ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๒๐๖
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษี
การค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการหรือบุคคล รวมทั้งวิธี
จัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและกิจการบางประเภท
นอกจากนี้บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความไม่ชัดเจนก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง
ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากรให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษี
ที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตาม
จำนวนที่ต้องคืนด้วย หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔ ทศ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔ ทศ ให้อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่
ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ ๐.๖๒๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี
อากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
ดอกเบี้ยที่ให้ตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน
และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้”
ข้อ ๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๘) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔
“(๑๘) รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการ
ซื้อสลากบำรุงกาชาดไทย”
ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๙) และ (๒๐) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘)
พ.ศ. ๒๕๐๔
“(๑๙) ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา ๔ ทศ
(๒๐) เงินได้จากการขายสินค้า ซึ่งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่เป็น
นิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาล
เป็นเจ้าของเสียภาษีเงินได้แทนตามมาตรา ๔๘ ทวิ”
ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๙๖
“ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยา
ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง”
ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความใน (ข) ของ (๑) ในมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๔,๐๐๐ บาท”
ข้อ ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ง) และ (จ) ของ (๑) ในมาตรา ๔๗
แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
“(ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิต
ของผู้เงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์
ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินรายได้มีการประกันชีวิตและความเป็น
สามีภรรยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วย สำหรับเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับ
การประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
(จ) เงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเท่าจำนวนที่ได้รับในกรณีที่จำนวนเงินได้นั้นรวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๕,๐๐๐
บาท หรือเป็นจำนวน ๕,๐๐๐ บาท บวกกับร้อยละ ๒๐ ของเงินได้นั้นเฉพาะส่วนที่เกิน ๕,๐๐๐ บาท
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามี
ภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินได้ดังกล่าวที่สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้
ได้รับตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง”
ข้อ ๗ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยา
ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๘,๐๐๐ บาท
แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) และ
(ค) เฉพาะในปีภาษีนั้น”
ข้อ ๘ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๒) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป การคำนวณภาษี
ตาม (๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ ของยอดเงินได้พึงประเมิน”
ข้อ ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๘ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๘ ทวิ ให้องค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้ง
ขึ้นตามกฎหมายโดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เสียภาษี
เงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใดหรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การ รัฐวิสาหกิจหรือ
หน่วยงานดังกล่าว ตามวิธีการอัตราและประเภทสินค้าตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้
เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น”
ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๒ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่
หักภาษีเงินได้ตามมาตรา ๕๐ ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”
ข้อ ๑๑ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๒) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) หรือ (๔) ให้คำนวณภาษีตาม
อัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เว้นแต่ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินนั้น
เป็นดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการธนาคาร กิจการ
ประกันภัย หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกัน ให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐”
ข้อ ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๗๐ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)
พ.ศ. ๒๕๐๒
“ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือ
สถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริม
เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม”
ข้อ ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)
พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๐ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไร
หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย
ให้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคล โดยนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวัน
นับแต่วันจำหน่าย”
ข้อ ๑๔ ให้ยกเลิกความในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ของลักษณะ ๒
แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“บัญชีอัตราภาษีเงินได้
(๑) สำหรับบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๓
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๖
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๖๐
(๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ
กำไรสุทธิไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๐
กำไรสุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๕
กำไรสุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐
(ข) ภาษีตามมาตรา ๗๐
และมาตรา ๗๐ ทวิ ร้อยละ ๒๕”
ข้อ ๑๕ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) รายรับจากการค้าประเภทโรงสีหรือโรงเลื่อย หมายความว่า
(ก) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ
หรือพึงได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้จากการสีข้าวหรือเลื่อยไม้
(ข) มูลค่าของผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้ในวันที่ทำการรับจ้างสีข้าว
หรือเลื่อยไม้เสร็จซึ่งผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้นั้นมิใช่เป็นของผู้ประกอบการค้า”
ข้อ ๑๖ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๔) รายรับจากการค้าประเภทประกันภัย
(ก)ในกรณีการรับประกันชีวิต หมายความว่า ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม
หรือค่าบริการในการให้กู้ยืมเงิน
(ข) ในกรณีการรับประกันภัยอย่างอื่น หมายความว่า เบี้ยประกันภัย
หรือเงินอื่นที่ผู้รับประกันภัยเรียกเก็บ เว้นแต่เบี้ยประกันภัยส่วนที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้
และเบี้ยประกันภัยที่ได้จากการรับประกันต่อซึ่งผู้เอาประกันภัยต่อได้เสียภาษีจากเบี้ยประกันภัย
ตามหมวดนี้แล้ว”
ข้อ ๑๗ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๗๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามประเภทการค้า ๑. แห่งบัญชี
อัตราภาษีการค้าไม่ว่าเพื่อการใด ๆ”
ข้อ ๑๘ ให้ยกเลิกความในประเภทการค้า ๒. ของบัญชีอัตราภาษีการค้า
ท้ายหมวด ๔ ของลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไข
เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
ข้อ ๑๙ ให้ยกเลิกความใน ๒๘. รวมทั้งความซึ่งยกเว้นไม่ต้องเสียอากร
แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ของลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
ข้อ ๒๐ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไข
เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติ
จัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๒๑ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก
วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) ข้อ ๑ ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระหรือนำส่ง
ในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
(๒) ข้อ ๒ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้รับก่อน
วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วยแต่ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินที่ได้ชำระ
ภาษีเงินได้ไปแล้ว
(๓) ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๔
ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน
ประจำ พ.ศ.๒๕๑๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นไป
(๔) ข้อ ๑๔ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้
บังคับ
(๕) ข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ และข้อ ๑๘ ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้
ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๕ เป็นต้นไป
ข้อ ๒๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศ
ของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕
จอมพล ถ. กิตติขจร
หัวหน้าคณะปฏิวัติ
สุรินทร์ / แก้ไข
๑๙/๐๒/๒๕๔๕