พระราชบัญญัติ
ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช 2481
------
ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2481
เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง
การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม
จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม
ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481”
มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482
เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้
เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482 เป็นต่อไป เว้นแต่บท
บัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่
วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป
มาตรา 4 นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2468
(2) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.119
(3) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช 2464
(4) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.119
(5) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ
ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก 130
(6) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2485
(7) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช 2475
(8) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2476
(9) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง
ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว
และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช 2475
กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม
หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น
มาตรา 5 บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ
และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้
บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร
ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้
ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ
อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวล
รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้
เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ประมวลรัษฎากร
ลักษณะ 1
ข้อความเบื้องต้น
------
มาตรา 1 กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร”
มาตรา 2 ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น
อย่างอื่น
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามประมวล
รัษฎากรนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีหัวหน้ากรมในกระทรวงการคลัง ซึ่ง
ควบคุมการเก็บรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ดังกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ข้าหลวงประจำจังหวัด” หมายความว่า ข้าหลวงประจำจังหวัด
ปกครองท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
*[10]
““อำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอหรือสมุห์บัญชีอำเภอ และ
หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย”
“นายอำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอหรือปลัดกิ่งประจำท้องที่
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ที่ว่าการอำเภอ” หมายความว่า ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
ประจำท้องที่
*[8]
*[10]
“มาตรา 3 บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวล
รัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ
(1) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์กิจการ หรือ
สภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป
(2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทย
มีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา
หรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ
(3) ยกเว้นแก่รัฐบาล - องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล องค์การ
ศาสนา หรือองค์การกุศลสาธารณ
การลดหรือยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกา
ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้”
*[8]
*[10]
*[17]
“มาตรา 3 ทวิ ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้ เห็นว่าผู้ต้องหา
ไม่ควรต้องได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบ
โดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ คือ
(1) ความผิดตามมาตรา 3 นว มาตรา 3 ทศ มาตรา 4 นว
มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 90 มาตรา 91 มาตรา 92 มาตรา 93
มาตรา 102 มาตรา 124 มาตรา 125 มาตรา 127 มาตรา 127 ทวิ
มาตรา 128 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 163 มาตรา 193 ทวิ
มาตรา 194 มาตรา 195 มาตรา 196 และมาตรา 198 ซึ่งเกิดขึ้นใน
จังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นใน
จังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด
(2) ความผิดตามมาตรา 37 ทวิ มาตรา 126 มาตรา 193 มาตรา 197
และมาตรา 199 ทวิ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ว่า ณ วันที่ใด ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ
ซึ่งประกอบการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมมหาดไทย และ
ผู้แทนกรมตำรวจ
ถ้าผู้ต้องหายอมใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบเสร็จแล้ว ให้ถือว่าเป็น
อันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น”
*[8]
“มาตรา 3 ตรี บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากรนี้และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตาม
หลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้อง
รับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร”
*[8]
“มาตรา 3 จัตวา ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้
บุคคลไปเสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอรัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กำหนดให้ไปเสีย ณ สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้น
ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้น
ได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว”
*[10]
“มาตรา 3 เบญจ ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
อากรตามประมวลรัษฎากร ให้อธิบดี สำหรับในเขตจังหวัดพระนครและจังหวัด
ธนบุรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับในเขตจังหวัดอื่น มีอำนาจออกคำสั่ง
เป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสารหรือ
หลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอาการที่จะต้องเสียได้
การตรวจค้นหรือยึดตามความในวรรคก่อน ให้กระทำได้ระหว่าง
พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก”
*[10]
“มาตรา 3 ฉ บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่ง
เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียถ้าทำเป็นภาษา
ต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใด
ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควร
ก็ได้”
*[10]
“มาตรา 3 สัตต เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตาม
ประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคล
ที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี
บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อนต้องเป็น
ผู้ที่มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด
อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศ
โดยอนุมัติรัฐมนตรี
การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
*[10]
“มาตรา 3 อัฏฐ กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้ง
รายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดีหรือกำหนดเวลาการเสีย
ภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม
กำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ
จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้
ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้
กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรี
เห็นเป็นการสมควร จะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความ
จำเป็นแก่กรณีก็ได้”
*[10]
“มาตรา 3 นว ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ ตามความในมาตรา 3 เบญจ มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับ
ทั้งจำ”
*[10]
“มาตรา 3 ทศ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 3 ฉ มีความผิดต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”
*[8]
“มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม
ประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง
(1) แต่งตั้งเจ้าพนักงาน
(2) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์ โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์
ที่ใช้ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวัน
(3) กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบท
แห่งประมวลรัษฎากรนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้”
*[17]
“มาตรา 4 ทวิ คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทย
ต้องเสียภาษีอากรที่ค้างชำระและหรือที่จะต้องชำระ แม้จะยังไม่ถึงกำหนด
ชำระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากร ให้เสร็จสิ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวล
รัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง
มาตรา 4 ตรี ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทย
ยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนด
เวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่
การยื่นคำร้องตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือ
พักอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับ
มอบหมาย ถ้ามีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ
จังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความใน
วรรคก่อน หรือยื่นคำร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทางออก
จากประเทศไทยหรือพยายามเดินทางออกจากประเทศไทย นอกจากจะมี
ความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเสียเงินเพิ่ม
ร้อยละ 20 ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่มตามมาตรานี้
ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา 4 จัตวา บทบัญญัติมาตรา 4 ทวิ และมาตรา 4 ตรี ไม่ใช้
บังคับแก่คนต่างด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามาและอยู่ในประเทศไทย
ไม่เกินเก้าสิบวัน โดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน
มาตรา 4 เบญจ ให้ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี ตรวจสอบว่า
ผู้ยื่นคำร้องมีภาษีอากรที่จะต้องเสียตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง
ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำร้อง
มีเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามมาตรา 4 ทวิ และผู้ยื่นคำร้องได้นำเงินภาษี
อากรมาชำระครบถ้วยแล้วก็ดี หรือไม่อาจชำระได้ทั้งหมดหรือได้ชำระแต่
บางส่วน และผู้ยื่นคำร้องได้จัดหาผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่อธิบดีหรือ
ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่า
ภาษีอากรนั้นแล้วก็ดี ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ออกใบผ่านภาษีอากรให้
มาตรา 4 ฉ ในกรณีที่ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี พิจารณา
เห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องมีเหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทย
เป็นการรีบด่วนและชั่วคราว และผู้ยื่นคำร้องมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์
อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่ต้องชำระ ให้อธิบดีหรือ
ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้
มาตรา 4 สัตต ภายใต้บังคับมาตรา 4 อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากร
ให้มีอายุใช้ได้สิบห้าวันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากร
ก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต่อ
อายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้
มาตรา 4 อัฏฐ คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าออก
ประเทศไทยเป็นปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ จะยื่น
คำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี
ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำก็ได้ ถ้าผู้รับคำร้องพิจารณา
เห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำเป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือ
หลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระแล้ว
จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ใบผ่านภาษีอากร
เช่นว่านี้ให้มีกำหนดเวลาใช้ได้ตามที่ระบุในใบผ่านภาษีอากรนั้น แต่ต้อง
ไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก
มาตรา 4 นว คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทย
โดยไม่มีใบผ่านภาษีอากรซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัษฎากรนี้ ต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษ
เช่นเดียวกัน”
ลักษณะ 2
ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร
หมวด 1
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
------
มาตรา 5 ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่
และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 6 ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่
นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
มาตรา 7 บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน
หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
มาตรา 8 หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้
จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือ
จะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ
นิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้
ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะ
ส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงาน
ของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้
เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่า
เป็นอันได้รับแล้ว
*[8]
“มาตรา 9 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวน
เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตาม
อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ”
*[8]
“มาตรา 9 ทวิ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคา
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับ
ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้
รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก
แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะได้โดย
ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 11 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้
นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้
ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ
รับเงินแล้ว
*[1]
“มาตรา 11 ทวิ ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่
เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย
ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์”
มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนด
ชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง
เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาด
ทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึด
หรือสั่ง แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ
ได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด
วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ให้หักค่าธรรมเนียมกับ
ค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือ ให้คืน
ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน
มาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
หมวด 2
วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน
------
มาตรา 14 ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น
ภาษีอากรประเมิน
มาตรา 15 ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมิน
ทุกประเภท
*[17]
“มาตรา 16 “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่า บุคคล
หรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”
ส่วน 1
การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร
------
มาตรา 17 การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด
ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ
ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง
เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด
บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้
เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง
ปฏิบัติตาม
*[8]
“เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
ในกรณีสั่งบุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษและให้กรอกข้อความที่ต้องการ
ลงในบัญชีนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งได้เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว คำสั่ง
เช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตาม”
มาตรา 18 รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ
และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย
ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
*[2]
“ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง
จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน
ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง
ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี
ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง
จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
ยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้”
*[12]
“มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการ
จัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษี
จากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว
ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสีย และให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษี
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมิน
ก็ได้
ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต
ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่ง
ให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้”
*[8]
“มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้า
ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุ
อันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือ
ไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้น
มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำ
บัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย”
*[8]
