พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)
พ.ศ. ๒๕๐๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒
เป็นปีที่ ๑๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑
มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑
มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของ
บุคคลธรรมดาที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป
(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๕
แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้อง
ยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป
(๔) บทบัญญัติมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑
มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป
(๕) บทบัญญัติมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษี
บำรุงท้องที่ที่ถึงกำหนดชำระใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป
*[รก.๒๕๐๒/๑๐๔/๑พ/๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๒]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓ ทวิ ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้ เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้
รับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวใน
ความผิดต่อไปนี้ คือ
(๑) ความผิดตามมาตรา ๓ นว มาตรา ๓ ทศ มาตรา ๔ นว มาตรา ๓๕ มาตรา
๓๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๕
มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๗ ทวิ มาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๖๓ มาตรา
๑๙๓ ทวิ มาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๕ มาตรา ๑๙๖ และมาตรา ๑๙๘ ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดพระนคร
หรือจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการ
จังหวัด
(๒) ความผิดตามมาตรา ๓๗ ทวิ มาตรา ๑๒๖ มาตรา ๑๙๓ มาตรา ๑๙๗
และมาตรา ๑๙๙ ทวิ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ว่า ณ วันที่ใด ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้
แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมมหาดไทย และผู้แทนกรมตำรวจ
ถ้าผู้ต้องหายอมใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบเสร็จแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้อง
หามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔ ทวิ มาตรา ๔ ตรี มาตรา ๔ จัตวา
มาตรา ๔ เบญจ มาตรา ๔ ฉ มาตรา ๔ สัตต มาตรา ๔ อัฏฐ และมาตรา ๔ นว แห่งประมวล
รัษฎากรตามลำดับ
“มาตรา ๔ ทวิ คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทย ต้องเสียภาษี
อากรที่ค้างชำระ และหรือที่จะต้องชำระ แม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากร
ให้เสร็จสิ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง
มาตรา ๔ ตรี ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทยยื่นคำร้องตาม
แบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนดเวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดิน
ทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่
การยื่นคำร้องตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ใน
เขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ถ้ามีภูมิลำเนาหรือพัก
อยู่ในเขตจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความในวรรคก่อนหรือ
ยื่นคำร้องแล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทางออกจากประเทศไทยหรือพยายามเดินทาง
ออกจากประเทศไทย นอกจากจะมีความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าว
ผู้นั้นเสียเงินเพิ่มร้อยละ ๒๐ ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่มตามมาตรานี้
ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา ๔ จัตวา บทบัญญัติมาตรา ๔ ทวิ และมาตรา ๔ ตรี ไม่ใช้บังคับแก่คน
ต่างด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามาและอยู่ในประเทศไทยไม่เกินเก้าสิบวัน โดยไม่มีเงิน
ได้พึงประเมิน
มาตรา ๔ เบญจ ให้ผู้รับคำร้องตามมาตรา ๔ ตรี ตรวจสอบว่า ผู้ยื่นคำร้องมี
ภาษีอากรที่จะต้องเสียตามมาตรา ๔ ทวิ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ออกใบผ่านภาษีอากรตามแบบที่อธิบดี
กำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง
ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำร้องมีเงินภาษี
อากรที่ต้องเสียตามมาตรา ๔ ทวิ และผู้ยื่นคำร้องได้นำเงินภาษีอากรมาชำระครบถ้วนแล้วก็ดี หรือ
ไม่อาจชำระได้ทั้งหมดหรือได้ชำระแต่บางส่วน และผู้ยื่นคำร้องได้จัดหาผู้ค้ำประกันหรือหลักประกัน
ที่อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่าภาษีอากร
นั้นแล้วก็ดี ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้
มาตรา ๔ ฉ ในกรณีที่ผู้รับคำร้องตามมาตรา ๔ ตรี พิจารณาเห็นว่า ผู้ยื่นคำร้อง
มีเหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเป็นการรีบด่วนและชั่วคราว และผู้ยื่นคำร้องมี
หลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือจะที่ต้องชำระ ให้อธิบดี
หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้
มาตรา ๔ สัตต ภายใต้บังคับมาตรา ๔ อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากรให้มีอายุใช้ได้
สิบห้าวันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากรก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการ
จังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต่ออายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้
มาตรา ๔ อัฏฐ คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าออกประเทศไทย
เป็นปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ จะยื่นคำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำก็ได้ ถ้าผู้รับคำ
ร้องพิจารณาเห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำเป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่
ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระแล้ว จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตาม
แบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ใบผ่านภาษีอากรเช่นว่านี้ให้มีกำหนดเวลาใช้ได้ตามที่ระบุในใบผ่านภาษี
อากรนั้น แต่ต้องไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก
มาตรา ๔ นว คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทยโดยไม่มีใบผ่านภาษี
อากร ซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัษฎากรนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือจำคุกไม่
เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๖ “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่ง
รัฐมนตรีแต่งตั้ง”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๒๑ ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของ
เจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๙ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้อง
ชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๕ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
“มาตรา ๒๕ ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๓
หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมี
อำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษี
อากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
“มาตรา ๒๗ เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติใน
หมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ต้องเสียหรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมี
บทบัญญัติในหมวดนั้น ๆ กำหนดไว้ ส่วนเงินภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย
ถ้าไม่มีบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ก็ต้องเสียภายในเวลา
สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากร ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่ามานี้ให้ผู้
ต้องเสียหรือนำส่งนั้นเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่ง เว้นแต่
(๑) ถ้าผู้ต้องเสียหรือนำส่งได้นำเงินมาขอชำระ โดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำ
เรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ ๕ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้อง
เสียหรือนำส่งนั้น
(๒) ถ้าผู้ต้องเสียหรือนำส่งได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรง
เป็นหนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วันได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบ
