พระราชบัญญัติ
ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช 2481
------
ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2481
เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง
การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม
จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม
ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481”
มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482
เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้
เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482 เป็นต่อไป เว้นแต่บท
บัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่
วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป
มาตรา 4 นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2468
(2) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.119
(3) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช 2464
(4) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.119
(5) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ
ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก 130
(6) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2485
(7) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช 2475
(8) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2476
(9) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง
ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว
และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช 2475
กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม
หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น
มาตรา 5 บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ
และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้
บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร
ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้
ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ
อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวล
รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้
เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
ประมวลรัษฎากร
ลักษณะ 1
ข้อความเบื้องต้น
------
มาตรา 1 กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร”
มาตรา 2 ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น
อย่างอื่น
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามประมวล
รัษฎากรนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีหัวหน้ากรมในกระทรวงการคลัง ซึ่ง
ควบคุมการเก็บรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ดังกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ข้าหลวงประจำจังหวัด” หมายความว่า ข้าหลวงประจำจังหวัด
ปกครองท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“อำเภอ” หมายความว่า กรมการอำเภอปกครองท้องที่
“นายอำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอหรือปลัดกิ่งประจำท้องที่
และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย
“ที่ว่าการอำเภอ” หมายความว่า ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
ประจำท้องที่
*[8]
“มาตรา 3 บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตาม
ประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้
(1) ลดอัตราเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์หรือสภาพของบางท้องที่
(2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่
ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ
การลดหรือยกเว้นตาม (1) และ (2) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกา
ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้”
*[8]
“มาตรา 3 ทวิ ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหา
ไม่ควรต้องได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบ
โดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ได้ คือ
1. ความผิดตามมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 90 มาตรา 91
มาตรา 92 มาตรา 124 มาตรา 125 มาตรา 127 มาตรา 128 มาตรา 142
มาตรา 143 มาตรา 165 มาตรา 209 มาตรา 243 มาตรา 246 มาตรา 260
และมาตรา 261 ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจ
ของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจของข้าหลวงประจำจังหวัด
2. ความผิดตามมาตรา 126 มาตรา 208 มาตรา 210 มาตรา 211
มาตรา 242 มาตรา 244 และ มาตรา 245 ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ
ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมตำรวจ
ถ้าผู้ต้องหายินยอมตามที่เปรียบเทียบและใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
เสร็จแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันค้นผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องต่อไปในกรณีแห่งความ
ผิดนั้น”
*[8]
“มาตรา 3 ตรี บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติ
แห่งประมวลรัษฎากรนี้และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตาม
หลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้อง
รับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร”
*[8]
“มาตรา 3 จัตวา ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้
บุคคลไปเสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอรัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กำหนดให้ไปเสีย ณ สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้น
ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้น
ได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว”
*[8]
“มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม
ประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง
(1) แต่งตั้งเจ้าพนักงาน
(2) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์ โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์
ที่ใช้ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวัน
(3) กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบท
แห่งประมวลรัษฎากรนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้”
ลักษณะ 2
ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร
หมวด 1
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
------
มาตรา 5 ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่
และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 6 ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่
นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
มาตรา 7 บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน
หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
มาตรา 8 หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้
จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือ
จะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ
นิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้
ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะ
ส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงาน
ของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้
เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่า
เป็นอันได้รับแล้ว
*[8]
“มาตรา 9 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวน
เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตาม
อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ”
*[8]
“มาตรา 9 ทวิ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคา
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับ
ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้
รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก
แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะได้โดย
ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 11 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้
นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้
ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ
รับเงินแล้ว
*[1]
“มาตรา 11 ทวิ ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่
เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย
ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์”
มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนด
ชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง
เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาด
ทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึด
หรือสั่ง แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ
ได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด
วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ให้หักค่าธรรมเนียมกับ
ค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือ ให้คืน
ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน
มาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ
ทั้งปรับทั้งจำ
หมวด 2
วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน
------
มาตรา 14 ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น
ภาษีอากรประเมิน
มาตรา 15 ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมิน
ทุกประเภท
มาตรา 16 เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่ง
รัฐมนตรีแต่งตั้ง
ส่วน 1
การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร
------
มาตรา 17 การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด
ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ
ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง
เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด
บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้
เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง
ปฏิบัติตาม
*[8]
“เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
ในกรณีสั่งบุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษและให้กรอกข้อความที่ต้องการ
ลงในบัญชีนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งได้เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว คำสั่ง
เช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตาม”
มาตรา 18 รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ
และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย
ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
*[2]
“ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง
จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน
ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง
ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี
ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง
จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
ยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้”
*[8]
“มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้า
ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุ
อันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือ
ไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้น
มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำ
บัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย”
*[8]
“มาตรา 20 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการ
ไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีก
ไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้”
มาตรา 21 ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของ
เจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรค 2
และ 3 นั้น ถ้าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้
เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่า มีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบ
การส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้
มาตรา 22 ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 ผู้ต้อง
เสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากร
ที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[1]
*[8]
“มาตรา 23 ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน
แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียก
พยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นทำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอัน
ควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่
วันส่งหมาย”
*[1]
“มาตรา 24 เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว
อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร
และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ
อุทธรณ์การประเมินก็ได้”
*[1]
“มาตรา 25 ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน
ประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม อำเภอหรือ
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์
การประเมิน
แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรค 2
และ 3 นั้น ถ้าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้
เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการ
ส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้”
มาตรา 26 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการ
ประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิด
เสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
*[1]
“มาตรา 27 เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตาม
บทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ต้องเสีย
หรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้นๆ กำหนดไว้ ส่วนเงิน
ภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติใน
หมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นก็ต้องเสียภายในเวลา
30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่า
