หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘)

พ.ศ. ๒๕๐๔

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔

เป็นปีที่ ๑๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔

 

                   มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (๑) มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับดังนี้

                         (ก) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายใน

เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นไป

                         (ข) กรณีอื่น และกรณียื่นรายการเงินได้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน

ประจำ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นไป

                   (๒) มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับราย

รับของผู้ประกอบการค้าประจำเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ที่จะต้องชำระภาษีในเดือนตุลาคม

พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

                   (๓) มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยอากร

แสตมป์ ให้ใช้บังคับสำหรับการรับเงินตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ที่จะต้องเสียอากรเป็นตัว

เงินในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

 

                   (๔) มาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ใช้บังคับ

สำหรับการซื้อหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

                   *[รก.๒๕๐๔/๖๗/๑พ/๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๔]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๕  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้

ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

                   มาตรา ๓๑  การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากร

ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา ๑๒ เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้

รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวัน

นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

                   ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระ

ภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความใน (๘) และ (๑๕) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)

พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนตามลำดับ

                   (๘) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล ดอกเบี้ยเงินสะสมที่รัฐบาลจ่ายหรือดอกเบี้ย

เงินฝากจากธนาคารในราชอาณาจักร

                   (๑๕) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือ

ครอบครัวได้ทำเอง

 

                   มาตรา ๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

                   มาตรา ๔๗  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ

ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

                   (๑) ลดหย่อนให้สำหรับ

                         (ก) ผู้มีเงินได้ ๔,๐๐๐ บาท

                         (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๒,๐๐๐ บาท

                         (ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ซึ่งมีอายุไม่เกิน

ยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็น

คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๑,๐๐๐ บาท

แต่มิให้ลดหย่อนให้บุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาท ขึ้น

ไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๒

                   การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักให้

นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้น ให้หักลดหย่อนในฐานะเป็นบุตรบุญ

ธรรมได้แต่ฐานะเดียว

                   (๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่

ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๖,๐๐๐ บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปี

ภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) และ (ค) เฉพาะในปีภาษีนั้น

                   (๓) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (๑) (ข)

และ (ค) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   (๔) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือน

ผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

                   (๕) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดก ให้หักลดหย่อนได้ ๖,๐๐๐ บาท

                   (๖) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้

หักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศ

ไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๑๖,๐๐๐ บาท

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

                   มาตรา ๔๘  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

                   (๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือ

เท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราตามที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้

                   (๒) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป การคำนวณภาษี

ตาม (๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ ของยอดเงินได้พึงประเมิน

                   ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า ๕ บาท

เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ

 

                   มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๗ ทวิ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)

พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

                   มาตรา ๕๖  ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความ

สามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปี

ภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลผู้นั้น

                   (๑) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้ถึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า

,๐๐๐ บาท

                   (๒) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม

มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกินกว่า ๕,๐๐๐ บาท

                   (๓) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า

,๐๐๐ บาท หรือ

                   (๔) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม

มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกินกว่า ๗,๕๐๐ บาท

                   ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินใน

ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๖,๐๐๐ บาท ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึง

ประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายใน

กำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัด

การรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือน

เป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละ

คนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้าง

หุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับ

ผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

                   มาตรา ๕๗  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖ วรรค ๑ เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาล

สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่

ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น

แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ วรรค ๑ และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี

                   มาตรา ๕๗ ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖ วรรค ๑ ถึงแก่ความ

ตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ วรรค ๑ หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือ

ผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครอง

ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตาย

นั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น

                   สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินใน

ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๖,๐๐๐ บาท ให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์

มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย

 

                   มาตรา ๙  ให้ยกเลิกความในหมวด ๔ ว่าด้วยภาษีการค้าตามลักษณะ ๒ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)

พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

หมวด ๔

ภาษีการค้า

                  

 

ส่วน ๑

ข้อความทั่วไป

                  

 

                   มาตรา ๗๗  ในหมวดนี้

                   การค้า หมายความว่า  การประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การ

เกษตร การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการให้บริการใด ๆ เพื่อหาประโยชน์อันมีมูลค่า

                   ผู้ประกอบการค้า หมายความว่า  บุคคลธรรมดา นิติบุคคล คณะบุคคลหรือ

รัฐวิสาหกิจใด ๆ ตามที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งประกอบการค้าในราชอาณาจักร โดย

การค้านั้นเป็นการค้าตามประเภทที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้า และทั้งนี้ให้หมายความรวมถึง

ผู้ที่บทบัญญัติในหมวดนี้ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าด้วย

                   ผู้ผลิต หมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่ทำการเกษตร หรือขุดค้น

ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำการผลิต ประกอบ แปรรูป แปรสภาพ ทำหรือจัดให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่า

ด้วยวิธีใด ๆ

                   ผู้นำเข้า หมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่สั่งหรือนำสินค้าเข้าในราชอาณา

จักร

                   ผู้อยู่นอกราชอาณาจักรที่มีสาขาในราชอาณาจักร เมื่อส่งสินค้าเข้าในราชอาณา

จักรโดยผ่านสาขาของตนในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้อยู่นอกราชอาณาจักรและสาขา

เป็นผู้นำเข้า

                   เพื่อประโยชน์แห่งวรรคก่อน การมีสาขาในราชอาณาจักรหมายความรวมถึง

                   (๑) มีโรงงานหรือสถานการค้าในราชอาณาจักร หรือ

                   (๒) มีลูกจ้าง ตัวแทนหรือบุคคลอื่นในราชอาณาจักรในการทำสัญญา เก็บ

รักษาสินค้า หาลูกค้าหรือทำการอย่างอื่นแทน

                   ผู้ส่งออก หมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่ส่งสินค้าออกจากราชอาณาจักร

                   สถานการค้า หมายความว่า  สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้ประกอบการค้า

เป็นประจำ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย

                   ในกรณีผู้ประกอบการค้าไม่มีสถานการค้าตามวรรคก่อนให้ถือว่าที่อยู่อาศัยของ

ผู้ประกอบการค้านั้นเป็นสถานการค้า ถ้าผู้ประกอบการค้ามีที่อยู่อาศัยหลายแห่ง จะเลือกเอาที่อยู่

อาศัยแห่งใดเป็นสถานการค้าก็ได้

                   บริษัท หมายความว่า  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และ

หมายความรวมถึงห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลด้วย

                   มูลค่า หมายความว่า  ราคาตลาดของทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อย่าง

อื่นในกรณีที่ไม่มีราคาตลาด ให้หมายความถึงราคาอันผู้ประกอบการค้าพึงได้รับจากทรัพย์สิน

บริการหรือประโยชน์อย่างอื่นนั้น เว้นแต่มูลค่าของสินค้าตามมาตรา ๗๙ ทวิ (๑) (๔) หรือ (๕) ให้

ถือตามราคาขายปลีก

                   ขาย หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้เช่าซื้อ หรือ

จำหน่ายจ่ายโอนโดยมีประโยชน์ตอบแทนด้วย

                   สินค้าสำเร็จรูป หมายความว่า  สินค้าซึ่งตามสภาพอาจอุปโภคบริโภคได้โดย

ไม่จำต้องเปลี่ยนหรือดัดแปลง หรือนำไปผสมกับสิ่งอื่น

                   ภัตตาคาร หมายความว่า  กิจการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ

ในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

                   ไนท์คลับหรือคาบาเรต์ หมายความว่า  กิจการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม

ไม่ว่าชนิดใด ๆ ในสถานที่ซึ่งจัดให้มีการแสดงดนตรี การลีลาศ หรือการแสดงอย่างอื่นด้วย

                   เดือนภาษี หมายความว่า  เดือนปฏิทิน

                   มาตรา ๗๗ ทวิ  ภาษีการค้าเป็นภาษีอากรประเมิน

                   มาตรา ๗๘  ผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้

มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับของทุกเดือนภาษีตามอัตราในบัญชีอัตราภาษีการค้าดังกล่าวนั้น

                   เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปโดยสะดวกและรัดกุม อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี

จะประกาศให้บุคคลใดที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขายทอดหนึ่งทอดใดหรือทุกทอดซึ่งสินค้า

ตามที่กำหนด แต่ไม่เป็นผู้ที่บัญชีอัตราภาษีการค้าระบุให้เสียภาษีไว้โดยเฉพาะ มีหน้าที่เสียภาษี

ตามหมวดนี้เพียงบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ ในกรณีดังกล่าวให้ถือว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบการค้า

แต่อัตราภาษีที่บุคคลนั้นต้องเสียให้เป็นไปดังนี้

                   (๑) ในกรณีที่ประกาศให้ผู้ขายทุกทอดมีหน้าที่เสียภาษีให้เสียภาษีในอัตราร้อย

ละ ๑.๕

                   (๒) ในกรณีอื่น ให้เสียภาษีในอัตรารวมกันเท่ากับที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราภาษี

การค้า

                   มาตรา ๗๘ ทวิ  ผู้ประกอบการค้าในกิจการดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติ

แห่งหมวดนี้

                   (๑) กิจการค้าหาบเร่

                   (๒) กิจการค้าน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด พืชผลจากไม้ล้มลุกหรือธัญญชาติ