“มาตรา 20 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการ
ไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีก
ไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้”
*[17]
“มาตรา 21 ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง
ของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร
ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษี
อากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน”
มาตรา 22 ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 ผู้ต้อง
เสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากร
ที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[1]
*[8]
“มาตรา 23 ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียก
พยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นทำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอัน
ควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่
วันส่งหมาย”
*[1]
“มาตรา 24 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว
อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร
และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ
อุทธรณ์การประเมินก็ได้”
*[1]
*[17]
“มาตรา 25 ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผล
อันสมควรอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร
ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร
ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน”
มาตรา 26 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการ
ประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิด
เสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[1]
*[17]
“มาตรา 27 เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตาม
บทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ต้องเสีย
หรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้น ๆ กำหนดไว้ ส่วน
เงินภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติ
ในหมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ก็ต้องเสียภายใน
เวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากร ถ้าไม่เสียหรือนำส่ง
ภายในกำหนดที่ว่ามานี้ให้ผู้ต้องเสียหรือนำส่งนั้นเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20
แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่ง เว้นแต่
(1) ถ้าผู้ต้องเสียหรือนำส่งได้นำเงินมาขอชำระ โดยไม่ได้รับคำเตือน
หรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง
ร้อยละ 5 แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น
(2) ถ้าผู้ต้องเสียหรือนำส่งได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน
โดยตรงเป็นหนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วันได้รับ
คำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ 10
แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น
เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
ส่วน 2
การอุทธรณ์
------
มาตรา 28 การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 29 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน
กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
*[12]
“(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือ
มาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการ
จังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับ
แจ้งการประเมินตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือมาตรา 24”
(3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่
ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
*[10]
*[12]
*[17]
“มาตรา 30 ในอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการ
ประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือ มาตรา 25
(ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน
อยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ
พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และ
ผู้แทนกรมมหาดไทย
(ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน
อยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่ง
ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนสรรพากรเขตหรือผู้แทน และ
อัยการจังหวัดหรือผู้แทน
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน
นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์”
*[10]
*[17]
“มาตรา 31 การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร
เว้นแต่กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 20
มาตรา 49 หรือมาตรา 86
ในกรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 20 มาตรา 49 หรือ
มาตรา 86 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษี
อากร ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด
สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้
ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินเพิ่ม
ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
*[17]
“มาตรา 32 เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30
เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการ
พิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน
ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี หรือพยาน
หลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย”
*[17]
“มาตรา 33 ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่ง
ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป”
*[17]
“มาตรา 34 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตาม
มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”
ส่วน 3
บทกำหนดโทษ
------
*[8]
“มาตรา 35 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 17 หรือมาตรา 51 เว้นแต่
จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”
*[1]
“มาตรา 36 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง
ของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออก
ตามมาตรา 19 มาตรา 23 หรือมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท”
*[8]
*[17]
“มาตรา 37 ผู้ใด
(1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ
หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง
เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ
(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด
ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตาม
ลักษณะนี้
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่
สองพันบาทถึงสองแสนบาท”
*[17]
“มาตรา 37 ทวิ ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น
ตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
หมวด 3
ภาษีเงินได้
ส่วน 1
ข้อความทั่วไป
------
มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
*[2]
*[8]
*[10]
*[17]
“มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น
อย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะ
พึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน” หมายความว่า
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน
ในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็น
หุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวน
ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
(2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคล
หนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนใน
อีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
(3) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่า
ร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ
(4) บุคคลเกินกว่ากึ่งหนึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี
อำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่งเป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี
อำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน”
ส่วน 2
การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
------
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้
(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงิน
ค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า หรือประโยชน์เพิ่ม
อย่างอื่นซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้ใช้ หรือให้แก่ลูกจ้างของตนเนื่องจากการ
จ้างแรงงาน
(2) ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุน ในงานที่ทำ
เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงิน หรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่นที่ได้ หรือ
ได้ใช้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่า
หน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้น จะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
*[17]
“(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นเงินปีหรือ
เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรมนิติกรรมอย่างอื่น หรือ
คำพิพากษาของศาล”
(4) เงินได้ที่เป็น
(ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หุ้นกู้ เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง
หรือเงินฝาก
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์ใด
ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะ
ส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน
(จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจาก
กำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน
(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน
(ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นหรือโอนการเป็นหุ้นส่วน
ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
*[17]
“(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก
(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน
(ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน
(ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สิน
ที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว
ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้มี
เงินได้แสดงเงินได้ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมิน
มีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้
ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของ
ผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย
การอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับ
ไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของ
ปีที่มีการผิดสัญญานั้น”
(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ
วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น
ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
(7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหา
สัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม
การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”
*[17]
“มาตรา 40 ทวิ ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตาม
คำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขาตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง ให้
ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือ
ราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป เป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไปนั้น
ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(2) เป็นของผ่านแดน
(3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้
ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา
ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
*[8]
“มาตรา 41 ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วง
มาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจาก
กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่
ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจาก
ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อ
นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมด
ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
*[5]
*[10]
“มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้น
ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือ
ตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ
ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
(2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้
โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
*[17]
“(3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่
ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับ
งานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่
ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิม
และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่
วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง”
(4) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้
พระราชบัญญัติภาษีเงินได้พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะ
ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส
ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน
เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ
เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้าง
แรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช
2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้านหรือบ้าน
ที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทย
ในต่างประเทศ
(6) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์ หรือ
แสตมป์ไปรษณียากรของรัฐบาล
(7) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบ
ที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้
(8) ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือจากเงินฝากธนาคาร
ออมสินของรัฐบาล
(9) การขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้น
ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบ
ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้
ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตาม
โอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี
*[17]
“(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัล
สลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้
ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน
หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปราม
การกระทำความผิด”
(12) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด
(13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือ
การฌาปนกิจสงเคราะห์
(14) เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช้นิติบุคคล
และเงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (4) (ข) (ง) (จ)
หรือ (ฉ) ซึ่งได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีอย่าง
บุคคลธรรมดา
*[17]
“(15) เงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วรวมกันไม่เกิน 5,400 บาท
หรือเงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตน
และหรือครอบครัวได้ทำเอง”
(16) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา 57 ทวิ
(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง”
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (1)
และ (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 20 แต่รวมกันต้อง
ไม่เกิน 20,000 บาท”
*[5]
*[10]
*[12]
“มาตรา 43 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (5)
ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
*[1]
*[10]
*[12]
“มาตรา 44 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (6)
ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
*[10]
*[12]
“มาตรา 45 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (7)
ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
*[10]
“มาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (8)
ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 เมื่อ
ได้หักตามมาตรา 42 ถึงมาตรา 46 แล้ว ให้ได้ลดหย่อนอีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้
(ก) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีเงินได้ 3,000 บาท
(ข) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้
1,500 บาท
(ค) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มี
เงินได้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความ
สามารถอันอยู่ในความอุปการเลี้ยงดูคนละ 900 บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้
สำหรับบุตรนั้นที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 900 บาท
ขึ้นไป
(2) ในกรณีที่สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้พึงประเมินการหัก
ลดหย่อนตาม (1) (ก) และ (ข) ให้หักรวมกันได้ 4,500 บาท
เว้นแต่ความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว การหักลดหย่อน
เฉพาะในปีนั้นจึงให้ต่างฝ่ายต่างขอหักลดหย่อนกันได้
(3) การหักลดหย่อนสำหรับบุตรของผู้มีเงินได้นั้น ให้ได้รับตลอดทั้งปี
ไม่ว่าในกรณีที่ได้รับลดหย่อนจะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่”
*[17]
“(4) ในกรณีคำนวณภาษีจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่
มิใช่นิติบุคคลตามมาตรา 56 วรรคท้าย การหักลดหย่อนให้คำนวณหักได้
เฉพาะตามเกณฑ์ใน (1) (ก) จากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคล
แต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 1,5000 บาท”
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
*[17]
“(1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47
แล้ว เหลือเท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราตามที่กำหนดไว้
ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ แต่ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน 5 ใน 10
ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกิน 5,400 บาท”
(2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป การ
คำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าพันละ 3 บาท ของยอดเงินได้พึง
ประเมิน
ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า
1 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ”
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 49 ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้หรือ
เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่าผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่า
จำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะ
กำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์
หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้
หรือฐานะความเป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของ
ผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับของผู้มีเงินได้
เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ
ไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19 ถึงมาตรา 26 มาใช้
บังคับโดยอนุโลม”
*[5]
*[8]
*[10]
“ยกเลิกมาตรา 49 ทวิ”
*[2]
*[8]
*[10]
*[11]
*[17]
“มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล
ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่าย
เงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2)
ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้
จำนวนเงินเสมือนว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48
เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์
เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อน
ไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับ
เงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้นเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปี
เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4)
ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีได้
เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับ
ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษีตามบทบัญญัติ
มาตรานี้
(3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ที่จ่ายให้แก่
ผู้รับที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยหรือมิได้อยู่ในประเทศไทย ให้หัก
เฉพาะค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณหักตามอัตรา
ภาษีเงินได้
(4) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล
เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ซึ่งจ่าย
เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ให้กับผู้รับ
รายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้น
จะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตรา
พันละ 3 บาท แต่เฉพาะเงินได้ในการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหัก
ในอัตราภาษีเงินได้”
*[8]
“มาตรา 51 เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน
ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอัน
ควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และ
ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แจ้งความ”
มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมี
หน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน
7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน
*[12]
“มาตรา 52 ทวิ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความใน
มาตรา 56 ผู้มีเงินพึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้า
มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ใน
มาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมกับยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้
ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสีย
ภาษีในการคำนวณภาษี”
*[8]
*[11]
“มาตรา 53 ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึง
ประเมินตามมาตรา 40 ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบ
ให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา 50 นั้น ได้คำนวณและจดไว้
ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้
มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามาตรา 50 มาตรา 52
และมาตรา 59 โดยอนุโลม”
*[17]
“มาตรา 54 ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53
มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่
ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระ
ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53
แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษี
เท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้นและให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงิน
ภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว”
มาตรา 55 อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และ
มาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก
เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
*[1]
*[2]
*[5]
*[8]
*[10]
*[17]
“มาตรา 56 บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือ
ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามี
เงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า 5,400 บาท ให้ยื่น
รายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดี
กำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่ตั้ง
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้
พึงประเมิน ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้
พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปี
ภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน
การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษี
ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น
เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยกทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วน
หรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวน
เงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วน หรือ
คณะบุคคลนี้มีภาษีค้างชำระให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคน
ร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย”
*[5]
*[8]
*[17]
“มาตรา 57 ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
เกินกว่า 5,400 บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ
ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการ
กิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตาม
มาตรา 56 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี”
*[2]
*[5]
*[8]
*[10]
*[17]
“มาตรา 57 ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
เกินกว่า 5,400 บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56
วรรค 1 หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติ
ตามมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ที่
ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการ
ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึง
ประเมินของผู้ตายหรือของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีที่ตายนั้นเป็นยอด
เงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น
สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้
พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า 5,400 บาท ให้ผู้จัดการมรดก
หรือทายาท หรือผู้ที่จะครอบครองทรัพย์ มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ที่จะ
ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย และในการ
คำนวณภาษีเงินได้ ให้ได้รับการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนได้ตามกฎหมาย
เสมือนผู้ตายยังมีชีวิตอยู่”
*[5]
“มาตรา 57 ตรี ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น
ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง
ประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิด
ในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง
ชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้
โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ
แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด
ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของ
เงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยา
เสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีก
ฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วม
รับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว
ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน”
*[12]
*[17]
“มาตรา 57 จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการ
ตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ หรือ มาตรา 57 ตรี ถ้ามี
ภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ
ถ้าการยื่นรายการพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคก่อนและมีภาษี
ต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ
และให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสีย เว้นแต่
(1) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้นำเงินมาขอชำระโดยไม่ได้รับคำเตือน
หรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง
ร้อยละ 5 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น
(2) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน
โดยตรงเป็นหนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วัน
ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง
ร้อยละ 10 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น
เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามมาตรานี้เป็นภาษีที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล
เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นชำระแทน
ไม่ว่าจะเพียงบางส่วนหรือทั้งหมดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระตามกำหนด
เวลาดังกล่าวในวรรคแรกและวรรคสอง ผู้ต้องเสียภาษีคงมีหน้าที่ปฏิบัติ
เพียงการยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ หรือ
มาตรา 57 ตรี และต้องเสียภาษีเมื่อได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินตาม
มาตรา 18
ภาษีที่ชำระเว้นแต่เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นเครดิตของ
ผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
*[2]
*[8]
*[11]
“มาตรา 58 ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี
(1) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการ
ตามท้องที่ หรือองค์การรัฐบาล ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยัง
เจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40
แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้
(2) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่หัก
ภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน
ประเมินแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2)
และ (4)”
มาตรา 59 พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา 52 ให้บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน
*[12]
“มาตรา 60 เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน
ของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50
มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินพึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วน
จำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีใน
การคำนวณภาษี”
*[10]
“มาตรา 60 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
ตามหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจาก
บุคคลใด ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 มาตรา 57
หรือมาตรา 57 ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษี
ที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต
ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
*[10]
“มาตรา 61 บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า
(1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้น
ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ
(2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจาก
ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมิน
ให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่
บุคคลอื่นตามส่วน”
*[2]
“มาตรา 62 ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง
ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากตรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง
จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก
ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือตรัสตี แล้วแต่กรณี
เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย
บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากตรัสต์นั้น”
มาตรา 63 บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น
จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน
จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี
นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป
*[1]
*[12]
*[17]
“มาตรา 64 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสีย
ตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับปีภาษีใด มีจำนวนตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้ คือ
(1) ในกรณีต้องเสียตามมาตรา 57 จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระ
ตามกำหนดในมาตรา 57 จัตวา งวดที่สองต้องชำระภายในสามสิบวัน
นับแต่วันต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในสามสิบวัน
นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ
แจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วัน
สุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในสามสิบวัน
นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และให้นำมาตรา 27
มาใช้บังคับ”
*[8]
“ส่วน 3
การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
------
มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิ
ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และ
รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึง
วันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยน
วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาต
หรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร
*[10]
*[17]
“มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้
ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย
(2) ค่าสึกหรือและค่าเสื่อมราคา ให้หักได้ไม่เกินกว่าอัตราที่
กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตาม
ส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ทรัพย์สินนั้นมา
(3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สิน
นั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการ
ตีราคาเพิ่มขึ้นก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่
(4) ในกรณีโอนทรัพย์สินใด ๆ ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทน
ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมิน
ราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาตลาดในวันที่มีการโอนได้
(5) เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตรา
ต่างประเทศเหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่า
หรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือคำนวณตามราคาทุน แล้วแต่
อย่างใดจะน้อยกว่า
เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ
ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคา
เป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
(6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และ
ให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี
ใหม่ด้วย
การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใด
ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก
อธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้
(7) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้น
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้า
ประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปในประเทศอื่นได้
(8) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็น
เงินตราไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา
เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณ
เป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น
(9) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติ
การโดยสมควรเพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้ว เว้นแต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจ
ปฏิบัติการเช่นว่านั้นได้โดยสมควรแต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลา
บัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระใน
ภายหลัง ก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก
(10) ในกรณีรับประกันภัย เบี้ยประกันภัยที่ส่งออกไปในการประกัน
ต่อในต่างประเทศ ไม่ให้หักเป็นรายจ่าย และค่าสินไหมทดแทนหรือเงินอื่น
ที่ได้รับจากการประกันต่อในต่างประเทศไม่ให้ถือเป็นรายได้”
มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ
กำไรสุทธิ
*[17]
“(1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก
(ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิต
ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ย
ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา
ประกันต่อออกแล้ว
ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์
ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วน
ที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น
จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้
ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำ
เงินสำรองตามวรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น
กลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา
(ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น
ที่กันไว้คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ย
ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา
ประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ในการ
คำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป”
(2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลที่กระทำกิจการในประเทศไทยได้จ่ายสมทบและจัดสรรไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยเฉพาะ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ ให้หักเป็น
ค่าใช้จ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาดในจำนวน
ที่เกินร้อยละ 10 ของเงินเดือนทั้งหมดของผู้รับ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นถือเป็นหลักคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือ
การกุศล เว้นแต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 1 ของกำไรสุทธิ
(4) ค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่เกินสมควร
(5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม
เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซม
ให้คงสภาพเดิม
(6) ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนใน
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกิน
สมควร
(9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่าย
ซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะ
จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
(10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็น
เจ้าของเองและใช้เอง
(11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงิน
กองทุนของตนเอง
*[17]
“(12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญา
คุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เว้นแต่
ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาปีปัจจุบัน”
(13) รายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
(14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ
(15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินใน
ส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ
(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ภายใต้บังคับ
มาตรา 65 ทวิ
*[10]
“(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ”
*[10]
“(19) รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุด
รอบระยะเวลาบัญชีแล้ว
(20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19)
ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย
ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไร
สุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะ
เวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และ
มาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้
นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดย
อนุโลม
มาตรา 67 การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่
กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่าน
ประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของ
ค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย
ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของค่าระวาง
ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่า ในหรือนอกประเทศไทย
ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
*[17]
“มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของ
รอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่ง
จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดี
กำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ”
มาตรา 68 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน
ในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำ
กิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับ
ค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด อันต้องเสียภาษี
แทนบัญชี งบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชี
เฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว
มาตรา 69 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะ
เวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้
ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ มาตรา 66 และ
มาตรา 67 เกี่ยวกับรายรับ กำไรสุทธิ และรายการอื่น ๆ ต่อเจ้าพนักงาน
ประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชี
กำไรขาดทุน หรือบัญชีรายรับ ก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กล่าว
แล้วแต่กรณี
*[10]
“ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 69”
*[17]
“มาตรา 69 ทวิ ภายใต้บังคับมาตรา 70 ถ้ารัฐบาลองค์การ
ของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น
เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ภาษี
ที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา 52
มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 และมาตรา 59 มาใช้บังคับโดย
อนุโลม”
*[17]
“มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึง
ประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือ
ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่าย
หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้แล้วนำ
ส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวัน
นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา 54
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(1) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น
การเหมาร้อยละ 20 แต่ต้องไม่เกิน 20,000 บาท แล้วคำนวณภาษีตาม
อัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(2) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) หรือ (4) ให้คำนวณ
ภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(3) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น
การเหมาร้อยละ 10 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(4) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น
การเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
*[17]
“มาตรา 70 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่าย
เงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็น
เงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนเงินที่
จำหน่ายนั้นในอัตราร้อยละ 15 โดยนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย
มาตรา 70 ตรี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออก
ไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง
ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้
ถือว่าราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลา
บัญชีที่ส่งไปนั้น
ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(2) เป็นของผ่านแดน
(3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้
ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา
ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
มาตรา 71 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของระยะ
เวลาบัญชี
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้
ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชี หรือทำไม่ครบตามที่
กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่ทำบัญชีมาให้เจ้าพนักงาน
ประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมิน
มีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 2 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใด
จะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าว
ไม่ปรากฏเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดใน
รอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏ
ให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการ
ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และ
มาตรา 68 ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักงาน
ประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา 67 และอาจสั่ง
ให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้
(3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี
ซึ่งสั่งตามมาตรา 17 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ
คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของ
อธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลา
ดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือ
ปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและ
ตามวิธีการดังที่กล่าวใน (1)
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะ
ประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น
ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน
ก็ได้
มาตรา 72 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระ
บัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิก
ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงาน
รับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมิน
อาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า
ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อ
ประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจนทะเบียนเลิก
เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่
และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายใน
กำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 68 และมาตรา 69 และมาตรา 69
โดยอนุโลม
ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายใน
กำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน
สามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็น
สมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้
ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้
ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี
ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน
มาตรา 73 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์
ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้า
กันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากัน
มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัท หรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา 72 มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคล ให้
กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ
ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 72
*[17]
“มาตรา 74 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือ
ควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อ
คำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และ
มาตรา 66 เว้นแต่
(1) การตีราคาทรัพย์สิน ให้ตีตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบ
เข้ากันนั้น
(2) เงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ
เฉพาะส่วนที่ยังมิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ใน
รอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย
(3) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย
ให้นำเงินสำรองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ตามมาตรา
65 ตรี (1) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำมาเป็นรายได้ มารวมคำนวณเป็น
รายได้ด้วย
บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ตามมาตรา 66 วรรคสอง เฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศ
ต่าง ๆ”
*[10]
“มาตรา 75 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีบุคคลใด
บุคคลหนึ่งถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนทุนทั้งหมด
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษี
ตามบทบัญญัติส่วน 2 ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
เพื่อประโยชน์ในการนับจำนวนหุ้นที่ถือ หรือจำนวนแห่งการเป็น
หุ้นส่วนตามความในวรรคก่อน ในกรณีที่สามีกับภริยาก็ดี บิดากับบุตรผู้เยาว์
ก็ดี บิดามารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี เป็นผู้ถือหุ้นหรือ
เป็นหุ้นส่วนรวมอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดียวกัน ให้ถือว่าจำนวน
หุ้นที่ถือหรือจำนวนแห่งการเป็นหุ้นส่วนของบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวที่
กล่าวนั้นเป็นของบุคคลคนเดียว คือ เป็นของสามีในกรณีที่หนึ่ง หรือเป็น
ของบิดาในกรณีที่สองและที่สาม หรือเป็นของมารดาในกรณีที่สี่”
*[10]
“มาตรา 76 บทบัญญัติมาตรา 75 ไม่ใช้บังคับแก่
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รัฐบาลไทยถือหุ้นหรือเป็น
หุ้นส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนทุนทั้งหมด
(ข) บริษัทจำกัดที่มีบริษัทจำกัดอื่นซึ่งไม่เข้าลักษณะตามความใน
มาตรา 75 ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนทุนทั้งหมด”
มาตรา 76 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการ
ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไร
ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการ
ในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือ
ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทน
ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตาม
บทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิด
ในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย
ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตาม
มาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน
ก็ได้”
*[12]
*[17]
“ยกเลิกมาตรา 76 ตรี”
*[5]
*[8]
“บัญชีอัตราภาษีเงินได้
------
*[10]
“(1) สำหรับบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิไม่เกิน 100,000 บาท ร้อยละ 10
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 100,000 บาท
แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ร้อยละ 20
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 200,000 บาท
แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 30
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท
แต่ไม่เกิน 400,000 บาท ร้อยละ 40
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 400,000 บาท ขึ้นไป ร้อยละ 50”
(2) สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) กำไรสุทธิไม่เกิน 500,000 บาท ร้อยละ 10
(ข) กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท
แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ร้อยละ 15
(ค) กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่า 1,000,000 บาท ร้อยละ 20”
*[10]
“หมวด 4
ภาษีการค้า
------
มาตรา 77 ภาษีการค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้มีอำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา 78 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน
“ค่ารายปี” หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งสถานการค้าสมควรให้
เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าสถานการค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น
เนื่องในการได้ใช้สถานการค้านอกจากค่าเช่า เช่น เงินค่าประกันวินาศภัย
ซึ่งผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์ เงินกินเปล่า หรือทรัพย์สินอย่างอื่น จะเอา
ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้น มาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็น
ค่ารายปีด้วยก็ได้ โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญาเช่า เว้นแต่สัญญา
เช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึงสามปี หรือมิได้มีกำหนดเวลาไว้ ให้คิดเฉลี่ยเป็น
สามปี
*[17]
““สถานการค้า” หมายความว่า สถานที่หรือยานพาหนะซึ่ง
ผู้ประกอบการค้าใช้ประกอบหรือดำเนินการค้า ไม่ว่าจะใช้เป็นการ
ประจำหรือชั่วคราว ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงสถานที่หรือยานพาหนะซึ่ง
ใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าด้วย เว้นแต่รถหรือเรือซึ่งไม่ต้องจดทะเบียน
ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และยานพาหนะอื่นซึ่งเคลื่อนที่ด้วยกำลังคน
หรือสัตว์
ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าไม่มีสถานการค้าตามความในวรรคก่อน
ให้ถือว่าที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการค้านั้นเป็นสถานการค้า ถ้าผู้ประกอบ
การค้ามีที่อยู่อาศัยหลายแห่งจะเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งใดเป็นสถานการค้า
ก็ได้
“การค้า” หมายความว่า การประกอบหรือดำเนินกิจการอัน
เกี่ยวกับการธุรกิจ การพาณิชย์การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง
หรือการอาชีพตามประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้
ทั้งนี้ ให้รวมถึงการดำเนินกิจการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 ทวิ หรือ
มาตรา 70 ตรี ด้วย
“รายรับ” หมายความว่า เงิน หรือค่าบริการทุกชนิดที่ได้รับ
ชำระไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย เนื่องจากการประกอบหรือดำเนิน
การค้า เงินหรือค่าบริการในที่นี้ ให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
ราคาสินค้าที่ส่งไปตามมาตรา 40 ทวิ หรือมาตรา 70 ตรี ให้
ถือเป็นรายรับและให้ถือว่าได้รับในวันครบเก้าสิบวันนับแต่วันที่ส่งสินค้าไป
“ผู้ประกอบการค้า” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคล
นิติบุคคล หรือองค์การใด ๆ ที่ประกอบหรือดำเนินการค้าในประเทศไทย
ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
ผู้อยู่ในต่างประเทศที่มีสาขาในประเทศไทย ถ้าได้ติดต่อกับบุคคล
ในประเทศไทยในการประกอบหรือดำเนินการค้าซึ่งเป็นปกติธุระของสาขา
ในประเทศไทย หรืออยู่ในวิสัยของสาขาในประเทศไทยที่จะติดต่อแทนได้
แม้การติดต่อนั้นจะมิได้ผ่านสาขาของตนในประเทศไทยก็ตาม ให้ถือว่า
ผู้อยู่ในต่างประเทศนั้นเป็นผู้ประกอบการค้าในประเทศไทยโดยมีสาขา
ดังกล่าวเป็นผู้ทำการแทน
เพื่อประโยชน์แห่งวรรคก่อน การมีสาขาในประเทศไทยให้หมาย
ความถึงการที่ผู้อยู่ในต่างประเทศมีสถานการค้าอยู่ในประเทศไทย หรือ
ส่งบุคคลจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้ประกอบหรือดำเนิน
การค้าแทนตน หรือมีลูกจ้างหรือตัวแทนในประเทศไทยในการประกอบหรือ
ดำเนินการค้าของตน
ผู้ทำการเป็นเพียงนายหน้าและไม่มีลักษณะเป็นสาขาตามวรรคก่อน
แม้จะได้ทำการแทนผู้ประกอบการค้าเฉพาะเพื่อให้กิจการที่ตนเป็นนายหน้า
นั้นสำเร็จลุล่วงไป โดยมิได้รับประโยชน์อื่นใดนอกจากค่าบำเหน็จตาม
ธรรมเนียมในทางการค้า ก็มิให้ถือว่าเป็นผู้ทำการแทน”
*[13]
““ผู้ผลิต” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าจาก
โรงงานตามความหมายของคำว่า “โรงงาน” ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ
โรงงาน พุทธศักราช 2482 เพื่อจำหน่ายต่อไป
“ผู้นำเข้า” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าซึ่งเป็นผู้สั่งหรือนำสินค้า
จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
“ผู้ส่งออก” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าออกไป
ต่างประเทศ”
*[17]
“มาตรา 79 ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีการค้าและ
ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้”
มาตรา 80 กิจการอันเป็นการค้าที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ใน
บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้
(1) กิจการค้าหาบเร่
(2) กิจการค้าในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
(3) กิจการจำหน่ายแสตมป์อากร แสตมป์ไปรษณียากรหรือสลากกินแบ่ง
ของรัฐบาล
(4) กิจการของผู้ประกอบการกสิกรรมซึ่งค้าพืชผลอันเกิดจากกสิกรรม
ของตน
(5) กิจการวิชาชีพอิสระตามความในมาตรา 40 (6) แต่ไม่รวมถึง
การทำสถานพยาบาล หรือการตั้งโรงงานทำ ซ่อมหรือสร้างสิ่งต่าง ๆ
(6) กิจการของสถานศึกษาของทางราชการและโรงเรียนราษฎร์
(7) การจัดให้มีมหรสพตามประเภทดังระบุไว้ในมาตรา 134 (2)
(3) (4) และ (5)
(8) กิจการของสโมสรหรือสมาคมที่ปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไข
ที่รัฐมนตรีกำหนด
(9) กิจการตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
*[17]
“มาตรา 81 ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้า
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้
หรือวันเริ่มประกอบการค้า แล้วแต่กรณี
การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถาน
การค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าอยู่
ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
ถ้าผู้ประกอบการค้าทีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอ
เป็นรายสถานการค้า
คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว
ถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว”
*[17]
“มาตรา 81 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เจ้าพนักงาน