ไต่สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ ๑๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น
เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๐ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน
ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์
และวิธีการดังต่อไปนี้
(๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑ หรือ มาตรา ๒๕
(ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัด
พระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือ
ผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการและผู้แทนกรมมหาดไทย
(ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น
ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน
สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน
(๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์
ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำ
วินิจฉัยอุทธรณ์”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๑ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่กรณีอุทธรณ์
การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๘๖
ในกรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๘๖ ถ้า
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษีอากร ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากรตาม
คำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายใน
กำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินเพิ่มให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๒ เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐
เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่
กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือ
พยานนั้นนำสมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วง
หน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๓ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งตามมาตรา ๓๒
หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัย
อุทธรณ์ต่อไป”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๔ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๔ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๙
หรือมาตรา ๓๐ ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๓๗ ผู้ใด
(๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบ
คำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
ตามลักษณะนี้ หรือ
(๒) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน
หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสอง
แสนบาท”
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๓๗ ทวิ ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือ
จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๙ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้
เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิด
คำนวณได้เป็นเงิน
“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติ
บุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคล
หนึ่ง
(๒) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่า
เกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อย
ละห้าสิบของทุนทั้งหมด
(๓) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละ
ห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ
(๔) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการใน
นิติบุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีปฏิทิน”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความใน (๓) และ (๕) ของมาตรา ๔๐ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ
“(๓) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นเงินปีหรือเงินได้มีลักษณะ
เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรมนิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล”
“ (๕) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก
(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน
(ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน
(ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น
โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว
ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้มีเงินได้แสดงเงินได้ต่ำ
ไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่
ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ และให้ถือว่า จำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมิน
ของผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตาม
ส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญา
จนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญานั้น”
มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๐ ทวิ ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนัก
งานใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายใน
ประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป เป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่ง
ไปนั้น
ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(๑) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(๒) เป็นของผ่านแดน
(๓) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภาย
ในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราช
อาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความใน (๓) (๑๑) และ (๑๕) ของมาตรา ๔๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ
“(๓) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมด
โดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการ
จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิมและ
ในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวัน นับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุด
ลง”
“ (๑๑) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือ
สลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพ
ในการประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปราม
การกระทำความผิด”
“ (๑๕) เงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วรวมกันไม่เกิน ๕,๔๐๐ บาท หรือเงินได้ของ
ชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัวได้ทำเอง”
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๔) ในกรณีคำนวณภาษีจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติ
บุคคลตามมาตรา ๕๖ วรรคท้าย การหักลดหย่อนให้คำนวณหักได้เฉพาะตามเกณฑ์ใน (๑) (ก)
จากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน
๑,๕๐๐๐ บาท”
มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือ
เท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้
แต่ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน ๕ ใน ๑๐ ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกิน ๕,๔๐๐ บาท”
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๗และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้
พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) ให้คูณเงินได้พึง
ประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้ว
คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้อง
จ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือ
เศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปี
นั้นเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
(๒) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) และ (๔) ให้คำนวณหักตาม
อัตราภาษีเงินได้
เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ก) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับที่มีภูมิลำเนาใน
ประเทศไทย ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษีตามบทบัญญัติมาตรานี้
(๓) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับที่ไม่มีภูมิ
ลำเนาในประเทศไทยหรือมิได้อยู่ในประเทศไทย ให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๔๐
แล้วคำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
(๔) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล
สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕)
(๖) (๗) หรือ (๘) ให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แม้การจ่าย
นั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตราพันละ ๓ บาท แต่