อันเกิดจากการกสิกรรมของตนเอง โดยผู้ประกอบการค้าในกิจการดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นผู้ส่งออก

 

                   (๓) กิจการของสถานศึกษาของทางราชการและโรงเรียนราษฎร์ซึ่งได้จด

ทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์

                   (๔) กิจการขนส่งด้วยรถจักรยานสามล้อ เรือพายหรือเรือแจว ซึ่งขับขี่ พาย หรือ

แจวด้วยกำลังคน และผู้ประกอบการค้าขับขี่ พาย หรือแจวเองโดยเฉพาะ

                   (๕) กิจการของกระทรวงทบวงกรมหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐ

โดยไม่หักรายจ่าย

                   (๖) กิจการขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เว้นแต่กิจการนั้นเป็นการขนส่ง

การขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม

                   (๗) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร

สงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   (๘) กิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการสาธารณกุศลในประเทศไทย

โดยเฉพาะซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น

                   (๙) กิจการของผู้ประกอบเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ตามหน้าที่ในกฎหมายว่าด้วย

การสวนครัวและการเลี้ยงสัตว์เพื่อประโยชน์แห่งครัวเรือน และกิจการเกษตรกรรมเลี้ยงเป็ดหรือไก่

 

ส่วน ๒

รายรับ

                  

 

                   มาตรา ๗๙  รายรับ หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ

อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรเนื่องจากการประกอบการค้า เว้นแต่

                   (๑) รายรับจากการค้าประเภทโรงสีหรือโรงเลื่อย หมายความว่า

                         (ก) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึง

ได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้จากการสีข้าวหรือเลื่อยไม้ และ

                         (ข) มูลค่าของผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้ในวันที่ทำการรับจ้างสีข้าวหรือ

เลื่อยไม้เสร็จซึ่งผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้นั้นมิใช่เป็นของผู้ประกอบการค้า

                   (๒) รายรับจากการค้าประเภทโรงรับจำนำ หมายความว่า

                         (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ

                         (ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึง

ได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ

                   (๓) รายรับจากการค้าประเภทการธนาคาร หมายความว่า

                         (ก) ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการที่เรียกเก็บ และ

                         (ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา

การออก ซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไปต่างประเทศ

 

                   (๔) รายรับจากการค้าประเภทการประกันภัย หมายความว่า เบี้ยประกันภัย

หรือเงินอื่นที่ผู้รับประกันภัยเรียกเก็บ เว้นแต่เบี้ยประกันภัยส่วนที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้ และ

เบี้ยประกันภัยที่ได้จากการรับประกันต่อซึ่งผู้เอาประกันภัยต่อได้เสียภาษีจากเบี้ยประกันภัยตาม

หมวดนี้แล้ว

                   (๕) ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซึ่งได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอให้ถือ

ว่ามีการขายสินค้าในวันผลิตหรือนำเข้าในราชอาณาจักรและอธิบดีได้พิจารณาเห็นสมควรและ

อนุมัติแล้ว ในกรณีนี้ รายรับ หมายความว่า มูลค่าของสินค้าในวันที่ผลิตหรือนำเข้าในราชอาณา

จักร หรือวันที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

                   (๖) ในกรณีอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีได้ประกาศให้ถือว่าผู้ประกอบการค้าที่เป็น

ผู้นำเข้าซึ่งสินค้าตามที่กำหนดได้ขายสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร รายรับ หมายความว่า

มูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร

                   (๗) ในกรณีตาม (๒) วรรคสองของมาตรา ๗๘ รายรับ หมายความว่า มูลค่าของ

สินค้าตามราคาตลาดที่ผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้าจะพึงได้รับในวันที่ผู้

ประกอบการค้าตาม (๒) วรรคสองของมาตรา ๗๘ นั้นขายสินค้าดังกล่าว

                   มาตรา ๗๙ ทวิ  ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของ

สินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ

                   (๑) การนำเข้าในราชอาณาจักรโดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขายซึ่งสินค้า

ตาม

                         (ก) ประเภทการค้า ๑. ชนิด ๑ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้

ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร

                         (ข) ประเภทการค้า ๑. ชนิดอื่น

                   (๒) การส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ทุกชนิด และ

ประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าโดยเป็นการส่งให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงาน

ใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง

                   (๓) ผู้ประกอบการค้านำสินค้าของตนตามประเภทการค้า ๑. ทุกชนิด และ

ประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ไปใช้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่ง

สินค้าดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อขาย

                   (๔) การซื้อสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ชนิด ๒ (ก) หรือชนิด ๔ แห่งบัญชีอัตรา

ภาษีการค้าโดยสินค้านั้นมิได้มีการเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนแก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาก่อน หรือมิได้

เคยเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรนี้มาก่อน

                   (๕) การทำหรือดัดแปลง หรือจัดให้ผู้อื่นทำหรือดัดแปลงซึ่งสิ่งใด ๆ ให้เข้า

ลักษณะเป็นสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ชนิด ๔ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าโดยมิใช่เพื่อขาย

                   (๖) ผู้ประกอบกิจการโรงงานโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครอง หรือนำไปใช้

เพื่อการอื่นซึ่งสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ชนิด ๙ (ค) อันมิใช่นำไปใช้เป็นวัสดุเพื่อผลิตขายต่อไป

                   (๗) ผู้ประกอบการค้ามีสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ทุกชนิด และประเภทการ

ค้า ๒. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้าที่กำหนดให้ทำตามส่วน ๔

                   (๘) ผู้ประกอบการค้ามีสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ทุกชนิด และประเภทการ

ค้า ๒. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าขาดจากบัญชีคุมสินค้าที่กำหนดให้ทำตามส่วน ๔

                   (๙) ผู้ประกอบการค้ามีสินค้าคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบการค้า

                   ในกรณีตาม (๑) (๒) (๔) (๕) และ (๖) ให้ถือว่าผู้ที่นำสินค้าเข้าในราชอาณาจักร

ผู้ที่ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้ซื้อ ผู้เป็นเจ้าของสินค้าที่ทำหรือดัดแปลงแล้ว และผู้ประกอบ

กิจการโรงงาน แล้วแต่กรณี เป็นผู้ประกอบการค้า

                   ในกรณีตาม (๙) เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ขายสินค้าคงเหลือและมีรายรับต่ำกว่า

รายรับที่ได้คำนวณเสียภาษีไว้แล้ว ผู้ประกอบการค้ามีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมิน

ขอคืนภาษีที่ได้เสียเกินไปได้ แต่จะต้องยื่นคำร้องภายในสามสิบวันนับแต่วันขายสินค้า

                   มาตรา ๗๙ ตรี  รายรับจากกิจการดังต่อไปนี้หรือที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่ต้อง

รวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า

                   (๑) การขายสินค้าชนิดที่เป็นเครื่องเงิน เครื่องถม สินค้าตามประเภทการค้า ๑.

ชนิด ๗ (ข) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเฉพาะที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร

                   (๒) การขายวิสกี้ ใบยาสูบ ยาสูบหรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ เฉพาะที่ผลิตในราช

อาณาจักรและส่งออกนอกราชอาณาจักร

                   (๓) การขายน้ำมันเครื่องบินให้แก่บริษัทการบินต่างประเทศ ถ้าประเทศซึ่ง

บริษัทการบินต่างประเทศนั้นจดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้น ได้ให้การยกเว้นภาษีทำนองเดียวกันสำหรับ

การขายน้ำมันเครื่องบินให้แก่และหรือการซื้อน้ำมันเครื่องบินโดยบริษัทการบินที่จดทะเบียนหรือก่อ

ตั้งขึ้นในราชอาณาจักร

                   ความในวรรคก่อนจะนำมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีหลักฐานแจ้งชัดว่าผู้ประกอบ

การค้าได้ลดราคาสินค้าให้จริงเท่ากับอัตราภาษีการค้าตามกฎหมาย

                   (๔) รายรับเฉพาะที่เป็นราคาแสตมป์การกุศล บำรุงการศึกษา และการสาธารณ

สุขที่รัฐบาลจัดทำขึ้น

                   (๕) กิจการขายข้าวเฉพาะส่วนรายรับที่จ่ายเป็นค่าพรีเมี่ยมข้าวให้รัฐบาล

                   (๖) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล

                   (๗) การขายหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชน

                   มาตรา ๗๙ จัตวา  การคำนวณรายรับตามส่วนนี้ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

                   (๑) วิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชีเพื่อประโยชน์ในการคำนวณ

รายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับ

อนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้

                   (๒) มูลค่าตามมาตรา ๗๙ (๑) (ข) ให้คำนวณเป็นรายรับของเดือนภาษีที่มีการสี

ข้าวหรือเลื่อยไม้ แล้วแต่กรณี

 

                   (๓) การค้าประเภทการขายของให้คำนวณราคาสินค้าเป็นรายรับในเดือนภาษีที่

มีการขายเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้รับชำระเงินหรือราคาแล้วหรือไม่ก็ตาม

                   กรณีสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้า จำนวนเงินที่จะต้องชำระเมื่อถึงกำหนด

ในเดือนภาษีใด ให้ถือเป็นรายรับในเดือนภาษีนั้น

                   กรณีสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ชนิด ๒  ชนิด ๓

หรือชนิด ๔ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ให้คำนวณราคาสินค้าหรือค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นเป็นรายรับใน

