พระราชบัญญัติ
ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช ๒๔๘๑
------
ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑
เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง
การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม
จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม
ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้
เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต่อไป เว้นแต่บท
บัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่
วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป
มาตรา ๔ นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช ๒๔๖๘
(๒) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.๑๑๙
(๓) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช ๒๔๖๔
(๔) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.๑๑๙
(๕) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ
ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐
(๖) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๘๕
(๗) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช ๒๔๗๕
(๘) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช ๒๔๗๖
(๙) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง
ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว
และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช ๒๔๗๕
กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม
หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น
มาตรา ๕ บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ
และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา ๔ วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้
บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร
ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้
ยกเลิกตามความในมาตรา ๔ วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ
อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวล
รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้
เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ประมวลรัษฎากร
ลักษณะ ๑
ข้อความเบื้องต้น
------
มาตรา ๑ กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร”
มาตรา ๒ ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น
อย่างอื่น
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามประมวล
รัษฎากรนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีหัวหน้ากรมในกระทรวงการคลัง ซึ่ง
ควบคุมการเก็บรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ดังกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ข้าหลวงประจำจังหวัด” หมายความว่า ข้าหลวงประจำจังหวัด
ปกครองท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“อำเภอ” หมายความว่า กรมการอำเภอปกครองท้องที่
“นายอำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอหรือปลัดกิ่งประจำท้องที่
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ที่ว่าการอำเภอ” หมายความว่า ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
ประจำท้องที่
มาตรา ๓ บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวล
รัษฎากรนี้ ให้รัฐบาลมีอำนาจนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงตราพระราช
กฤษฎีกาลดอัตราเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ในบางท้องที่ได้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการ
ตามประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงแต่งตั้งเจ้าพนักงาน
กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งประมวล
รัษฎากรนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ลักษณะ ๒
ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร
หมวด ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
------
มาตรา ๕ ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่
และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๖ ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่
นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
มาตรา ๗ บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน
หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
มาตรา ๘ หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้
จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือ
จะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ
นิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้
ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะ
ส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงาน
ของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้
เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่า
เป็นอันได้รับแล้ว
มาตรา ๙ ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น
เงินตราสยามเพื่อปฏิบัติตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวง
การคลังประกาศเป็นคราว ๆ
มาตรา ๑๐ เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้
รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก
แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะได้โดย
ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๑๑ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้
นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้
ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ
รับเงินแล้ว
*[๑]
“มาตรา ๑๑ ทวิ ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่
เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย
ค่าธรรมเนียมฉบับละ ๕๐ สตางค์”
มาตรา ๑๒ ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนด
ชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง
เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาด
ทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึด
หรือสั่ง แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ
ได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด
วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ให้หักค่าธรรมเนียมกับ
ค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือ ให้คืน
ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน
มาตรา ๑๓ เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
หมวด ๒
วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน
------
มาตรา ๑๔ ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น
ภาษีอากรประเมิน
มาตรา ๑๕ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมิน
ทุกประเภท
มาตรา ๑๖ เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่ง
รัฐมนตรีแต่งตั้ง
ส่วน ๑
การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร
------
มาตรา ๑๗ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด
ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ
ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง
เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด
บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้
เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง
ปฏิบัติตาม
มาตรา ๑๘ รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ
และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย
ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
*[๒]
“ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง
จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน
ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง
ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี
ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง
จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
ยังคงดำเนินการตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได้”
มาตรา ๑๙ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายใน
เวลา ๓ ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า
ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่สมบูรณ์
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน
และออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี
หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่า ๕ วัน นับแต่วันส่งหมาย
มาตรา ๒๐ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙ และทราบข้อตามความ
แล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก่จำนวนเงินที่ประเมินไว้เดิม
และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ
อุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๒๑ ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของ
เจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๙ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒
และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้
เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่า มีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบ
การส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้
มาตรา ๒๒ ในการประเมินตามมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๑ ผู้ต้อง
เสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากร
ที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[๑]
“มาตรา ๒๓ ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
ผู้ทำการประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวนและ
ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้ที่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือ
พยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้อง
ให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๕ วัน นับแต่วันที่หมาย”
*[๑]
“มาตรา ๒๔ เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๒๓ และทราบข้อความแล้ว
อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร
และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ
อุทธรณ์การประเมินก็ได้”
*[๑]
“มาตรา ๒๕ ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมินตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม อำเภอหรือ
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์
การประเมิน
แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรค ๒
และ ๓ นั้น ถ้าภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้
เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการ
ส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้”
มาตรา ๒๖ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการ
ประเมินตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๕ ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิด
เสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[๑]
“มาตรา ๒๗ เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตาม
บทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ต้องเสีย
หรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้นๆ กำหนดไว้ ส่วนเงิน
ภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติใน
หมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นก็ต้องเสียภายในเวลา
๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่า
มานี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น
เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
ส่วน ๒
การอุทธรณ์
------