เฉพาะเงินได้ในการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักในอัตราภาษีเงินได้”
มาตรา ๒๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๔ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๔ ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ มิได้หักและนำเงินส่ง
หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการ
เสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา ๕๐ หรือมาตรา ๕๓ แล้ว ให้ผู้มี
เงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น
และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว”
มาตรา ๒๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น
คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน
กว่า ๕,๔๐๐ บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่ง
รัฐมนตรีแต่งตั้ง
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมิน
ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะ
บุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรค
ก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วน
หรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยไม่มีการ
แบ่งแยก ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับ
จำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนี้มีภาษีค้าง
ชำระให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย”
มาตรา ๒๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๕,๔๐๐
บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการ
กิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ และเป็นตัวแทน
ในการชำระภาษี”
มาตรา ๒๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๕,๔๐๐
บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ วรรค ๑ หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบ
ธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท
หรือผู้ที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเกี่ยวกับ
เงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายหรือของกองมรดกที่ได้รับตลอดปี
ที่ตายนั้นเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น
สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินใน
ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๕,๔๐๐ บาท ให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ที่จะครอบครอง
ทรัพย์ มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ในชื่อกองมรดกของผู้
ตาย และในการคำนวณภาษีเงินได้ให้ได้รับการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนได้ตามกฎหมายเสมือนผู้
ตายยังมีชีวิตอยู่”
มาตรา ๒๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา ๖๔ การยื่นรายการตามมาตรา ๕๖
มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๗ ทวิ หรือ มาตรา ๕๗ ตรี ถ้ามีภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการ
อำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ
ถ้าการยื่นรายการพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคก่อนและมีภาษีต้องเสีย ให้
ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ และให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่ง
เงินภาษีที่ต้องเสีย เว้นแต่
(๑) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้นำเงินมาขอชำระโดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจ
สอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ ๕ แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น
(๒) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็น
หนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วันได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่
สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ ๑๐ แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น
เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามมาตรานี้เป็นภาษีที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล
สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นชำระแทน ไม่ว่าจะเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด
ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคแรกและวรรคสอง ผู้ต้องเสียภาษี คงมี
หน้าที่ปฏิบัติเพียงการยื่นรายการตามมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๗ ทวิ หรือมาตรา ๕๗ ตรี
และต้องเสียภาษีเมื่อได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินตาม มาตรา ๑๘
ภาษีที่ชำระเว้นแต่เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีใน
การคำนวณภาษี”
มาตรา ๒๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๔ เว้นแต่กรณีตามมาตรา ๑๘ ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติ
แห่งส่วนนี้สำหรับปีภาษีใด มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไปผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวด ๆ
ละเท่า ๆ กันก็ได้ คือ
(๑) ในกรณีต้องเสียตามมาตรา ๕๗ จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระตามกำหนดใน
มาตรา ๕๗ จัตวา งวดที่สองต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่
สามต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
(๒) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน
ภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และ
งวดที่สามต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษี
หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และให้นำมาตรา ๒๗ มาใช้บังคับ”
มาตรา ๒๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๕ ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตาม
เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย
(๒) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ให้หักได้ไม่เกินกว่าอัตราที่กำหนดในพระราช
กฤษฎีกา
การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่ง
ระยะเวลาที่ทรัพย์สินนั้นมา
(๓) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (๖) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตาม
ปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการตีราคาเพิ่มขึ้นก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่
(๔) ในกรณีโอนทรัพย์สินใด ๆ ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่า
ราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินราคาทรัพย์สินนั้นตามราคา
ตลาดในวันที่มีการโอนได้
(๕) เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศเหลือ
อยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ย
ที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือคำนวณตามราคาทุนแล้วแต่
อย่างใดจะน้อยกว่า
เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมา
หรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาด
ในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
(๖) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตาม
ราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมา
สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชา
การบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้
(๗) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้น เจ้าพนักงาน
ประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้าประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไป
ในประเทศอื่นได้
(๘) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็นเงินตราไทย
ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้
ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น
(๙) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการโดย
สมควรเพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้ว เว้นแต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจปฏิบัติการเช่นว่านั้นได้โดยสมควรแต่
ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระในภายหลังก็มิให้
นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก
(๑๐) ในกรณีรับประกันภัย เบี้ยประกันภัยที่ส่งออกไปในการประกันต่อในต่าง
ประเทศ ไม่ให้หักเป็นรายจ่าย และค่าสินไหมทดแทนหรือเงินอื่นที่ได้รับจากการประกันต่อในต่าง
ประเทศไม่ให้ถือเป็นรายได้”
มาตรา ๓๐ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๑๒) ของมาตรา ๖๕ ตรี แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.
๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ
“(๑) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก
(ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อน
คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๖๕ ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลา
บัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว
ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตราย
ใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับ
กรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้
ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำเงินสำรองตามวรรค
แรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้นกลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะ
เวลาบัญชีที่เลิกสัญญา
(ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้
ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะ
เวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือ
เป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป”
“(๑๒) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ
หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบ
ระยะเวลาปีปัจจุบัน”
มาตรา ๓๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลา
บัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ”
มาตรา ๓๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๖๙ ทวิ ภายใต้บังคับมาตรา ๗๐ ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล
เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา ๔๐ ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตรา
ร้อยละ ๑ ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔
มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา ๓๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๗๐ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่าง
ประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔)
(๕) หรือ (๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้
จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้ แล้วนำส่งอำเภอท้องที่
พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้
พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา ๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๑) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ
๒๐ แต่ต้องไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้น
ส่วนนิติบุคคล
(๒) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) หรือ (๔) ให้คำนวณภาษีตามอัตรา
ภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(๓) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ
๑๐ แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(๔) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ
๔๐ แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
มาตรา ๓๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๐ ทวิ และมาตรา ๗๐ ตรี แห่ง
ประมวลรัษฎากรตามลำดับ
“มาตรา ๗๐ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงิน
ประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้
ในจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นในอัตราร้อยละ ๑๕ โดยนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตาม
แบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย
มาตรา ๗๐ ตรี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ
ให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัว
การ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย
และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น
ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(๑) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(๒) เป็นของผ่านแดน
(๓) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภาย
ในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งใน
ราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
มาตรา ๓๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๗๔ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือควบเข้ากัน
กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการ
ในมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๖ เว้นแต่
(๑) การตีราคาทรัพย์สิน ให้ตีตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบเข้ากันนั้น
(๒) เงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เฉพาะส่วนที่
ยังมิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย
(๓) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย ให้นำ
เงินสำรองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ตามมาตรา๖๕ ตรี (๑) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำ
มาเป็นรายได้ มารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย
บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา
๖๖ วรรคสอง เฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ”
มาตรา ๓๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๖ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๓๗ ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “สถานการค้า” “การค้า” “รายรับ” และ
“ผู้ประกอบการค้า” ในมาตรา ๗๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ
““สถานการค้า” หมายความว่า สถานที่หรือยานพาหนะซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้
ประกอบหรือดำเนินการค้า ไม่ว่าจะใช้เป็นการประจำหรือชั่วคราว ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงสถาน
ที่หรือยานพาหนะซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าด้วย เว้นแต่รถหรือเรือซึ่งไม่ต้องจดทะเบียนตาม
กฎหมายว่าด้วยการนั้น และยานพาหนะอื่นซึ่งเคลื่อนที่ด้วยกำลังคนหรือสัตว์
ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าไม่มีสถานการค้าตามความในวรรคก่อน ให้ถือว่าที่
อยู่อาศัยของผู้ประกอบการค้านั้นเป็นสถานการค้า ถ้าผู้ประกอบการค้ามีที่อยู่อาศัยหลายแห่งจะ
เลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งใดเป็นสถานการค้าก็ได้
“การค้า” หมายความว่า การประกอบหรือดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับการธุรกิจ
การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอาชีพตามประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชี
อัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ ทั้งนี้ ให้รวมถึงการดำเนินกิจการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๐ ทวิ
หรือมาตรา ๗๐ ตรี ด้วย
“รายรับ” หมายความว่า เงิน หรือค่าบริการทุกชนิดที่ได้รับชำระไม่ว่าในหรือ
นอกประเทศไทยเนื่องจากการประกอบหรือดำเนินการค้า เงินหรือค่าบริการในที่นี้ ให้หมายความ
รวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
ราคาสินค้าที่ส่งไปตามมาตรา ๔๐ ทวิ หรือมาตรา ๗๐ ตรี ให้ถือเป็นรายรับและ
ให้ถือว่าได้รับในวันครบเก้าสิบวันนับแต่วันที่ส่งสินค้าไป
“ผู้ประกอบการค้า” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล หรือ
องค์การใด ๆ ที่ประกอบหรือดำเนินการค้าในประเทศไทย ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทน
ด้วย
ผู้อยู่ในต่างประเทศที่มีสาขาในประเทศไทย ถ้าได้ติดต่อกับบุคคลในประเทศ
ไทยในการประกอบหรือดำเนินการค้าซึ่งเป็นปกติธุระของสาขาในประเทศไทย หรืออยู่ในวิสัยของ
สาขาในประเทศไทยที่จะติดต่อแทนได้ แม้การติดต่อนั้นจะมิได้ผ่านสาขาของตนในประเทศไทยก็
ตาม ให้ถือว่าผู้อยู่ในต่างประเทศนั้นเป็นผู้ประกอบการค้าในประเทศไทยโดยมีสาขาดังกล่าวเป็นผู้
ทำการแทน
เพื่อประโยชน์แห่งวรรคก่อน การมีสาขาในประเทศไทยให้หมายความถึงการที่ผู้
อยู่ในต่างประเทศมีสถานการค้าอยู่ในประเทศไทย หรือส่งบุคคลจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
ไทยเพื่อให้ประกอบหรือดำเนินการค้าแทนตน หรือมีลูกจ้างหรือตัวแทนในประเทศไทยในการ
ประกอบหรือดำเนินการค้าของตน
ผู้ทำการเป็นเพียงนายหน้าและไม่มีลักษณะเป็นสาขาตามวรรคก่อน แม้จะได้
ทำการแทนผู้ประกอบการค้าเฉพาะเพื่อให้กิจการที่ตนเป็นนายหน้านั้นสำเร็จลุล่วงไป โดยมิได้รับ
ประโยชน์อื่นใดนอกจากค่าบำเหน็จตามธรรมเนียมในทางการค้า ก็มิให้ถือว่าเป็นผู้ทำการแทน”
มาตรา ๓๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๙ ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีการค้าและปฏิบัติตามบท
บัญญัติในหมวดนี้”
มาตรา ๓๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๑ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามแบบที่อธิบดี
กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือวันเริ่มประกอบการค้า แล้ว
แต่กรณี
การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าอยู่ใน
เขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ
จังหวัด
ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอเป็นรายสถาน
การค้า
คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ยื่น ณ ที่
ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว”
มาตรา ๔๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๑ ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๑ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ
ประเมินค่ารายปีของสถานการค้าใด ๆ ก็ได้
การประเมินค่ารายปีตามมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบท
บัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา ๔๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๑ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๑ ตรี เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา
๘๑ แล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ออกใบทะเบียนการค้าให้ในกรณีที่มีสถาน
การค้าหลายแห่งให้ออกใบทะเบียนการค้าแยกเป็นรายสถานการค้า”
มาตรา ๔๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๒ ผู้ใดประกอบหรือดำเนินการค้าโดยไม่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการ
ค้าตามมาตรา ๘๑ อาจต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่า ของจำนวนเงินภาษีการค้า เงินเพิ่มนี้ให้ถือ
เป็นเงินภาษีการค้า”
มาตรา ๔๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๔ ให้ผู้ประกอบการค้าเสียภาษีการค้าเป็นรายเดือนตามประเภทการ
ค้าและเกณฑ์การจัดเก็บดังที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในเดือนใดมี
ยอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีไม่ถึง ๑,๒๐๐ บาท ให้ได้รับยกเว้นภาษีการค้าสำหรับเดือนนั้น”
มาตรา ๔๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘๖ ทวิ มาตรา ๘๖ ตรี และมาตรา
๘๖ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากรตามลำดับ
“มาตรา ๘๖ ทวิ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปโดยสะดวกและรัดกุม จะ
ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดดังต่อไปนี้ก็ได้
