งเครื่องชั่งตวงวัดเพื่อตรวจสอบใน
สถานที่ได้
มาตรา ๒๓๘ เพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ พนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก
และมีอำนาจทำการตรวจสอบ กับออกหมายเรียกผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม หรือพยาน
หลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๓๙ ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะตั้งด่านตรวจน้ำตาลขึ้น ณ ที่หนึ่งที่ใด และ
เมื่อใดก็ได้ กับให้มีอำนาจกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลซึ่งมาจากท้องที่หนึ่งไปยังอีกท้องที่หนึ่งเมื่อ
ใดก็ได้ การตั้งด่านตรวจน้ำตาลก็ดี การกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลก็ดี ให้ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา
มาตรา ๒๔๐ ให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา ๒๓๙ มี
อำนาจสั่งพาหนะที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าขนส่งน้ำตาลหยุดที่ด่านตรวจน้ำตาลและมีอำนาจเข้าตรวจ
จำนวนน้ำตาล กับสอบถามและเรียกพยานหลักฐานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำตาลนั้นมาไต่สวนได้
มาตรา ๒๔๑ ผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลในคราวหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนเกิน
กว่าร้อยกิโลกรัม มีหน้าที่ต้องขนส่งน้ำตาลตามเส้นทางที่อธิบดีกำหนด และต้องนำพาหนะที่ขนส่ง
น้ำตาลมาให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตรวจและไต่สวน และให้เจ้าของน้ำตาลหรือผู้
แทน หรือผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาล ขอรับใบผ่านด่านจากเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจ
น้ำตาลกำไปกับน้ำตาลที่ผ่านด่านนั้นด้วย
มาตรา ๒๔๒ ผู้ใดจงใจไม่ทำบัญชีเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๓๖ ก็ดี ทำบัญชี
ดังกล่าวไม่บริบูรณ์ก็ดี หรือทำบัญชีเป็นเท็จก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๑๙ มาตรา ๒๒๓ มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๓๐
มาตรา ๒๓๑ มาตรา ๒๓๓ มาตรา ๒๓๕ หรือฝ่าฝืนระเบียบตามมาตรา ๒๓๗ มีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๔๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๕ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ
(๑) ออกใบรับตามมาตรา ๒๓๐ หรือแจ้งรายการตาม มาตรา ๒๒๔ มาตรา
๒๒๖ มาตรา ๒๓๑ หรือมาตรา ๒๓๓ ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล
(๒) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือมิให้ทำการตรวจ
สอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเป็นการฝ่าฝืนอำนาจตามมาตรา ๒๓๘
(๓) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ
ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อ
น้ำตาล หรือ
(๔) ไม่ยอมตอบคำถาม หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำ
พยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจของเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตาม
มาตรา ๒๔๐
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๔๖ ผู้ใดไม่หยุดพาหนะ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๔๐ หรือฝ่าฝืนมาตรา
๒๔๑ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๔๗ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้รับผิดใน
การชำระภาษีการซื้อน้ำตาล หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ นำความนั้นไป
แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใดโดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราภาษีการซื้อน้ำตาล
น้ำตาล กิโลกรัมละ ๑๐ สตางค์
หมายเหตุ ๑. เศษของ ๑ กิโลกรัมแต่ไม่เกิน ๕ กิโลกรัม ให้ปัดเป็น ๕ กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อ