ประเมินมีอำนาจค่ารายปีของสถานการค้าใด ๆ ก็ได้
การประเมินค่ารายปีตามมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[17]
“มาตรา 81 ตรี เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียน
การค้าตามมาตรา 81 แล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
ออกใบทะเบียนการค้าให้ ในกรณีที่มีสถานการค้าหลายแห่ง ให้ออก
ใบทะเบียนการค้าแยกเป็นรายสถานการค้า”
มาตรา 81 จัตวา ถ้าใบทะเบียนการค้าสูญหาย ให้ผู้ประกอบ
การค้ายื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนการค้าต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่สูญหาย ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา 81 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 81 เบญจ ผู้ประกอบการค้าต้องแสดงใบทะเบียนหรือ
ใบแทนใบทะเบียนการค้าไว้ที่สถานการค้าโดยเปิดเผย
*[17]
“มาตรา 82 ผู้ใดประกอบหรือดำเนินการค้าโดยไม่ได้ยื่นคำขอ
จดทะเบียนการค้าตามมาตรา 81 อาจต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีก 2 เท่า
ของจำนวนเงินภาษีการค้า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า”
มาตรา 82 ทวิ เมื่อผู้ประกอบการค้าเลิกประกอบการค้าหรือ
โอนกิจการค้า ให้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่อ
อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้า แล้วแต่กรณี
ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันเลิกหรือโอน ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 81
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อผู้ประกอบการค้าได้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความใน
วรรคก่อนแล้ว และยังมียอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีอยู่อีก ให้
ผู้ประกอบการค้าและผู้ชำระบัญชี หรือผู้โอนและผู้รับโอน แล้วแต่กรณี
มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้
มาตรา 82 ตรี ก่อนได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา 82 ทวิ
หรือมาตรา 85 ถ้าผู้ประกอบการค้าถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้
เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการ
ทรัพย์สิน ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่
ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้
มาตรา 83 เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
(1) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของบุคคลธรรมดา
คนเดียว ให้ผู้ประกอบการค้านั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดตามบทบัญญัติใน
หมวดนี้
(2) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของคณะบุคคล องค์การ
หรือนิติบุคคล ให้ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หรือผู้แทนของคณะบุคคล หรือ
นิติบุคคลนั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้
*[17]
“มาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการค้าเสียภาษีการค้าเป็นรายเดือน
ตามประเภทการค้าและเกณฑ์การจัดเก็บดังที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษี
การค้าท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในเดือนใดมียอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษี
ไม่ถึง 1,200 บาท ให้ได้รับยกเว้นภาษีการค้าสำหรับเดือนนั้น”
มาตรา 84 ทวิ การประกอบหรือดำเนินการค้าในแผงลอยซึ่ง
ไม่มีฝารอบขอบชิด และค้าเฉพาะอาหารหรือของสด ให้เสียภาษีกึ่งอัตรา
ของบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้
มาตรา 85 ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
และชำระภาษีการค้าของเดือนที่ล่วงมาแล้วต่ออำเภอท้องที่ภายในวันที่ 15
ของเดือนถัดไป
การยื่นรายการเช่นว่านี้ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่น ไม่ว่าจะมีภาษี
การค้าต้องเสียหรือไม่
ระยะเวลาการชำระภาษีตามความในวรรคก่อน อธิบดีมีอำนาจ
จะสั่งให้ชำระเป็นรายปีภาษี หรือเป็นงวดได้โดยจะต้องปฏิบัติตามวิธีการ
ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
มาตรา 85 ทวิ ผู้ประกอบการค้าผู้ใดมีความประสงค์จะขอชำระ
ภาษีการค้าล่วงหน้าเป็นรายปีภาษีหรือเป็นงวด ให้ยื่นคำร้องขออนุมัติตาม
แบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียน
การค้า แล้วแต่กรณี และถ้าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการ
สมควรจะอนุมัติตามคำร้องขอก็ได้ โดยผู้ประกอบการค้านั้นจะต้องปฏิบัติ
ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
การอนุมัติตามความในวรรคก่อน อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณี เมื่อพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะสั่งเพิกถอนเสียก็ได้
มาตรา 85 ตรี ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง
การชำระภาษีการค้าของสถานการค้าแต่ละแห่งนั้นให้แยกชำระต่ออำเภอ
ท้องที่ซึ่งสถานการค้าแต่ละแห่งตั้งอยู่
ถ้าการแยกชำระภาษีเป็นรายสถานการค้า ตามความในวรรคก่อน
ไม่เป็นการสะดวก ผู้ประกอบการค้าอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการ
จังหวัด ซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้าสำหรับสถานการค้าที่เป็นสำนักงาน
ใหญ่ เพื่อขอชำระภาษีของสถานการค้าอื่น ณ อำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้า
ที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เมื่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการ
สมควรจะอนุมัติก็ได้
มาตรา 85 จัตวา ภาษีการค้า ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดเวลา
ตามความในมาตรา 85 หรือชำระขาดจากจำนวนที่ควรต้องเสีย ให้
ผู้ประกอบการค้าเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของเงินภาษีการค้าที่ยังมิได้
ชำระหรือที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า
มาตรา 86 ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นรายการตามความ
ในมาตรา 85 หรือยื่นรายการไม่มีภาษีต้องเสีย หรือเจ้าพนักงานประเมิน
พิจารณาเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ายื่นรายการเสียภาษีต่ำกว่าจำนวนที่ควร
ต้องเสีย ให้เจ้าพนักงานประเมิน โดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะกำหนด
ยอดเงินที่จะต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีขึ้น โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็น
กรรมสิทธิ์ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครอง หรือรายจ่ายอันเกี่ยวกับกิจการค้า
หรือลักษณะและปริมาณของการค้า หรือสถิติยอดกำไร รายรับหรือรายได้
ของผู้ประกอบการค้าเอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับ
ของผู้ประกอบการค้าเป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้ง
จำนวนเงินที่ต้องชำระไปยังผู้ประกอบการค้า ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19
ถึงมาตรา 26 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
*[17]
“มาตรา 86 ทวิ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปโดยสะดวก
และรัดกุม จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดดังต่อไปนี้ก็ได้
(1) ให้ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายส่ง ชำระ
ภาษีการค้าล่วงหน้าสำหรับสินค้าบางอย่าง แทนผู้ประกอบการค้าที่รับสินค้านั้น
ไปจำหน่าย
(2) ให้ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ส่งออก ชำระภาษีการค้าสำหรับ
สินค้าบางอย่างแทนผู้ที่ขายสินค้าแก่ตน
เมื่อได้ตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ประกอบการค้า
ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่งซึ่งสินค้าที่ระบุในพระราชกฤษฎีกา
ชำระภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้น ๆ ต่ออำเภอท้องที่ภายในวันที่ 15
ของเดือนถัดไปจากเดือนที่ได้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ประกอบการค้าที่รับสินค้านั้น
ไปจำหน่าย ส่วนผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ส่งออก ให้ชำระภาษีการค้า
ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 85
มาตรา 86 ตรี ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือ
ผู้ขายส่ง หากประสงค์จะชำระภาษีการค้าล่วงหน้าแทนผู้ประกอบการค้า
ที่รับสินค้าไปจำหน่ายก็ดี ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ส่งออก หากประสงค์
จะชำระภาษีการค้าแทนผู้ที่ขายสินค้าแก่ตนก็ดี ให้ยื่นคำร้องขอต่ออธิบดี
อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอนั้นก็ได้ เมื่ออธิบดี
ได้สั่งอนุญาตแล้ว ให้นำความในวรรคท้ายแห่งมาตรา 86 ทวิ มาใช้
บังคับ
มาตรา 86 จัตวา ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายส่ง จำหน่ายสินค้า
แก่ผู้ใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าได้ขายแก่ผู้ประกอบการค้า”
มาตรา 87 เมื่อมีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ
เข้าไปในสถานการค้าของผู้ประกอบการค้าหรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องระหว่าง
พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการของผู้ประกอบการค้า
และทำการตรวจสอบเพื่อให้ได้ทราบว่า ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติการและ
เสียภาษีการค้าถูกต้องหรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือ
เอกสารอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา 87 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อธิบดีโดย
อนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติได้ วิธีการนี้
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
*[17]
“มาตรา 87 ตรี ผู้ประกอบการค้าที่ต้องเสียภาษีการค้าเป็น
รายย่อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอาจเสียภาษีการค้าเป็นการเหมา
เป็นงวด ๆ ได้ เมื่อคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นพิจารณาเห็นชอบ
และได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายแล้ว
ผู้ต้องเสียภาษีตามมาตรานี้ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการ
ที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา 88 ผู้ประกอบการค้าผู้ใดกระทำผิดฐานหลักเลี่ยงหรือ
พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการค้าก็ดี กระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้
ก็ดี เกินกว่าหนึ่งครั้ง อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
มีอำนาจสั่งถอนใบทะเบียนการค้าของผู้ประกอบการค้านั้นได้
เมื่อได้มีการสั่งถอนใบทะเบียนการค้าตามความในวรรคก่อนแล้ว
ผู้ประกอบการค้ายังคงประกอบหรือดำเนินการค้านั้นต่อไป ให้ถือเสมือนว่า
ผู้ประกอบการค้าผู้นั้นได้เริ่มประกอบการค้าใหม่นับตั้งแต่วันได้รับทราบ
คำสั่งถอน และให้นำบทบัญญัติมาตรา 81 มาใช้บังคับ ในกรณีเช่นว่านี้
ถ้ามีภาษีการค้าต้องเสียในระหว่างระยะเวลานับตั้งแต่วันได้รับทราบ
คำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนการค้าใหม่ ให้ผู้ประกอบการค้า
เสียเงินเพิ่มอีก 2 เท่าของเงินภาษีการค้านั้น หรือเป็นเงินอีก 200 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า
ถ้าระยะเวลาตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับ
ใบทะเบียนการค้าใหม่ตามความในวรรค 2 นั้นเกินกว่าสามสิบวัน ให้
คิดยอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มเพียงสามสิบวันนับแต่วันได้รับ
ทราบคำสั่งถอน
*[17]
“ยกเลิกมาตรา 89”
*[17]
“มาตรา 90 ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา 81
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา 91 ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามความในมาตรา 81 จัตวา
หรือไม่แสดงใบทะเบียนหรือใบแทนตามความในมาตรา 81 เบญจ หรือ
ไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในมาตรา 82 ทวิ มีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 92 ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานประเมินในการปฏิบัติการตามความในมาตรา 87 มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 93 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามความใน
มาตรา 87 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
*[13]
*[14]
“
“
หมวด 5
ภาษีป้าย
------
มาตรา 94 ภาษีป้ายนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
อำเภอเป็นผู้มีอำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา 95 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน
“ป้าย” หมายความว่า
(1) ป้ายชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมายของสถานการค้า หรือของผู้ประกอบ
การค้า ซึ่งแสดงไว้ที่สถานการค้า หรือบริเวณใกล้เคียงกับสถานการค้า
(2) ป้ายโฆษณาของสถานการค้าหรือของผู้ประกอบการค้า ไม่ว่า
จะแสดงไว้ ณ ที่ใด ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงป้ายซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุหรือ
ภาชนะอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคในอาคาร
ป้ายตาม (1) และ (2) นั้น อาจแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมาย
อย่างอื่น โดยการเขียน แกะ สลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่นก็ได้
ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่นไม้ แผ่น กระจก กำแพง ผนัง ผ้า
หรือวัตถุอื่น
คำว่า “สถานการค้า” และ “ผู้ประกอบการค้า” ในที่นี้ให้หมายความ
เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78
มาตรา 96 ให้เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้ายเสียภาษีป้าย
ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวดนี้
ในกรณีที่เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้าย อยู่นอกประเทศไทย
ให้ผู้แทนในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีป้ายและปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้
มาตรา 97 ป้ายดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นภาษีป้าย
(1) ป้ายโฆษณามหรสพ
(2) ป้ายที่มีลักษณะเป็นใบปลิวโฆษณา
(3) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราว
(4) ป้ายตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา 97 ทวิ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปีภาษี ให้ผู้ต้องเสีย
ภาษีป้ายยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ
มาตรา 97 ตรี ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
มาตรา 97 จัตวา ในกรณีป้ายโฆษณา ถ้าเรียกเก็บภาษีจากผู้มี
หน้าที่เสียภาษีตามความในมาตรา 96 ไม่ได้ ให้เรียกเก็บจากผู้ครอบครอง
ป้ายนั้น
มาตรา 97 เบญจ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้
การยื่นรายการและการเสียภาษีตามความในมาตรา 97 ทวิ และมาตรา 97 ตรี
เฉพาะป้ายโฆษณานั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้
ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้
มาตรา 98 ภายในสามปีนับแต่วันถึงกำหนดเสียภาษี ถ้าปรากฏ
แก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ได้มีการเสียภาษีป้ายผิดจากเกณฑ์การคำนวณ
ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะ
ประเมินใหม่ได้
ถ้าในการประเมินใหม่ปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้
เจ้าพนักงานประเมินสั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี แต่ถ้าปรากฏ
ว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ก็ให้แจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มและเหตุผล
ที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีที่ต้องเสีย
เพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน ในการนี้ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 99 ผู้ใดมีป้ายอันต้องเสียภาษีในระหว่างปีภาษีก็ดี หรือ
เปลี่ยน หรือแก้ไขป้ายใหม่ก็ดีต้องแจ้งและยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด เพื่อเสียภาษีสำหรับป้ายนั้นต่ออำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วัน
มีป้าย หรือเปลี่ยน หรือแก้ไขป้ายใหม่ แล้วแต่กรณี
มาตรา 100 ใบเสร็จภาษีป้ายต้องแสดงไว้ที่สถานการค้าโดย
เปิดเผย
มาตรา 101 ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไป
ในสถานการค้าของผู้มีป้ายอันต้องเสียภาษีระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและ
พระอาทิตย์ตก เพื่อตรวจสอบว่าได้เสียภาษีป้ายถูกต้องหรือไม่
มาตรา 102 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 99 มาตรา 100 หรือรู้อยู่แล้ว
ไม่อำนวยความสะดวก หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตาม
ความในมาตรา 101 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
บัญชีอัตราภาษีป้าย
------
1. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้
(ก) ป้ายทีมีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซนติเมตร
หรือเศษต่อ 1 บาท
(ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น
พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซนติเมตร หรือเศษต่อ 5 บาท แต่ถ้าป้ายนั้นพื้นที่
สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น
ให้คิดตามอัตรา (ค)
(ค) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซนติเมตร
หรือเศษต่อ 10 บาท
2. ป้ายทุกป้ายต้องเสียภาษีอย่างน้อยป้ายละ 10 บาท
3. สำหรับป้ายโฆษณาให้เรียกเก็บภาษี 1 ใน 4 ของอัตราตาม 1
และ 2
4. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้
(ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตกำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุด
คูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร
(ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุด
เท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษร หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้าย
เพิ่มขึ้นอีก 10 เซนติเมตร และถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร
หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก 10 เซนติเมตร แล้ว
คูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซนติเมตร”
หมวด 6
อากรแสตมป์
------
มาตรา 103 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
“กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้
เขียนตราสาร
*[8]
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ
และแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย
ทั้งนี้ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง”
“กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อ
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“ปิดแสตมป์” หมายความว่า การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ
มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ
*[2]
““ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก
โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์
หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ
สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ
ตราสารนั้น”
*[10]
““ปิดแสตมป์บริบูรณ์” หมายความว่า
(1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษ
ก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย
และได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ
(2) ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุน
เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสาร
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า
อากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ
(3) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็น
ราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่ง
อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (1) และ (2) ดังกล่าว
ข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (3) แทนได้”
“ใบรับ” หมายความว่า
(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ
ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ
(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ
เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว
บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่
ไม่สำคัญ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
*[1]
““นายตรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”
ส่วน 1
การเสียอากร
------
มาตรา 104 ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์
บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
*[1]
*[7]
*[10]
“มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ
ผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระ
ราคาในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคา ไม่ว่าจะมีการเรียกร้อง
ให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
*[17]
“(1) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ
ของสถานการค้าที่ผู้ประกอบการค้าต้องจดทะเบียนการค้าตามมาตรา 81
ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป
(2) การให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การขายหรือการรับจ้างทำของที่
ไม่ต้องจดทะเบียนการค้าตามมาตรา 81 ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้อง
ชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไป”
ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาดังกล่าวข้างต้นมีเงื่อนไขให้รับ
หรือชำระภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันที
ที่รับเงิน หรือรับชำระราคานั้น
มาตรานี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่น
ของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้ หรือแก่กรณีใบรับที่จะต้องออกนั้นได้รับยกเว้นไม่ต้อง
เสียอากรอยู่แล้ว”
*[8]
*[10]
*[12]
*[17]
“มาตรา 105 ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับ
ตามมาตรา 105 (1) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือ
สำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ
เว้นแต่จะมีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ถ้าปรากฏว่าการรับเงิน
หรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 (1) ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ
ให้ถือว่าไม่ได้ออกใบรับ
ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคแรก อย่างน้อย
ต้องมีตัวเลขไทย หรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(1) เลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ
(2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
(3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
(4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ
(5) จำนวนเงินที่รับ
(6) ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายสินค้า
เฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่ 20 บาท ขึ้นไป
ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าแก่ผู้ประกอบ
การค้าที่ทำการค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้น ให้แสดงชื่อ
หรือยี่ห้อ และที่อยู่ของผู้ซื้อ พร้อมด้วยเลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวล
รัษฎากร ไว้ในใบรับที่ต้องออกตามมาตรา 105 (1) ด้วยทุกคราว
ที่ได้รับชำระเงินหรือรับชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำ
เป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ”
*[10]
“มาตรา 105 ตรี ในกรณีรับเงิน หรือรับชำระราคาจากการค้า
ประเภทต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 105 (1) ถ้ามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ
ไม่ถึง 10 บาท ให้ผู้รับเงินหรือรับชำระราคารวมเงินเฉพาะในกรณีดังกล่าว
ที่รับทุกครั้ง เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้น
รวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
ห้าปีนับแต่วันทำบันทึก”
*[12]
“มาตรา 105 จัตวา ในกรณีผู้ประกอบการค้าเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า
ผู้ส่งออก หรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้า ให้ออกใบส่งของแก่ผู้ซื้อ และ
ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลข
และอักษรไทย ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(1) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ขาย
(2) ชื่อหรือ ยี่ห้อของผู้ซื้อ
(3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ
(4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ
(5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย ตัวเลขไทยนั้นจะ
ใช้เลขอารบิคแทนก็ได้”
*[10]
“มาตรา 106 ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับ
ให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง
ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง”
มาตรา 107 เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น
อย่างอื่นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย
หมวดนี้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี
แทนก็ได้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ
ขีดฆ่าได้ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอกประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
มาตรา 108 ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้
บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่นเช่าและกู้ยืมรวมกันไว้
หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ
เป็นฉบับเดียวกัน เช่นขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่
อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ
หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า
ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด
มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน
และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น
ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์
แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
มาตรา 110 คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์
สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสาร
ต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะได้เสียอากร
โดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว
มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้
เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า
ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร
ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่น
ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรองสลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง
ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ
มาตรา 112 ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ
ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้
ส่วน 2
เบ็ดเตล็ด
------
มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร
หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว
ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
*[5]
“1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น
ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้
เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้”
2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ
เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย
(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
*[5]
*[8]
*[12]
“มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี
โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล
หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า
(1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105
หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ
และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(2) ตามสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย
(ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก
เก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร
ที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของ
เงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ค) ในกรณีอื่นให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร
เป็นจำนวนหนึ่งเท่าของเงินอากรที่ต้องเสียหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่
อย่างใดจะมากกว่า”
*[17]
“ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 114”
*[17]
“มาตรา 115 เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113
และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มี
หน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการ
เรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น
ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อน
จะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2
หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[10]
“มาตรา 116 วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน
มาตรา 113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงิน
และสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร ทั้งนี้ เพื่อ
แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่
ของผู้เสียเงินแล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ”
*[10]
“มาตรา 117 ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา 116
ที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา 113
หรือมาตรา 114 แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงิน
เพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร”
มาตรา 118 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่
ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า
จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และ
ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113
และมาตรา 114
มาตรา 119 ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม
หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี
ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้
เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย
ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้
ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
มาตรา 120 ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี
หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป
จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
*[8]
“มาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลเจ้าพนักงาน
ผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล
สภากาชาดไทย หรือเทศบาลอากรเป็นอันไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้
ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์
หรือการพาณิชย์ซึ่งเทศบาลเป็นผู้จัดทำ”
มาตรา 122 ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า
2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง
เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน
ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น
ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง
ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควร
ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง
*[1]
*[5]
*[8]
*[10]
“มาตรา 123 เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ
มีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น
และพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น
เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104
หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความในมาตรา 105
มาตรา 106 หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนา ใบรับ ใบรับตามความใน
มาตรา 105 ทวิ หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา 105 ตรี หรือไม่
กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มี
หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และ
พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้”
*[8]
*[12]
“มาตรา 123 ทวิ เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดย
รัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสีย
อากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แล้ว ให้ใช้เพื่อความสะดวกแก่ผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตาม
ความในมาตรา 103 หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา 105 มาตรา 105 ทวิ
มาตรา 105 ตรี และมาตรา 105 จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมี
อำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นหรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้”
ส่วน 3
บทลงโทษ
------
*[17]
“มาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉย
หรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าร้อยบาท”
*[1]
*[10]
“มาตรา 125 ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่
10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร
ก็ดี จงใจกระทำ หรือทำ ตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ
ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท”
*[17]
“มาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ”
*[1]
*[2]
*[5]
*[10]
*[17]
“มาตรา 127 ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี
หรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 หรือออกใบรับ
ซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าร้อยบาท”
*[17]
“มาตรา 127 ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้
ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคา
ตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงิน หรือ
รับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก
ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
*[1]
*[8]
*[12]
“มาตรา 128 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ
ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติ
ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามความในมาตรา 123
หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105 ทวิ
มาตรา 105 จัตวา หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินห้าร้อยบาท”
*[5]
“มาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น
แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้
เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”
*[1]
*[2]
*[5]
*[8]
*[10]
“บัญชีอัตราอากรแสตมป์
------
“
*[17]
“ข้อ 28
“
*[17]
“ฎ. ใบรับซึ่งผู้รับประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่าย ปลา
สัตว์ ไข่ น้ำมันยาง หวาย ครั่ง ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้ อ้อย ปอ หอม
กระเทียม ถั่ว ข้าวโพด และพืชไร่อย่างอื่นอันเกิดจากเกษตรกรรมของตน”
*[17]
“ข้อ 29
ข. แบบพิมพ์ซึ่งรัฐบาลขอร้องให้กรอกเพื่อความรู้ของรัฐบาล
โดยผู้กรอกไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะพึงต้องปฏิบัติ และแบบแสดง
รายการเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร”
หมวด 7
อากรมหรสพ
------
มาตรา 130 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“มหรสพ” หมายความว่า การแสดง การเล่น หรือ การกีฬา
การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู
“ผู้ดู” หมายความว่า บุคคลที่ดู
*[17]
““ค่าดู” หมายความว่า เงินที่ผู้ดูเสียเป็นค่าตั๋วรวมตลอดถึง
ค่าอย่างอื่นที่เสียให้แก่เจ้าของ”
“ตั๋ว” หมายความว่า บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดย
กฎกระทรวง
“แสตมป์ดุน” หมายความว่า แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาล
ทำและมีกำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง
“ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดย
ขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม
“เจ้าของ” หมายความว่า ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนิน
การมหรสพ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา 131 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2483 เป็นต้นไป
ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋ว
ที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
*[12]
“มาตรา 132 การเสียอากรให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู และเสียโดย
วิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) ใช้แสตมป์ปิดตั๋วและขีดฆ่า
(2) ใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน
(3) เสียเป็นตัวเงินตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋ว
ทุกฉบับ
ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวน
เงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น”
*[17]
“มาตรา 133 ให้เจ้าของเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และให้มีหน้าที่
ขีดฆ่าหรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป
ตั๋วที่ไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และ
ให้เจ้าของขีดฆ่าหรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนผู้ดูเข้าดู”
*[1]
*[8]
“มาตรา 134 มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ
ในหมวดนี้
(1) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ตามเงื่อนไข
และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
(2) มหรสพภายในเขตวัดหรือบริเวณใกล้เคียงกับเขตวัดตามที่อธิบดี
เห็นสมควรซึ่งวัดจัดขึ้นและเป็นเทศกาลประจำปี
(3) มหรสพที่เก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 สตางค์
(4) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง
(5) กีฬาสำหรับสถานศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีขึ้น”
*[12]
“มาตรา 135 นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้าม
มิให้เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู
เว้นแต่
(1) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว
(2) มีตั๋วแสตมป์ดุนแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว
(3) มีตั๋วหรือเครื่องหมายอื่นซึ่งแสดงว่าได้เสียอากรเป็นตัวเงินแล้ว
(4) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าดูตามระเบียบการของเข้าของ แต่
เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกินเจ็ดขวบ และสูงไม่เกินหนึ่งเมตร หรือ