มานี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น
เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร”
ส่วน 2
การอุทธรณ์
------
มาตรา 28 การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 29 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน
กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อข้าหลวงประจำจังหวัดภายใน
กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมิน
มาตรา 20 หรือมาตรา 24
(3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่
ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา 30 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่
ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้
อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือข้าหลวงประจำ
จังหวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง
การประเมินตามมาตรา 15 มาตรา 20 หรือมาตรา 24
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย
ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่
วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ให้ อุทธรณ์คำวินิจฉัย
ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่
วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา 31 การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่
กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 20
กรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 20 ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากร
ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
อุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงิน
ภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร
มาตรา 32 เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรืออธิบดี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออก
หมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐาน
อย่างอื่นควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน
นับแต่วันส่งหมาย
มาตรา 33 ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน
ประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบ
คำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
มาตรา 34 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง
ประจำจังหวัด หรืออธิบดี ให้แจ้งไปยังผู้อุทธรณ์เป็นหนังสือ
ส่วน 3
บทกำหนดโทษ
------
*[8]
“มาตรา 35 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 17 หรือมาตรา 51 เว้นแต่
จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”
*[1]
“มาตรา 36 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง
ของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออก
ตามมาตรา 19 มาตรา 23 หรือมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท”
*[8]
“มาตรา 37 ผู้ใด
(1) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยเท็จ หรือ
ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีก
เลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ
(2) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือ
โดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสีย
ภาษีอากร
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกิน
หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
หมวด 3
ภาษีเงินได้
ส่วน 1
ข้อความทั่วไป
------
มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
*[2]
*[8]
“มาตรา 39 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษี
ในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์
อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน
“ภาษีปกติ” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีปกติ
“ภาษีเสริม” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีเสริม
“ภาษีเงินได้” หมายความว่า ภาษีปกติหรือภาษีเสริม หรือทั้งสอง
อย่างรวมกัน”
ส่วน 2
การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
------
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้
*[5]
“(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ
เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยมิต้องเสียค่าเช่าหรือประโยชน์
เพิ่มอย่างอื่น ซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้แก้ลูกจ้างของตนเป็นค่าจ้างแรงงาน
(2) เบี้ยประชุมกรรมการ บำเหน็จกรรมการ โบนัสกรรมการ
ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือเงินที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานอย่างอื่น
ที่ทำนอกจากที่ระบุไว้ในอนุมาตราอื่น หรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น”
(3) เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้
มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล และเงินที่
ได้รับเป็นส่วนแบ่งหรือส่วนแจกของผลกำไรหรือดอกเบี้ย จากเงินทุนหรือ
ทรัพย์สินอันเป็นตรัสต์
*[8]
“(4) เงินได้ที่เป็น
(ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หุ้นกู้เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง
หรือจากเงินฝาก
(ข) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วน
ที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน
(จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้ง
จากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้
(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ
บุคคลควบเข้ากัน หรือการรับช่วงกัน หรือการเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงิน
ได้เกินกว่าเงินทุน
ความใน (ก) นี้มิให้ใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทย
จากเงินฝากธนาคารออมสิน และจากเงินฝากธนาคารเฉพาะส่วนที่ไม่เกินอัตรา
ดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน”
(5) เงินได้เนื่องในการให้เช่าทรัพย์สิน รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่น
ที่ให้กันแทนเงินเนื่องในการให้เช่านั้น
(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ
วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราช
กฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
(7) เงินได้จากการรับเหมาทำการโยธา เช่นการรับเหมาทำทาง
ชลประทาน ประปา ปลูกสร้างโรงเรือน และการก่อสร้างอย่างอื่น ๆ
(8) เงินได้จากอาชีพอื่น ๆ เช่นการเกษตร การพาณิชย์ การขนส่ง
การหัตถกรรม การศิลปกรรม การช่างฝีมือ และการอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
*[8]
“ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 40”
*[8]
“มาตรา 41 ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วง
มาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจาก
กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่
ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจาก
ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อ
นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมด
ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
มาตรา 42 เงินได้ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ต้องรวมคำนวณ
เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) คือ
(1) เบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริต
เป็นโสหุ้ยอันระบุเฉพาะ ซึ่งผู้รับตำแหน่งหน้าที่งานหรือลูกจ้างต้องจ่ายใน
การปฏิบัติการตามหน้าที่และจ่ายทั้งหมดในการนั้น และโดยจำเป็นแก่การนั้น
รวมทั้งเบี้ยทดแทนรายจ่ายหรือประโยชน์เพิ่มในลักษณะดังว่ามานี้ ซึ่งรัฐบาล
กำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
(2) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างและจ่ายทั้งหมดโดย
จำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือ
ในการกลับถิ่นเดิม เมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว
(3) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้
พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะ
ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส
ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียว เมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน
เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ
เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงาน
อันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 นั้น
ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน
*[5]
“(4) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือ
บ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถาน
กงสุลไทยในต่างประเทศ”
*[5]
*[8]
“มาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เฉพาะ
ที่ได้กำหนดจำนวนซึ่งจะต้องจ่าย และระยะเวลาการจ่ายไว้แน่นอนและเป็น
การประจำ หรือที่จ่ายในเมื่อได้ออกจากการงานแล้วโดยเด็ดขาด ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการอาชีพร้อยละ 20 แต่ต้อง
ไม่เกิน 10,000 บาท”
มาตรา 43 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
*[5]
“(1) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ
ยอมให้พัก
(ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 20 สำหรับชดเชย
ค่าเช่าที่ดิน เบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ข) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีเรือโรงร้าน ตึก
แพ ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น ๆ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ
(ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง
(2) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หัก
(ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ร้อยละ 10 สำหรับชดเชย
ค่าบำรุงที่ดินและค่าเช่าที่ดิน
(ข) เงินช่วยบำรุงท้องที่ตามที่ได้ชำระไปในปีภาษีที่ล่วง
มาแล้ว และ
(ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง”
(3) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักดอกเบี้ย
จำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง
(4) ถ้าเป็นทรัพย์สินที่อาจจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (1) (2) และ (3) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย
เป็นการเหมาร้อยละ 10 สำหรับชดเชยเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และ
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่
จ่ายจริงได้อีกด้วย
(5) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ใน (1) (2)
(3) และ (4) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 5 สำหรับชดเชย
ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
*[1]
“มาตรา 44 เงินได้พึ่งประเมินตามมาตรา 40 (6) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของวิชาชีพอิสระนั้น ๆ
ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้”
มาตรา 45 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 90 สำหรับชดเชยค่าวัตถุสิ่งของ ค่าแรงงาน
และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่กิจการรับเหมาทำการโยธา
มาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หัก
ค่าใช้จ่ายตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ให้หักได้สำหรับการอาชีพ
หรือสาขาของการอาชีพใด เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพแห่งท้องที่ ทั้งนี้
ให้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 แห่งเงินได้พึงประเมินตามที่จะได้
กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น
*[5]
*[8]
“มาตรา 47 ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 48 (2) เงินได้พึง
ประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว
ให้ได้ลดหย่อนอีกดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
ซึ่งต้องประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคน ๆ เดียวตามมาตรา 57 ตรี
(ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวสามีและภริยา
3,500 บาท
(ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ สำหรับ
ส่วนตัวภริยาโดยเฉพาะอีกร้อยละ 20 ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)
ที่ภริยาได้รับ แต่ต้องไม่เกิน 1,500 บาท
(ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุ
นิติภาวะ หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ใน
ความอุปการะเลี้ยงดูคนละ 900 บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มี
เงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 900 บาท ขึ้นไป
(2) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาใน
ปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
(ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว 2,000 บาท
(ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา 1,500 บาท
(ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะ
เลี้ยงดูคนละ 900 บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมิน
ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 900 บาท ขึ้นไป
(3) ในกรณีอื่น
(ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว 2,000 บาท
(ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะ
เลี้ยงดูคนละ 900 บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมิน
ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 900 บาท ขึ้นไป
การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้นให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่ากรณีที่ได้รับลดหย่อน
จะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่”
*[5]
*[8]
“มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
(1) เงินได้พึงประเมิน เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 แล้ว
เหลือเท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีปกติ แต่ภาษีที่เรียก
เก็บนี้มิให้เกิน 6 ใน 10 ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกินกว่า
4,800 บาท
ในกรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 75,000 บาทขึ้นไป ภาษีที่เรียกเก็บ
ตามความในวรรคก่อนต้องไม่น้อยกว่าพันละ 1 บาทของยอดเงินได้พึงประเมิน