น้ำตาล ๑ ใน ๒ ของอัตรา ถ้าเศษของ ๑ กิโลกรัมแต่เกิน ๕ กิโลกรัม ให้ปัดเป็น ๑
กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาลตามอัตรา
๒. น้ำตาลใด ๆ ถ้ามีน้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าว ต้นไม้อื่นหรือนำเข้ามาจาก
ต่างประเทศเจือปนอยู่ ให้ถือเป็นน้ำตาลทั้งหมด”
มาตรา ๓๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นลักษณะ ๗ แห่งประมวลรัษฎากร
“ลักษณะ ๗
ภาษีโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา ๒๔๘ การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคาร ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้
อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๒๔๙ ในลักษณะนี้
“โรงแรมภัตตาคาร” หมายความว่า สถานที่ซึ่งเป็นโรงแรมตามพระราชบัญญัติ
โรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือที่ซึ่งเป็นที่จำหน่ายอาหารเพื่อการค้า หรือซึ่งเป็นทั้งโรงแรมและ
เป็นที่จำหน่ายอาหารเพื่อการค้า และสถานที่นั้นมีค่ารายปีไม่น้อยกว่า ๖๐๐ บาท
“เจ้าสำนัก” หมายความว่า บุคคลผู้ควบคุมและจัดการโรงแรมภัตตาคาร
“ที่พัก “ หมายความว่า สถานที่จัดไว้สำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดซึ่ง
เจ้าสำนักจัดให้พักอาศัยเพื่ออยู่หรือพักชั่วคราว
“อาหาร” หมายความว่า ของกินหรือเครื่องดื่มทุกชนิด
“ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ
“ค่ารายปี” หมายความว่า ค่ารายปีตามมาตรา ๗๘
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๐
มาตรา ๒๕๐ ตั้งแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ ให้จัดเก็บภาษีเรียก
ว่าภาษีโรงแรมภัตตาคาร เมื่อมีการเช่าที่พัก หรือมีการเช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือมีการซื้อ
อาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคาร
โรงแรมภัตตาคารใดนำอาหารจากที่อื่นมาให้บุคคลบริโภคในโรงแรมภัตตาคาร
ให้ถือว่าเป็นการซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคารนั้น
มาตรา ๒๕๑ การเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารตามลักษณะนี้ ให้เก็บในอัตรา
ร้อยละ ๒๐ ของเงินที่โรงแรมภัตตาคารเรียกเก็บเป็นค่าเช่าที่พัก หรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร หรือ
ค่าอาหาร
เงินที่เรียกเก็บเป็นค่าบริการและสิ่งอื่นที่จัดให้เนื่องในการเช่าที่พักหรือการเช่าที่
พักและซื้ออาหารบริโภค หรือการซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคาร ให้ถือเป็นเงินที่โรงแรม
ภัตตาคารเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน
การคำนวณภาษีตามมาตรานี้ ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่า ๕ สตางค์ให้ปัดทิ้ง
มาตรา ๒๕๒ ในกรณีที่เรียกเก็บเงินตามมาตรา ๒๕๑ ต่ำกว่า ๕ บาท ให้ได้รับ
ยกเว้นภาษีตามลักษณะนี้ แต่ถ้าเรียกเก็บเงินดังกล่าวไม่ต่ำกว่า ๕ บาทไม่ว่ากรณีใด ๆ ต้องเสีย
ภาษีตามลักษณะนี้
มาตรา ๒๕๓ การซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคารมื้อหนึ่ง ๆ หลายสิ่ง
ค่าอาหารที่จะเรียกเก็บนั้นต้องเรียกเก็บรวมกันโดยไม่แยกเป็นรายสิ่ง
มาตรา ๒๕๔ ในกรณีที่บุคคลหลายคนซื้ออาหารบริโภคร่วมกัน ค่าอาหารที่จะ
เรียกเก็บนั้น ต้องเรียกเก็บรวมกันโดยไม่แยกเป็นรายบุคคล
การบริโภคร่วมกันนั้น คือ เมื่อการบริโภคนั้น ทุกคนอาจบริโภคอาหารสิ่งหนึ่ง
สิ่งใดหรือทุกสิ่งร่วมกันได้ หรือเมื่อมีผู้รับเลี้ยงในการบริโภค
มาตรา ๒๕๕ ภาษีตามลักษณะนี้ ให้ชำระเมื่อโรงแรมภัตตาคารได้รับชำระเงิน
ตามมาตรา ๒๕๑ และให้ชำระโดยโรงแรมภัตตาคารออกใบรับเงิน แสดงค่าเช่าที่พักหรือค่าเช่าที่พัก
และค่าอาหาร หรือค่าอาหาร และแสดงจำนวนเงินภาษีโรงแรมภัตตาคาร แล้วปิดแสตมป์อากร
มหรสพเท่าจำนวนเงินภาษีนั้น และขีดฆ่าแสตมป์ดังกล่าวตามความในลักษณะ ๒ หมวด ๖
เงินค่าแสตมป์อากรมหรสพที่ต้องปิดในใบรับนั้น ให้ผู้เช่าที่พัก หรือผู้เช่าที่พัก