มาตรา ๒๘ การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(๑) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน
กำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
(๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อข้าหลวงประจำจังหวัดภายใน
กำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมิน
มาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔
(๓) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่
ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา ๓๐ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือข้าหลวงประจำ
จังหวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง
การประเมินตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๔
(๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๔ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่
วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
(๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๔ ให้ อุทธรณ์คำวินิจฉัย
ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่
วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา ๓๑ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่
กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๐
กรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๒๐ ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากร
ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
อุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงิน
ภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา ๓๒ เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรืออธิบดี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออก
หมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐาน
อย่างอื่นควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน
นับแต่วันส่งหมาย
มาตรา ๓๓ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน
ประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ตามมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบ
คำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
มาตรา ๓๔ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรืออธิบดี ให้แจ้งไปยังผู้อุทธรณ์เป็นหนังสือ
ส่วน ๓
บทกำหนดโทษ
------
มาตรา ๓๕ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๗ เว้นแต่จะแสดงว่าได้มี
เหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท
*[๑]
“มาตรา ๓๖ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง
ของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออก
ตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท”
มาตรา ๓๗ ผู้ใด
(๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ
ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อ
หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ
(๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือ
โดยวิธีการอื่นใดเช่นว่านี้ หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือจำคุก
ไม่เกิน ๖ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
หมวด ๓
ภาษีเงินได้
ส่วน ๑
ข้อความทั่วไป
------
มาตรา ๓๘ ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
มาตรา ๓๙ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสีย
ภาษีตามหมวดนี้
“เงินได้สุทธิ” หมายความว่า เงินได้พึงประเมินซึ่งหักจำนวนเงิน
ที่ยอมให้หักและลดหย่อนตามหมวดนี้ออกแล้ว
*[๒]
““ปีภาษี” หมายความว่า “ปีประดิทิน”“
“ภาษีปกติ” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราปกติและ
ส่วนแห่งอัตราปกติ
“ภาษีเสริม” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราเพิ่มเติม
“ภาษีเงินได้” หมายความว่า ภาษีปกติ หรือภาษีเสริม หรือทั้งสอง
อย่างรวมกัน
ส่วน ๒
การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
------
มาตรา ๔๐ เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้
(๑) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงิน
ค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดย
มิต้องเสียค่าเช่า หรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่นซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้แก่ลูกจ้าง
ของตนเป็นค่าจ้างแรงงาน
(๒) เบี้ยประชุม บำเหน็จกรรมการ เงินหรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่น
ที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานที่ทำ
(๓) เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้
มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล และเงินที่
ได้รับเป็นส่วนแบ่งหรือส่วนแจกของผลกำไรหรือดอกเบี้ย จากเงินทุนหรือ
ทรัพย์สินอันเป็นตรัสต์
(๔) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร จากเงินกู้ยืม หรือจากเงินฝาก หรือเงิน
ที่ได้รับตามประเภทที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕
(๕) เงินได้เนื่องในการให้เช่าทรัพย์สิน รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่น
ที่ให้กันแทนเงินเนื่องในการให้เช่านั้น
(๖) เงินได้จากวิชาชีพอิสสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ
วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราช
กฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
(๗) เงินได้จากการรับเหมาทำการโยธา เช่นการรับเหมาทำทาง
ชลประทาน ประปา ปลูกสร้างโรงเรือน และการก่อสร้างอย่างอื่น ๆ
(๘) เงินได้จากอาชีพอื่น ๆ เช่นการเกษตร การพาณิชย์ การขนส่ง
การหัตถกรรม การศิลปกรรม การช่างฝีมือ และการอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
เงินได้ประเภทที่ระบุไว้ข้างต้น ถ้าได้จากภายนอกสยาม จะเป็น
เงินได้พึงประเมินนำเข้ามาในสยาม
มาตรา ๔๑ ผู้อยู่ในสยามที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ใน
ปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้
ผู้ที่มิได้อยู่ในสยาม ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตามาตรา ๔๐ ที่ได้ใน
สยาม ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้
ผู้ใดอยู่ในสยามชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมด
ถึง ๖ เดือน ในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในสยามตามาตรานี้
มาตรา ๔๒ เงินได้ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ต้องรวมคำนวณ
เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) คือ
(๑) เบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริต
เป็นโสหุ้ยอันระบุเฉพาะ ซึ่งผู้รับตำแหน่งหน้าที่งานหรือลูกจ้างต้องจ่ายใน
การปฏิบัติการตามหน้าที่และจ่ายทั้งหมดในการนั้น และโดยจำเป็นแก่การนั้น
รวมทั้งเบี้ยทดแทนรายจ่ายหรือประโยชน์เพิ่มในลักษณะดังว่ามานี้ ซึ่งรัฐบาล
กำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
(๒) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างและจ่ายทั้งหมดโดย
จำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือ
ในการกลับถิ่นเดิม เมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว
(๓) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้
พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะ
ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส
ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียว เมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน
เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ
เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงาน
อันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น
ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน
มาตรา ๔๓ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ยอม
ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๒๐ สำหรับชดเชยค่าเช่าที่ดิน
เบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หัก
ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริงได้อีกด้วย
(๒) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็น
การเหมาร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยค่าบำรุงที่ดินและค่าเช่าที่ดิน และ
ยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริงได้อีกด้วย
(๓) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักดอกเบี้ย
จำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง
(๔) ถ้าเป็นทรัพย์สินที่อาจจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (๑) (๒) และ (๓) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย
เป็นการเหมาร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และ
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่
จ่ายจริงได้อีกด้วย
(๕) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ใน (๑) (๒)
(๓) และ (๔) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๕ สำหรับชดเชย
ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
*[๑]
“มาตรา ๔๔ เงินได้พึ่งประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของวิชาชีพอิสระนั้น ๆ
ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้”
มาตรา ๔๕ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๙๐ สำหรับชดเชยค่าวัตถุสิ่งของ ค่าแรงงาน
และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่กิจการรับเหมาทำการโยธา
มาตรา ๔๖ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ให้หักได้สำหรับการอาชีพ
หรือสาขาของการอาชีพใด เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพแห่งท้องที่ ทั้งนี้
ให้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ แห่งเงินได้พึงประเมินตามที่จะได้
กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น
มาตรา ๔๗ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักค่าภาระ
และค่าใช้จ่ายตามที่จะพึงหักได้แล้ว ให้ได้รับการลดหย่อนอีกดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ต้องเสียภาษีแต่ละคน ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
๖๐๐ บาท
(๒) ผู้ต้องเสียภาษีที่มีภริยาหรือสามี ลดหย่อนให้ผู้ต้องเสียภาษีนั้น
แต่ละคน เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภริยาหรือสามี แล้วแต่กรณี ๓๐๐ บาท
(๓) ผู้ต้องเสียภาษีที่บุตร ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่ คนละ ๒๐๐ บาท แต่ทั้งนี้
ลดหย่อนให้แก่บิดาหรือมารดาผู้ซึ่งปกครองบุตรนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว
หรือทั้งสองฝ่ายเท่า ๆ กันเท่าที่จะทำได้ เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันขอ
แบ่งส่วนการรับการลดหย่อน ก็ลดหย่อนให้ตามส่วนที่ตกลงกัน
การลดหย่อนใน (๒) และ (๓) ให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่าจะมีสามี
ภริยาหรือบุตรในเวลาใดระหว่างปี หรือสามีภริยาหรือบุตรในระหว่างปี
ก็ตาม
แต่มิให้ผู้ต้องเสียภาษีแต่ละคนได้รับการลดหย่อนตามที่ว่ามานี้เกิน
๒,๔๐๐ บาท
มาตรา ๔๘ เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักค่าภาระ ค่าใช้จ่าย และ
ลดหย่อน ออกตามความในมาตรา ๔๒ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือเท่าใด
เป็นเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในขั้นต่าง ๆ โดยอัตราดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนเงินได้สุทธิตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาทลงมา ให้เสีย ๑ ใน ๘
แห่งอัตราการภาษีปกตี
(๒) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๑,๒๐๐ บาทขึ้นไปถึง ๒,๔๐๐ บาท
ให้เสีย ๑ ใน ๔ แห่งอัตราภาษีปกติ สำหรับจำนวนเงินนั้น
(๓) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๒,๔๐๐ บาทขึ้นไปถึง ๓,๖๐๐ บาท