เดือนภาษีที่มีสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อ

                   (๔) หนี้สูญจากการค้าประเภทการขายของที่ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ ถ้าได้

จำหน่ายไปในเดือนใด ให้หักออกจากรายรับของเดือนนั้นได้

                   การจำหน่ายหนี้สูญจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการโดยสมควรเพื่อให้ได้รับ

ชำระหนี้แล้ว

                   หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายตามวรรคแรกแล้ว ถ้าได้รับชำระในภายหลังให้นำมา

คำนวณเป็นรายรับของเดือนภาษีที่ได้รับชำระนั้น

                   (๕) ในกรณีที่ราคาขายสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ถ้ามีการขายเงินตราต่าง

ประเทศที่ได้รับชำระเป็นเงินตราไทยในเดือนที่ขาย ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นรายรับ

                   ในกรณีที่มิได้มีการขายเงินตราต่างประเทศดังกล่าวในวรรคก่อน ให้คำนวณ

ราคาขายสินค้าที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นเงินตราไทยตามอัตราตลาดในวันสุดท้ายของเดือนที่

มีการขายสินค้านั้น

 

ส่วน ๓

การจดทะเบียน

                  

 

                   มาตรา ๘๐  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามแบบที่อธิบดี

กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือวันเริ่มประกอบการค้า แล้ว

แต่วันใดจะเป็นวันหลัง

                   ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอเป็นรายสถาน

การค้า

                   มาตรา ๘๐ ทวิ  ผู้ประกอบการค้าที่มีรายรับเฉพาะประเภทที่ระบุในมาตรา ๗๙

ทวิ (๑) (๔) และ (๕) ประเภทการค้า ๕. ซึ่งให้เช่าเฉพาะเครื่องเรือนและของใช้ที่ใช้ประจำอยู่กับ

โรงเรือนที่ให้เช่า ให้ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนตามส่วนนี้

                   มาตรา ๘๐ ตรี  ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือ

จังหวัดธนบุรี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าต่ออธิบดี ณ กรมสรรพากร หรือ ณ ที่ว่าการอำเภอท้อง

ที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

 

                   ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอจดทะเบียน

การค้าต่อสรรพากรจังหวัด ณ ที่ทำการสรรพากรจังหวัด หรือ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถาน

การค้าตั้งอยู่

                   มาตรา ๘๐ จัตวา  เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตาม

มาตรา ๘๐ ตรี แล้ว ให้อธิบดีหรือสรรพากรจังหวัด แล้วแต่กรณี ออกใบทะเบียนการค้าให้เป็นราย

สถานการค้า

                   มาตรา ๘๑  ถ้าใบทะเบียนการค้าสูญหาย ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอรับใบ

แทนใบทะเบียนการค้าต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่ตามมาตรา ๘๐ ตรี ภายในกำหนดสิบห้าวันนับ

แต่วันที่สูญหาย

                   ในกรณีออกใบแทนใบทะเบียนการค้า ให้นำมาตรา ๘๐ จัตวา มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

                   ใบแทนใบทะเบียนการค้าให้ถือเป็นใบทะเบียนการค้า

                   มาตรา ๘๑ ทวิ  ผู้ประกอบการค้าต้องแสดงใบทะเบียนการค้าไว้ ณ ที่เปิดเผย

ซึ่งเห็นได้ถนัดในสถานการค้า

                   มาตรา ๘๒  เมื่อผู้ประกอบการค้าย้ายสถานการค้า ให้แจ้งการย้ายต่อ

เจ้าพนักงาน ณ สถานที่ซึ่งได้จดทะเบียนการค้าไว้เดิมภายในสิบห้าวันนับแต่วันย้ายโดยให้แนบใบ

ทะเบียนการค้าคืนไปด้วย

                   ให้ผู้ประกอบการค้าตามวรรคก่อนจดทะเบียนการค้าใหม่ภายในกำหนดเวลา

เช่นเดียวกับวรรคก่อน ทั้งนี้ให้นำมาตรา ๘๐ มาตรา ๘๐ ตรี และมาตรา ๘๐ จัตวา มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

                   มาตรา ๘๒ ทวิ  เมื่อผู้ประกอบการค้าเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้า ให้

แจ้งการเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่ตามมาตรา ๘๐ ตรี

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกหรือโอนกิจการค้าโดยให้แนบใบทะเบียนการค้าคืนไปด้วย

                   มาตรา ๘๒ ตรี  ผู้ประกอบการค้าผู้ใดกระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้ อธิบดี

หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบทะเบียนการค้าของผู้ประกอบการค้านั้นได้

 

ส่วน ๔

บัญชีหลักฐานและการปฏิบัติ

                  

