พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๘๓
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.พิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓
เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม
ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓”
มาตรา ๒* ให้ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๘๔/-/๔/๑ มกราคม ๒๔๘๔]
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค ๒ และวรรค ๓ ของมาตรา ๑๘ แห่ง
ประมวลรัษฎากร
“ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษี
อากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการ
มรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี
ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษี
อากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา ๑๙
มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได้”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ปีภาษี” ในมาตรา ๓๙ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ปีภาษี” หมายความว่า “ปีปฏิทิน”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากรและให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วนบริษัท สมาคมหรือคณะบุคคล ผู้จ่ายเงินได้
พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) และ (๔) เว้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราว
ที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้
ในการหักภาษีที่กล่าวแล้ว เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)
ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วหัก
ค่าภาระ ค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนให้ตามส่วนนี้ ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษี
เงินได้จากผลลัพธ์นั้น ได้เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จ่าย เป็น
เงินเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) และ (๔) นั้น ให้หัก
ตามอัตราภาษีเงินได้
เมื่อถึงคราวจะจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วนบริษัท
สมาคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้ โดยเพิ่มหรือลดเงินตามที่จำเป็น
เพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร และความใน
วรรค ๒ ของมาตรา ๕๖ ซึ่งเพิ่มขึ้นโดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคน
ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เป็น
จำนวนเกินกว่า ๖๐๐ บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึ่งประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่
ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี
ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้รับเงินได้
พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้ว ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปีด้วย”
มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เข้าเป็นมาตรา ๕๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เป็นจำนวนเกิน
กว่า ๖๐๐ บาท ถึงแก่ความตามเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๖ หรือก่อนที่ผู้แทน
โดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการ
มรดกหรือของทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๘ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๘ ภายในเดือนมกราคม ทุก ๆ ปี
(๑) ให้หัวหน้ากรมทุกกรมในราชการและหัวหน้าสาขาราชการตามท้องที่ยืน
รายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา ๔๐ (๑)
(๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นผู้มีหน้าที่หักภาษี
เงินได้ตามมาตรา ๕๐ ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการ
เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔ (๑) (๒) และ (๔)”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๒ ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความ
สามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้
รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล
ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี
เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น
คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับ
ประโยชน์จากทรัสต์นั้น”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราภาษีปกติใน
บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่
อนุมัติบัญชีและงบดุล ส่วนในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่ ให้เสียภาษีภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วัน
สุดท้ายของระยะเวลาบัญชี ๑๒ เดือน”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๙ ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชีและงบดุลทุก
ปี หรือในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่ภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาบัญชี ๑๒
เดือน ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด
แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๖๕ และยอดเงินต่าง ๆ ตามมาตรา ๖๗”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ปีภาษี” ในมาตรา ๗๘ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““ปีภาษี” หมายความว่า ปีปฏิทิน”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในวรรค ๑ และวรรค ๒ ของมาตรา ๘๕ แห่ง
ประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๕ ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการที่จะต้องเสียภาษีตามมาตรา ๗๙ (๒) ใน
ระหว่างวันที่ ๑ มกราคมถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภายใน
๖๐ วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการนั้น และต้องเสียภาษีกึ่งอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่
๒ และที่ ๓ ท้ายหมวดนี้
ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นในระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึงวันที่
๓๑ ธันวาคมในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเสียภาษีในปีนั้น”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ วรรค ๑ แห่งพิกัดอัตราฉบับที่ ๓ ท้าย
หมวด ๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ ๑ มกราคมถึง
วันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ใช้หลักเกณฑ์การประเมินดังต่อไปนี้”
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ขีดฆ่า” และ “ปิดแสตมป์
บริบูรณ์” ในมาตรา ๑๐๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณี
แสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับ
กระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่น
ตราสาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสาร
นั้น
“ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ในกรณีแสตมป์ปิดทับ หมายความว่าได้เสียอากรโดยปิด
แสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้
ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน หมายความว่าได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุน
เป็นราคาแสตมป์ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว”
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในวรรค ๑ ของมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดไม่ออกใบรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๕ ก็ดี เมื่อถูก
เรียกร้องให้ออกใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ปฏิเสธหรือเพิกเฉยเสียไม่ออกใบรับให้เป็นการ
ฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๖ ก็ดี ออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียก็ดี ผู้นั้นมีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท”
มาตรา ๑๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อยกเว้น ฉ. ช. ซ. ฌ. และ ญ. ของข้อ ๒๙
ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยบัญชีแก้ไข
อัตราอากรแสตมป์ท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒
“ฉ. แบบ ป.ค. ๔๓ เรื่องขอทำการเพาะปลูกในเขตเกาะหรือดอนในแม่น้ำโขง
ของกระทรวงมหาดไทย
ช. แบบ ป.๒ เรื่องแจ้งความสำรวจเด็กของกระทรวงธรรมการ
ซ. แบบ ป.๕ เรื่องส่งเด็กเข้าเรียนของกระทรวงธรรมการ
ฌ. แบบพิมพ์ของกองประมวลสถิติ
ญ. แบบ ร.ว. ๒๒ เรื่องชี้เขตที่ดินของกรมที่ดินและโลหกิจ”
มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+B