ให้เสีย ๑ ใน ๒ แห่งอัตราภาษีปกติ สำหรับจำนวนเงินนั้น
(๔) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๓,๖๐๐ บาท ขึ้นไปถึง ๖,๐๐๐ บาท
ให้เสีย ๕ ใน ๘ แห่งอัตราภาษีปกติ สำหรับจำนวนเงินนั้น
(๕) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๖,๐๐๐ บาทขึ้นไป ให้เสียในอัตรา
ภาษีปกติ สำหรับจำนวนเงินนั้น
(๖) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป ให้เสียภาษี
เสริมอีกตามอัตราภาษีเสริม สำหรับจำนวนเงินนั้น
อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตรา
ภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้
ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า
๑๐ สตางค์ เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ
มาตรา ๔๙ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ซึ่งได้มีการ
ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีเรือโรงร้านตึกแพนั้น ไม่ต้องเสีย
ภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษีเสริม เมื่อยอดเงินได้สุทธิทุกประเภทตามมาตรา ๔๐
ที่ได้รับทั้งสิ้นมีจำนวนรวมกันเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท
ในการคำนวณยอดเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเสริมตามความในวรรคก่อน
ให้คิดหักค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีเรือโรงร้านตึกแพที่ได้ชำระแล้ว
ออกเสียก่อน เมื่อจำนวนที่เหลือนั้นเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท จึงให้เสียภาษี
เสริม
*[๒]
“มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วนบริษัท สมาคมหรือคณะบุคคล
ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) และ (๔) เว้นแต่
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้
ในการหักภาษีที่กล่าวแล้ว ฉเพาะที่เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงิน
เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วหักค่าภาระ ค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนให้ตาม
ส่วนนี้ ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คำนวนภาษีตามอัตราภาษีเงินได้จากผลลัพธ์นั้น ได้
เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จ่าย เป็นเงิน
เท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓)
และ (๔) นั้น ให้หักตามอัตราภาษีเงินได้
เมื่อถึงคราวจะจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน
บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้ โดยเพิ่ม
หรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้อง
เสียตามยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
มาตรา ๕๑ เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน
ตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่อง เพื่อ
ตรวจสอบการหักภาษีที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความ
ต้องปฏิบัติตามภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ ถ้าไม่ปฏิบัติ
ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ให้ออกคำสั่งบังคับให้
ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความปฏิบัติตาม
มาตรา ๕๒ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมี
หน้าที่หักภาษีตามมาตรา ๕๐ ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน
๗ วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน
มาตรา ๕๓ ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานกระทรวงการคลังผู้จ่ายเงินได้ ที่จะตรวจสอบ
ให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักนั้น ได้คำนวณและจดมาในฎีกาเบิกแล้ว
และให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย
มาตรา ๕๔ ถ้ามิได้หักและนำเงินภาษีส่งตามจำนวนถูกต้อง ผู้จ่ายเงิน
ตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ ต้องรับผิดร่วมกันกับบุคคลผู้มีเงินได้ในการ
เสียภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา ๕๕ อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา ๕๐ และ
มาตรา ๕๓ มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก
เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
*[๑]
*[๒]
“มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่ศาล
สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึง
ประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เป็นจำนวนเกินกว่า ๖๐๐ บาท ให้ยื่นรายการ
เกี่ยวกับเงินได้พึ่งประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้ง
ข้อความอื่น ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี
ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้
รับเงินได้พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าว
แล้ว ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการ
เกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี
แต่งตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปีด้วย”
มาตรา ๕๗ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเป็น
จำนวนเกินกว่า ๖๐๐ บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น
คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทน
โดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาล ต้องปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๖
*[๒]
“มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
เป็นจำนวนเกินกว่า ๖๐๐ บาท ถึงแก่ความตามเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตาม
ความในมาตรา ๕๖ หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลได้
ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของ
ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน”
*[๒]
“มาตรา ๕๘ ภายในเดือนมกราคม ทุก ๆ ปี
(๑) ให้หัวหน้ากรมทุกกรมในราชการและหัวหน้าสาขาราชการตาม
ท้องที่ยืนรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดง
รายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)
(๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นผู้มี
หน้าที่หักภาษีเงินได้ตามมาตรา ๕๐ ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา ๔ (๑) (๒) และ (๔)”
มาตรา ๕๙ พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา ๕๒ ให้บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน
มาตรา ๖๐ เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน
ของผู้เสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒
และมาตรา ๕๓ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวน
เงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ
คำนวณภาษีในยอดเงินได้สุทธิ
มาตรา ๖๑ บุคคลทุกคนซึ่งมีนามในหนังสือสำคัญใด ๆ ว่าเป็น
เจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น ๆ ต้องรับผิดเสียภาษีใน
ยอดเงินได้ทั้งสิ้นจากทรัพย์สินนั้น โดยมิคำนึงว่าจะต้องโอนเงินได้แต่
ส่วนใดให้แก่บุคคลอื่นด้วยเหตุใด ๆ หรือไม่ ถ้าต้องโอนให้แก่บุคคลอื่น
ผู้มีนามเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้อง
โอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน
*[๒]
“มาตรา ๖๒ ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง
ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง
จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก
ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี
เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่
ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น”
มาตรา ๖๓ บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น
จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน
จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน ๓ ปี
นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป
มาตรา ๖๔ ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับ
ปีใด มีจำนวนเกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น ๒ งวด ๆ ละ
เท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๗
และงวดที่ ๒ ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน
*[๑]
“ถ้าเงินงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษี
กำหนดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น ๒ งวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ”
ส่วน ๓
การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
------
มาตรา ๖๕ เงินได้ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ คือ
*[๑]
“(๑) ดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยพันธบัตร หรือดอกเบี้ย
เงินกู้อันมีลักษณะเป็นเงินทุน”
(๒) เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่าย เงินโบนัสที่จ่าย
แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งเงินลดทุน ซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา หรือเงินรายได้ที่กันไว้
ของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล
(๓) ผลประโยชน์ที่ได้จากการยุบ บริษัท หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลไป
ควบเข้ากันกับบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นหรือการรับช่วงกัน หรือการเลิก
ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน
มาตรา ๖๖ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายสยาม
หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในสยาม ต้อง
เสียภาษีในจำนวนเงินได้ด้วยเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา ๖๗ บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ
ต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งสยาม ให้เทียบยอด
เงินได้ก่อนหักรายจ่ายที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้จากกิจการใน
สยาม กับยอดเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งหมด เมื่อเทียบเป็นส่วนเท่าใด
ให้คำนวณเงินได้ต้องเสียภาษีตามส่วนนั้น
แต่ในกรณีดังต่อไปนี้ เงินที่นำมาเทียบส่วนนั้น แทนที่จะใช้เงินได้
ก่อนหักรายจ่าย ให้ใช้เงินต่อไปนี้เทียบกันตามกรณี คือ
*[๑]
“(๑) ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นธนาคารรับฝากเงินหรือ
รับฝากและแลกเงิน ให้ใช้เทียบยอดเงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน และ
เงินฝากประจำในประเทศไทยกับยอดเงินฝากทั้งสิ้นในประเภทดังกล่าวแล้ว
ของธนาคารในวันเปิดบัญชีของระยะบัญชี ๑๒ เดือน ที่สิ้นสุดในครั้งหลังที่สุด
ก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี แต่อย่างน้อยจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต้อง
ไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ บาท
ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นธนาคารแลกเงินโดยเฉพาะ ให้ใช้
เทียบยอดเงินของกิจการแลกเงิน”
(๒) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการเครดิตฟองซิเอร์
ให้ใช้เทียบยอดเงินให้กู้โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และลงทุนหากำไร
ในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งค้างบัญชีในวันปิดบัญชีของระยะบัญชี ๑๒ เดือนที่สิ้นสุดลง
ในครั้งหลังที่สุดก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี
(๓) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการออมสิน ให้ใช้
เทียบยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในวันปิดบัญชีของระยะบัญชี
๑๒ เดือนที่สิ้นสุดลงในครั้งหลังที่สุดก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี
(๔) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย ให้
ใช้เทียบยอดเงินเบี้ยประกันภัยที่เก็บได้
*[๑]
*[๒]
“มาตรา ๖๘ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราภาษี
ปกติในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๙๐ วัน
นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชีและงบดุล ส่วนในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่
ให้เสียภาษีภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาบัญชี ๑๒ เดือน”
*[๑]
*[๒]
“มาตรา ๖๙ ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชีและ
งบดุลทุกปี หรือในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่ภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันสุดท้าย
ของระยะเวลาบัญชี ๑๒ เดือน ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการต่อ
เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้
ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๖๕ และยอดเงินต่าง ๆ ตามมาตรา ๖๗”
มาตรา ๗๐ พร้อมกับการชำระเงินภาษีตามความใน มาตรา ๖๘
ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด
แสดงรายการเกี่ยวกับจำนวนเงินภาษีและเงินได้ต้องเสียภาษี
มาตรา ๗๑ เมื่อได้รับคำสั่งอธิบดี ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล
ยื่นรายการต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงนามและ
สำนักที่อยู่ของผู้ถือหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือผู้ให้กู้ และจำนวนเงินปันผล
เงินโบนัส เงินดอกเบี้ย เงินส่วนแบ่งผลกำไร เงินที่จ่ายในการลดทุน
เพิ่มทุน หรือการยกเลิกซึ่งบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายหรือต้องจ่าย
มาตรา ๗๒ ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกจากกัน และมี
เงินภาษีต้องเสีย ให้ผู้ชำระบัญชีผู้จัดการและกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกัน
ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล
นั้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเลิกกัน ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามนี้
อาจต้องรับผิดเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย
เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี
ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว และมีเงิน
ภาษีต้องเสีย ให้ผู้ชำระบัญชี ผู้จัดการและกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกัน
ต้องชำระเงินภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ภายใน ๗ วัน นับแต่วันชำระ
บัญชีเสร็จ
มาตรา ๗๓ ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยุบไปควบเข้ากัน
กับบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น หรือรับช่วงกัน และมีภาษีต้องเสีย ให้
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบกันเข้ากันหรือรับช่วงนั้น เป็นผู้มี
หน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา ๗๔ บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพ
อิสระซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่บุคคล
ธรรมดาผู้รู้วิชานั้น บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องยื่นรายการแสดง
ข้อความเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ที่บริษัทหรือ
หุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับทั้งสิ้น แล้วให้เรียกเก็บภาษีจากบริษัทหรือหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้น โดยยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๔ โดยอนุโลม และ
คิดภาษีตามอัตราที่เก็บจากบุคคลธรรมดา
มาตรา ๗๕ รัฐบาลอาจนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงตรา
พระราชกฤษฎีกายอมให้หักค่าให้จ่ายสำหรับบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล
บางชนิด ทั้งนี้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ แห่งเงินได้ก่อนหัก
รายจ่ายของบริษัทหรือหุ้นส่วนบุคคลนั้น ตามที่จะได้กำหนดไว้ในพระราช
กฤษฎีกา
เมื่อได้พระราชกฤษฎีกาเช่นนั้นแล้ว และในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่า
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลได้มีเงินได้ในกิจการพอที่จะจัดปันตามที่กำหนด
ไว้ในมาตรา ๖๕ ได้ ก็ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะประเมินเงินได้สุทธิของบริษัท
หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น โดยหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกานั้น และ
ให้เก็บภาษีตามอัตราภาษีปกติในจำนวนเงินได้สุทธินั้น ในกรณีนี้ให้ชำระ
ภาษีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับทราบการประเมิน ถ้าไม่ชำระภายใน
กำหนด ให้นำมาตรา ๒๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๖ บุคคลใดจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหุ้นส่วนนิติบุคคล
ก็ตาม ที่จะประกอบในสยาม เป็นลูกจ้างหรือทำการแทน หรือมีการติดต่อ
ในกิจการที่ทำกับบริษัทหรือทำการแทน หรือมีการติดต่อในกิจการที่ทำกับ
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เป็นเหตุให้
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับเงินได้หรือผลกำไรในสยาม ให้ถือว่า
บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นได้ประกอบ
กิจการในสยาม และถ้าอธิบดีออกหนังสือแจ้งความไปยังบุคคลที่ประกอบ
กิจการในสยามแสดงให้ทราบว่าได้ถือเอาบุคคลนั้นเป็นตัวแทนของบริษัท
หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ให้บุคคลนั้นมี
หน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติในส่วนนี้
แต่บุคคลที่ประกอบกิจการในสยามดังกล่าวแล้ว ชอบที่จะเสนอ
ข้อเท็จจริงและหลักฐานต่ออธิบดี แสดงว่าตนไม่ควรต้องรับผิดดังกล่าว
ข้างต้นได้ เมื่ออธิบดีได้วินิจฉัยเห็นสมควรประการใด และได้สั่งการแล้ว
ให้เป็นอันยุติเด็ดขาดเพียงนั้น
บัญชีอัตราภาษีเงินได้
------
(๑) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ ๘
(๒) อัตราภาษีเสริมเป็นดังนี้
(ก) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน
๑๕,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔ แห่งจำนวนเงินไม่เกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท
(ข) จำนวนเงินได้สุทธิ เกินกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน
๒๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๖ แห่งจำนวนเงินที่เกินกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท
(ค) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน
๓๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๗ แห่งจำนวนเงินที่เกินกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท
(ง) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน
๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๙ แห่งจำนวนเงินที่เกินกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท
(จ) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน
กว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๒ แห่งจำนวนเงินที่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
(ฉ) จำนวนเงินได้สุทธิเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๕
แห่งจำนวนเงินที่เกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท
หมวด ๔
ภาษีโรงค้า
------
มาตรา ๗๗ ภาษีโรงค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
อำเภอเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๗๘ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ร้านค้า” หมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนิน
กิจการค้า ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งการค้านั้นไว้
ร้านค้าดังในวรรคก่อนนั้น หมายความรวมทั้งโรงเรือน ตึกหรือแพ
ตลอดจนที่ดินที่ใช้เกี่ยวเนื่องกับโรงเรือน ตึกหรือแพ นั้นในการประกอบหรือ
ดำเนินกิจการค้า
“โรงเรือนอุตสาหกรรม” หมายความว่า โรงสีที่ทำการโม่หรือ
ย่อยหินที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล
ทำให้เกิดกำลัง หรือแปลงวัตถุดิบให้เป็นรูปอื่น หรือแปลงวัตถุที่ได้แปลง
มาแล้วด้วยการฝีมือ หรือด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องกล ให้เปลี่ยนสภาพ
เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งอุตสาหกรรม
นั้นไว้
“โรงค้า” หมายความว่า ร้านค้าหรือโรงอุตสาหกรรม หรือ
ทั้งสองอย่างรวมกัน
“ค่ารายปี” หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งร้านค้าสมควรให้เช่าได้
ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าร้านค้าใดมีข้อตกลงเรียกเก็บค่าเช่าหรือเรียกเก็บเป็น
เงินกินเปล่า หรือเงินค่าประกันวินาศภัย หรือเรียกเก็บเป็นเงินอย่างอื่น
เนื่องในการได้ใช้ร้านค้า ก็ให้ถือเอาจำนวนเงินที่เรียกเก็บนั้นเป็นเกณฑ์
อย่างหนึ่งในการประเมินเงินที่สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ
*[๒]
““ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน”
“ป้าย” หมายความว่า ป้ายชื่อยี่ห้อหรือเครื่องหมายของโรงค้า
ซึ่งแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมายอย่างอื่น โดยการเขียน แกะ สลัก
จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ
แผ่นไม้ แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น ซึ่งแสดงไว้ที่โรงค้า
หรือบริเวณใกล้เคียงกับโรงค้า
มาตรา ๗๙ ภาษีโรงค้าให้คิดจาก
(๑) ป้ายตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๑ ท้ายหมวดนี้
(๒) (ก) ถ้าเป็นร้านค้า ให้คิดจากค่ารายปีตามอัตราที่ระบุไว้
ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ ท้ายหมวดนี้
(ข) ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ให้คิดจากกำลังที่เครื่องจักร
อาจทำการได้และจำนวนลูกจ้าง ตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดฉบับที่ ๓ ท้าย
หมวดนี้
มาตรา ๘๐ บุคคลธรรมดา บริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบ
กิจการในโรงค้าในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ ในปีภาษีที่ประกอบ
กิจการนั้น
มาตรา ๘๑ ภายในเดือนพฤษภาคมทุก ๆ ปี ให้ผู้ต้องเสียภาษียื่น
รายการข้อความเพื่อการเสียภาษีตามมาตรา ๗๙ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ
มาตรา ๘๒ ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายใน ๑๕ วันนับแต่
วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
มาตรา ๘๓ ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้สำหรับปีใดมีจำนวน
เกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียจะชำระเป็น ๒ งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้
แต่เงินงวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๘๒ และงวดที่ ๒
ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
*[๑]
“ถ้าเงินงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสีย
ภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น ๒ งวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ”
มาตรา ๘๔ เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าค่ารายปีซึ่งอำเภอ
ประเมินเงินภาษีนั้นผิดจากเกณฑ์แห่งการค้าคำนวณค่ารายปี ดังที่ได้บัญญัติไว้
ในหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินภาษีใหม่ได้ภายใน
เวลา ๒ ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดเสียภาษี
ถ้าในการประเมินใหม่นั้นปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้
สั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี
ถ้าการประเมินใหม่ปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้
เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี
และต้องเหตุที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกนั้นด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙
มาตรา ๒๐ และ มาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีดังกล่าวไว้ ในวรรค ๓ ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระจำนวนเงิน
ภาษีที่ต้องเสียเพิ่มภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน
*[๒]
“มาตรา ๘๕ ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการที่จะต้องเสียภาษีตาม
มาตรา ๗๙ (๒) ในระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน
ในปีภาษีปีใด ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันเริ่ม
ประกอบกิจการนั้น และต้องเสียภาษีกึ่งอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตรา
ฉบับที่ ๒ และที่ ๓ ท้ายหมวดนี้
ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นในระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม
ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคมในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเสียภาษีในปีนั้น”
ผู้ใดประกอบกิจการในร้านค้าที่เข้าลักษณะยกเว้นภาษีตามพิกัดอัตรา
ฉบับที่ ๒ ท้ายหมวดนี้มาก่อน แต่ในระหว่างปีภาษีปีใดได้เปลี่ยนแปลง
หรือขยายร้านค้า ทำให้กลับเข้าลักษณะต้องเสียภาษี ให้ถือว่าผู้นั้น
เป็นผู้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่หลุดพ้นจากลักษณะยกเว้นภาษี
มาตรา ๘๖ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือไต่สวน ให้อำเภอ
หรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะเข้าไปในสถานที่ของผู้ใดต่อหน้าผู้นั้น
หรือผู้แทนในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้
อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินจะเรียกผู้ชำนาญการพิเศษไปเป็นผู้ช่วย
ก็ได้ ผู้ถูกตรวจสอบหรือไต่สวนหรือผู้แทนจะต้องให้ความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๘๗ การเสียภาษีสำหรับป้ายตามมาตรา ๗๙ (๑) นั้น
ถ้าผู้ใดมีป้ายขึ้นระหว่างปีก็ดี เปลี่ยนหรือแก้วไขป้ายใหม่ทำให้ภาษีที่ต้อง
เสียสำหรับป้ายที่เปลี่ยนหรือแก้ไขใหม่นั้นมีจำนวนสูงกว่าภาษีที่ต้องเสีย
สำหรับป้ายเดิมก็ดี ให้ผู้นั้นมาแจ้งและยื่นรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับ
ป้ายนั้นต่ออำเภอ และเสียภาษีภายใน ๑๕ วัน
มาตรา ๘๘ ใบเสร็จค่าภาษีโรงค้านั้นต้องแสดงไว้โดยเปิดเผย
ในโรงค้า
มาตรา ๘๙ วิธีคิดกำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด
ใน ๒๔ ชั่วโมงก็ดี กำลังสูงสุดของเครื่องจักรคิดเป็นแรงม้าก็ดี ซึ่งเป็น
หลักเกณฑ์การประเมินตามพิกัดอัตราฉบับที่ ๓ ท้ายหมวดนี้ ให้กำหนดขึ้น
โดยกฎกระทรวง
มาตรา ๙๐ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๘๖ ผู้นั้นมีความผิดระวาง
โทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
มาตรา ๙๑ ผู้ใดไม่แจ้งต่ออำเภอ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๘๗
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
มาตรา ๙๒ ผู้ใดเสียภาษีสำหรับโรงค้าแล้วไม่เอาใบเสร็จแสดงไว้
โดยเปิดเผยในโรงค้าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๘ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง
โทษปรับไม่เกิน ๕๐ บาท
พิกัดอัตราฉบับที่ ๑
ป้าย
------
๑. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้นให้คิดตามพื้นที่ของป้าย ดังต่อไปนี้
(ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซ็นติเมตร
หรือเศษต่อ ๑ บาท
(ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือเครื่องหมายอื่น
พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซ็นติเมตรหรือเศษต่อ ๒๕ สตางค์ แต่ถ้าในป้ายนั้น
พื้นที่สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น
ให้คิดตามอัตรา (ก)
(ค) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซ็นติเมตร
หรือเศษต่อ ๑๐ สตางค์
๒. ป้ายทุกป้ายต้องเสียอย่างน้อยป้ายละ ๑ บาท
๓. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้
(ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุด
คูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตต์ป้ายเป็นตารางเซ็นติเมตร
(ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุด
เท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษรหรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้าย
เพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซ็นติเมตรและถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร
หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซ็นติเมตร แล้ว
คูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซ็นติเมตร
พิกัดอัตราฉบับที่ ๒
ร้านค้า
------
๑. ภาษีที่เรียกเก็บนั้น ให้ใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วของร้านค้า
เป็นหลักเกณฑ์การประเมิน แต่ในกรณีที่เป็นร้านค้าสร้างขึ้นใหม่ ใช้เป็น
ครั้งแรกในปีภาษีใดก็ดี หรือเป็นร้านค้าที่มิได้สร้างใหม่ แต่ไม่ทราบค่า
รายปีในปีที่ล่วงมาแล้วและไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ดี ให้ใช้ค้ารายปีใน
ปีภาษีนั้นเองเป็นหลักเกณฑ์การประเมิน
๒. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตรา ดังต่อไปนี้
(ก) ร้านค้าที่ผู้ต้องเสียภาษีไม่ได้อาศัยอยู่ ร้อยละ ๘ แห่ง
ค่ารายปี
(ข) ร้านค้าเฉพาะร้าน ที่ผู้ต้องเสียภาษีอาศัยอยู่ร้อยละ ๖
แห่งค่ารายปี
(ค) ร้านค้าที่มีค้ารายปีไม่ถึง ๑๒๐ บาท ให้ยกเว้นภาษีสำหรับ
ส่วนร้านค้า แต่ทั้งนี้มิให้เป็นการยกเว้นในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการใช้ร้านค้า
หลายร้าน และค่ารายปีแห่งร้านค้าเหล่านี้ รวมกันมีจำนวนตั้งแต่ ๑๒๐ บาท
ขึ้นไป
พิกัดอัตราฉบับที่ ๓
โรงอุตสาหกรรม
------
๑. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตรา ดังต่อไปนี้
(ก) โรงสี
(๑) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด
ใน ๒๔ ชั่วโมงในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดเป็นเกวียน ๆ ละ ๒ บาทต่อไป
(๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายเดือนคนละ ๑ บาทต่อปี
(ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรม
อย่างอื่น
(๑) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดเป็น
แรงม้า แรงม้าละ ๒ บาทต่อปี
(๒) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายเดือนคนละ ๑ บาทต่อปี
(๓) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (๑) หรือ (๒) เพียงอย่างเดียว
แล้วแต่กรณี
*[๒]
“๒. ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรม ระหว่าง
วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ใช้หลักเกณฑ์การ
ประเมินดังต่อไปนี้”
(ก) โรงสี
(๑) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน
๒๔ ชั่วโมงในเดือนแรกที่ทำการคิดเป็นเกวียน
(๒) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายวัน
(ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรม
อย่างอื่น
(๑) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในเดือนแรกที่ทำการ คิด
เป็นแรงม้า
(๒) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายวัน
(๓) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่
อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (๑) หรือ (๒) เพียงอย่างเดียว
แล้วแต่กรณี
๓. ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรมขายเฉพาะแต่ผลที่
ผลิตในการอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าจะขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นเองหรือที่ร้านค้า
ซึ่งมีไว้สำหรับการขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นก็ตาม ภาษีโรงค้าที่ต้องเสียตาม
มาตรา ๗๙ (๒) นั้น คงให้เสียแต่เฉพาะแต่สำหรับส่วนโรงอุตสาหกรรม
หมวด ๕
ภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย
------
มาตรา ๙๓ ภาษีในหมวดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๙๔ ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ปีภาษี” หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึง วันที ๓๑ ธันวาคม
“ธนาคาร” หมายความว่า บุคคลที่กระทำการค้าอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(๑) เปิดเครดิตโดยรับฝาก หรือเก็บเงินจากผู้อื่นอันผู้รับเครดิตอาจ
จ่ายหรือส่งไปที่อื่น โดยวิธีใช้ดร๊าฟ เช็ค หรือคำสั่ง
(๒) ทำการแลกเงิน คือ ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงินหรือส่งเงินไป
ต่างประเทศเองโดยโทรเลขหรือจดหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง
มาตรา ๙๕ ธนาคารประกอบกิจการในสยามต้องเสียภาษีในกิจการ
แลกเงินในสยามในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ตามอัตราต่อไปนี้
ถ้ากิจการแลกเงินของธนาคารในปีภาษีปีใด มีจำนวนเงิน
(ก) เกินกว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียภาษี ๕,๐๐๐ บาท
(ข) เกินกว่า ๖,๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท
เสียภาษี ๔,๐๐๐ บาท
(ค) เกินกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกินกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท
เสียภาษี ๒,๐๐๐ บาท
(ง) เกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท
เสียภาษี ๒,๐๐๐ บาท
(จ) ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียภาษี ๑,๐๐๐ บาท
มาตรา ๙๖ เครดิตฟองซิเอร์ต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ ๑/๔๘
แห่งหนึ่งในร้อยของจำนวนเงินที่ให้กู้ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และ
จำนวนเงินที่ลงไปเพื่อหากำไรในอสังหาริมทรัพย์ในสยามในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
จำนวนเงินที่ว่านี้คือยอดเงินที่ค้างบัญชีในวันสุดท้ายของเดือนแต่การชำระ
ภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง
มาตรา ๙๗ กิจการออมสินต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ ๑/๓๖
แห่งหนึ่งในร้อยของยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในสยามใน
วันสุดท้ายของเดือนในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว แต่การชำระภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง
คลังออมสินและสหกรณ์ซึ่งมิได้หากำไรนั้นยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
มาตรา ๙๘ กิจการประกันภัยอย่างใด ๆ ในสยามต้องเสียภาษีใน
อัตราร้อยละ ๑ แห่งจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยที่เก็บได้ในระหว่างปีที่ล่วง
มาแล้ว ไม่ว่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะส่งเป็นเงิน เครดิต หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้
แทนเงิน แต่เบี้ยประกันภัยที่คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ภายใน ๖ เดือน
นับแต่วันส่งเพราะเหตุไม่รับประกันภัยก็ดี คืนไปโดยเหตุอื่นก็ดี มิให้นับเข้า
ในจำนวนเงินอันต้องเสียภาษี และถ้าผู้กระทำกิจการประกันภัยใดเสียเงิน
ภาษีแล้วนำประกันภัยซึ่งรับไว้ไปให้ผู้อื่นประกันต่อ ๆ ไป ผู้ประกันภัยนั้น
ไม่ต้องเสียภาษี
มาตรา ๙๙ บุคคลธรรมดา บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ประกอบ
กิจการธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ กิจการออมสิน หรือกิจการประกันภัย
ในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้
มาตรา ๑๐๐ ภายในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ทุกปี ให้ผู้ต้องเสียภาษี
ตามหมวดนี้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินต่าง ๆ
ต่อเจ้าพนักงานประเมิน
มาตรา ๑๐๑ เมื่อได้รับแบบแสดงรายการแล้ว ให้เจ้าพนักงาน
ประเมินประเมินจำนวนเงินภาษี แล้วแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบ
มาตรา ๑๐๒ การตรวจสอบหรือการไต่สวนเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมวด ๖
อากรแสตมป์
------
มาตรา ๑๐๓ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
“กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้
เขียนตราสาร
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ
ซึ่งกำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง
“กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อ