(2) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิถึงมาตรา 46 แล้ว
เหลือเท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีเสริมเฉพาะจำนวน
เงินได้สุทธิส่วนที่เกินกว่า 12,000 บาท
อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษี
เงินได้ท้ายหมวดนี้
ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า
1 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ”
*[5]
*[8]
“มาตรา 49 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ซึ่งต้องชำระ
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือเงินช่วยบำรุงท้องที่ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้อง
เสียภาษีเสริม เมื่อยอดเงินได้สุทธิตามมาตรา 48 (2) ทั้งหมดมีจำนวน
เกินกว่า 12,000 บาท”
*[5]
*[8]
“มาตรา 49 ทวิ ในกรณีที่สามีกับภรรยาก็ดี บิดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี
บิดามารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มีหุ้นในห้างหุ้นส่วน
ซึ่งมิใช่นิติบุคคล และในห้างหุ้นส่วนนั้น ไม่มีผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น หรือมีผู้เป็น
หุ้นส่วนอื่นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นนั้นมีหุ้นรวมกันไม่ถึงร้อยละ 50 ของเงินทุน
ให้ถือว่าเงินได้จากกิจการของห้างหุ้นส่วนเฉพาะส่วนของบุคคลต่าง ๆ
ในครอบครัวที่กล่าว เป็นเงินของบุคคลคนเดียวคือเป็นของสามีหรือบิดา
ในสามกรณีที่กล่าวในลำดับแรก หรือเป็นของมารดาในกรณีที่กล่าวในลำดับ
สุดท้ายและให้บุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวที่กล่าวนั้นร่วมรับผิดในการเสีย
ภาษีค้างชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีภริยาหย่าขาดจากกันในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เงินได้ส่วนของ
ภริยาที่ได้รับในปีนั้นให้ถือเป็นของภริยา”
*[2]
*[8]
“มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล
ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) เว้นแต่ดอกเบี้ย
เงินกู้ยืม จำนำ จำนองและ (7) หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตาม
วิธีต่อไปนี้
(1) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ให้คูณเงินที่จ่าย
ด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี
แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ได้เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็น
ส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เป็นเงินเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น
เมื่อถึงคราวจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน
บริษัท สามคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้โดยเพิ่ม
หรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้อง
เสียทั้งปี
(2) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) และ (4)
ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
(3) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) เฉพาะสินจ้าง
แห่งการรับเหมาทำการโยธา มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 50,000 บาท ขึ้นไป
ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีปกติจากเงินได้พึงประเมินที่ได้หักค่าใช้จ่ายตาม
มาตรา 45 แล้ว ได้เงินภาษีเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น”
*[8]
“มาตรา 51 เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน
ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอัน
ควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และ
ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แจ้งความ”
มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมี
หน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน
7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน
*[8]
“มาตรา 53 ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม
มาตรา 40 (1) และ (7) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะ
ตรวจสอบให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา 50 นั้น ได้คำนวณ
และจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้ว และให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย
แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติการตาม
มาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 59 โดยอนุโลม”
มาตรา 54 ถ้ามิได้หักและนำเงินภาษีส่งตามจำนวนถูกต้อง ผู้จ่ายเงิน
ตามมาตรา 50 และมาตรา 53 ต้องรับผิดร่วมกันกับบุคคลผู้มีเงินได้ในการ
เสียภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา 55 อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และ
มาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก
เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
*[1]
*[2]
*[5]
*[8]
“มาตรา 56 บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่
ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้
พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า 4,800 บาท ให้ยื่นรายการ
เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้ง
ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้รับ
เงินได้พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้ว
ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเกี่ยวกับ
หุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งด้วย”
*[5]
*[8]
“มาตรา 57 ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า
4,800 บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของ
ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิด
เงินได้พึงประเมินนั้นแล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 และเป็นตัวแทน
ในการชำระภาษี”
*[2]
*[5]
*[8]
“มาตรา 57 ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
เกินกว่า 4,800 บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56
หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57
ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์
มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน”
*[5]
“มาตรา 57 ตรี ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น
ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง
ประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิด
ในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง
ชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้
โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ
แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด
ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของ
เงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยา
เสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีก
ฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วม
รับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว
ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน”
*[2]
*[8]
“มาตรา 58 ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี
(1) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงทบวงกรมและหัวหน้าสาขา
ส่วนราชการตามท้องที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงาน
ประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (7)
แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้
(2) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หัก
ภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน
ประเมิน แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2)
(4) และ (7)”
มาตรา 59 พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา 52 ให้บุคคล
ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน
มาตรา 60 เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน
ของผู้เสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามมาตรา 50 มาตรา 52
และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวน
เงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ
คำนวณภาษีในยอดเงินได้สุทธิ
มาตรา 61 บุคคลทุกคนซึ่งมีนามในหนังสือสำคัญใด ๆ ว่าเป็น
เจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น ๆ ต้องรับผิดเสียภาษีใน
ยอดเงินได้ทั้งสิ้นจากทรัพย์สินนั้น โดยมิคำนึงว่าจะต้องโอนเงินได้แต่
ส่วนใดให้แก่บุคคลอื่นด้วยเหตุใด ๆ หรือไม่ ถ้าต้องโอนให้แก่บุคคลอื่น
ผู้มีนามเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้อง
โอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน
*[2]
“มาตรา 62 ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง
ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง
จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก
ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี
เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่
ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น”
มาตรา 63 บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น
จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน
จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี
นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป
มาตรา 64 ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับ
ปีใด มีจำนวนเกินกว่า 500 บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น 2 งวด ๆ ละ
เท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 27
และงวดที่ 2 ภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน
*[1]
“ถ้าเงินงวดที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษี
กำหนดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น 2 งวด และให้ใช้มาตรา 27 บังคับ”
*[8]
“ส่วน 3
การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
------
มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิ
ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และ
รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึง
วันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยน
วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาต
หรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร
มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีในส่วนนี้ ให้
เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย
(2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ให้หักได้ไม่เกินกว่าอัตราซึ่งกำหนด
ในพระราชกฤษฎีกา
(3) ราคาสินค้าคงเหลือเมื่อวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้
คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือ
ราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
(4) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (3) ให้ถือตามราคาในวันสุดท้าย
ของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติในส่วนนี้ ถ้าได้ทรัพย์สิน
หลังจากนั้น ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้
ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการตีราคาเพิ่มขึ้น ก็ยังมีกำไร
สุทธิอยู่
(5) ในกรณีโอนทรัพย์สินใด ๆ โดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด
โดยไม่มีเหตุผลสมควร หรือโดยไม่มีค่าตอบแทน เจ้าพนักงานประเมินอาจ
ประเมินราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาตลาดได้
(6) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติ
การโดยสมควร เพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้วเว้นแต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจปฏิบัติ
การเช่นว่านั้นได้โดยสมควร แต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด
ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระในภายหลัง
ก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก
(7) เงินตรา ทรัพย์สิน และหนี้สินซึ่งมีค่า หรือราคาเป็นเงินตรา
ต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามส่วนเฉลี่ยของ
อัตราที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินตราต่างประเทศครั้งหลังที่สุดแห่งวันทำการ
สุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี หรือราคาทุนแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า
มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ
กำไรสุทธิ
(1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก
(ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของ
บริษัทประกันชีวิต เฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 75
ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี
(ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของ
บริษัทประกันภัยอื่น ๆ เฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกิน
ร้อยละ 30 ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี
(2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลที่กระทำกิจการในประเทศไทยได้จ่ายสมทบและจัดสรรไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยเฉพาะ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ ให้หักเป็น
ค่าใช้จ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาดในจำนวน
ที่เกินร้อยละ 10 ของเงินเดือนทั้งหมดของผู้รับ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นถือเป็นหลักคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือ
การกุศล เว้นแต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 1 ของกำไรสุทธิ
(4) ค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่เกินสมควร
(5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม
เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซม
ให้คงสภาพเดิม
(6) ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนใน
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกิน
สมควร
(9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่าย
ซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะ
จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
(10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็น