 

                   มาตรา ๘๓  ให้ผู้ประกอบการค้าที่ต้องจดทะเบียนการค้าตามส่วน ๓ ทำบัญชี

หลักฐานแสดงรายรับทั้งที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้

                   เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะ

กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าทำบัญชีหลักฐานตามแบบที่อธิบดีกำหนด หรือจะให้แสดงรายงานหรือ

แจ้งข้อความใด ๆ ก็ได้

                   มาตรา ๘๓ ทวิ  ให้ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑. ทุกชนิดและ

ประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าทำบัญชีคุมสินค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงราย

การปริมาณสินค้าซึ่งมีอยู่ ได้มาและจำหน่ายไปเป็นรายวัน รายการในบัญชีดังกล่าวนี้ต้องลงให้

เสร็จภายในสามวันนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายไปแต่ละครั้งซึ่งสินค้านั้น

                   ในกรณีที่มีการอนุมัติหรือประกาศตามมาตรา ๗๙  (๕) หรือ (๖) แล้ว ให้ยกเว้น

การทำบัญชีตามวรรคก่อน เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น

                   มาตรา ๘๓ ตรี  บัญชีตามมาตรา ๘๓  มาตรา ๘๓ ทวิ และเอกสารประกอบการ

ลงบัญชีดังกล่าว ให้เก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีที่สถานการค้า หรือถ้าจะเก็บรักษาไว้ที่อื่น ให้ผู้

ประกอบการค้าแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ

 

ส่วน ๕

แบบแสดงรายการการค้า

                  

 

                   มาตรา ๘๔  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการการค้าตามแบบที่อธิบดี

กำหนดเป็นรายเดือนภาษี ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม

                   ผู้ประกอบการค้าที่มีรายรับเฉพาะประเภทที่ระบุในมาตรา ๗๙ ทวิ (๑) (๔) หรือ

(๕) ให้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนดเป็นรายครั้งที่มีรายรับ

                   มาตรา ๘๔ ทวิ  ถ้าผู้ประกอบการค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตายหรือ

เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครอง

ทรัพย์มรดก ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   มาตรา ๘๔ ตรี  ถ้าผู้ประกอบการค้าเป็นบริษัท ให้กรรมการผู้อำนวยการหรือผู้

จัดการ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าในนามบริษัท

                   มาตรา ๘๔ จัตวา ในกรณีผู้ประกอบการค้าอยู่นอกราชอาณาจักร ให้กรรมการ

ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในโรงงาน สถานการค้า หรือลูกจ้าง ตัวแทนหรือ

ผู้ทำการแทน อันถือได้ว่ามีสาขาในราชอาณาจักร มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   มาตรา ๘๔ เบญจ  ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าควบเข้ากันหรือโอนกิจการให้กัน

ให้บริษัทอันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วยควบเข้ากันหรือบริษัทที่รับโอนกิจการ มีหน้าที่ร่วมกันกับบริษัทเดิมที่

ควบเข้ากันหรือที่โอนกิจการ ยื่นแบบแสดงรายการการค้าของบริษัทเดิมที่ควบเข้ากันหรือที่โอน

กิจการนั้น แล้วแต่กรณี

                   มาตรา ๘๔ ฉ  ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าเลิกโดยมีการชำระบัญชี ให้ผู้ชำระ

บัญชีและกรรมการ ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันเลิกบริษัท มีหน้าที่ร่วมกัน

ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าเลิกโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนและ

บุคคลผู้มีอำนาจจัดการมีหน้าที่ร่วมกันยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   มาตรา ๘๕  แบบแสดงรายการการค้าที่ต้องยื่นตามส่วนนี้ให้ยื่นต่อเจ้าพนักงาน

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าตั้งอยู่ หรือต่อเจ้าพนักงานและ ณ สถานที่อื่นที่อธิบดี

กำหนด

                   ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการ

การค้าตามวรรคก่อน ให้แยกยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าแต่ละแห่งตั้งอยู่ แต่ผู้

ประกอบการค้าอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการการค้ารวมกัน ณ กรมสรรพากร

หรือ ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้

                   มาตรา ๘๕ ทวิ  เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเวลาเป็นอย่างอื่นแบบแสดงรายการการ

ค้าที่ต้องยื่นตามมาตรา ๘๔ สำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป

 

ส่วน ๖

การชำระภาษี

                  

 

                   มาตรา ๘๖  ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการตามส่วน ๕ ชำระภาษีภายใน

กำหนดเวลาตามมาตรา ๘๕ ทวิ พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการนั้น

                   มาตรา ๘๖ ทวิ  ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้เสียภาษี บุคคลผู้มี

