หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖ (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชกำหนด

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)

พ.ศ. ๒๕๒๖

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖

เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร

ไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๕๒๖

 

                   มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติ มาตรา ๗ มาตรา ๘ และ มาตรา ๙ ว่าด้วย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ

พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป

                   *[รก. ๒๕๒๖/๑๘๕/๑พ/๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ จตุทศ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓  จตุทศ  ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามบทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งก่อน ไม่ว่าการ

จ่ายเงินนั้นจะเกิดขึ้นจากคำสั่งหรือคำบังคับของศาลหรือตามกฎหมายหรือเหตุอื่นใดก็ตาม

 

 

 

                   มาตรา ๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคหกของมาตรา ๑๒ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑)

พ.ศ. ๒๕๒๕

                   ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามวรรคสอง ให้หมายความรวมถึงผู้เป็นหุ้นส่วน

จำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วย

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๒๗  เงินภาษีที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติ

ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียหรือนำส่งภายในเวลา

ตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนั้น ๆ ถ้าไม่มีบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ กำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น

ให้เสียหรือนำส่งภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษี

                   บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งเงินภาษีภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง

โดยไม่รวมเบี้ยปรับ

                   ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษี และได้มีการ

ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคสองให้ลดลงเหลือร้อยละ ๐.๗๕

ต่อเดือน หรือเศษของเดือน

                   การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคสองและวรรคสาม ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนด

เวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือวันนำส่งภาษี แต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่

ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของ

เจ้าพนักงาน หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล

 

                   มาตรา ๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสองของมาตรา ๓๐ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)

พ.ศ. ๒๕๐๒

                   คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (ก) จะมีหลายคณะก็ได้

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๕๒๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) เป็นเงินซึ่งนายจ้าง

จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยคำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานตามระเบียบ

ที่อธิบดีกำหนด  ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินที่จ่ายนั้นจะจ่ายจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุน

บำเหน็จบำนาญหรือไม่ ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ ๕,๐๐๐ บาท  คูณด้วยจำนวนปี

ที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ ๕๐ ของเงินที่เหลือ

นั้น แต่ถ้าเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญ

อีกจำนวนหนึ่งให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้

ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน ๕,๐๐๐ บาท ลงเหลือ ๒,๕๐๐ บาท

 

                   มาตรา ๘  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ช) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

(ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๒๕

                   (ช) เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ตามมาตรา ๖๕ ตรี (๒) ตามจำนวนที่จ่ายจริง

แต่ไม่เกิน ๗,๐๐๐ บาท

                    ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงิน

สะสมของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

 

                   มาตรา ๙  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๒๕

 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๗ เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)

ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและ

เสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือว่า

เป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา ๕๗ ตรี ก็ได้

                   ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่าย

ต่างหักลดหย่อนได้ดังนี้

                   (๑) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๗ (๑) (ก)

                   (๒) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๗ (๑)

(ค) และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง

                   (๓) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา ๔๗ (๑) (ง) วรรคหนึ่ง

                   (๔) สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่ได้รับจากกองทุนรวมหรือ

สถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อ

ส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ให้สามีแต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้หักลดหย่อน

ตามมาตรา ๔๗ (๑) (จ)

                   (๕) สำหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา ๔๗

(๑) (ช)

                   (๖) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา ๔๗ (๗)

                   ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (๒)

ให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม

มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวรวมกันไม่เกิน ๓๕,๐๐๐ บาท ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะมีเงินได้เป็น

จำนวนเท่าใด สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน

 

                   มาตรา ๑๐  ให้ยกเลิกความของบทนิยาม ภัตตาคาร ในมาตรา ๗๗

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

(ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ““ภัตตาคาร หมายความว่า  กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ

และรวมทั้งการรับจ้างปรุงอาหาร ทั้งนี้ในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

 

                   มาตรา ๑๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๙) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน

พ.ศ. ๒๕๑๕

                   (๙) รายรับจากการค้าประเภทภัตตาคาร ในกรณีการรับจ้างปรุงอาหาร

ให้หมายความรวมถึง มูลค่าของสิ่งใด ๆ ที่ใช้ปรุงหรือประกอบเป็นอาหารไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น

ของผู้ประกอบการค้าหรือไม่ก็ตาม

 

                   มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความในชนิด ๑ (ก) ของประเภทการค้า ๑. แห่ง

บัญชีอัตราภาษีการค้า ท้ายหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๓ และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความใน ๗. ๘. ๑๓. ๑๗. ๒๑.และ ๒๓. แห่งบัญชี

อัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๔  ให้ยกเลิกความใน ๙. ๑๒. และ ๑๕. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ท้ายหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไข

เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความใน ๑๐. ๑๑. (๑) ๑๔. ๒๔.๒๕.๒๖. และ ๒๗.

แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๖  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือ

ที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

                   มาตรา ๑๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    พลเอก ป. ติณสูลานนท์

           นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้อง

ปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนใน

อันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

สุรินทร์ / แก้ไข

๒๒/๐๒/๒๕๔๕

   A+B(C)