เจ้าของเองและใช้เอง
(11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงิน
กองทุนของตนเอง
(12) ผลขาดทุนของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เฉพาะส่วนที่มีเงินสำรอง
หรือกำไรยกมาที่จะชดเชย หรือผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการ
ประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ
(13) รายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
(14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ
(15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินใน
ส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ
(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ภายใต้บังคับ
มาตรา 65 ทวิ
(18) รายจ่ายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (17)
ตามที่จะได้กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย
ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไร
สุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะ
เวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และ
มาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้
นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดย
อนุโลม
มาตรา 67 การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่
กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่าน
ประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของ
ค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย
ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของค่าระวาง
ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่า ในหรือนอกประเทศไทย
ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
มาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีภายใน
หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี พร้อมกับยื่น
รายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเกี่ยวกับจำนวนกำไรสุทธิ
และจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ความในมาตรา 22 มิให้ใช้บังคับในกรณีแสดงรายการไม่ถูกต้อง
ตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เพราะการหักรายจ่ายไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ
มาตรา 68 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน
ในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำ
กิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับ
ค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด อันต้องเสียภาษี
แทนบัญชี งบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชี
เฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว
มาตรา 69 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะ
เวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้
ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ มาตรา 66 และ
มาตรา 67 เกี่ยวกับรายรับ กำไรสุทธิ และรายการอื่น ๆ ต่อเจ้าพนักงาน
ประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชี
กำไรขาดทุน หรือบัญชีรายรับ ก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กล่าว
แล้วแต่กรณี
ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถยื่นรายการดังกล่าว
ในวรรคก่อน และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวัน
เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน
สามสิบวัน
มาตรา 70 ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึง
ประเมินตามมาตรา 40 (4) ที่จ่ายในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินหักเงินภาษีจากเงินที่จ่ายในอัตรา
ร้อยละ 20 นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน และ
ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 71 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของระยะ
เวลาบัญชี
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้
ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชี หรือทำไม่ครบตามที่
กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่ทำบัญชีมาให้เจ้าพนักงาน
ประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมิน
มีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 2 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใด
จะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าว
ไม่ปรากฏเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดใน
รอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏ
ให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการ
ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และ
มาตรา 68 ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักงาน
ประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา 67 และอาจสั่ง
ให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้
(3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี
ซึ่งสั่งตามมาตรา 17 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ
คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของ
อธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลา
ดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือ
ปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและ
ตามวิธีการดังที่กล่าวใน (1)
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะ
ประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น
ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน
ก็ได้
มาตรา 72 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระ
บัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิก
ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงาน
รับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมิน
อาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า
ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อ
ประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจนทะเบียนเลิก
เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่
และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายใน
กำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 68 และมาตรา 69 และมาตรา 69
โดยอนุโลม
ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายใน
กำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน
สามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็น
สมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้
ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้
ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี
ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน
มาตรา 73 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์
ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้า
กันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากัน
มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัท หรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา 72 มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคล ให้
กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ
ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 72
มาตรา 74 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา 72
หรือควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นตามมาตรา 73 การคำนวณ
กำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ
และมาตรา 66 เว้นแต่ราคาทรัพย์สินให้ตีราคาตามราคาตลาดในวันเลิกหรือ
ควบเข้ากันนั้น
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัยให้
นำเงินสำรองตาม (ก) และ (ข) ของมาตรา 65 ตรี (1) ที่ยอม
ให้หักได้นั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม
มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ
มาตรา 75 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพ
อิสระ ซึ่งตามกฎหมายหรือโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่โดยบุคคล
ธรรมดาผู้รู้วิชาชีพเช่นว่านั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้อง
เสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน 2 ว่าด้วยการเก็บภาษี
จากบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบวิชาชีพอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียว โดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่าย
ตามมาตรา 44 แต่ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการ
อย่างอื่นนอกจากวิชาชีพอิสระด้วย ก็ให้เสียภาษีสำหรับการประกอบกิจการ
อย่างอื่นตามบทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา 76 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้น หรือ
ผู้เป็นหุ้นส่วนอย่างเดียวกับที่กล่าวในมาตรา 49 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน 2
ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
นั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียว โดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา 43
มาตรา 45 หรือมาตรา 46 แล้วแต่กรณี
มาตรา 76 ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการ
ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไร
ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการ
ในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือ
ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทน
ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตาม
บทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิด
ในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย
ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตาม
มาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน
ก็ได้
มาตรา 76 ตรี ในการไต่สวนบุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลตามความในหมวดนี้ โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ตาม และการกล่าวหาแจ้งความนั้น
ได้แสดงหลักฐานซึ่งได้มาจากที่อื่นนอกจากหลักฐานทางราชการสรรพากร
ซึ่งมีอยู่แล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษี
หรือภาษีและเงินเพิ่มไปอีกเท่าใด ให้เจ้าพนักงานผู้รับเงินหักออกร้อยละ 25
เป็นเงินสินบนรางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้กล่าวหาแจ้งความ
และเจ้าพนักงานผู้ตรวจพบ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”
*[5]
*[8]
“บัญชีอัตราภาษีเงินได้
------
(1) สำหรับบุคคลธรรมดา
(ก) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ 10
(ข) อัตราภาษีเสริม
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 12,000 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ร้อยละ 10
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ร้อยละ 15
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท ร้อยละ 20
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 40,000 บาท แต่ไม่เงิน 50,000 บาท ร้อยละ 25
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ร้อยละ 30
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 60,000 บาท แต่ไม่เกิน 70,000 บาท ร้อยละ 35
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 70,000 บาท แต่ไม่เกิน 80,000 บาท ร้อยละ 40
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 80,000 บาท แต่ไม่เกิน 120,000 บาท
ร้อยละ 45
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 120 000 บาท ขึ้นไป
ร้อยละ 50
(2) สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) กำไรสุทธิไม่เกิน 500,000 บาท ร้อยละ 10
(ข) กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท
แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ร้อยละ 15
(ค) กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่า 1,000,000 บาท ร้อยละ 20”
หมวด 4
ภาษีโรงค้า
------
มาตรา 77 ภาษีโรงค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
อำเภอเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
*[2]
*[8]
“มาตรา 78 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“โรงอุตสาหกรรม” หมายความว่า โรงสี ที่ทำการโม่ หรือย่อยหิน
ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลทำให้
เกิดกำลัง หรือแปลงวัตถุดิบให้เป็นรูปอื่น หรือแปลงวัตถุที่ได้แปลงมาแล้ว
ด้วยการฝีมือหรือด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องกลให้เปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่น
ทั้งนี้ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งอุตสาหกรรมนั้นไว้
“ร้านค้า” หมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนิน
กิจการค้าอันมิใช่โรงอุตสาหกรรม ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิด
แห่งการค้านั้นไว้
ร้านค้าดังกล่าวในวรรคก่อน ให้หมายความรวมทั้งที่ดินโรงเรือน
ตึก หรือแพซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าอันเกี่ยวเนื่องกับกิจการค้า และ
รวมตลอดถึงบริเวณของโรงเรือน ตึก หรือแพ ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการ
ประกอบหรือดำเนินกิจการค้ารวมทั้งการผลิตหรือเก็บสินค้า
“โรงค้า” หมายความว่า โรงอุตสาหกรรมหรือร้านค้า หรือทั้งสอง
อย่างรวมกัน
“ค่ารายปี” หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งร้านค้าสมควรให้เช่าได้
ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าร้านค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเนื่องใน
การได้ใช้ร้านค้านอกจากค่าเช่าเช่นเงินค่าประกันวินาศภัย ซึ่งผู้ให้เช่าเป็น
ผู้รับประโยชน์เงินกินเปล่า หรือทรัพย์สินอย่างอื่น จะเอาประโยชน์ตอบแทน
อย่างอื่นนั้นมาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็นค่ารายปีด้วยก็ได้โดย
คิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญา เช่า เว้นแต่สัญญาเช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึง
สามปี หรือมิได้มีกำหนดเวลาไว้ให้คิดเฉลี่ยเป็นสามปี
“ปีภาษี” หมายความว่า ปีประดิทิน
“ป้าย” หมายความว่า ป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายของโรงค้า