หน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน เว้นแต่การ

ประเมินตามมาตรา ๑๘ ทวิ จะต้องชำระภาษีภายในเวลาที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้

                   มาตรา ๘๖ ตรี  ผู้ประกอบการค้ารายย่อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อาจเสีย

ภาษีการค้าเหมาเป็นงวดได้ เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายแล้ว

                   ผู้ต้องเสียภาษีตามมาตรานี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดโดย

กฎกระทรวง

                   มาตรา ๘๖ จัตวา  ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงสิบห้า

บาท เป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น

 

ส่วน ๗

อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน

                  

 

                   มาตรา ๘๗  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ตามหมวดนี้ในเมื่อ

                   (๑) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงราย

การการค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

                   (๒) เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงราย

การการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ

                   (๓) ผู้ประกอบการค้าหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแทนผู้ประกอบ

การค้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงาน

ประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

                   มาตรา ๘๗ ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๘๗ เจ้าพนักงาน

ประเมินมีอำนาจ

                   (๑) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการการค้าตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง

เมื่อผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   (๒) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการการค้า หรือในเอกสารอื่นที่ยื่น

ประกอบแบบแสดงรายการการค้าเพื่อให้ถูกต้อง

                   (๓) กำหนดราคาขายของสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายในวันเดียวกันหรือ

ใกล้เคียงกันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงกันได้หรือโดย

เทียบเคียงกับราคาตลาดโลก

                   (๔) กำหนดรายรับจากการให้เช่าทรัพย์สินโดยเทียบเคียงกับค่าเช่าที่ทรัพย์สิน

นั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ

                   (๕) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบการค้าควรได้รับ ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าได้

ขายสินค้าไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาอันควรจะขายได้ เพราะผู้ประกอบการค้ากับผู้ซื้อมีการควบคุม

หรือความสัมพันธ์กันในด้านทุนหรือด้านการจัดการ

                   (๖) กำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันโอนหรือทำบริการ

เมื่อการโอนทรัพย์สินหรือทำบริการให้นั้นไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดย

ไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (๗) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้

ประกอบการค้า หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการค้าเองหรือของผู้ประกอบการค้าอื่นที่กระทำ

กิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร

                   (๘) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๘๗

(๓) โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (๑) ถึง (๗) ก็ได้

                   มาตรา ๘๗ ตรี การดำเนินการตามมาตรา ๘๗ มาตรา ๘๗ ทวิ หรือมาตรา ๘๗

จัตวา เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

หรือพยาน กับมีอำนาจสั่งบุคคลเหล่านั้นให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมา

ตรวจสอบไต่สวนได้ แต่จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก

                   มาตรา ๘๗ จัตวา  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าของผู้

ประกอบการค้าหรือที่อื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการของ

ผู้ประกอบการค้า และทำการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่า ผู้ประกอบการค้าได้ปฏิบัติการโดยถูกต้อง

ตามบทบัญญัติในหมวดนี้หรือไม่ ในการนี้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งผู้ประกอบการค้าหรือ

บุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน

ต่าง ๆ อันควรแก่เรื่อง และมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานเหล่านั้นมาตรวจสอบไต่สวนได้

                   มาตรา ๘๘  เมื่อประเมินแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็น

หนังสือไปยังผู้ประกอบการค้า ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ เว้นแต่การประเมินตามมาตรา

๘๗ (๓) ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

                   มาตรา ๘๘ ทวิ  การประเมินให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                   (๑) ห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือวันที่

ยื่นแบบแสดงรายการการค้า แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ถ้ามีการยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   (๒) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้า ในกรณี

ที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า หรือยื่นแบบแสดงรายการ

การค้าเท็จ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามหมวดนี้ หรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดย

แสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้า

 

ส่วน ๘

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

                  

 

                   มาตรา ๘๙  ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราต่อไปนี้

                   (๑) กรณีมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา ๘๐ หรือเมื่อถูกสั่งเพิกถอน

ใบทะเบียนการค้าตามมาตรา ๘๒ ตรี แล้ว ได้ประกอบการค้าโดยไม่มีใบทะเบียนการค้า ให้เสียเบี้ย

ปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือเป็นเงินสอง

ร้อยบาทต่อเดือนแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (๒) กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าภายในกำหนดเวลาตามส่วน ๕ ให้

เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษี

                   (๓) กรณียื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้

จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อน

                   (๔) กรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้าซึ่งให้ถือว่าเป็นการ

ขายตามมาตรา ๗๙ ทวิ (๗) ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีจากรายรับของสินค้าที่ให้ถือว่า

ขายนั้น

                   (๕) กรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าขาดจากบัญชีคุมสินค้าซึ่งให้ถือว่าเป็นการ