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“ปิดแสตมป์” หมายความว่า การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ
มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ
*[๒]
““ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก
โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์
หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ
สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ
ตราสารนั้น
“ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ในกรณีแสตมป์ปิดทับ หมายความว่า
ได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคา
ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน
หมายความว่าได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาแสตมป์
ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่
ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว”
“ใบรับ” หมายความว่า
(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ
ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ
(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ
เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว
บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่
ไม่สำคัญ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
*[๑]
““นายตรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”
ส่วน ๑
การเสียอากร
------
มาตรา ๑๐๔ ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์
บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
*[๑]
“มาตรา ๑๐๕ ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ
ผู้รับชำระราคา ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระ
ราคาทุกคราว จะได้มีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
(๑) การให้เช่าซื้อทรัพย์สินทุกชนิด ซึ่งมีราคาเช่าซื้อเกิน ๕ บาท
(๒) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน ๕ บาท จาก
โรงค้า ถ้าโรงค้านั้นต้องเสียภาษีโรงค้าตามมาตรา ๗๙ (๒)
(๓) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน ๑๐๐ บาท
(๔) การรับเงินเนื่องในการโพยก๊วนทุกรายไม่จำกัดว่าเป็นจำนวน
เงินเท่าใด
ถ้าการเช่าซื้อหรือการขายที่กล่าวข้างต้นมีเงื่อนไข ให้ชำระราคา
ภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวที่ได้รับชำระราคา
มาตรานี้ ไม่ใช้บังคับในกรณีขายสินค้าซึ่งทำในราชอาณาจักรส่งออก
ไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักร”
มาตรา ๑๐๖ ใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ที่ต้องออกให้เมื่อถูก
เรียกร้องนั้น เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้
มาตรา ๑๐๗ เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา ๑๑๑ ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น
อย่างอื่นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย
หมวดนี้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี
แทนก็ได้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ
ขีดฆ่าได้ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอกประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
มาตรา ๑๐๘ ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชี
ท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่นเช่าและกู้ยืมรวมกันไว้
หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ
เป็นฉบับเดียวกัน เช่นขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่
อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ
หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า
ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด
มาตรา ๑๐๙ สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือ
โต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น
ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์
แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
มาตรา ๑๑๐ คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์
สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ
ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ
นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ
และขีดฆ่าแล้ว
มาตรา ๑๑๑ ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้
เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า
ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่ง
แห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่น
ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรองสลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง
ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค ๑ ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ
มาตรา ๑๑๒ ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ
ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้
ส่วน ๒
เบ็ดเตล็ด
------
มาตรา ๑๑๓ ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่
เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว
ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
๑. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น
ในสยาม เมื่อผู้ขอเสียอากร ได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อ
เสียอากรภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้
เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ เว้นแต่เป็นตราสารที่เสียอากร
เพียง ๕ สตางค์หรือต่ำกว่าหรือเป็นตั๋วแลกเงินตั๋วสัญญาใช้เงินเช็ค หรือ
ใบรับเงิน
๒. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ
เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย
(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด ๙๐ วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๒ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๔ บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๕ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๑๐ บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
มาตรา ๑๑๔ ถ้าการตรวจสอบตรามาตรา ๑๒๓ ได้ความจริงว่า
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลายังไม่พ้น ๙๐ วัน นับแต่วันต้อง
ปิดแสตมป์บริบูรณ์พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น
๓ เท่าจำนวน อากร หรือเป็นเงิน ๑๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
ถ้าพ้น ๙๐ วัน นับแต่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ไปแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่มี
อำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๖ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน
๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
มาตรา ๑๑๕ เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา ๑๑๓
และมาตรา ๑๑๔ นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่
เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บ
จากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น
มาตรา ๑๑๖ วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน
มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อเจ้าพนักงาน
เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สลักหลังตราสาร
แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งนามและตำบลที่อยู่
ของผู้เสียเงิน แล้วลงนามพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ
มาตรา ๑๑๗ ตราสารที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่ม
อากรตามความในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นั้น ให้ถือว่าเป็นตราสาร
ที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บ ก็ให้ถือว่าเป็นค่าอากร
มาตรา ๑๑๘ ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่
ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า
จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และ
ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓
และมาตรา ๑๑๔
มาตรา ๑๑๙ ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม
หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี
ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้
เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย
ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้
ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔
มาตรา ๑๒๐ ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี
หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป
จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
มาตรา ๑๒๑ ถ้าฝ่ายที่จะต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลสยามหรือ
เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หรือบุคคลผู้กระทำในนาม
ของรัฐบาล อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย
มาตรา ๑๒๒ ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า
๒ บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง
เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน
ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น
ต้องยื่นภายในเวลา ๖ เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง
ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควร
ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง
*[๑]
“มาตรา ๑๒๓ เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ
มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการค้าหรือสำนักงานใด ๆ ในเวลากลางวัน
ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และทำการตรวจสอบตราสารว่า
ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วหรือไม่ กับมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสีย
อากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และพยานหลักฐาน
อื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้”
ส่วน ๓
บทลงโทษ
------
มาตรา ๑๒๔ ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากรหรือขีดฆ่าแสตมป์เพิกเฉยหรือ
ปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
*[๑]
“มาตรา ๑๒๕ ผู้ใดออกใบรับไม่เกิน ๕ บาท สำหรับมูลค่าเกิน
๕ บาท หรือแบ่งหรือแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร
ก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม
บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท”
มาตรา ๑๒๖ ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ผู้นั้น
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[๒]
“มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดไม่ออกใบรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๕ ก็ดี
เมื่อถูกเรียกร้องให้ออกใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ปฏิเสธหรือเพิกเฉย
เสียไม่ออกใบรับให้เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๖ ก็ดี ออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์
ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
หนึ่งร้อยบาท”
*[๑]
“ถ้าความผิดตามความในวรรคก่อน ปรากฏขึ้นด้วยการกล่าวหา
แจ้งความของบุคคลที่มิใช่เจ้าพนักงานของรัฐบาลทำการในหน้าที่ นอกจาก
เงินค่าปรับแล้ว ให้ผู้มีความผิดเสียเงินเป็นค่าสิบบนจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าว
อีกด้วย เป็นจำนวนเงินไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินค่าปรับ แต่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า
๓ บาท”
*[๑]
“มาตรา ๑๒๘ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ
ไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ซึ่งออกตามมาตรา ๑๒๓
หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
๕๐๐ บาท”
มาตรา ๑๒๙ ผู้ใด ทำการค้าหรือขายแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มี
กฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้ว ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราอากรแสตมป์
*[๑]
“ยกเลิกความในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ข้อ ๒ ข้อ ๕
ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๑๑ ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๘ ข้อ ๒๙”
*[๑]
“บัญชีแก้ไขอัตราอากรแสตมป์
------
“
*[๒]
“ข้อ ๒๙
ฉ. แบบ ป.ค. ๔๓ เรื่องขอทำการเพาะปลูกในเขตเกาะ
หรือตอนในแม่น้ำโขงของกระทรวงมหาดไทย
ช. แบบ ป.๒ เรื่องแจ้งความสำรวจเด็กของกระทรวงธรรมการ
ซ. แบบ ป.๕ เรื่องส่งเด็กเข้าเรียนของกระทรวงธรรมการ
ฌ. แบบพิมพ์ของกองประมวลสถิติ
ญ. แบบ ร.ว. ๒๒ เรื่องชี้เขตที่ดินของกรมที่ดินและโลหกิจ”
หมวด ๗
อากรมหรสพ
------
มาตรา ๑๓๐ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“มหรสพ” หมายความว่า การแสดง การเล่น หรือ การกีฬา
การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู
“ผู้ดู” หมายความว่า บุคคลที่ดู
“ค่าดู” หมายความว่า เงินที่ผู้ดูต้องจ่ายเป็นค่าตั๋ว
“ตั๋ว” หมายความว่า บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดย
กฎกระทรวง
“แสตมป์ดุน” หมายความว่า แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาล
ทำและมีกำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง
“ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดย
ขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม
“เจ้าของ” หมายความว่า ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนิน
การมหรสพ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา ๑๓๑ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นต้นไป
ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋ว
ที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
มาตรา ๑๓๒ การเสียอากร ให้เสียโดยใช้แสตมป์ปิดตั๋ว และขีดฆ่า
หรือโดยใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน และให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู
ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้แก่ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋ว
ทุกฉบับ
ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวน
เงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น
มาตรา ๑๓๓ ให้เจ้าของเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียอากรและให้มีหน้าที่
ขีดฆ่า หรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป
แต่ตั๋วไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรและ
ขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋ว
มาตรา ๑๓๔ มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ
แห่งบทบัญญัติในหมวดนี้
*[๑]
“(๑) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ และ
โดยไม่หักรายจ่ายจากเงินที่เก็บได้ ซึ่งได้เป็นไปตามลักษณะที่รัฐมนตรีกำหนด
ระเบียบการไว้”
(๒) มหรสพในงานที่วัดขึ้นภายในเขตวัดเป็นเทศกาลประจำปี
(๓) มหรสพซึ่งเก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน ๕ สตางค์
(๔) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๓๕ นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้
เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู เว้นแต่
(๑) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดง ว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว หรือ
(๒) มีตั๋วมีแสตมป์แสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้วหรือ
(๓) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าเข้าตามระเบียบการของเจ้าของ
แต่เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน ๗ ขวบ และสูงไม่เกิน ๑ เมตร
(๔) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ ผู้นั้นไม่ต้อง
เสียค่าดู
มาตรา ๑๓๖ ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมี
อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(๑) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ
(๒) กำหนดวันเข้าดู
(๓) ราคาตั๋ว
(๔) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)
ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียว ให้ระบุ
จำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋วถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละ
หลายครั้งให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดู แทนกำหนดวันเข้าดูและ
ราคาตั๋ว
มาตรา ๑๓๗ ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจาก
ผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร
มาตรา ๑๓๘ ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๓๗ ฉีกตั๋ว
ในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาด
เป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้
ไม่น้อยกว่า ๓ วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง
มาตรา ๑๓๙ ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่
อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้
มาตรา ๑๔๐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ
ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้
นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่สำหรับมหรสพเพื่อตรวจตรา
รักษาความสงบเรียบร้อยได้
มาตรา ๑๔๑ ให้อธิบดี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติ
เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการ
ตามนั้น
มาตรา ๑๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๓๓ หรือ มาตรา ๑๓๕
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินรายละ ๕๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน
๖ เดือน
มาตรา ๑๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนบัญญัติมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘
มาตรา ๑๓๙ หรือมาตรา ๑๔๑ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
๑๐๐ บาท
บัญชีอัตราอากรมหรสพ
------
๑. ตั๋วราคาสูงกว่า ๕ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๑๐ สตางค์ เก็บอากร
๒ สตางค์
๒. ตั๋วราคาสูงกว่า ๑๐ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๑๕ สตางค์ เก็บอากร
๒ สตางค์
๓. ตั๋วราคาสูงกว่า ๑๕ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๒๐ สตางค์ เก็บอากร
๔ สตางค์
๔. ตั๋วราคาสูงกว่า ๒๐ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๒๐ สตางค์ เก็บอากร
๕ สตางค์
๕. ตั๋วราคาสูงกว่า ๒๕ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๓๕ สตางค์ เก็บอากร
๖ สตางค์
๖. ตั๋วราคาสูงกว่า ๓๕ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๕๐ สตางค์ เก็บอากร
๘ สตางค์
๗. ตั๋วราคาสูงกว่า ๕๐ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๗๕ สตางค์ เก็บอากร
๑๐ สตางค์
๘. ตั๋วราคาสูงกว่า ๗๕ สตางค์ แต่ไม่เกิน ๑๐๐ สตางค์ เก็บอากร
๑๕ สตางค์
๙. ตั๋วราคาตั้งแต่ ๑๐๐ สตางค์ขึ้นไปเก็บอากร ๕ สตางค์
ทุก ๒๕ สตางค์ หรือเศษของ ๒๕ สตางค์
๑๐. ตั๋วไม่เสียค่าดู เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้ง และ
รายบุคคลที่เข้าดู
ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
-----------------
บัตรที่ทางราชการออกให้เข้าดูไม่ต้องเสียค่าดู
---------------------------------
ลักษณะ ๓
เงินช่วยบำรุงท้องที่
------
มาตรา ๑๔๔ ให้เรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่สำหรับบำรุงความ
ผาสุกของราษฎรในท้องที่ เงินนี้ให้เรียกว่า “เงินช่วยบำรุงท้องที่”
มาตรา ๑๔๕ การเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน
ลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๑๔๖ ในลักษณะนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ที่ดิน” ให้กินความถึงน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ
“เจ้าหนักงานสำรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี
แต่งตั้ง
มาตรา ๑๔๗ เงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น เมื่อเก็บมาได้เท่าใด ให้จ่าย
บำรุงท้องที่ตามเกณฑ์ดังนี้
(๑) บำรุงท้องที่ภายในเขตตำบลร้อยละ ๖๐
(๒) บำรุงท้องที่ภายในเขตอำเภอร้อยละ ๒๐
(๓) บำรุงท้องที่ภายในเขตจังหวัดร้อยละ ๒๐
(๔) ถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้เก็บในเขตเทศบาล ก็ให้บำรุงท้องที่
ภายในตำบลในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ ๕๐ และ บำรุงท้องที่โดยทั่วไป
ภายในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ ๕๐
มาตรา ๑๔๘ การใช้จ่ายเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้ให้เป็นไปตามที่
รัฐมนตรีจะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๔๙ บุคคลใดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ใน
ที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใด บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียเงินช่วย
บำรุงท้องที่ปีละ ๑ ครั้ง สำหรับที่ดินแปลงนั้น ตามประเภทชั้นและอัตรา
ในบัญชีท้ายลักษณะนี้
มาตรา ๑๕๐ ส่วนของที่ดินซึ่งจะต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น
คือส่วนซึ่งเหลือจากที่จัดเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินบำรุงท้องที่
ซึ่งยอมให้หักออกได้ดังนี้
ก. ถ้าที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง
ท้องที่ที่นั้นเอง ให้หักออกได้ ๔๐๐ ตารางเมตร
ข. ถ้าผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่มีภริยาหรือสามีอยู่ร่วม
ด้วย ให้หักเพิ่มอีก ๔๐๐ ตารางเมตร
ค. ถ้ามีบุตรอยู่ร่วมด้วย ให้หักเพิ่มอีก ๒๐๐ ตารางเมตรต่อ ๑ คน
ง. เฉพาะที่นอกเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนครให้หักเพิ่มสำหรับ
*[๑]
“การพิจารณาหักพื้นที่ดินออกดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่บุคคลคนเดียว
มีที่ดินหลายแปลง ให้หักให้เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยนานที่สุดใน
ปีสำรวจปีหนึ่ง ๆ แต่แปลงเดียว
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรือครอบครองร่วมกัน
ในที่ดินแปลงเดียวกัน การที่จะหักให้สำหรับตัวผู้เสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
และภริยาหรือสามีที่อยู่ร่วมกันนั้นให้หักโดยส่วนเฉลี่ย แต่มิให้เกินอัตราที่
กำหนดไว้เว้นแต่บุตรที่อยู่ร่วมด้วยให้หักให้ทุกคน ๆ ละ ๒๐๐ ตารางเมตร
ถ้าเหตุสำหรับการหักพื้นที่เกิดขึ้นภายหลังวันสำรวจปีใด ก็ไม่ต้อง
หักให้สำหรับปีนั้น
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันใน
ที่ดินหลายแปลงให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อน ๆ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[๑]
“มาตรา ๑๕๑ ที่ดินซึ่งมีราคาปานกลางสูงกว่าไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท
ให้ถือว่าไม่ใช่ที่ดินสำหรับอยู่อาศัย และไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๑๕๐”
มาตรา ๑๕๒ ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกันกับโรงเรือนซึ่งต้องเสียภาษี
โรงเรือนและที่ดินหรือภาษีโรงร้าน ตึก แพ นั้น ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๕๓ ที่ดินดังต่อไปนี้ ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
(๑) พระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
(๒) สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินของรัฐบาลซึ่งใช้ในกิจการ
ของรัฐบาลหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
(๓) ที่ดินของเทศบาล ซึ่งใช้ในกิจการของเทศบาลหรือสาธารณะ