ซึ่งแสดงเป็นตัวอักษร หรือเครื่องหมายอย่างอื่นโดยการเขียน แกะ สลัก
จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่นทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่นไม้
แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น ซึ่งแสดงไว้ที่โรงค้า หรือบริเวณ
ใกล้เคียงกับโรงค้า”
มาตรา 79 ภาษีโรงค้าให้คิดจาก
(1) ป้ายตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ 1 ท้ายหมวดนี้
(2) (ก) ถ้าเป็นร้านค้า ให้คิดจากค่ารายปีตามอัตราที่ระบุไว้
ในพิกัดอัตราฉบับที่ 2 ท้ายหมวดนี้
(ข) ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ให้คิดจากกำลังที่เครื่องจักร
อาจทำการได้และจำนวนลูกจ้าง ตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดฉบับที่ 3 ท้าย
หมวดนี้
มาตรา 80 บุคคลธรรมดา บริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบ
กิจการในโรงค้าในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ ในปีภาษีที่ประกอบ
กิจการนั้น
มาตรา 81 ภายในเดือนพฤษภาคมทุก ๆ ปี ให้ผู้ต้องเสียภาษียื่น
รายการข้อความเพื่อการเสียภาษีตามมาตรา 79 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ
มาตรา 82 ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายใน 15 วันนับแต่
วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
มาตรา 83 ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้สำหรับปีใดมีจำนวน
เกินกว่า 500 บาท ผู้ต้องเสียจะชำระเป็น 2 งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้
แต่เงินงวดที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 82 และงวดที่ 2
ภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
*[1]
“ถ้าเงินงวดที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสีย
ภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น 2 งวด และให้ใช้มาตรา 27 บังคับ”
มาตรา 84 เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าค่ารายปีซึ่งอำเภอ
ประเมินเงินภาษีนั้นผิดจากเกณฑ์แห่งการค้าคำนวณค่ารายปี ดังที่ได้บัญญัติไว้
ในหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินภาษีใหม่ได้ภายใน
เวลา 2 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดเสียภาษี
ถ้าในการประเมินใหม่นั้นปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้
สั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี
ถ้าการประเมินใหม่ปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้
เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี
และต้องเหตุที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกนั้นด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19
มาตรา 20 และ มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีดังกล่าวไว้ ในวรรค 3 ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระจำนวนเงิน
ภาษีที่ต้องเสียเพิ่มภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน
*[2]
“มาตรา 85 ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการที่จะต้องเสียภาษีตาม
มาตรา 79 (2) ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน
ในปีภาษีปีใด ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภายใน 60 วัน นับแต่วันเริ่ม
ประกอบกิจการนั้น และต้องเสียภาษีกึ่งอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตรา
ฉบับที่ 2 และที่ 3 ท้ายหมวดนี้
ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม
ถึงวันที่ 31 ธันวาคมในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเสียภาษีในปีนั้น”
ผู้ใดประกอบกิจการในร้านค้าที่เข้าลักษณะยกเว้นภาษีตามพิกัดอัตรา
ฉบับที่ 2 ท้ายหมวดนี้มาก่อน แต่ในระหว่างปีภาษีปีใดได้เปลี่ยนแปลง
หรือขยายร้านค้า ทำให้กลับเข้าลักษณะต้องเสียภาษี ให้ถือว่าผู้นั้น
เป็นผู้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่หลุดพ้นจากลักษณะยกเว้นภาษี
*[8]
“มาตรา 85 ทวิ ผู้ใดประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 79 (2)
และได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีโรงค้าเพิ่มขึ้น
ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ผู้นั้นยื่น
รายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอภายในกำหนด
หกสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้านั้นหรือภายในกำหนดเวลา
ตามมาตรา 81 และต้องเสียภาษีเต็มอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ 2
และที่ 3 ท้ายหมวดนี้
ผู้ใดเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าตามความในวรรคก่อนภายหลัง
วันที่ 30 มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติม
ในปีนั้น”
มาตรา 86 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือไต่สวน ให้อำเภอ
หรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะเข้าไปในสถานที่ของผู้ใดต่อหน้าผู้นั้น
หรือผู้แทนในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้
อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินจะเรียกผู้ชำนาญการพิเศษไปเป็นผู้ช่วย
ก็ได้ ผู้ถูกตรวจสอบหรือไต่สวนหรือผู้แทนจะต้องให้ความสะดวกตามสมควร
มาตรา 87 การเสียภาษีสำหรับป้ายตามมาตรา 79 (1) นั้น
ถ้าผู้ใดมีป้ายขึ้นระหว่างปีก็ดี เปลี่ยนหรือแก้วไขป้ายใหม่ทำให้ภาษีที่ต้อง
เสียสำหรับป้ายที่เปลี่ยนหรือแก้ไขใหม่นั้นมีจำนวนสูงกว่าภาษีที่ต้องเสีย
สำหรับป้ายเดิมก็ดี ให้ผู้นั้นมาแจ้งและยื่นรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับ
ป้ายนั้นต่ออำเภอ และเสียภาษีภายใน 15 วัน
มาตรา 88 ใบเสร็จค่าภาษีโรงค้านั้นต้องแสดงไว้โดยเปิดเผย
ในโรงค้า
มาตรา 89 วิธีคิดกำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด
ใน 24 ชั่วโมงก็ดี กำลังสูงสุดของเครื่องจักรคิดเป็นแรงม้าก็ดี ซึ่งเป็น
หลักเกณฑ์การประเมินตามพิกัดอัตราฉบับที่ 3 ท้ายหมวดนี้ ให้กำหนดขึ้น
โดยกฎกระทรวง
มาตรา 90 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 86 ผู้นั้นมีความผิดระวาง
โทษปรับไม่เกิน 100 บาท
มาตรา 91 ผู้ใดไม่แจ้งต่ออำเภอ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 87
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท
มาตรา 92 ผู้ใดเสียภาษีสำหรับโรงค้าแล้วไม่เอาใบเสร็จแสดงไว้
โดยเปิดเผยในโรงค้าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 88 ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง
โทษปรับไม่เกิน 50 บาท
พิกัดอัตราฉบับที่ 1
ป้าย
------
*[5]
“1. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้
(ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตร
หรือเศษต่อ 10 บาท
(ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น
พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตรหรือเศษต่อ 5 บาท แต้ถ้าในป้ายนั้นพื้นที่
สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น
ให้คิดตามอัตรา (ก)
(ค) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตร
หรือเศษต่อ 1 บาท
2. ป้ายทุกป้ายต้องเสียอย่างน้อยป้ายละ 10 บาท”
3. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้
(ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุด
คูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตต์ป้ายเป็นตารางเซ็นติเมตร
(ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุด
เท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษรหรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้าย
เพิ่มขึ้นอีก 10 เซ็นติเมตรและถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร
หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก 10 เซ็นติเมตร แล้ว
คูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซ็นติเมตร
พิกัดอัตราฉบับที่ 2
ร้านค้า
------
1. ภาษีที่เรียกเก็บนั้น ให้ใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วของร้านค้า
เป็นหลักเกณฑ์การประเมิน แต่ในกรณีที่เป็นร้านค้าสร้างขึ้นใหม่ ใช้เป็น
ครั้งแรกในปีภาษีใดก็ดี หรือเป็นร้านค้าที่มิได้สร้างใหม่ แต่ไม่ทราบค่า
รายปีในปีที่ล่วงมาแล้วและไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ดี ให้ใช้ค้ารายปีใน
ปีภาษีนั้นเองเป็นหลักเกณฑ์การประเมิน
*[5]
“2. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้
(ก) ร้านค้าที่ผู้ต้องเสียภาษีไม่ได้อาศัยอยู่ร้อยละ 50 แห่ง
ค่ารายปี
(ข) ร้านค้าเฉพาะร้ายที่ผู้ต้องเสียภาษีอาศัยอยู่ร้อยละ 40
แห่งค่ารายปี
(ค) ร้านค้าที่มีค่ารายปีไม่ถึง 120 บาท ให้ยกเว้นภาษีสำหรับ
ส่วนร้านค้า แต่ทั้งนี้มิให้เป็นการยกเว้นในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการใช้ร้านค้า
หลายร้าน และค่ารายปีแห่งร้านค้าเหล่านั้นรวมกันมีจำนวนตั้งแต่ 120 บาท
ขึ้นไป”
*[8]
“(ง) ร้านค้าแผงลอย ซึ่งค้าเฉพาะเครื่องบริโภค ให้เรียกเก็บ
ภาษีเพียงกึ่งอัตราของ (ก) (ข) หรือ (ค) แล้วแต่กรณี
พิกัดอัตราฉบับที่ 3
โรงอุตสาหกรรม
------
*[5]
“1. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้
(ก) โรงสี
(1) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด
ใน 24 ชั่วโมง ในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็นเกวียน ๆ ละ 20 บาทต่อปี
(2) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายเดือน คนละ 10 บาทต่อปี
(ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่ หรือโรงอุตสาหกรรม
อย่างอื่น
(1) กำลังสูงสุดข้องเครื่องจักรในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็น
แรงม้า ๆ ละ 20 บาทต่อปี
(2) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้วคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือน
คนละ 10 บาทต่อปี
(ค) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่
อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณี”
*[2]
“2. ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรม ระหว่าง
วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ใช้หลักเกณฑ์การ
ประเมินดังต่อไปนี้”
(ก) โรงสี
(1) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน
24 ชั่วโมงในเดือนแรกที่ทำการคิดเป็นเกวียน
(2) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายวัน
(ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรม
อย่างอื่น
(1) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในเดือนแรกที่ทำการ คิด
เป็นแรงม้า
(2) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น
รายวัน
(3) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่
อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (1) หรือ (2) เพียงอย่างเดียว
แล้วแต่กรณี
3. ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรมขายเฉพาะแต่ผลที่
ผลิตในการอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าจะขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นเองหรือที่ร้านค้า
ซึ่งมีไว้สำหรับการขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นก็ตาม ภาษีโรงค้าที่ต้องเสียตาม
มาตรา 79 (2) นั้น คงให้เสียแต่เฉพาะแต่สำหรับส่วนโรงอุตสาหกรรม
หมวด 5
ภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย
------
มาตรา 93 ภาษีในหมวดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้
เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้
มาตรา 94 ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ปีภาษี” หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที 31 ธันวาคม
“ธนาคาร” หมายความว่า บุคคลที่กระทำการค้าอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(1) เปิดเครดิตโดยรับฝาก หรือเก็บเงินจากผู้อื่นอันผู้รับเครดิตอาจ
จ่ายหรือส่งไปที่อื่น โดยวิธีใช้ดร๊าฟ เช็ค หรือคำสั่ง
(2) ทำการแลกเงิน คือ ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงินหรือส่งเงินไป
ต่างประเทศเองโดยโทรเลขหรือจดหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง
*[5]
“มาตรา 95 ธนาคารประกอบกิจการในประเทศไทยในปีภาษี
ที่ล่วงมาแล้ว ต้องเสียภาษีในอัตราปีละ 4,000 บาท ถ้ากระทำกิจการ
แลกเงินในปีภาษีนั้นด้วย ให้เสียภาษีเพิ่มอีกตามจำนวนเงินของกิจการ
และเงินทุก ๆ 1,000,000 บาท หรือเศษของ 1,000,000 บาท ต่อ
2,000 บาท”
มาตรา 96 เครดิตฟองซิเอร์ต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ 1/48
แห่งหนึ่งในร้อยของจำนวนเงินที่ให้กู้ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และ
จำนวนเงินที่ลงไปเพื่อหากำไรในอสังหาริมทรัพย์ในสยามในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว
จำนวนเงินที่ว่านี้คือยอดเงินที่ค้างบัญชีในวันสุดท้ายของเดือนแต่การชำระ
ภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง
มาตรา 97 กิจการออมสินต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ 1/36
แห่งหนึ่งในร้อยของยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในสยามใน
วันสุดท้ายของเดือนในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว แต่การชำระภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง
คลังออมสินและสหกรณ์ซึ่งมิได้หากำไรนั้นยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
*[5]
“มาตรา 98 กิจการประกันภัยอย่างใด ๆ ในประเทศไทยเว้น
ประกันชีวิต ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 2 แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่
เก็บได้ในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่ว่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะส่งเป็นเงิน
เครดิต หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้แทนเงิน แต่เบี้ยประกันภัยที่คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย
ภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่ง เพราะเหตุไม่รับประกันภัยก็ดี คืนไปโดย
เหตุอื่นก็ดี มิให้นับเข้าในจำนวนเงินอันต้องเสียภาษี และถ้าผู้กระทำกิจการ
ประกันภัยใดเสียเงินภาษีแล้วนำประกันภัยซึ่งรับไว้ไปให้ผู้อื่นประกันต่อ ๆ ไป
ผู้ประกันต่อไปนั้นไม่ต้องเสียภาษี
กิจการประกันภัยประเภทประกันชีวิต ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติใน
วรรคต้น แต่ให้เสียในอัตราร้อยละ 1 แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัย”
มาตรา 99 บุคคลธรรมดา บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ประกอบ
กิจการธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ กิจการออมสิน หรือกิจการประกันภัย
ในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้
มาตรา 100 ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทุกปี ให้ผู้ต้องเสียภาษี
ตามหมวดนี้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินต่าง ๆ
ต่อเจ้าพนักงานประเมิน
มาตรา 101 เมื่อได้รับแบบแสดงรายการแล้ว ให้เจ้าพนักงาน
ประเมินประเมินจำนวนเงินภาษี แล้วแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบ
มาตรา 102 การตรวจสอบหรือการไต่สวนเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
ให้นำบทบัญญัติมาตรา 86 และมาตรา 90 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมวด 6
อากรแสตมป์
------
มาตรา 103 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
“กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้
เขียนตราสาร
*[8]
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ
และแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย
ทั้งนี้ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง”
“กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อ
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“ปิดแสตมป์” หมายความว่า การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ
มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ
*[2]
““ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก
โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์
หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ
สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ
ตราสารนั้น
“ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ในกรณีแสตมป์ปิดทับ หมายความว่าได้เสียอากร
โดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่
น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน
หมายความว่าได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาแสตมป์
ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่
ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว”
“ใบรับ” หมายความว่า
(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ
ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ
(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ
เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว
บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่
ไม่สำคัญ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
*[1]
““นายตรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”
ส่วน 1
การเสียอากร
------
มาตรา 104 ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์
บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
*[1]
“มาตรา 105 ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ
ผู้รับชำระราคา ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระ
ราคาทุกคราว จะได้มีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
(1) การให้เช่าซื้อทรัพย์สินทุกชนิด ซึ่งมีราคาเช่าซื้อเกิน 5 บาท
(2) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน 5 บาท จาก
โรงค้า ถ้าโรงค้านั้นต้องเสียภาษีโรงค้าตามมาตรา 79 (2)
(3) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน 100 บาท
(4) การรับเงินเนื่องในการโพยก๊วนทุกรายไม่จำกัดว่าเป็นจำนวน
เงินเท่าใด
ถ้าการเช่าซื้อหรือการขายที่กล่าวข้างต้นมีเงื่อนไข ให้ชำระราคา
ภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวที่ได้รับชำระราคาง”
*[7]
“มาตรานี้ไม่ใช้บังคับในกรณีขายสินค้าซึ่งทำในราชอาณาจักรส่ง
ออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักร และในกรณีที่ผู้ประกอบการเกษตรขายพืชผล
อันเกิดจากเกษตรกรรมของตน เช่น ข้าวเปลือก ผัก ปลา สัตว์ และของป่า
เป็นต้น”
*[8]
“มาตรา 105 ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามความ
ในมาตรา 105 (2) หรือ (4) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือ
สำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบรับ
ใบรับ ต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมี
อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(1) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
(2) เลขที่ตามลำดับของใบรับ
(3) วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ
(4) จำนวนเงินที่รับ
(5) ชื่อ หรือยี่ห้อ และที่อยู่ของผู้ซื้อเฉพาะในกรณีการขาย ซึ่งรวมราคา
ที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป”
มาตรา 106 ใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ที่ต้องออกให้เมื่อถูก
เรียกร้องนั้น เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้
มาตรา 107 เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น
อย่างอื่นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย
หมวดนี้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี
แทนก็ได้
ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ
ขีดฆ่าได้ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอกประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
มาตรา 108 ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้
บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่นเช่าและกู้ยืมรวมกันไว้
หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ
เป็นฉบับเดียวกัน เช่นขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่
อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ
หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า
ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด
มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน
และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น
ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์
แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว
มาตรา 110 คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์
สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ
ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ
นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ
และขีดฆ่าแล้ว
มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้
เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า
ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร
ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่น
ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรองสลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง
ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์
ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ
มาตรา 112 ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ
ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้
ส่วน 2
เบ็ดเตล็ด
------
มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร
หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว
ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
*[5]
“1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น
ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้
เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้”
2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ
เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย
(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
(ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้
เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
*[5]
“มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามมาตรา 123 ก็ดี โดยการ
กล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่
ก็ดี ถ้าปรากฏว่าตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หรือมิได้มีการออกใบรับ
ในกรณีที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็น
จำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ไม่ได้เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”
*[8]
“เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ 40 เป็นเงินสินบน
รางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหา
แจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”
มาตรา 115 เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113
และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่
เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บ
จากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น
มาตรา 116 วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน
มาตรา 113 และมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อเจ้าพนักงาน
เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สลักหลังตราสาร
แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งนามและตำบลที่อยู่
ของผู้เสียเงิน แล้วลงนามพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ
มาตรา 117 ตราสารที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่ม
อากรตามความในมาตรา 113 และมาตรา 114 นั้น ให้ถือว่าเป็นตราสาร
ที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บ ก็ให้ถือว่าเป็นค่าอากร
มาตรา 118 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่
ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า
จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และ
ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113
และมาตรา 114
มาตรา 119 ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม
หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี
ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้
เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย
ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้
ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
มาตรา 120 ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี
หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป
จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้
*[8]
“มาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลเจ้าพนักงาน
ผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล
สภากาชาดไทย หรือเทศบาลอากรเป็นอันไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้
ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์
หรือการพาณิชย์ซึ่งเทศบาลเป็นผู้จัดทำ”
มาตรา 122 ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า
2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง
เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน
ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น
ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง
ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควร
ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง
*[1]
*[5]
*[8]
“มาตรา 123 เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ
มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการค้า หรือสำนักงานใด ๆ ในเวลากลางวัน
ระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์
บริบูรณ์แล้วหรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อได้ทราบว่าได้ออกใบรับตาม
มาตรา 105 หรือมาตรา 106 หรือทำหรือเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตาม
มาตรา 105 ทวิ หรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร
และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์
แห่งตราสาร และพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ ในการตรวจ
พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจจะต้องพิจารณาอย่างให้เป็นการขัดขวางการ
ดำเนินการตามปกติของร้านค้าหรือสถานที่ทำการค้าจนเกินกว่าความจำเป็น
เพื่อประโยชน์ในการตรวจ”
*[8]
“มาตรา 123 ทวิ ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนด
วิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดย
รัดกุม การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติตาม”
ส่วน 3
บทลงโทษ
------
มาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากรหรือขีดฆ่าแสตมป์เพิกเฉยหรือ
ปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกิน 100 บาท
*[1]
“มาตรา 125 ผู้ใดออกใบรับไม่เกิน 5 บาท สำหรับมูลค่าเกิน
5 บาท หรือแบ่งหรือแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร
ก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม
บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท”
มาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ผู้นั้น
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[2]
“มาตรา 127 ผู้ใดไม่ออกใบรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 105 ก็ดี
เมื่อถูกเรียกร้องให้ออกใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ปฏิเสธหรือเพิกเฉย
เสียไม่ออกใบรับให้เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 106 ก็ดี ออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์
ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
หนึ่งร้อยบาท”
*[1]
*[5]
“ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 127”
*[1]
*[8]
“มาตรา 128 ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ
ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตาม
หมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามมาตรา 123 หรือไม่ยอมตอบ
คำถามเมื่อซักถาม หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 105 ทวิ หรือมาตรา 123 ทวิ
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
*[5]
“มาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น
แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้
เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ”
*[1]
“บัญชีแก้ไขอัตราอากรแสตมป์
------
*[5]
“ข้อ 2
“
*[5]
“ข้อ 5
“
*[8]
“ข้อ 6
ก.
