พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙)
พ.ศ. ๒๕๐๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๘
เป็นปีที่ ๒๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษี
เงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่
จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะ
เวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๙ เป็นต้นไป
(๓) บทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑
มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙
มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่ง
พระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าในเดือน
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นไป
*[รก.๒๕๐๘/๑๑๔/๓๕พ/๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๘]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๔๐ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.
๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง
โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่
นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้หรือภาษีอากรอื่น เงินที่นาย
จ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดา
ที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
(๒) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ไม่ว่า
จะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส
เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า
เงินที่ผู้จ่ายเงินได้ออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้หรือภาษีอากรอื่น เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ
ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือ
ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้น
จะเป็นการประจำหรือชั่วคราว”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๗) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
“(๗) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) แล้ว เหลือเท่าใดให้
หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อย
ละ ๑๐ ของเงินที่เหลือนั้น
(ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ
(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล
หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศ
กำหนดในราชกิจจานุเบกษา”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความใน (๑๐) ของมาตรา ๖๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
“มาตรา ๗๗ ในหมวดนี้
“การค้า” หมายความว่า การประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม
การเกษตร การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการให้บริการใด ๆ เพื่อหาประโยชน์อันมีมูลค่า
“ผู้ประกอบการค้า” หมายความว่า บุคคลธรรมดา นิติบุคคล คณะบุคคลหรือ
รัฐวิสาหกิจใด ๆ ซึ่งเข้าลักษณะตามที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้า และประกอบการค้าในราช
อาณาจักรโดยการค้านั้นเป็นการค้าตามประเภทที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้า และหมาย
ความรวมถึงผู้ที่บทบัญญัติในหมวดนี้ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าด้วย
“ผลิต” หมายความว่า ทำการเกษตรหรือขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบ
แปรรูป แปรสภาพสินค้า หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้า ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ
“ผู้ผลิต” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าที่ทำการผลิต
“ผู้นำเข้า” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าที่สั่งหรือนำสินค้าเข้าในราชอาณา
จักร
“สาขา” หมายความว่า
(๑) โรงงานหรือสถานการค้าในราชอาณาจักรของผู้อยู่นอกราชอาณาจักร
(๒) ตัวแทน ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นในราชอาณาจักร ซึ่งทำสัญญา หรือมีหน้าที่รับ
ผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้า หาลูกค้า หรือทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับการประกอบการค้าในราช
อาณาจักรแทนผู้อยู่นอกราชอาณาจักร
“ผู้ส่งออก” หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าที่ส่งสินค้าออกจากราชอาณาจักร
เพื่อส่งไปต่างประเทศ
“สถานการค้า” หมายความว่า สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้ประกอบการค้า
เป็นประจำ และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย
ในกรณีผู้ประกอบการค้าไม่มีสถานการค้าตามวรรคก่อน ให้ถือว่าที่อยู่อาศัย
ของผู้ประกอบการค้านั้นเป็นสถานการค้าถ้าผู้ประกอบการค้ามีที่อยู่อาศัยหลายแห่ง ให้ผู้ประกอบ
การค้าเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งเป็นสถานการค้า
“บริษัท” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น และ
ให้หมายความรวมถึงห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลด้วย