(5) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพ ซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้อง
เสียค่าดู”
*[8]
“มาตรา 136 ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมี
อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(1) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ
(2) เลขที่ตามลำดับของตั๋ว
(3) กำหนดวันเข้าดู
(4) ราคาตั๋ว
(5) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)
ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียวให้ระบุ
จำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว ถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละ
หลายครั้ง ให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและ
ราคาตั๋ว”
*[12]
“ตั๋วที่ต้องทำตามความในมาตรานี้ เมื่อมีเหตุสมควร อธิบดีจะสั่งให้
ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้”
มาตรา 137 ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจาก
ผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร
มาตรา 138 ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 137 ฉีกตั๋ว
ในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาด
เป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้
ไม่น้อยกว่า 3 วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง
*[17]
“มาตรา 138 ทวิ ถ้ามิได้ขีดฆ่าแสตมป์บนตั๋วตามมาตรา 133
หรือมิได้ฉีกตั๋วตามมาตรา 138 ให้เจ้าของมีหน้าที่รับผิดเสียเงินเพิ่ม
เป็นจำนวน 2 เท่าของอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่
อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายในสิบวัน
นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร”
มาตรา 139 ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่
อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้
*[5]
“มาตรา 140 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่
มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับ
มีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมาตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของ
ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้เมื่อมี
เหตุผลสมควร
นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษา
ความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น”
*[5]
*[12]
“มาตรา 140 ทวิ โดยการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี
โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล
หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วนตามหมวดนี้
ให้เรียกอากรจนครบและให้เรียกเงินเพิ่มเป็นรายตัวผู้ดูอีกเป็นจำนวน 2 เท่า
ของอากรที่ไม่เสีย หรือที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะ
มากกว่า เงินอากรและเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ให้ชำระเป็นเงินภายใน
สิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร
*[17]
“ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 140 ทวิ”
*[5]
“มาตรา 140 ตรี เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้
ผู้ใดกระทำการขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้ง
คอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 135”
มาตรา 141 ให้อธิบดี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติ
เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการ
ตามนั้น
*[5]
*[17]
“มาตรา 142 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 133 มาตรา 135
มาตรา 138 หรือมาตรา 140 ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความ
สะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว
หรือโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกตาม
มาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบคำถามของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกตาม
มาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบคำถามจองพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อซักถาม
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ”
*[17]
“มาตรา 143 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 136 มาตรา 137
มาตรา 139 หรือไม่ปฏิบัติการตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 141
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
*[5]
*[8]
*[17]
“บัญชีอัตราอากรมหรสพ
------
1. ภาพยนตร์ ให้เก็บอากรร้อยละ 50 ของค่าดู
2. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากร
ร้อยละ 10 ของค่าดู
3. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ 20 ของค่าดู ถ้าเป็น
กีฬาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้เก็บอากรร้อยละ 15 ของค่าดู
4. ถ้าเป็นมหรสพผสม ให้เก็บอากรในอัตราสูง
5. ตั๋วไม่เสียค่าดู ให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและ
รายบุคคลที่เข้าดู
6. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง
7. บัตรทางราชการที่ออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มี
ค่าดูไม่เกินห้าสิบสตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร”
*[9]
“ลักษณะ 3
ภาษีบำรุงท้องที่
------
มาตรา 144 การเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งได้บัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 145 ในลักษณะนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ที่ดิน” หมายความตลอดถึง ทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ
“เจ้าพนักงานสำรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา 146 ภาษีบำรุงท้องที่ที่เก็บมาได้นั้น เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายตามที่
กำหนดไว้ในกฎกระทรวงออกแล้ว ให้นำส่งเป็นเงินผลประโยชน์รายได้ของ
แผ่นดิน แต่ให้กันไว้ต่างหากเพื่อใช้จ่ายในการบำรุงท้องที่โดยเฉพาะ
*[11]
*[15]
“มาตรา 147 เงินผลประโยชน์แผ่นดินตามความในมาตรา 146
เก็บได้ในจังหวัดใด ให้ใช้จ่ายบำรุงท้องที่ในเขตจังหวัดนั้น และให้ใช้ใน
กิจการอันจะอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรอย่างใกล้ชิด เช่น การสร้างหรือ
ซ่อมแซมสถานศึกษา สุขศาลา ทาง การชลประทานราษฎร์ บ่อน้ำสาธารณะ
หรือกิจการอย่างอื่นซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกัน”
มาตรา 148 นอกจากที่กฎหมายนี้ได้ระบุยกเว้นไว้แล้วบุคคลใดมี
กรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนใด
บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องเสียเงินภาษีบำรุงท้องที่ปีละครั้งสำหรับที่ดินแปลงนั้นตาม
บัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายลักษณะนี้
*[11]
“มาตรา 149 ที่ดินซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองก็ดีใช้เป็นที่
เลี้ยงสัตว์ของตนเองก็ดี หรือใช้ประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกของตนเอง
ก็ดี ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลง
ก็ให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(ก) ถ้าเป็นที่ดินนอกเขตเทศบาล หักลดหย่อนให้ห้าไร่
(ข) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลตำบล หรือในเขตสุขาภิบาล
หักลดหย่อนหนึ่งไร่
(ค) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลเมือง หักลดหย่อนให้สองร้อยตารางวา
(ง) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลนคร หักลดหย่อนให้หนึ่งร้อยตารางวา
ที่ดินตาม (ก) (ข) (ค) และ (ง) ถ้ามีสิ่งปลูกสร้างซึ่ง
ใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่า ก็ให้หักลดหย่อนให้สำหรับที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้าง
ซึ่งใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่านั้น
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันใน
ที่ดินที่อยู่ในท้องที่หลายจังหวัด ให้ได้รับลดหย่อนร่วมกันได้แต่จังหวัดเดียว
ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้น
ในกรณีที่บุคคลคนเดียวมีที่ดินอยู่ในท้องที่หลายจังหวัดให้ได้รับลดหย่อน
ได้แต่จังหวัดเดียว ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้น”
มาตรา 150 ที่ดินดังต่อไปนี้ ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่
(1) พระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
(2) สาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่ดินของรัฐบาล ซึ่งใช้ในกิจการ
ของรัฐบาลหรือสาธารณโดยมิได้หาผลประโยชน์
(3) ที่ดินของเทศบาล ซึ่งใช้ในกิจการของเทศบาลหรือสาธารณโดย
มิได้หาผลประโยชน์
(4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณ การศึกษาหรือการกุศล
สาธารณะ
*[11]
“(5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือ
วัดวาอาราม หรือสำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาดหลวง
สถานพักสอนศาสนา หรือที่ศาลเจ้า โดยมิได้หาผลประโยชน์”
(6) สุสาน และฌาปนสถาน
*[17]
“(7) ที่ดินทางรถไฟ การประปา การไฟฟ้า ท่าเรือของรัฐ หรือ
ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว”
(8) ที่ดินซึ่งรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงยกเว้น
*[11]
*[15]
“มาตรา 151 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณารีราคา
ปานกลางของที่ดินในตำบลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลในท้องที่นั้น ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่ดินในเขตเทศบาล ให้มีสรรพากรจังหวัดหรือผู้แทนหนึ่ง
นายอำเภอหนึ่ง เทศมนตรีหรือผู้แทนหนึ่ง และผู้ทรงคุณวุฒิที่สภาเทศบาลเห็น
สมควรหนึ่ง รวมเป็นสี่คน
(2) ในกรณีที่ดินในเขตสุขาภิบาล ให้มีสรรพากรจังหวัดหรือผู้แทนหนึ่ง
นายอำเภอหนึ่ง กรรมการสุขาภิบาลหนึ่ง และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการ
สุขาภิบาลเห็นสมควรหนึ่ง รวมเป็นสี่คน
(3) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาลหรือสุขาภิบาล ให้มีสรรพากรจังหวัด
หรือผู้แทนหนึ่ง นายอำเภอหนึ่ง กำนันหนึ่ง และผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ว่าราชการจังหวัด
เห็นสมควรหนึ่ง รวมเป็นสี่คน
ถ้าราค่าที่ดินในเขตนั้นแตกต่างกันมาก ก็ให้กำหนดเขตเป็นหน่วย ๆ
ภายในตำบลนั้นเพื่อประโยชน์แก่การตีราคาปานกลางให้เที่ยงธรรม”
มาตรา 152 ในการตีราคาปานกลางของที่ดินนั้น โดยปกติให้นำเอา
ราคาที่ดินในตำบลหรือหน่วยนั้น ๆ ที่ซื้อขายกันครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่าสามราย
ในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีก่อนวันตีราคา มาคำนวณถัวเฉลี่ยถือเป็นราคา
ปานกลาง
ในกรณีที่ไม่มีการซื้อขายดังกล่าวข้างต้น การตีราคาปานกลางของ
ที่ดิน ให้นำเอาราคาที่ดินของตำบลหรือหน่วยที่ใกล้เคียง ซึ่งมีสภาพและทำเล
ที่ดินคล้ายคลึงกันมาคำนวณถือเป็นราคาปานกลาง
มาตรา 153 การตีราคาปานกลางนั้นมิให้คำนวณราคาโรงเรือน
สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งเพาะปลูกเข้าด้วย
มาตรา 154 เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้ว ให้เสนอการ
ตีราคาปานกลางนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศ
ราคาปานกลางของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และ
ที่ตำบลนั้น ๆ
ถ้าผู้เสียภาษีไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางที่คณะกรรมการได้ตีไว้
และประสงค์จะคัดค้านการตีราคานั้น ให้นำบทบัญญัติหมวด 2 ส่วนที่ 2
ว่าด้วยการอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่กำหนดซึ่งจะยื่นคำร้อง
คัดค้านนั้นให้ทำได้ภายในกำหนดสามสิบวัน
*[11]
“มาตรา 155 การตีราคาปานกลางของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้
ใช้ได้ไม่เกินสี่ปี
ถ้าภายในสี่ปีนับแต่วันประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัด มีเหตุแสดง
ว่าราคาที่ดินได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ผู้ว่าราชการ
จังหวัดจัดให้มีการตีราคาใหม่ได้ตามที่เป็นการสมควร หรือถ้าผู้ว่าราชการ
จังหวัดเห็นสมควรให้มีการตีราคาเสียใหม่ก็ให้พึงทำได้ ทั้งนี้โดยอนุโลมปฏิบัติ
ตามความในมาตรา 152 มาตรา 153 และมาตรา 154
ถ้ามีการตีราคาปานกลางใหม่ ให้การตีราคาใหม่นั้นมีผลใช้ได้ตั้งแต่
ปีถัดไปนั้นเป็นต้นไป”
*[11]
“มาตรา 156 การยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ดี
การสำรวจรังวัดพื้นที่ดินก็ดี การตรวจสอบและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียภาษีบำรุง
ท้องที่มาเสียเงินก็ดี ให้ปฏิบัติตามระยะเวลาและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา 157 ในการสำรวจรังวัดพื้นที่ดิน ให้ผู้ต้องเสียภาษีบำรุง
ท้องที่ชี้เขตบอกจำนวนพื้นที่ดิน และให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงานตามสมควร
มาตรา 158 ผู้ใดไม่ชี้เขตหรือไม่ยอมบอกจำนวนพื้นที่ดินหรือชี้เขต
หรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง เจ้าพนักงานสำรวจอาจสำรวจ
เอาเองตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
มาตรา 159 ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืช ถ้าการเพาะปลูกพืชใน
บริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้
โดยทั่วไป ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนได้ตาม
สมควร
มาตรา 160 ที่ดินของเจ้าของเดียวและมีเขตติดต่อกันซึ่งถ้าคิดภาษี
บำรุงท้องที่ตามที่อัตราเต็มจำนวนเป็นเงินเกินกว่าหนึ่งบาท แม้จะได้รับการ
ลดหย่อนตามมาตรา 159 ก็ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่อย่างต่ำปีละหนึ่งบาท
มาตรา 161 ให้ผู้ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่เสียเงินนั้นภายในสามสิบวัน
นับแต่วันแจ้งให้เสียเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำ
มาตรา 11 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 162 เมื่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้ต้องเสียภาษี
บำรุงท้องที่ได้โอนตกไปยังบุคคลอื่นโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้รับโอนมีหน้าที่
ร่วมกันในการเสียภาษีบำรุงท้องที่
*[11]
“มาตรา 163 ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแจ้งรายการ หรือไม่ยอมชี้เขต
หรือไม่แจ้งจำนวนพื้นที่ดิน หรือจงใจชี้เขตหรือแจ้งจำนวนพื้นที่ดินขาดจาก
จำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวางเจ้าพนักงานสำรวจหรือไม่ปฏิบัติตามที่กำหนด
ในกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 156 ผู้นั้นมีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท”
มาตรา 164 ภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้ามิได้เสีย
ภายในกำหนด ให้เสียเพิ่มอีกร้อยละสิบของเงินที่ค้างอยู่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือ
เป็นเงินภาษี
เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาตรา 12
มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[1]
*[9]
*[11]
*[15]
“บัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่
------
“
*[10]
“ลักษณะ 4
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
------
มาตรา 165 การเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 166 ในลักษณะนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
*[12]
““ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือรับโอนการครอบครอง
เว้นแต่รับโอนการครอบครองชั่วคราวเพื่อตรวจสอบคุณภาพหรือโฆษณา
“จำหน่าย” หมายความว่า โอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครอง
เว้นแต่โอนการครอบครองชั่วคราวเพื่อตรวจสอบคุณภาพหรือโฆษณา”
“โภคภัณฑ์” หมายความว่า สิ่งอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอื่นตามประเภท
ที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้ายลักษณะนี้
“ผู้ค้าโภคภัณฑ์” หมายความว่า บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือองค์การ
ใด ๆ ซึ่งทำการผลิต นำเข้า หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ให้
หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“สถานที่” หมายความว่า ที่สำหรับใช้ประกอบหรือดำเนินการค้า
โภคภัณฑ์ ทั้งนี้ให้หมายความถึงที่ซึ่งใช้ทำการผลิต เก็บ หรือจำหน่ายโภคภัณฑ์ด้วย
“ราคา” หมายความว่า จำนวนเงินที่พึงชำระทั้งหมดในการซื้อ
โภคภัณฑ์
ถ้าในการซื้อโภคภัณฑ์ไม่มีการชำระเงิน หรือมีการชำระเงินต่ำกว่า
ราคาตลาด ให้ถือราคาตลาดในขณะที่ซื้อเป็นจำนวนเงินที่พึงชำระในการซื้อ
มาตรา 167 เมื่อมีการซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งอยู่ในประเทศไทยจากผู้ค้า
โภคภัณฑ์ ให้ผู้ที่ซื้อมีหน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จากราคาตามบัญชีอัตรา
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้ายลักษณะนี้
การเสียภาษีตามความในวรรคก่อน ให้ชำระไว้กับผู้ค้าโภคภัณฑ์
*[12]
*[17]
“มาตรา 167 ทวิ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปโดยสะดวก
และรัดกุม จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิต หรือ
ผู้นำเข้า ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสำหรับโภคภัณฑ์บางประเภท
แทนผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ก็ได้
เมื่อได้ตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็น
ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ซึ่งโภคภัณฑ์ประเภทที่ระบุในพระราชกฤษฎีกาชำระ
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับโภคภัณฑ์นั้น ๆ ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป
จากเดือนที่จำหน่ายโภคภัณฑ์ ถ้าไม่ชำระภายในกำหนดเช่นว่านี้ ให้นำ
บทบัญญัติมาตรา 175 มาใช้บังคับ
โภคภัณฑ์ที่ได้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแทนกันดังกล่าว
แล้ว ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ซื้อคนต่อ ๆ ไป ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม
บทบัญญัติในลักษณะนี้อีก”
*[17]
“มาตรา 167 ตรี ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง
ซึ่งโภคภัณฑ์ประเภทที่มิได้มีพระราชกฤษฎีการะบุไว้ตามมาตรา 167 ทวิ
หากประสงค์จะชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับโภคภัณฑ์นั้น ๆ ล่วงหน้า
แทนผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ยื่นคำร้องขอต่ออธิบดี
อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอนั้นก็ได้ เมื่ออธิบดีได้
สั่งอนุญาตแล้ว ให้นำความในวรรคสองและวรรคสามแห่งมาตรา 167 ทวิ
มาใช้บังคับ”
มาตรา 168 ในกรณีที่ผู้ค้าโภคภัณฑ์นำโภคภัณฑ์ของตนไปใช้อันมิใช่
เพื่อกิจการค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะ ให้ถือว่ามีการซื้อโภคภัณฑ์ และผู้ค้า
โภคภัณฑ์นั้นเป็นผู้ที่ซื้อ มีหน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ในวันแรกที่นำไปใช้
มาตรา 169 ผู้ใดนำโภคภัณฑ์ประเภทรถยนตร์หรือรถจักรยานยนตร์
เข้ามาในประเทศไทยโดยมิใช่เพื่อการค้า ให้ผู้นั้นชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
โดยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภอท้องที่อันเป็นที่ตั้งด่านศุลกากร
แรกที่นำโภคภัณฑ์ผ่าน ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นำโภคภัณฑ์ผ่านด่านศุลกากรนั้น
*[17]
“มาตรา 169 ทวิ ผู้ใดซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งมิได้มีการเสียภาษีการ
