พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๓
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
เป็นปีที่ ๓๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓”
มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘
มาตรา ๙ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคล
ธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๓
ที่จะต้องยื่นรายการใน
พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคล
ธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่จะต้องยื่นรายการใน
พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นไป
(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัท
และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบ
ระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป
*[รก.๒๕๒๓/๗๘/๑๔พ/๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความของบทนิยาม “เงินได้พึงประเมิน” ในมาตรา ๓๙ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)
พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวด
นี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิด
คำนวณได้เป็นเงินและเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ ด้วย”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของ (ข) ของมาตรา
๔๐ (๔) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๒๒
“เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วย
กฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่
ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดา
และมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดา
ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน
ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งเป็นผู้มี
เงินได้ด้วยโดยอนุโลม”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๒ ทวิ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) เว้นแต่
ที่ได้กำหนดไว้ในวรรคสาม ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๓๐ แต่รวมกันต้องไม่เกิน
๓๐,๐๐๐ บาท”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความใน (ก) (ข) และ (ค) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ผู้มีเงินได้ ๑๐,๐๐๐ บาท
(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๑๐,๐๐๐ บาท
(ค) บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้รวมทั้งบุตรชอบด้วย
กฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย
(๑) ที่เกิดก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมก่อน
พ.ศ. ๒๕๒๒ คนละ ๕,๐๐๐ บาท
(๒) ที่เกิดหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมในหรือหลัง
พ.ศ. ๒๕๒๒ คนละ ๕,๐๐๐ บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้งตาม (๑) และ (๒) การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำ
บุตรตาม (๑) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม (๒) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม
(๑) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (๒) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม
(๑) มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม (๒) มาหักได้โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม (๑) แล้วต้อง
ไม่เกินสามคน
การนับจำนวนบุตร ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร
โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย
การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและ
ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความ
สามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตร
ดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินนั้นในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึง
ประเมินไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๒
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักได้
นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้น ให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรม
ได้แต่ฐานะเดียว”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความใน (จ) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(จ) เงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) เท่าจำนวนที่ได้รับแต่ต้องไม่เกิน ๑๐,๐๐๐
บาท เฉพาะส่วนที่ได้รับจากกองทุนรวม
เมื่อหักลดหย่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว มีเงินได้เหลืออยู่เท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีก
ร้อยละ ๓๐ สำหรับส่วนที่ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ตามวรรคหนึ่งและความเป็น
สามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินได้ดังกล่าวที่สามีหรือภริยาของผู้มี
เงินได้ได้รับตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่
ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๒๐,๐๐๐ บาท
แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก)
และ (ค) เฉพาะในปีภาษีนั้น”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความใน (๖) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๖) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้
หักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศ
ไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท”
มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๗ ทวิ ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี ดังต่อไปนี้
(๑) ร้อยละ ๒๕ ของเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียน
(๒) ร้อยละ ๓๕ ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากบริษัท หรือห้าง
หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและมิใช่บริษัทจดทะเบียน
เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่งให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้
พึงประเมิน เพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘
ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ใน
ประเทศไทย”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความใน (ง) ของมาตรา ๕๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่จ่ายจากกองทุนรวมให้
หักลดหย่อนตามอัตราในวรรคสองของมาตรา ๔๗ (๑) (จ) ก่อน แล้วคำนวณหักตามอัตรา
ภาษีเงินได้
ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แม้
การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทก็ดี ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
ทั้งนี้ เฉพาะผู้รับที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๖ ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความ
สามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปี
ภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น
(๑) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน
๑๐,๐๐๐ บาท
(๒) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะ
ตามมาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๑๔,๕๐๐ บาท
(๓) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน
๒๐,๐๐๐ บาท
(๔) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เฉพาะตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๒๙,๐๐๐ บาท “
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในวรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๕๗
เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหัก
ลดหย่อนได้ดังนี้
(๑) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๗ (๑) (ก)
(๒) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๗ (๑)
(ค) คนละกึ่งหนึ่ง
(๓) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา ๔๗ (๑) (ง) วรรคหนึ่ง
(๔) สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่ได้รับจากกองทุนรวม ให้สามีแต่
ฝ่ายเดียวเป็นผู้หักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (จ)
(๕) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา ๔๗ (๗)
ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยการหักลดหย่อนตาม (๒) ให้หักได้
เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย
ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เฉพาะตามมาตรา
๔๐ (๑) ประเภทเดียวรวมกันไม่เกิน ๒๙,๐๐๐ บาท ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะมีเงินได้เป็นจำนวนเท่าใด
สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๗ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๖๗ การเสียงภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ใน
บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖
วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์
ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่าโดยสาร
ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขน
คนโดยสารนั้น
(๒) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่าระวาง
ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๕๒๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“บัญชีอัตราภาษีเงินได้
(๑) สำหรับบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๗
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๙๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๓
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๙๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๗
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๒
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๖๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๖๕
(๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ
(๑) บริษัทจดทะเบียน ร้อยละ ๓๕
(๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
นอกจาก (๑) ร้อยละ ๔๕
(ข) ภาษีตามมาตรา ๗๐
และมาตรา ๗๐ ทวิ ร้อยละ ๒๕”
มาตรา ๑๖ บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่ถูก
ยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่จะ
ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๔
มาตรา ๑๗ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึง
ชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุง
ประมวลรัษฎากรเพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตรา
ภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณา
โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+B