“มูลค่า” หมายความว่า ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของบริการ หรือของประโยชน์
ใด ๆ และในกรณีที่ไม่มีราคาตลาดหมายความว่า ราคาอันผู้ประกอบการค้าพึงได้รับจากทรัพย์สิน
จากบริการหรือจากประโยชน์นั้น เว้นแต่
(๑) ในกรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาดของ
สินค้าดังกล่าวที่ซื้อขายกันเป็นเงินสด อันผู้ขายปลีกได้ตั้งไว้โดยสุจริตและเปิดเผย
(๒) ในกรณีน้ำมันแร่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก
น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเบรค ซีเมนต์ สุรา และสินค้าตามที่อธิบดีได้ประกาศระบุโดยอนุมัติรัฐมนตรี
มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีก
(๓) ในกรณีที่มีการทำหรือดัดแปลงหรือจัดให้ผู้อื่นทำหรือดัดแปลงสิ่งใด ๆ ให้
เข้าลักษณะเป็นสินค้า และโดยบทบัญญัติแห่งหมวดนี้กำหนดให้ถือเอาการดังกล่าวเป็นการขายสิน
ค้า มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาดที่ซื้อขายปลีกกันเป็นเงินสดของสินค้านั้น
(๔) นอกจากในกรณีตาม (๑) ถึง (๓) ถ้าอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศใช้
เกณฑ์กำหนดราคาของสินค้ามูลค่า หมายความว่า ราคาตลาดของสินค้าตามเกณฑ์ที่อธิบดี
ประกาศ
“ขาย” หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้เช่าซื้อ หรือ
จำหน่ายจ่ายโอนโดยมีประโยชน์ตอบแทนด้วย
“ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ ใน
หรือจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้
“ไนท์คลับหรือคาบาเรต์” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่า
ชนิดใด ๆ ในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้มีการแสดงดนตรี การลีลาศ หรือการแสดงเพื่อความบันเทิง
ใด ๆ
“เดือนภาษี” หมายความว่า เดือนปฎิทิน”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๗๘ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๒) กิจการค้าน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด พืชผลอันเกิดจากกสิกรรมของตน
เอง โดยผู้ประกอบการค้าในกิจการดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นส่งออก”
มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๐) และ (๑๑) ของมาตรา ๗๘ ทวิ แห่ง
พระมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘)
พ.ศ. ๒๕๐๔
“(๑๐) กิจการของผู้ผลิตนุ่น สัตว์มีชีวิตที่มิใช่สัตว์น้ำ ครั่ง แป้งมันสำปะหลัง มัน
เส้น มันเส้นบด กากมันสำปะหลัง หนังสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก เส้นไหมที่ผลิตได้จากการเลี้ยงไหม โดยผู้
ผลิตสินค้าดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นผู้ส่งออก
(๑๑) กิจการขายพลังงานไฟฟ้า กิจการขายน้ำประปา”
มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๘ ตรี มาตรา ๗๘ จัตวา มาตรา
๗๘ เบญจ มาตรา ๗๘ ฉ มาตรา ๗๘ สัตต มาตรา ๗๘ อัฏฐ มาตรา ๗๘ นว มาตรา ๗๘ ทศ มาตรา
๗๘ เอกาทศ มาตรา ๗๘ ทวาทศ มาตรา ๗๘ เตรส และมาตรา ๗๘ จตุทศ แห่งประมวลรัษฎากร
ตามลำดับ
“มาตรา ๗๘ ตรี ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาจยื่นคำร้องต่อ
อธิบดี ขอให้ถือว่าสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าในราชอาณาจักรได้มีการขายในวันผลิตหรือนำเข้าในราช
อาณาจักร เมื่ออธิบดีเห็นสมควรก็ให้สั่งอนุมัติ
มาตรา ๗๘ จัตวา อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้ถือว่าผู้
ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าซึ่งสินค้าตามที่กำหนดได้ขายสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร
มาตรา ๗๘ เบญจ วันนำเข้าในราชอาณาจักรตามมาตรา ๗๘ ตรี และมาตรา
๗๘ จัตวา หมายความว่า วันที่ชำระอากรขาเข้า หรือวางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเงิน
อากรขาเข้า สำหรับกรณีที่ไม่ต้องเสียหรือยกเว้นอากรขาเข้าให้หมายความว่า วันที่มีการออกใบขน
สินค้าให้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
มาตรา ๗๘ ฉ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณมูลค่าของสินค้าเป็นรายรับ อธิบดี
โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อกำหนดมูลค่าของสินค้าเป็นรายรับได้
มาตรา ๗๘ สัตต ในกรณีราคาตลาดมีหลายราคา หรือไม่อาจทราบราคาตลาด
ได้แน่นอน อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้ราคาตลาดเป็น
มูลค่าของสินค้าได้
มาตรา ๗๘ อัฏฐ อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศระบุสินค้าที่จะให้
คำนวณรายรับตามราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกได้
มาตรา ๗๘ นว ในกรณีที่มีการสั่งหรือนำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรและมีการ
ส่งสินค้านั้นกลับออกนอกราชอาณาจักร ให้คืนภาษีการค้าที่ได้เก็บไว้จากสินค้านั้น ตามเงื่อนไข
หลักเกณฑ์ วิธีการและอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
มาตรา ๗๘ ทศ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสินค้าขาออก รัฐมนตรีโดยอนุมัติ
คณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้ลดหรือยกเว้นภาษีการค้าสำหรับสินค้าตามประเภทการค้า ๑.
แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่ส่งออกได้
การลดหรือยกเว้นตามวรรคก่อน รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีจะประกาศ
ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้
มาตรา ๗๘ เอกาทศ กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษี
ตามหมวดนี้ สำหรับประเภทการค้า ๑. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า เฉพาะสินค้าที่นำเข้าในราช
อาณาจักร เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะประกาศร่นให้เร็วขึ้นสำหรับสินค้าทุกรายการหรือบางรายการ
ในประเภทนั้น ๆ ก็ได้
ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาชำระภาษีให้เร็วขึ้นตามวรรคก่อน และผู้ประกอบ
การค้าได้ชำระภาษีหรือวางเงินเป็นประกันภาษีภายในเวลาที่ร่นนั้น ให้ผู้ประกอบการค้าได้รับการ
ลดภาษีตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่อัตราการลดนี้จะต้องไม่เกินร้อยละ ๒ ของจำนวน
เงินภาษีที่ต้องเสียหรือของจำนวนเงินที่วางประกันแล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า
ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาตามมาตรานี้ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓ อัฏฐ
มาใช้บังคับ
มาตรา ๗๘ ทวาทศ ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาตามมาตรา ๗๘ เอกาทศ
รัฐมนตรีจะประกาศให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีการค้าเพื่อกรมสรรพากรก็ได้ และให้รัฐมนตรีมี
อำนาจประกาศกำหนดให้ชำระภาษีการค้า หรือวางเงินหรือหลักประกันอย่างอื่น หรือจัดให้มีผู้ค้ำ
ประกันเป็นประกันภาษีการค้าก่อนที่จะมีการออกใบขนสินค้าให้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
มาตรา ๗๘ เตรส การประกาศตามมาตรา ๗๘ จัตวา มาตรา ๗๘ ฉ มาตรา ๗๘
สัตต มาตรา ๗๘ อัฏฐ มาตรา ๗๘ ทศ มาตรา ๗๘ เอกาทศ และมาตรา ๗๘ ทวาทศ ให้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗๘ จตุทศ ในกรณีผู้อยู่นอกราชอาณาจักรมีสาขาในราชอาณาจักร
เมื่อส่งสินค้าเข้าในราชอาณาจักรไม่ว่าจะผ่านสาขาหรือไม่ก็ตาม ให้แก่ผู้สั่งที่เป็นผู้ได้รับยกเว้นภาษี
ตามมาตรา ๗๘ ทวิ หรือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายว่าด้วยรัฐวิสาหกิจ
นั้น ๆ ให้ถือว่าผู้อยู่นอกราชอาณาจักรและสาขาเป็นผู้นำเข้า
ให้ผู้สั่งตามวรรคก่อนมีหน้าที่หักภาษีการค้าจากเงินที่จ่ายชำระราคาสินค้าตาม
อัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้น แล้วนำส่งพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการการหักภาษีการค้าตาม
แบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่และภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับการชำระภาษี
การค้า ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) รายรับจากการค้าประเภทโรงสี การค้าข้าวหรือโรงเลื่อย หมายความว่า
(ก) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึง
ได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้จากการสีข้าวหรือเลื่อยไม้
(ข) มูลค่าของผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้ในวันที่ทำการรับจ้างสีข้าวหรือ
เลื่อยไม้เสร็จ ซึ่งผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้นั้นมิใช่เป็นของผู้ประกอบการค้า และ
(ค) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึง
ได้รับจากการขายข้าวซึ่งไม่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นข้าวที่ได้มาหรือได้รับช่วงมาจากผู้ประกอบ
กิจการตามประเภทการค้า ๒. ชนิด ๑ (ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า หรือไม่มีหลักฐานแสดงว่า
เป็นข้าวที่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวเป็นผู้รับจ้างสี”
มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๘) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
“(๘) ในกรณีการขายสินค้าที่เป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ น้ำมันแร่ น้ำมัน
เบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเบรค ซีเมนต์ สุราและ
สินค้าตามที่อธิบดีได้ประกาศระบุตามมาตรา ๗๘ อัฏฐ รายรับหมายความว่า มูลค่าของสินค้านั้น”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๙ ทวิ กรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของ
สินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ
(๑) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามประเภทการค้า ๑. แห่งบัญชีอัตรา
ภาษีการค้า โดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย
(๒) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑. และประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชี
อัตราภาษีการค้า ส่งสินค้าที่ตนประกอบการค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร
(๓) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑. และประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชี
อัตราภาษีการค้า นำสินค้าที่ตนประกอบการค้านั้น ไปใช้หรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือโอนการครอบครอง
ซึ่งสินค้าดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อขาย
(๔) การที่ผู้นำเข้าโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้น
ภาษีการค้าตามมาตรา ๗๙ ตรี (๑๑) หรือนำสินค้านั้นไปใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง
(๕) การทำหรือดัดแปลง หรือจัดให้ผู้อื่นทำหรือดัดแปลงสิ่งใด ๆ ให้เข้าลักษณะ
เป็นสินค้าตามประเภทการค้า ๑. ชนิด ๔ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าโดยมิใช่เพื่อขาย แต่ทั้งนี้มิให้
รวมถึงผลงานของผู้ประดิษฐ์ค้นคว้าซึ่งมิได้ผลิตขึ้นเพื่อขาย
(๖) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑. และประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชี
อัตราภาษีการค้า มีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจากบัญชีคุมสินค้า หรือมีสินค้าโดยไม่ทำ
หรือไม่ลงบัญชีคุมสินค้า แต่ทั้งนี้มิให้รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการค้านั้นได้เสียภาษีการค้าแล้ว
(๗) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑. และประเภทการค้า ๒. แห่งบัญชี
อัตราภาษีการค้า มีสินค้าคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบการค้า หรือวันโอนกิจการและผู้ประกอบการ
ค้ายังมิได้เคยเสียภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้นมาก่อน
ในกรณีตาม (๑) (๔) และ (๕) ให้ถือว่าผู้นำสินค้าเข้าและผู้เป็นเจ้าของสินค้าที่
ทำหรือดัดแปลงแล้ว แล้วแต่กรณี เป็นผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้า
ในกรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าคงเหลือตาม (๗) และต่อมาได้มีการขายสินค้า
คงเหลือนั้น และผู้ขายมีรายรับต่ำกว่ารายรับที่ได้คำนวณเสียภาษีไว้แล้ว ผู้ขายมีสิทธิที่จะยื่นคำร้อง
ต่อเจ้าพนักงานประเมินขอคืนภาษีที่ได้เสียเกินไปได้ แต่จะต้องยื่นคำร้องภายในสามสิบวันนับแต่
วันขายสินค้า ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ขายนั้นจะเป็นผู้ที่เสียภาษีไว้แล้วเองหรือไม่”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๗๙ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๓) การขายน้ำมันสำหรับเครื่องบินให้แก่บริษัทการบินเฉพาะที่ใช้บินระหว่าง
ประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการค้าขายให้แก่บริษัทการบินโดยตรงหรือขายให้แก่บุคคลหรือคณะ
บุคคลอื่น แล้วบุคคลหรือคณะบุคคลอื่นนั้นขายให้แก่บริษัทการบินอีกทอดหนึ่ง