และซื้ออาหารบริโภค หรือผู้ซื้ออาหารบริโภค มีหน้าที่ต้องเสียให้แก่โรงแรมภัตตาคาร ถ้าผู้เช่าที่พัก
หรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภคหรือผู้ซื้ออาหารบริโภค ไม่เสียเงินดังกล่าว ให้โรงแรมภัตตาคาร
มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้เช่าที่พัก หรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือผู้ซื้ออาหารบริโภคได้
เงินภาษีโรงแรมภัตตาคารซึ่งแสดงในใบรับนั้น ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
แสตมป์
มาตรา ๒๕๖ ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้โรงแรมภัตตาคารปฏิบัติ
เกี่ยวกับการใช้ใบเสร็จ การเก็บต้นขั้วใบเสร็จ การยื่นรายการแสดงการเรียกเก็บเงินตามมาตรา
๒๕๑ การซื้อแสตมป์อากรมหรสพและการใช้แสตมป์อากรมหรสพของโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา ๒๕๗ โดยการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๕๙ ก็ดี
โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า
ไม่เสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร หรือเสียไม่ครบถ้วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีโรงแรม
ภัตตาคารจากโรงแรมภัตตาคารที่เกี่ยวข้องจนครบ และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๒ เท่า
ของภาษีโรงแรมภัตตาคารที่ไม่เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
ภาษีโรงแรมภัตตาคารและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายในกำหนด ๑๐ วัน นับแต่วันที่
ได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร
เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๒๐ เป็นเงินสินบนรางวัลเพื่อจ่าย
ให้แก่บุคคลที่ตรวจพบหรือบุคคลที่แจ้งความกล่าวหาดังกล่าวในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดี
กำหนด
มาตรา ๒๕๘ ให้เจ้าสำนักมีหน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติและการชำระ
ภาษีโรงแรมภัตตาคารของโรงแรมภัตตาคารตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ทุกประการ
มาตรา ๒๕๙ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในโรงแรมภัตตาคารเพื่อ
ตรวจกิจการเกี่ยวกับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ยึดเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและออกหมายเรียก
เจ้าสำนักหรือพยานหลักฐานมาไต่สวนได้เมื่อมีเหตุผลสมควร
มาตรา ๒๖๐ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือ
เป็นภาษีค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๖๑ ผู้เช่าที่พัก หรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือผู้ซื้ออาหาร
บริโภค ผู้ใดไม่ยอมเสียเงินค่าแสตมป์อากรมหรสพให้แก่โรงแรมภัตตาคารให้ครบถ้วนก็ดีโรงแรม
ภัตตาคารใด ไม่ออกใบรับเงินก็ดี ไม่ปิดแสตมป์อากรมหรสพบนใบรับเงินก็ดี ปิดแสตมป์อากร
มหรสพไม่ครบถ้วนก็ดี ไม่ขีดฆ่าแสตมป์อากรมหรสพก็ดี เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๕๕ หรือออกใบรับ
ไม่ตรงกับความจริงหรือฝ่าฝืนมาตรา ๒๕๓ หรือมาตรา ๒๕๔ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของอธิบดี
เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๕๖ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา ๒๖๒ ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงาน
เจ้าหน้าที่ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามตามมาตรา ๒๕๙ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่
เกินห้าร้อยบาท”
มาตรา ๔๐ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการจัดเก็บภาษีหรือเงินช่วยปีพุทธศักราชต่าง ๆ หรืออากรที่
ยังค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเรือตรี ถ. ธำรงนาวาสวัสดิ์
นายกรัฐมนตรี
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+A