ขายตามมาตรา ๗๙ ทวิ (๘) ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีจากรายรับของสินค้าที่ให้ถือว่า

ขายนั้น

                   เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

                   มาตรา ๘๙ ทวิ  ผู้ประกอบการค้าใดไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาตามส่วน

๖ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

ตามมาตรา ๘๙

                   ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษี และได้มีการชำระภาษี

ภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคก่อนให้ลดลงเหลือร้อยละ ๐.๕ ต่อเดือนหรือ

เศษของเดือน

                   การคำนวณเงินเพิ่มในสองวรรคก่อนเว้นแต่กรณีการประเมินตามมาตรา ๑๘

ทวิ ให้เริ่มนับเมื่อพ้นสิบห้าวันถัดจากเดือนภาษี

                   เงินเพิ่มตามมาตรานี้ มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

ตามมาตรา ๘๙

                   มาตรา ๘๙ ตรี  เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี

 

ส่วน ๙

บทกำหนดโทษ

                  

 

                   มาตรา ๙๐  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตาม

มาตรา ๘๐ ไม่แจ้งการย้ายตามมาตรา ๘๒ ไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนตามมาตรา ๘๒ ทวิ ไม่

ปฏิบัติตามหมายเรียกที่ออกตามมาตรา ๘๗ ตรี หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ

ไต่สวนตามหมวดนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน

หนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                   มาตรา ๙๑  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามมาตรา ๘๑ หรือไม่แสดงใบทะเบียน

การค้าตามมาตรา ๘๑ ทวิ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

                   มาตรา ๙๒  ผู้ใดไม่ทำบัญชีหรือไม่แสดงรายงานหรือแจ้งข้อความ ให้เป็นไป

ตามมาตรา ๘๓  หรือมาตรา ๘๓ ทวิ หรือไม่เก็บรักษา หรือไม่แจ้งการเก็บรักษาบัญชี หรือเอกสาร

ตามมาตรา ๘๓ ตรี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้ง

ปรับ

                   มาตรา ๙๓  ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานประเมินใน

การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๘๗ จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสาม

พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

บัญชีอัตราภาษีการค้า

                  

 

 [ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๕  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงินหรือผู้รับชำระราคา

ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระ

ราคา ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

                   (๑) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ ของสถานการค้าที่ผู้

ประกอบการค้าต้องจดทะเบียนการค้าตามหมวด ๔ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่

สิบบาทขึ้นไป

                   (๒) การให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การขายหรือการรับจ้างทำของ ที่ไม่ต้องจดทะเบียน

การค้าตามหมวด ๔ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

                   ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาดังกล่าวข้างต้น มีเงื่อนไขให้รับหรือชำระภาย

หลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น

                   มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากรหรือแสตมป์อื่นของรัฐบาลที่ยัง

มิได้ใช้

 

                   มาตรา ๑๑  ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของ ๒๘.แห่งบัญชีอัตราอากร

แสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไข

เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๑๒  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น ธ. และ น. ของข้อยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตาม ๒๘. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒

                   ธ. ใบรับสำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔

                   น. ใบรับจากการขายทรัพย์สินที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขายต่อไปเป็นทางค้า

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในลักษณะ ๔ ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)

พ.ศ. ๒๕๐๒

 

                   มาตรา ๑๔  ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและคงเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่

ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตามข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงเสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร

ดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้

ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าว

ด้วย

                   บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวันพระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตาม

พระราชบัญญัตินี้

                   ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้าตาม

ข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จากการค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้าและอากร

แสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือ

ลูกหนี้ได้ชำระหนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร

ดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคาตลาดของสินค้าและหรือ

จากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้  ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อ

โภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

 

                   มาตรา ๑๕  เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้ผู้ประกอบการค้า

และผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตาม

พระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของ

สินค้าที่จะได้รับตามข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่

๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔

                    แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ

                   (๑) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือ

จังหวัดธนบุรี

                   (๒) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่น

                   การยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔

และถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

                   มาตรา ๑๖  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา ๑๕ หรือยื่นแบบ

แสดงรายการตามมาตรา ๑๕ เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพัน

บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                   มาตรา ๑๗  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้

                   (๑) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

                   (๒) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา ๑๔

 

                   มาตรา ๑๘  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ

นี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

      จอมพล ส. ธนะรัชต์

         นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

          (๑) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง

          (๒) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทางฝ่ายผู้เสียภาษีและ

เจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

          (๓) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้องเสีย เพราะจะมิให้มี

การเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้า

อย่างเดียว

          (๔) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากรแสตมป์

 

 

                                                                             ภคินี/แก้ไข

                                                                             ๑๓/๓/๒๕๔๕

                                                                                   A+B