พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑)
พ.ศ. ๒๔๙๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๗”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วย
การเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีบำรุง
ท้องที่ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๙๗/๑๓/๒๒๗/๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้จ่ายเงินได้
พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เว้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จำนำ จำนอง หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่าย
เงินตามวิธีต่อไปนี้
(๑) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) ให้คูณเงินที่จ่ายด้วย
จำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตาม
เกณฑ์ในมาตรา ๔๘ ได้เงินภาษีเท่าใดให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย
เป็นเงินเท่าใดให้หักไว้เท่านั้น
เมื่อถึงคราวจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท
สมาคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้ โดยเพิ่มหรือลดเงินตาที่จำเป็นเพื่อให้
ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี
(๒) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) และ (๔) ให้คำนวณหักตาม
อัตราภาษีเงินได้
(๓) ในกรณีที่รัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
ความในมาตรา ๔๐ (๕) (๖) (๗) หรือ (๘) ที่มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ให้คำนวณ
หักในอัตราพันละ ๓ บาท ถ้าผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมิใช่รัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาล ไม่อยู่ใน
บังคับแห่งบทบัญญัติที่ว่านี้”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๕๓ ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน
ตามมาตรา ๔๐ ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะ
ต้องหักตามมาตรา ๕๐ นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงิน
จำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามมาตรา
๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๙ โดยอนุโลม”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๕๘ ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี
(๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการตาม
ท้องที่ หรือองค์การรัฐบาล ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงราย
การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้
(๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่หักภาษีเงิน
ได้ตามมาตรา ๕๐ ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมินแสดงรายการเกี่ยว
กับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) และ (๔)”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๗ เงินผลประโยชน์แผ่นดินตามความในมาตรา ๑๔๖ เก็บได้ใน
จังหวัดใด ให้ใช้จ่ายบำรุงท้องที่ในเขตจังหวัดนั้น และให้ใช้ในกิจการอันจะอำนวยประโยชน์แก่
ราษฎรอย่างใกล้ชิด เช่น การสร้างถนน การชลประทานราษฎร์ การขุดบ่อน้ำสาธารณะ หรือกิจการ
อย่างอื่นซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกัน”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๙ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๙ ที่ดินซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองก็ดีใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของตน
เองก็ดี หรือใช้ประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกของตนเองก็ดี ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกันไม่ว่าจะ
เป็นที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลง ก็ให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์แต่อย่างใด
อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(ก) ถ้าเป็นที่ดินนอกเขตเทศบาล หักลดหย่อนให้ห้าไร่
(ข) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลตำบล หรือในเขตสุขาภิบาล หักลดหย่อนหนึ่งไร่
(ค) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลเมือง หักลดหย่อนให้สองร้อยตารางวา
(ง) ถ้าเป็นที่ดินในเขตเทศบาลนคร หักลดหย่อนให้หนึ่งร้อยตารางวา
ที่ดินตาม (ก) (ข) (ค) และ (ง) ถ้ามีสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่า
ก็ไม่หักลดหย่อนให้สำหรับที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่านั้น
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันในที่ดินที่อยู่
ในท้องที่หลายจังหวัด ให้ได้รับลดหย่อนร่วมกันได้แต่จังหวัดเดียวตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้น
ในกรณีที่บุคคลคนเดียวมีที่ดินอยู่ในท้องที่หลายจังหวัดให้ได้รับลดหย่อนได้แต่
จังหวัดเดียว ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้น”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๐ (๕) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๕) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือวัดวาอาราม หรือ
สำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา หรือที่ศาลเจ้า โดยมิได้หา
ผลประโยชน์”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๑ (๒) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๒) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาล ให้มีสรรพากรจังหวัดหรือผู้แทนหนึ่ง นาย
อำเภอหนึ่ง กำนันหนึ่ง และผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรหนึ่ง รวมเป็นสี่คน”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๕ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๕๕ การตีราคาปานกลางของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้ใช้ได้ไม่เกินสี่ปี
ถ้าภายในสี่ปีนับแต่วันประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัด มีเหตุแสดงว่าราคาที่ดิน
ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการตีราคาใหม่ได้
ตามที่เป็นการสมควร หรือถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรให้มีการตีราคาเสียใหม่ก็ให้พึงทำได้
ทั้งนี้โดยอนุโลมปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๕๒ มาตรา ๑๕๓ และมาตรา ๑๕๔
ถ้ามีการตีราคาปานกลางใหม่ ให้การตีราคาใหม่นั้นมีผลใช้ได้ตั้งแต่ปีถัดไปนั้น
เป็นต้นไป”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๖ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๕๖ การยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ดี การสำรวจ
รังวัดพื้นที่ดินก็ดี การตรวจสอบและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่มาเสียเงินก็ดี ให้ปฏิบัติ
ตามระยะเวลาและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๖๓ ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแจ้งรายการ หรือไม่ยอมชี้เขต หรือไม่แจ้ง
จำนวนพื้นที่ดิน หรือจงใจชี้เขตหรือแจ้งจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานสำรวจหรือไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน
มาตรา ๑๕๖ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕ และให้ใช้บัญชีอัตราภาษี
บำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๑๔ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้
บังคับใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราช
บัญญัตินี้
มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยเงินได้พึงประเมินได้มี
การถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตรา
ภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสมตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยว
กับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหัก
ลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจัดเก็บ
บัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
หมายเหตุ
๑. ที่ดินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่
(ก) เศษของไร่ให้คิดเป็นอัตราภาษีลดลงตามส่วน
(ข) เศษของ ๑ ตารางวา ให้ปัดทิ้ง
๒. เมื่อคำนวณภาษีแล้ว เศษของ ๑๐ สตางค์ ให้ปัดทิ้ง
๓. เกณฑ์คำนวณตามชั้น ๔๗ (๒) ข้างบนนี้ เศษของ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าถึง ๕๐,๐๐๐
บาท ให้ถือเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ปัดทิ้ง
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+A