(๑) ให้ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายส่ง ชำระภาษีการค้าล่วง
หน้าสำหรับสินค้าบางอย่าง แทนผู้ประกอบการค้าที่รับสินค้านั้นไปจำหน่าย
(๒) ให้ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ส่งออก ชำระภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางอย่าง
แทนผู้ที่ขายสินค้าแก่ตน
เมื่อได้ตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำ
เข้าหรือผู้ขายส่งซึ่งสินค้าที่ระบุในพระราชกฤษฎีกา ชำระภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้น ๆ ต่ออำเภอ
ท้องที่ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปจากเดือนที่ได้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ประกอบการค้าที่รับสินค้า
นั้นไปจำหน่าย ส่วนผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ส่งออก ให้ชำระภาษีการค้าภายในกำหนดเวลาตาม
มาตรา ๘๕
มาตรา ๘๖ ตรี ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง หาก
ประสงค์จะชำระภาษีการค้าล่วงหน้าแทนผู้ประกอบการค้าที่รับสินค้าไปจำหน่ายก็ดี ผู้ประกอบการ
ค้าที่เป็นผู้ส่งออก หากประสงค์จะชำระภาษีการค้าแทนผู้ที่ขายสินค้าแก่ตนก็ดี ให้ยื่นคำร้องขอต่อ
อธิบดี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอนั้นก็ได้ เมื่ออธิบดีได้สั่งอนุญาตแล้ว ให้
นำความในวรรคท้ายแห่งมาตรา ๘๖ ทวิ มาใช้บังคับ
มาตรา ๘๖ จัตวา ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายส่ง จำหน่ายสินค้าแก่ผู้ใด ให้
สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ได้ขายแก่ผู้ประกอบการค้า”
มาตรา ๔๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๘๗ ตรี ผู้ประกอบการค้าที่ต้องเสียภาษีการค้าเป็นรายย่อยตามที่
กำหนดในกฎกระทรวง อาจเสียภาษีการค้าเป็นการเหมาเป็นงวด ๆ ได้ เมื่อคณะกรรมการซึ่งรัฐ
มนตรีแต่งตั้งขึ้นพิจารณาเห็นชอบ และได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายแล้ว
ผู้ต้องเสียภาษีตามมาตรานี้ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดใน
กฎกระทรวง”
มาตรา ๔๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖
มาตรา ๔๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๙๐ ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา ๘๑ มีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา ๔๘ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๑๐๕ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ
“(๑) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ ของสถานการค้าที่ผู้
ประกอบการค้าต้องจดทะเบียนการค้าตามมาตรา ๘๑ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้ง
แต่ ๑๐ บาทขึ้นไป
(๒) การให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การขายหรือการรับจ้างทำของ ที่ไม่ต้องจดทะเบียน
การค้าตามมาตรา ๘๑ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ ๑๐๐ บาท ขึ้นไป”
มาตรา ๔๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๐๕ ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕
(๑) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
นับแต่วันที่ออกใบรับ
เว้นแต่จะมีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระ
ราคาตามมาตรา ๑๐๕ (๑) ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ ให้ถือว่าไม่ได้ออกใบรับ
ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคแรก อย่างน้อยต้องมีตัวเลขไทย หรือ
อารบิคและอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(๑) เลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ
(๒) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
(๓) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
(๔) วันเดือนปีที่ออกใบรับ
(๕) จำนวนเงินที่รับ
(๖) ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคา
ตั้งแต่ ๒๐ บาท ขึ้นไป
ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าแก่ผู้ประกอบการค้าที่ทำการค้า
สินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้น ให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อ และที่อยู่ของผู้ซื้อ พร้อมด้วยเลขที่
ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากร ไว้ในใบรับที่ต้องออกตามมาตรา ๑๐๕ (๑) ด้วยทุกคราว
ที่ได้รับชำระเงินหรือรับชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษา
ไทยกำกับ”
มาตรา ๕๐ ให้ยกเลิกความในวรรคท้ายของมาตรา ๑๑๔ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๕๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๑๕ เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา
๑๑๔ นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้า
ที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น
ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อนจะอุทธรณ์คำสั่ง
ก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับโดย
อนุโลม”
มาตรา ๕๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๔ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๔ ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่
เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
มาตรา ๕๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๖ ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๕๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไม่ออกใบ
รับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา ๑๐๖ หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้อง
เสียต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