ซื้อโภคภัณฑ์มาก่อนเพราะเหตุได้รับยกเว้นตามกฎหมายให้ผู้ซื้อชำระภาษี
การซื้อโภคภัณฑ์ โดยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภออันเป็น
ภูมิลำเนาของผู้ซื้อภายในเจ็ดวันนับแต่วันซื้อ”
มาตรา 170 ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ ถ้าซื้อ
โภคภัณฑ์ในระหว่างกันเองเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
มาตรา 171 ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
จากผู้ที่ซื้อทุกคราวเมื่อส่งมอบโภคภัณฑ์
มาตรา 172 เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้เรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตาม
ความในมาตรา 171 แล้ว ให้ออกใบรับเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามแบบ
ที่อธิบดีกำหนด และทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
วิธีการออกใบรับตามความในวรรคก่อน ถ้าอธิบดีเห็นเป็นการสมควร
จะสั่งให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้
ใบรับเฉพาะจำนวนเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้อง
เสียอากรแสตมป์
มาตรา 173 ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์รับผิดในการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ของเดือนที่แล้วมา ซึ่งตนมีหน้าที่เรียกเก็บตามความในมาตรา 171 และ
ให้นำส่งอำเภอท้องที่ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปโดยยื่นรายการตาม
แบบที่อธิบดีกำหนด การยื่นรายการเช่นว่านี้ ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นไม่ว่าจะมี
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ต้องเสียหรือไม่
มาตรา 174 ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตาม
ลักษณะนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะสั่งผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นรายการ และนำภาษีส่ง
อำเภอท้องที่ก่อนถึงหรือก่อนพ้นกำหนดเวลาตามความในมาตรา 173 ก็ได้
มาตรา 175 ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ถ้ามิได้ชำระหรือนำส่งภายใน
กำหนดเวลาตามความในมาตรา 169 มาตรา 173 มาตรา 174 มาตรา 190
หรือมาตรา 191 ให้ชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
มาตรา 176 ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดเวลา
ตามลักษณะนี้ ให้ถือเป็นภาษีค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง ให้นำ
บทบัญญัติมาตรา 12 มาใช้บังคับ
มาตรา 177 ทุกเดือนที่มีการซื้อโภคภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีการ
ซื้อโภคภัณฑ์ตามความในมาตรา 170 ให้ผู้ที่ซื้อและผู้ที่จำหน่ายแจ้งรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป
การแจ้งรายการตามความในวรรคก่อน ถ้าสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด
พระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้แจ้ง
ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้จะยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ก็ได้
มาตรา 178 ในเดือนใด ผู้ค้าโภคภัณฑ์ส่งโภคภัณฑ์ออกนอกประเทศไทย
หรือนำโภคภัณฑ์เข้ามาในประเทศไทยให้แจ้งรายการส่งออกหรือนำเข้าซึ่ง
โภคภัณฑ์นั้นตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป
การแจ้งรายการตามความในวรรคก่อน ถ้าสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด
พระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้แจ้ง
ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้จะยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ก็ได้
มาตรา 179 ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นคำขอจดทะเบียนค้าโภคภัณฑ์สำหรับ
สถานที่ทุกแห่ง ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติ
ในลักษณะนี้หรือวันเริ่มเป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ หรือวันเริ่มมีสถานที่ใหม่แล้วแต่กรณี
การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์มีสถานที่ตั้งอยู่ใน
เขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น
ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์มีสถานที่หลายแห่งในเขตจังหวัดเดียวกัน การยื่น
คำขอ ให้แยกยื่นเป็นรายสถานที่
คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว
ถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว
มาตรา 180 เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนตามความใน
มาตรา 179 แล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ออก
ใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ให้ โดยแยกเป็นรายสถานที่
มาตรา 181 ถ้าใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์สูญหาย ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่น
คำขอรับใบแทนใบทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่สูญหาย ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 178
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 182 ผู้ค้าโภคภัณฑ์ต้องแสดงใบทะเบียนหรือใบแทนใบทะเบียน
ค้าโภคภัณฑ์ไว้ ณ สถานที่โดยเปิดเผย
มาตรา 183 ผู้ค้าโภคภัณฑ์เมื่อเลิกหรือโอนกิจการค้าโภคภัณฑ์ ให้แจ้ง
การเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
ซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่
วันเลิกหรือโอน ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 179 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในวรรคก่อนแล้ว
และยังมีภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จะต้องชำระอยู่อีก ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์และผู้ชำระบัญชี
หรือผู้โอนและผู้รับโอน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้
มาตรา 184 ก่อนได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา 173 หรือมาตรา 183
ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์ถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือ
เสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้ไม่อยู่ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ผู้อนุบาล
ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แล้วแต่
กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้
มาตรา 185 ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ทำบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดง
รายการปริมาณโภคภัณฑ์ซึ่งมีอยู่ได้มา และจำหน่ายไปตามความเป็นจริง
เป็นรายวัน บัญชีดังกล่าวนี้ต้องทำให้เสร็จภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีอยู่
ได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งโภคภัณฑ์นั้น และต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี
มาตรา 186 เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามลักษณะนี้ ให้
อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ปฏิบัติได้
วิธีการนี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 187 ผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้ใดกระทำผิดฐานหลักเลี่ยง หรือพยายาม
หลีกเลี่ยงการเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ก็ดี กระทำผิดบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี
เกินกว่าหนึ่งครั้ง อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่ง
ถอนใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ของผู้ค้าโภคภัณฑ์นั้นได้
เมื่อได้มีการสั่งถอนใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ตามความในวรรคก่อนแล้ว
ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยังคงจำหน่ายโภคภัณฑ์ต่อไปให้ถือเสมือนว่าผู้ค้าโภคภัณฑ์นั้น
ได้เริ่มเป็นผู้โภคภัณฑ์ใหม่ นับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน และให้นำ
บทบัญญัติมาตรา 179 มาใช้บังคับ ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ามีภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ที่ต้องชำระในระหว่างระยะเวลานับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่
ได้รับใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ใหม่ ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์เสียเงินเพิ่มอีก 2 เท่า
ของเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์นั้น หรือเป็นเงิน 200 บาท แล้วแต่อย่างใด
จะมากกว่า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ถ้าระยะเวลาตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียน
ค้าโภคภัณฑ์ใหม่ตามความในวรรค 2 นั้นเกินกว่าสามสิบวัน ให้คิดยอดเงิน
ที่ต้องคำนวณเพิ่มเสียเงินเพิ่มเพียงสามสิบวันนับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน
มาตรา 188 เมื่อมีเหตุอันสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้า
ไปในสถานที่ หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
หรือเวลาทำการของผู้ค้าโภคภัณฑ์ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ได้ทราบว่า
ผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้ปฏิบัติการและเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ถูกต้องหรือไม่ กับมี
อำนาจเรียกและยึดเอกสารหรือหลักฐาน และออกหมายเรียกผู้ค้าโภคภัณฑ์
หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา 189 การส่งหมายเรียกหรือหนังสืออื่นใดซึ่งมีถึงบุคคลใด
ตามลักษณะนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
*[17]
“มาตรา 190 ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏ
ว่าผู้ค้าโภคภัณฑ์มีโภคภัณฑ์ขาดหรือเกินกว่าจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีที่กำหนด
ให้ทำตามมาตรา 185 ให้ถือว่าโภคภัณฑ์เฉพาะส่วนที่ขาดหรือเกินจาก
บัญชีนั้นเป็นโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อแล้วยังมิได้เสียภาษี ในกรณีเช่นว่านี้ให้
ผู้ค้าโภคภัณฑ์เสียภาษีการซื้อโดยโภคภัณฑ์จนครบ และเสียเงินเพิ่มอีก
2 เท่าของเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือว่าเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
โภคภัณฑ์ส่วนที่เกินจากบัญชีตามความในวรรคก่อน ให้นำลงรับ
ในบัญชีตามมาตรา 185 และถ้ามีการจำหน่ายต่อไป ให้เสียภาษีการซื้อ
โภคภัณฑ์ตามบทบัญญัติในลักษณะนี้”
*[17]
“มาตรา 191 ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ถ้าปรากฏ
ว่าผู้ค้าโภคภัณฑ์ไม่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ หรือชำระไม่ครบถ้วน พนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จนครบ และ
สั่งให้ชำระเงินเพิ่มอีก 2 เท่าของภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่ไม่ชำระหรือที่ขาด
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์และเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ให้ชำระภายใน
กำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้
ให้ถือเป็นภาษีการซื้อโภคภัณฑ์”
*[17]
“มาตรา 191 ทวิ ผู้ค้าโภคภัณฑ์หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีการซื้อ
โภคภัณฑ์จะอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งเรียกเก็บภาษี
และหรือภาษีและเงินเพิ่มภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติ
ว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[17]
“ยกเลิกมาตรา 192”
*[17]
“มาตรา 193 ผู้ใดไม่ออกใบรับเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ตามมาตรา 172 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”
*[17]
“มาตรา 193 ทวิ ผู้ใดไม่ทำสำเนาหรือไม่เก็บสำเนาใบรับเงิน
ค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ไว้ตามมาตรา 172 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าร้อยบาท”
มาตรา 194 ผู้ใดไม่ยื่นรายการตามความในมาตรา 173 หรือ
ไม่แจ้งรายการซื้อหรือจำหน่ายโภคภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ตามความในมาตรา 177 หรือไม่แจ้งรายการส่งออกหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์
ตามความในมาตรา 178 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 195 ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ตามความใน
มาตรา 179 หรือไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามความในมาตรา 186
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา 196 ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามความในมาตรา 181
หรือไม่แสดงใบทะเบียนหรือใบแทนตามความในมาตรา 182 หรือไม่แจ้ง
การเลิกหรือการโอนตามความในมาตรา 183 หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามความ
ในมาตรา 184 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 197 ผู้ใดไม่ทำบัญชีแสดงรายการ หรือไม่เก็บบัญชีตาม
ความในมาตรา 185 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือ
จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 198 ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวก หรือขัดขวาง
พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
ความในมาตรา 188 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือ
จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ
*[17]
“มาตรา 199 ผู้ใด
(1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ
หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง
เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระภาษีตามลักษณะนี้ หรือ
(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด
ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระภาษี
ตามลักษณะนี้
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่
สองพันบาทถึงสองแสนบาท”
*[17]
“มาตรา 199 ทวิ ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้อง
ยื่นตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระ
ภาษี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือทั้งปรับทั้งจำ”
*[16]
“
“
บทเฉพาะกาล
-------------------
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494
(มาตรา 50)
มาตรา 50 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี
อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
เว้นแต่
(1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 19
(2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 50 และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น
ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหัก
ภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวัน
ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย
(3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับ
พระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72
และมาตรา 73 มาใช้บังคับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย
เงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการ
ใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสม
ตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ
ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหัก
ลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจักเก็บ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย
วิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษี
การค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควร
ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไข
เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :
1. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษี
และการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ
และเพื่อความสะดวกของผู้เสียภาษีในบางกรณี
2. ภาษีเงินได้
(ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้
พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและ
เจ้าพนักงานประเมินด้วย
(ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ
ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของ
เจ้าพนักงานด้วย
3. อากรแสตมป์
แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากร
รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของ
ผู้เสียอากร
4. อากรมหรสพ
(ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวก
แก่ผู้เสียอากร
(ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็น
ทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง
5. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้
ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย
ประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้า
กับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการ
พิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินเพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย
การภาษีอากร
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่
ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์ และ
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง
รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พ.ศ. 2501 ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อ
แบ่งเบาภาระของประชาชน
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่
ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกได้แบก
ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษี
ก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่
ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว ฉะนั้น
สมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราช
บัญญัติประมวลรัษฎากร
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย
บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็น
โอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับ
การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไปไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม
นอกจากนั้นอัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุง
เสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น
เชิงอรรถ
-------------------
*[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช 2482
*[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483
*[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485
*[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485
*[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489
*[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490
*[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490
*[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494
*[9] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2495
*[10] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496
*[11] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497
*[12] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497
*[13] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พ.ศ. 2501
*[14] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501
*[15] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501
*[16] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2502
*[17] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502