โดยมิได้หาผลประโยชน์
(๔) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษาสาธารณะ
หรือการกุศลสาธารณะ
(๕) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจ ศาสนาโดยศาสนาหนึ่ง หรือ
พระอาราม หรือสำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาดหลวง สถานพัก
สอนสาสนา หรือที่ศาลเจ้า
(๖) สุสาน และฌาปนสถาน
(๗) ที่ดินทำทางรถไฟ การประปา หรือการไฟฟ้า
(๘) ที่ดินซึ่งรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงยกเว้น
มาตรา ๑๕๔ ให้คณะกรรมการจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณาตีราคา
ปานกลางของที่ดินในตำบลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลในท้องที่นั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ดินในเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ ๑ ผู้ทรงวุฒิ ๑ และ
เทศมนตรีหรือผู้แทน ๑
(๒) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ ๑ ผู้ทรงวุฒิ ๑
และกำนัน ๑
ถ้าราคาที่ดินในเขตนั้นแตกต่างกันมาก ก็ให้กำหนดเขตเป็นหน่วย ๆ
ภายในตำบลนั้นเพื่อประโยชน์แก่การตีราคาปานกลางให้เที่ยงธรรม
มาตรา ๑๕๕ การตีราคาปานกลางนั้นมิให้คำนวณ ราคาโรงเรือน
สิ่งปลูกสร้างหรือเพาะปลูกเข้าด้วย
มาตรา ๑๕๖ เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้วให้เสนอการ
ตีราคานั้นต่อคณะกรมการจังหวัดพิจารณา และให้คณะกรมการจังหวัดนำเข้า
ปรึกษาสภาจังหวัด เมื่อสภาจังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว
ก็ให้คณะกรมการจังหวัดประกาศประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลาง
จังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และตำบลนั้น ๆ
*[๓]
“ในกรณีที่ไม่มีสภาจังหวัด เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้ว
ให้เสนอการตีราคานั้นต่อคณะกรรมการจังหวัดพิจารณา เมื่อคณะกรรมการ
จังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว ก็ให้คณะกรรมการจังหวัดประกาศ
ประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และ
ตำบลนั้น ๆ”
มาตรา ๑๕๗ การกำหนดชั้นของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้ใช้ได้ไม่เกิน
๕ ปี
ภายในเวลา ๕ ปีนับแต่วันประกาศ เมื่อมีเหตุแสดงว่าราคาที่ดิน
ที่ได้ตีราคาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิ
ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้คณะกรมการจังหวัดกำหนดชั้นของที่ดินนั้นเสียใหม่
หรือคณะกรมการจังหวัดจะกำหนดชั้นของที่ดินนั้นใหม่เสียเองก็ได้ และต้อง
ปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๕๖
ถ้ามีการกำหนดชั้นของที่ดินใหม่ตามความในวรรค ๒ ให้การกำหนด
ชั้นใหม่นี้มีผลปฏิบัติในปีรุ่งขึ้นเป็นต้นไป
มาตรา ๑๕๘ การสำรวจรังวัดพื้นที่ดินและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่มาเสียเงิน ให้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๕๙ ในการสำรวจรังวัดพื้นดิน ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง
ท้องที่ชี้เขตบอกจำนวนพื้นที่ดิน และให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน
สำรวจตามสมควร
มาตรา ๑๖๐ ผู้ใดไม่ชี้เขตหรือไม่ยอมบอกจำนวนพื้นที่ดิน หรือชี้เขต
หรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง เจ้าพนักงานสำรวจอาจ
สำรวจเอาเองตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
มาตรา ๑๖๑ ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืช ถ้าการเพาะปลูกใน
บริเวณนั้นเสียหายมากปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้
โดยทั่วไป ให้คณะกรมการจังหวัดมีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่ได้ตามสมควร
*[๑]
“ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชดังกล่าวในวรรคก่อน จะต้องเป็น
ที่ดินนอกเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร หรือนอกเขตที่ดินประเภท ๓
ตามบัญชีประเภทและชั้นของที่ดินท้ายลักษณะนี้”
ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชตามที่อำเภอกำหนดให้ถ้าการเพาะปลูก
ในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุพันวิสัย ให้ยกเว้นไว้
ไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๖๒ ที่ดินของเจ้าของเดียวและมีเขตติดต่อกัน ซึ่งถ้าคิดเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่ตามอัตราเต็มจำนวนเป็นเงินก็ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
อย่างต่ำปีละ ๑ บาท และถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียมีเศษต่ำกว่า
๕ สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น ๕ สตางค์
มาตรา ๑๖๓ ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่เสียเงินนั้นภายใน
๓๐ วัน นับแต่วันแจ้งให้เสียเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในการนี้
ให้นำมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๖๔ เมื่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้เสียเงินช่วย
บำรุงท้องที่ได้โอนตกไปยังบุคคลอื่นโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้รับโอนมีหน้าที่
ร่วมกันในการเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา ๑๖๕ ผู้ใดจงใจไม่ยอมชี้เขตหรือไม่บอกจำนวนพื้นทีดิน หรือ
จงใจชี้เขตหรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานสำรวจ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐ บาท
มาตรา ๑๖๖ เงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่อถึง
กำหนดแล้วไม่เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง
เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาตรา ๑๒
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
บัญชีประเภทและชั้นของที่ดิน
ประเภท ๑ ที่ดินนอกเขตเทศบาล
ประเภท ๒ ที่ดินในเขตเทศบาล
*[๑]
“ประเภท ๓
------
ที่ดินตั้งอยู่รอบเขตต์ที่ตั้งสถานที่รถไฟ ที่ตั้งว่าการอำเภอ ที่ตั้ง
โรงทหาร หรือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาลหรือสถานที่อื่นตามที่
จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ ซึ่งคณะกรรมการตีราคาปานกลางของ
ที่ดินเห็นว่าเจริญแล้ว ให้แบ่งเป็นชั้นแล้วเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่
เท่ากับที่ดินในเขตเทศบาล
หมายเหตุ ๑. ที่ดินต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ เศษของไร่ให้คิดใน
อัตราลดตามส่วน
๒. เศษของ ๑ ตารางวา ให้ปัดขึ้นเป็น ๑ ตารางวา
๓. เศษของ ๕ สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น ๕ สตางค์”
ลักษณะ ๔
เงินช่วยการประถมศึกษา
------
มาตรา ๑๖๗ ให้เรียกเก็บเงินสมทบช่วยการประถมศึกษาสำหรับ
ใช้จ่ายในการบำรุงการประถมศึกษาแห่งชาติเงินนี้ให้เรียกว่า “เงินช่วย
การประถมศึกษา”
มาตรา ๑๖๘ เงินช่วยการประถมศึกษา ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา ๑๖๙ เงินช่วยการประถมศึกษานี้ให้ใช้จ่ายเฉพาะในการ
บำรุงการประถมศึกษา
การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ การสำรวจตรวจสอบ การเรียกเก็บ
การใช้ และการควบคุมเงินช่วยการประถมศึกษานี้ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง
มาตรา ๑๗๐ ชายที่บรรลุนิติภาวะทุกคนที่มีอยู่ในราชอาณาจักรต้อง
เสียเงินช่วยการประถมศึกษาเป็นจำนวนเงินคนละ ๑ บาทต่อ ๑ ปี
ปีตามความในวรรคก่อน ให้นับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ถึงวันที่ ๓๐
กันยายน
มาตรา ๑๗๑ เงินช่วยการประถมศึกษานี้ต้องชำระต่ออำเภอหรือ
พนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งผู้ต้องเสียเงินช่วยการประถมศึกษามีภูมิลำเนา
แต่ถ้าเป็นการจำเป็นเพราะมิได้อยู่ในท้องที่นั้นเป็นระยะเวลานาน หรือ
มีเหตุอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นการสะดวก หรือมิใช่เป็นผู้ที่อยู่เป็นที่ ก็ให้ชำระ
ต่ออำเภอที่ตนอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าได้เงินช่วยการประถมศึกษาต่างท้องที่
ซึ่งตนไม่มีภูมิลำเนา ต้องแสดงใบเสร็จต่ออำเภอซึ่งตนมีภูมิลำเนาภายใน
๓๐ วันนับตั้งแต่วันกลับมา
มาตรา ๑๗๒ เงินช่วยการประถมศึกษาให้เสียในระหว่างเวลา
ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมทุกปี
*[๔]
“เมื่อมีเหตุพิเศษ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายเวลาเสียเงิน
ตามที่กล่าวในวรรคก่อนเพื่อเป็นการผ่อนผันให้แก่บุคคลบางจำพวก หรือบุคคล
ในบางท้องที่ได้”
มาตรา ๑๗๓ ผู้ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคม
ของปีที่กล่าวในมาตรา ๑๗๐ ปีใด ต้องนำเงินช่วยการประถมศึกษาไป
ชำระต่ออำเภอก่อนสิ้นเดือนมีนาคม หรือภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่
วันที่เข้ามาในราชอาณาจักรของปีนั้น แล้วแต่อย่างใดจะเป็นประโยชน์
ของตน
มาตรานี้มิให้ใช้สำหรับผู้ซึ่งเคยอยู่ในราชอาณาจักรมาแล้วในปีนั้น
และออกไปโดยยังมิได้เสียเงินช่วยการประถมศึกษา
มาตรา ๑๗๔ บุคคลต่อไปนี้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยการประถม
ศึกษา
(๑) ผู้ที่มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ในปีที่จะต้องเสียเงินช่วย
การประถมศึกษา
(๒) ภิกษุ สามเณร
(๓) บาทหลวง ครูสอนสาสนาคริสเตียน ผู้สอนสาสนาอิสลาม
ตามเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
(๔) ทหารหรือตำรวจการหรืออยู่ในกองหนุนประเภท ๑ หรือผู้ที่พ้น
ราชการทหารประเภท ๑ ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
แต่การยกเว้นทั้งนี้มิให้รวมถึง
(ก) นายทหาร นายตำรวจซึ่งเคยรับเงินเดือนตั้งแต่ ๘๐ บาท
ขึ้นไป หรือกำลังรับอยู่
(ข) คนกองหนุนหรือคนพ้นราชการทหารหรือตำรวจซึ่งเคย
รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือเทศบาลเคยได้รับเงินเดือนตั้งแต่ ๘๐ บาท
ขึ้นไป หรือกำลังรับอยู่
(๕) ผู้ที่ต้องรับอาญาอยู่ในเรือนจำ
(๖) บุคคลทุพพลภาพหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ซึ่งอำเภอเห็นสมควรยกเว้น
(๗) บุคคลผู้ได้บริจาคเงินช่วยการประถมศึกษาคราวเดียวเป็นจำนวน
เงินตั้งแต่ ๒๕ บาทขึ้นไป
(๘) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน
มาตรา ๑๗๕ ผู้พ้นจากการยกเว้น ก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมของปีที่
กล่าวในมาตรา ๑๗๐ ปีใด ต้องนำเงินช่วยประถมศึกษาไปชำระต่ออำเภอ
ก่อนสิ้นเดือนมีนาคม หรือภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่พ้นจากการยกเว้น
ของปีนั้น แล้วแต่อย่างใดจะเป็นประโยชน์แก่ตน
มาตรา ๑๗๖ ผู้ไม่ชำระเงินช่วยการประถมศึกษาภายในกำหนดตาม
มาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ มาตรา ๑๗๕ ต้องเสียเงินช่วยการประถมศึกษา
เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
มาตรา ๑๗๗ ให้อำเภอมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ที่มีเหตุพอจะ
เชื่อว่ายังไม่ได้เสียเงินช่วยการประถมศึกษาและพยานหลักฐานอื่นอันควร
แก่เรื่องมาสอบถามได้
มาตรา ๑๗๘ ผู้ใดไม่นำใบเสร็จไปแสดงต่ออำเภอเป็นการฝ่าฝืน
ต่อมาตรา ๑๗๑ ก็ดี ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือไม่ตอบคำถามเมื่อซักถาม
เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๗๗ ก็ดี ไม่แจ้งรายการสำรวจตรวจสอบเมื่อ
อำเภอสอบถาม เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๖๙ ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกิน ๒๐ บาท
มาตรา ๑๗๙ เงินช่วยบำรุงการประถมศึกษา ซึ่งต้องเสียตาม
ลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง
เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวมานี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ และ
มาตรา ๑๒ มาบังคับโดยอนุโลม
เชิงอรรถ
-------------------
*[๑] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช ๒๔๘๒
*[๒] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓
*[๓] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๕
*[๔] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๘๕