มาตรา ๕๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๒๗ ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบ
รับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา ๑๐๕ หรือออกใบรับเป็น
จำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก
ไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๕๖ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของ ๒๘ แห่งบัญชีอัตราอากร
แสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มาตรา ๕๗ ให้ยกเลิกความใน ฎ ของข้อยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตาม ๒๘ แห่ง
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
“ฎ. ใบรับซึ่งผู้ประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่าย ปลา สัตว์ ไข่ น้ำมัน
ยาง หวาย ครั่ง ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้ อ้อย ปอ หอม กระเทียม ถั่ว ข้าวโพด และพืชไร่อย่างอื่นอัน
เกิดจากเกษตรกรรมของตน”
มาตรา ๕๘ ให้ยกเลิกความใน ข. ของข้อยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตาม ๒๙ แห่ง
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
“ข. แบบพิมพ์ซึ่งรัฐบาลขอร้องให้กรอกเพื่อความรู้ของรัฐบาล โดยผู้กรอกไม่มี
ความผูกพันตามกฎหมายที่จะพึงต้องปฏิบัติ และแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมินตามประมวล
รัษฎากร”
มาตรา ๕๙ ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ค่าดู” ในมาตรา ๑๓๐ แห่งประมวล
รัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““ค่าดู” หมายความว่า เงินที่ผู้ดูเสียเป็นค่าตั๋วรวมตลอดถึงค่าอย่างอื่นที่เสียให้
แก่เจ้าของ”
มาตรา ๖๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๓๓ ให้เจ้าของเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และให้มีหน้าที่ขีดฆ่าหรือจัด
ให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป
ตั๋วที่ไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และให้เจ้าของขีดฆ่า
หรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนผู้ดูเข้าดู”
มาตรา ๖๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓๘ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๓๘ ทวิ ถ้ามิได้ขีดฆ่าแสตมป์บนตั๋วตามมาตรา ๑๓๓ หรือมิได้ฉีกตั๋ว
ตามมาตรา ๑๓๘ ให้เจ้าของมีหน้าที่รับผิดเสียเงินเพิ่มเป็นจำนวน ๒ เท่าของอากรที่ต้องเสีย หรือ
เป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายในสิบวัน
นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร”
มาตรา ๖๒ ให้ยกเลิกความในวรรคท้ายของมาตรา ๑๔๐ ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)
พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๖๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๕ มาตรา ๑๓๘
หรือมาตรา ๑๔๐ ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติ
การตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออก
ตามมาตรา ๑๔๐ หรือไม่ยอมตอบคำถามของพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อซักถาม ต้องระวางโทษปรับไม่
เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๖๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๙
หรือไม่ปฏิบัติการตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๑๔๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อย
บาท”
มาตรา ๖๕ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราอากรมหรสพท้ายหมวด ๗ ลักษณะ ๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)
พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“บัญชีอัตราอากรมหรสพ
๑. ภาพยนตร์ ให้เก็บอากรร้อยละ ๕๐ ของค่าดู
๒. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากรร้อยละ ๑๐ ของค่าดู
๓. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ ๒๐ ของค่าดู ถ้าเป็นกีฬาตามที่กำหนด
ในกฎกระทรวง ให้เก็บอากรร้อยละ ๑๕ ของค่าดู
๔. ถ้าเป็นมหรสพผสม ให้เก็บอากรในอัตราสูง
๕. ตั๋วไม่เสียค่าดู ให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและรายบุคคลที่เข้าดู
๖. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง
๗. บัตรทางราชการที่ออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มีค่าดูไม่เกิน
ห้าสิบสตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร”
มาตรา ๖๖ ให้ยกเลิกความใน (๗) ของมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๗) ที่ดินทางรถไฟ การประปา การไฟฟ้า ท่าเรือของรัฐ หรือที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่อง
กับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว”
มาตรา ๖๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๖๗ ทวิ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปโดยสะดวกและรัดกุม จะ
ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
ล่วงหน้าสำหรับโภคภัณฑ์บางประเภท แทนผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ก็ได้
เมื่อได้ตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิต หรือผู้
นำเข้า ซึ่งโภคภัณฑ์ประเภทที่ระบุในพระราชกฤษฎีกาชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับโภคภัณฑ์
นั้น ๆ ภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จำหน่ายโภคภัณฑ์ ถ้าไม่ชำระภายในกำหนดเช่น
ว่านี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๕ มาใช้บังคับ
โภคภัณฑ์ที่ได้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแทนกันดังกล่าวแล้ว ให้
ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ซื้อคนต่อ ๆ ไป ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้อีก”
มาตรา ๖๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๖๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๖๗ ตรี ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ซึ่งโภคภัณฑ์
ประเภทที่มิได้มีพระราชกฤษฎีการะบุไว้ตามมาตรา ๑๖๗ ทวิ หากประสงค์จะชำระภาษีการซื้อโภค
ภัณฑ์สำหรับโภคภัณฑ์นั้น ๆ ล่วงหน้าแทนผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้
ยื่นคำร้องขอต่ออธิบดี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีจะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอนั้นก็ได้ เมื่ออธิบดีได้
สั่งอนุญาตแล้ว ให้นำความในวรรคสองและวรรคสามแห่งมาตรา ๑๖๗ ทวิ มาใช้บังคับ”
มาตรา ๖๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๖๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๖๙ ทวิ ผู้ใดซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งมิได้มีการเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์มา
ก่อนเพราะเหตุได้รับยกเว้นตามกฎหมายให้ผู้ซื้อชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ โดยยื่นรายการตาม
แบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภออันเป็นภูมิลำเนาของผู้ซื้อภายในเจ็ดวันนับแต่วันซื้อ”
มาตรา ๗๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๙๐ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏว่าผู้ค้าโภค
ภัณฑ์มีโภคภัณฑ์ขาดหรือเกินกว่าจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีที่กำหนดให้ทำตามมาตรา ๑๘๕ ให้ถือว่า
โภคภัณฑ์เฉพาะส่วนที่ขาดหรือเกินจากบัญชีนั้นเป็นโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อแล้วยังมิได้เสียภาษี ใน
กรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จนครบ และเสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงิน
ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือ
ว่าเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์
โภคภัณฑ์ส่วนที่เกินจากบัญชีตามความในวรรคก่อน ให้นำลงรับในบัญชีตาม
มาตรา ๑๘๕ และถ้ามีการจำหน่ายต่อไป ให้เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามบทบัญญัติในลักษณะ
นี้”
มาตรา ๗๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๙๑ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ถ้าปรากฏว่าผู้ค้าโภค
ภัณฑ์ไม่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ หรือชำระไม่ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้า
โภคภัณฑ์ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จนครบ และสั่งให้ชำระเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของภาษีการซื้อโภค
ภัณฑ์ที่ไม่ชำระหรือที่ขาด ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์และเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ให้ชำระภายใน
กำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อโภค
ภัณฑ์”
มาตรา ๗๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙๑ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๙๑ ทวิ ผู้ค้าโภคภัณฑ์หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จะ
อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งเรียกเก็บภาษีและหรือภาษีและเงินเพิ่มภาษีการซื้อโภค
ภัณฑ์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม”
มาตรา ๗๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖
มาตรา ๗๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๙๓ ผู้ใดไม่ออกใบรับเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามมาตรา ๑๗๒
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๗๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๙๓ ทวิ ผู้ใดไม่ทำสำเนาหรือไม่เก็บสำเนาใบรับเงินค่าภาษีการซื้อ
โภคภัณฑ์ไว้ตามมาตรา ๑๗๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
มาตรา ๗๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๙๙ ผู้ใด
(๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำ
ถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระ
ภาษีตามลักษณะนี้ หรือ
(๒) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน
หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระภาษีตามลักษณะนี้
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสอง
แสนบาท”
มาตรา ๗๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๑๙๙ ทวิ ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียหรือชำระภาษี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๗๘ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งยังมิได้มี
คำวินิจฉัยและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวล
รัษฎากรที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗๙ บทบัญญัติมาตรา ๓๖ มาตรา ๔๖ มาตรา ๕๐ มาตรา ๖๒ และ
มาตรา ๗๓ ไม่กระทบกระทั่งสิทธิที่บุคคลมีอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๘๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวล
รัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็นโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยง
ได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไปไม่ได้ผลในทางระงับ
ปราบปราม นอกจากนั้นอัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสีย
ใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+B