ในกรณีบริษัทการบินต่างประเทศ ความในวรรคก่อนให้ใช้บังคับเฉพาะเมื่อ
ประเทศซึ่งบริษัทการบินต่างประเทศได้จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้นนั้นมิได้มีการเก็บภาษีทำนองเดียว
กันหรือถ้ามีการเก็บภาษีทำนองเดียวกันก็ได้ให้การยกเว้นสำหรับการขายน้ำมันเครื่องบินให้แก่
บริษัทการบินที่จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้นในราชอาณาจักร
ความในสองวรรคก่อนจะนำมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีหลักฐานแจ้งชัดว่า
ผู้ประกอบการค้าได้ลดราคาสินค้าให้จริงไม่น้อยกว่าอัตราภาษีการค้า”
มาตรา ๑๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) และ (๑๒) ของมาตรา
๗๙ ตรี แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ ตามลำดับ
“(๘) การบริจาคสินค้าในกรณีต่อไปนี้
(ก) บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ
(ข) บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือ
แก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ในราชกิจจานุเบกษา
(๙) การขายน้ำอัดลมของภัตตาคารตามประเภทการค้า ๗. (ค) แห่งบัญชีอัตรา
ภาษีการค้า
(๑๐) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วย
ของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร
(๑๑) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่เป็นเครื่องจักร ส่วนประกอบและ
อุปกรณ์เครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตของตนเอง
(๑๒) การค้าของผู้ประกอบการค้าที่มิใช่ผู้นำเข้าเฉพาะในเดือนภาษีที่มีรายรับ
รวมกันไม่ถึงหนึ่งพันสองร้อยบาท”
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๖) ของมาตรา ๗๙ จัตวา แห่งประมวล
รัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘)
พ.ศ. ๒๕๐๔
“(๖) ในกรณีอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อกำหนด
มูลค่าของสินค้าตามมาตรา ๗๘ ฉ ถ้าผู้ประกอบการค้ามีหลักฐานแสดงว่าราคาตลาดของสินค้าใน
เดือนภาษีที่มีรายรับต่ำกว่ามูลค่าของสินค้าตามเกณฑ์คำนวณที่อธิบดีประกาศจะขอคำนวณราย
รับตามราคาตลาดนั้นก็ได้ แต่เมื่อพิสูจน์แล้วปรากฏว่า ราคาตลาดของสินค้าในเดือนภาษีที่มีราย
รับสูงกว่ามูลค่าของสินค้าตามเกณฑ์คำนวณที่อธิบดีประกาศ ให้คำนวณรายรับตามราคาตลาด
นั้น”
มาตรา ๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๙ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๗๙ เบญจ ในกรณีสินค้านำเข้าในราชอาณาจักรที่ได้รับยกเว้นภาษี
การค้าตามมาตรา ๗๙ ตรี (๑๐) หรือที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการค้าและอากรขาเข้าตาม
กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากร
หรืออากรเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือว่าผู้ที่มีความรับผิดต้องชำระอากร
หรืออากรเพิ่มตามกฎหมายดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการค้าและได้ขายสินค้านั้นในวันที่ความรับผิด
เกิดขึ้น และให้ถือมูลค่าตามสภาพของสินค้าในวันนั้นเป็นรายรับ
การคำนวณภาษีการค้าจากรายรับตามวรรคก่อน ให้ใช้อัตราภาษีการค้าตาม
ลักษณะของสินค้าซึ่งให้ถือว่าได้ขายนั้นและในกรณีสินค้าที่ได้รับลดหย่อนภาษีการค้า ให้นำภาษี
การค้าที่ได้ชำระไปแล้วมาหักออกจากภาษีการค้าที่คำนวณจากรายรับนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวน
ภาษีการค้าที่คำนวณได้”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๐ ทวิ ผู้ประกอบการค้าที่มีรายรับเฉพาะประเภทที่ระบุในมาตรา ๗๙
ทวิ (๑) (๔) และ (๕) มาตรา ๗๙ เบญจ ประเภทการค้า ๕. ซึ่งให้เช่าเฉพาะเครื่องเรือนและของใช้ที่
ใช้ประจำอยู่กับโรงเรือนที่ให้เช่า ให้ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนตามส่วนนี้”
มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๓ ให้ผู้ประกอบการค้าที่จะต้องจดทะเบียนการค้าตามส่วน ๓ ทำ
บัญชีหลักฐานแสดงรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าและที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า ทั้งนี้
ภายในสามวันนับแต่วันที่มีรายรับ
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เมื่ออธิบดีเห็นสมควรจะมีคำสั่งให้
ผู้ประกอบการค้าทำบัญชีหลักฐานแสดงรายงานหรือแจ้งข้อความใด ๆ ก็ได้ บัญชีหลักฐานให้ทำ
ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้ผู้ประกอบการค้าหรือผู้ทำการแทนยอมให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องกลหรือ
เครื่องมือใด ๆ และต้องกระทำการอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตั้งหรือเพื่อสงวนรักษาไว้
ซึ่งเครื่องจักร เครื่องกลและเครื่องมือดังกล่าว หรือกระทำการอื่นใดตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์
ในการจัดเก็บและการเสียภาษี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง”
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๖ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๘๖ จัตวา ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงสิบห้า
บาท เป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น
ความในวรรคก่อน มิให้ใช้บังคับในกรณีสินค้าที่นำเข้าในราชอาณาจักร”
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความใน (๔) และ (๕) ของมาตรา ๘๙ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘)
พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๔) กรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจากบัญชีคุมสิน
ค้า หรือมีสินค้าโดยไม่ทำหรือไม่ลงบัญชีคุมสินค้า ซึ่งตามมาตรา ๗๙ ทวิ (๖) ให้ถือว่าเป็นการขาย
ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีจากรายรับของสินค้าที่ให้ถือว่าขายนั้น”
มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๙๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๓ วรรคแรก มาตรา ๘๓ ทวิ หรือ
มาตรา ๘๓ ตรี ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือไม่
ปฏิบัติตามคำสั่งอธิบดีที่สั่งตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในชนิด ๑ ชนิด ๖ และชนิด ๗ แห่งประเภทการค้า
๑. ของบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทนตามลำดับ
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มาตรา ๒๓ ให้ยกเลิกความในชนิด ๙ แห่งประเภทการค้า ๑. ของบัญชีอัตรา
ภาษีการค้าท้ายหมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
มาตรา ๒๔ ให้ยกเลิกความในประเภทการค้า ๒. ของบัญชีอัตราภาษีการค้า
ท้ายหมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มาตรา ๒๕ ให้ยกเลิกความในประเภทการค้า ๓. ของบัญชีอัตราภาษีการค้า
ท้ายหมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
มาตรา ๒๖ ให้ยกเลิกความในประเภทการค้า ๗. ของบัญชีอัตราภาษีการค้า
ท้ายหมวด ๔ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มาตรา ๒๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๑๒๑ ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของ
รัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภา
กาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอัน
ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการ
พาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ”
มาตรา ๒๘ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๙ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อความชัดเจน ความเป็นธรรม
และเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร
ภคินี/แก้ไข
๑๓/๓/๒๕๔๕
A+B