ง.
“
*[8]
“ข้อ 16
ข้อ 17
“
*[8]
“ข้อ 24
ข้อ 25
“
*[8]
“ข้อ 27
“
*[5]
“ข้อ 28
ก.
ข.
ค.
“
*[5]
“ด.
ต.
ถ.
ท.
ธ.
“
*[2]
*[8]
“ข้อ 29
“
“
ช. แบบ ป.2 เรื่องแจ้งความสำรวจเด็กของกระทรวงธรรมการ
ซ. แบบ ป.5 เรื่องส่งเด็กเข้าเรียนของกระทรวงธรรมการ
ฌ. แบบพิมพ์ของกองประมวลสถิติ
ญ. แบบ ร.ว. 22 เรื่องชี้เขตที่ดินของกรมที่ดินและโลหกิจ”
“
หมวด 7
อากรมหรสพ
------
มาตรา 130 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“มหรสพ” หมายความว่า การแสดง การเล่น หรือ การกีฬา
การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู
“ผู้ดู” หมายความว่า บุคคลที่ดู
“ค่าดู” หมายความว่า เงินที่ผู้ดูต้องจ่ายเป็นค่าตั๋ว
“ตั๋ว” หมายความว่า บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู
“แสตมป์” หมายความว่า แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดย
กฎกระทรวง
“แสตมป์ดุน” หมายความว่า แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาล
ทำและมีกำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง
“ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดย
ขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม
“เจ้าของ” หมายความว่า ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนิน
การมหรสพ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
มาตรา 131 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2483 เป็นต้นไป
ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋ว
ที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
มาตรา 132 การเสียอากร ให้เสียโดยใช้แสตมป์ปิดตั๋ว และขีดฆ่า
หรือโดยใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน และให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู
ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้แก่ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋ว
ทุกฉบับ
ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวน
เงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น
มาตรา 133 ให้เจ้าของเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียอากรและให้มีหน้าที่
ขีดฆ่า หรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป
แต่ตั๋วไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรและ
ขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋ว
*[1]
*[8]
“มาตรา 134 มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ
ในหมวดนี้
(1) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ตามเงื่อนไข
และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
(2) มหรสพภายในเขตวัดหรือบริเวณใกล้เคียงกับเขตวัดตามที่อธิบดี
เห็นสมควรซึ่งวัดจัดขึ้นและเป็นเทศกาลประจำปี
(3) มหรสพที่เก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 สตางค์
(4) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง
(5) กีฬาสำหรับสถานศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีขึ้น”
มาตรา 135 นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้
เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู เว้นแต่
(1) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดง ว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว หรือ
(2) มีตั๋วมีแสตมป์แสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้วหรือ
(3) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าเข้าตามระเบียบการของเจ้าของ
แต่เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน 7 ขวบ และสูงไม่เกิน 1 เมตร
(4) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ ผู้นั้นไม่ต้อง
เสียค่าดู
*[8]
“มาตรา 136 ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมี
อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(1) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ
(2) เลขที่ตามลำดับของตั๋ว
(3) กำหนดวันเข้าดู
(4) ราคาตั๋ว
(5) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)
ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียวให้ระบุ
จำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว ถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละ
หลายครั้ง ให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและ
ราคาตั๋ว”
มาตรา 137 ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจาก
ผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร
มาตรา 138 ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 137 ฉีกตั๋ว
ในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาด
เป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้
ไม่น้อยกว่า 3 วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง
มาตรา 139 ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่
อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้
*[5]
“มาตรา 140 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่
มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับ
มีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมาตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของ
ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้เมื่อมี
เหตุผลสมควร
นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษา
ความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น”
*[5]
“มาตรา 140 ทวิ ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้า
ปรากฏว่าไม่เสียอากร หรือเสียอากรไม่ควบถ้วนตามหมวดนี้ ให้เรียกอากร
จนครบและให้เรียกเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 2 เท่าของอากรที่ไม่เสียหรือ
ที่ขาดหรือเป็นเงิน 25 บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า อากรและเงินเพิ่ม
อากรตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบ
พนักงานเจ้าหน้าที่ เงินนี้ให้ถือเป็นอากร”
*[5]
“มาตรา 140 ตรี เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้
ผู้ใดกระทำการขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้ง
คอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 135”
มาตรา 141 ให้อธิบดี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติ
เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการ
ตามนั้น
*[5]
“มาตรา 142 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 133 มาตรา 135
หรือมาตรา 140 ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติ
ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกตามมาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบ
คำถามเมื่อซักถาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือ
จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
มาตรา 143 ผู้ใดฝ่าฝืนบัญญัติมาตรา 136 มาตรา 137 มาตรา 138
มาตรา 139 หรือมาตรา 141 ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
100 บาท
*[5]
“บัญชีอัตราอากรมหรสพ
------
1. ภาพยนต์ให้เก็บอากรร้อยละ 50 ของค่าตั๋ว
2. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากรร้อยละ 10
ของค่าตั๋ว
*[8]
“3. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ 30 ของค่าตั๋ว ถ้าเป็นกีฬา
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้เก็บอากรร้อยละ 20 ของค่าตั๋ว”
4. ถ้าเป็นมหรสพผสมให้เก็บอากรในอัตราสูง
5. ตั๋วไม่เสียค่าดูให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและ
รายบุคคลที่เข้าดู
6. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง
*[8]
“7. บัตรทางราชการที่ออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มีราคา
ไม่เกิน 50 สตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร”
ลักษณะ 3
เงินช่วยบำรุงท้องที่
------
มาตรา 144 ให้เรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่สำหรับบำรุงความ
ผาสุกของราษฎรในท้องที่ เงินนี้ให้เรียกว่า “เงินช่วยบำรุงท้องที่”
มาตรา 145 การเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน
ลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 146 ในลักษณะนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ที่ดิน” ให้กินความถึงน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ
“เจ้าหนักงานสำรวจ” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี
แต่งตั้ง
มาตรา 147 เงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น เมื่อเก็บมาได้เท่าใด ให้จ่าย
บำรุงท้องที่ตามเกณฑ์ดังนี้
(1) บำรุงท้องที่ภายในเขตตำบลร้อยละ 60
(2) บำรุงท้องที่ภายในเขตอำเภอร้อยละ 20
(3) บำรุงท้องที่ภายในเขตจังหวัดร้อยละ 20
(4) ถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้เก็บในเขตเทศบาล ก็ให้บำรุงท้องที่
ภายในตำบลในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ 50 และ บำรุงท้องที่โดยทั่วไป
ภายในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ 50
*[6]
“เงินบำรุงท้องที่ตาม (1) ถ้าที่ประชุมกำนันในท้องที่อำเภอใด
โดยนายอำเภอเป็นประธานลงมติเสียงข้างมากเห็นสมควรจะโอนเงินไปจ่าย
บำรุงตำบลอื่นในท้องที่อำเภอเดียวกัน และถ้าคณะกรมการจังหวัดอนุมัติ
ตามมตินั้นแล้ว ก็ให้ทำได้”
มาตรา 148 การใช้จ่ายเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้ให้เป็นไปตามที่
รัฐมนตรีจะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา 149 บุคคลใดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ใน
ที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใด บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียเงินช่วย
บำรุงท้องที่ปีละ 1 ครั้ง สำหรับที่ดินแปลงนั้น ตามประเภทชั้นและอัตรา
ในบัญชีท้ายลักษณะนี้
มาตรา 150 ส่วนของที่ดินซึ่งจะต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น
คือส่วนซึ่งเหลือจากที่จัดเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินบำรุงท้องที่
ซึ่งยอมให้หักออกได้ดังนี้
ก. ถ้าที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง
ท้องที่ที่นั้นเอง ให้หักออกได้ 400 ตารางเมตร
ข. ถ้าผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่มีภริยาหรือสามีอยู่ร่วม
ด้วย ให้หักเพิ่มอีก 400 ตารางเมตร
ค. ถ้ามีบุตรอยู่ร่วมด้วย ให้หักเพิ่มอีก 200 ตารางเมตรต่อ 1 คน
ง. เฉพาะที่นอกเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนครให้หักเพิ่มสำหรับ
*[1]
“การพิจารณาหักพื้นที่ดินออกดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่บุคคลคนเดียว
มีที่ดินหลายแปลง ให้หักให้เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยนานที่สุดใน
ปีสำรวจปีหนึ่ง ๆ แต่แปลงเดียว
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรือครอบครองร่วมกัน
ในที่ดินแปลงเดียวกัน การที่จะหักให้สำหรับตัวผู้เสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
และภริยาหรือสามีที่อยู่ร่วมกันนั้นให้หักโดยส่วนเฉลี่ย แต่มิให้เกินอัตราที่
กำหนดไว้เว้นแต่บุตรที่อยู่ร่วมด้วยให้หักให้ทุกคน ๆ ละ 200 ตารางเมตร
ถ้าเหตุสำหรับการหักพื้นที่เกิดขึ้นภายหลังวันสำรวจปีใด ก็ไม่ต้อง
หักให้สำหรับปีนั้น
ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันใน
ที่ดินหลายแปลงให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อน ๆ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
*[1]
“มาตรา 151 ที่ดินซึ่งมีราคาปานกลางสูงกว่าไร่ละ 10,000 บาท
ให้ถือว่าไม่ใช่ที่ดินสำหรับอยู่อาศัย และไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 150”
มาตรา 152 ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกันกับโรงเรือนซึ่งต้องเสียภาษี
โรงเรือนและที่ดินหรือภาษีโรงร้าน ตึก แพ นั้น ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา 153 ที่ดินดังต่อไปนี้ ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
(1) พระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
(2) สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินของรัฐบาลซึ่งใช้ในกิจการ
ของรัฐบาลหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
(3) ที่ดินของเทศบาล ซึ่งใช้ในกิจการของเทศบาลหรือสาธารณะ
โดยมิได้หาผลประโยชน์
(4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษาสาธารณะ
หรือการกุศลสาธารณะ
(5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจ ศาสนาโดยศาสนาหนึ่ง หรือ
พระอาราม หรือสำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาดหลวง สถานพัก
สอนสาสนา หรือที่ศาลเจ้า
(6) สุสาน และฌาปนสถาน
(7) ที่ดินทำทางรถไฟ การประปา หรือการไฟฟ้า
(8) ที่ดินซึ่งรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงยกเว้น
มาตรา 154 ให้คณะกรรมการจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณาตีราคา
ปานกลางของที่ดินในตำบลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลในท้องที่นั้น ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่ดินในเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ 1 ผู้ทรงวุฒิ 1 และ
เทศมนตรีหรือผู้แทน 1
(2) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ 1 ผู้ทรงวุฒิ 1
และกำนัน 1
ถ้าราคาที่ดินในเขตนั้นแตกต่างกันมาก ก็ให้กำหนดเขตเป็นหน่วย ๆ
ภายในตำบลนั้นเพื่อประโยชน์แก่การตีราคาปานกลางให้เที่ยงธรรม
มาตรา 155 การตีราคาปานกลางนั้นมิให้คำนวณ ราคาโรงเรือน
สิ่งปลูกสร้างหรือเพาะปลูกเข้าด้วย
มาตรา 156 เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้วให้เสนอการ
ตีราคานั้นต่อคณะกรมการจังหวัดพิจารณา และให้คณะกรมการจังหวัดนำเข้า
ปรึกษาสภาจังหวัด เมื่อสภาจังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว
ก็ให้คณะกรมการจังหวัดประกาศประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลาง
จังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และตำบลนั้น ๆ
*[3]
“ในกรณีที่ไม่มีสภาจังหวัด เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้ว
ให้เสนอการตีราคานั้นต่อคณะกรรมการจังหวัดพิจารณา เมื่อคณะกรรมการ
จังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว ก็ให้คณะกรรมการจังหวัดประกาศ
ประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และ
ตำบลนั้น ๆ”
มาตรา 157 การกำหนดชั้นของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้ใช้ได้ไม่เกิน
5 ปี
ภายในเวลา 5 ปีนับแต่วันประกาศ เมื่อมีเหตุแสดงว่าราคาที่ดิน
ที่ได้ตีราคาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิ
ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้คณะกรมการจังหวัดกำหนดชั้นของที่ดินนั้นเสียใหม่
หรือคณะกรมการจังหวัดจะกำหนดชั้นของที่ดินนั้นใหม่เสียเองก็ได้ และต้อง
ปฏิบัติตามความในมาตรา 156
ถ้ามีการกำหนดชั้นของที่ดินใหม่ตามความในวรรค 2 ให้การกำหนด
ชั้นใหม่นี้มีผลปฏิบัติในปีรุ่งขึ้นเป็นต้นไป
มาตรา 158 การสำรวจรังวัดพื้นที่ดินและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่มาเสียเงิน ให้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา 159 ในการสำรวจรังวัดพื้นดิน ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง
ท้องที่ชี้เขตบอกจำนวนพื้นที่ดิน และให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน
สำรวจตามสมควร
มาตรา 160 ผู้ใดไม่ชี้เขตหรือไม่ยอมบอกจำนวนพื้นที่ดิน หรือชี้เขต
หรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง เจ้าพนักงานสำรวจอาจ
สำรวจเอาเองตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง
มาตรา 161 ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืช ถ้าการเพาะปลูกใน
บริเวณนั้นเสียหายมากปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้
โดยทั่วไป ให้คณะกรมการจังหวัดมีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่ได้ตามสมควร
*[1]
“ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชดังกล่าวในวรรคก่อน จะต้องเป็น
ที่ดินนอกเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร หรือนอกเขตที่ดินประเภท 3
ตามบัญชีประเภทและชั้นของที่ดินท้ายลักษณะนี้”
ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชตามที่อำเภอกำหนดให้ถ้าการเพาะปลูก
ในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุพันวิสัย ให้ยกเว้นไว้
ไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา 162 ที่ดินของเจ้าของเดียวและมีเขตติดต่อกัน ซึ่งถ้าคิดเงิน
ช่วยบำรุงท้องที่ตามอัตราเต็มจำนวนเป็นเงินก็ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
อย่างต่ำปีละ 1 บาท และถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียมีเศษต่ำกว่า
5 สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น 5 สตางค์
มาตรา 163 ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่เสียเงินนั้นภายใน
30 วัน นับแต่วันแจ้งให้เสียเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในการนี้
ให้นำมาตรา 11 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 164 เมื่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้เสียเงินช่วย
บำรุงท้องที่ได้โอนตกไปยังบุคคลอื่นโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้รับโอนมีหน้าที่
ร่วมกันในการเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่
มาตรา 165 ผู้ใดจงใจไม่ยอมชี้เขตหรือไม่บอกจำนวนพื้นทีดิน หรือ
จงใจชี้เขตหรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานสำรวจ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50 บาท
มาตรา 166 เงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่อถึง
กำหนดแล้วไม่เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง
เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาตรา 12
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
บัญชีประเภทและชั้นของที่ดิน
ประเภท 1 ที่ดินนอกเขตเทศบาล
ประเภท 2 ที่ดินในเขตเทศบาล
*[1]
“ประเภท 3
------
ที่ดินตั้งอยู่รอบเขตต์ที่ตั้งสถานที่รถไฟ ที่ตั้งว่าการอำเภอ ที่ตั้ง
โรงทหาร หรือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาลหรือสถานที่อื่นตามที่
จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ ซึ่งคณะกรรมการตีราคาปานกลางของ
ที่ดินเห็นว่าเจริญแล้ว ให้แบ่งเป็นชั้นแล้วเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่
เท่ากับที่ดินในเขตเทศบาล
หมายเหตุ 1. ที่ดินต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ เศษของไร่ให้คิดใน
อัตราลดตามส่วน
2. เศษของ 1 ตารางวา ให้ปัดขึ้นเป็น 1 ตารางวา
3. เศษของ 5 สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น 5 สตางค์”
*[8]
“ยกเลิกความในลักษณะ 4 เงินช่วยการประถมศึกษา มาตรา 167
มาตรา 168 มาตรา 169 มาตรา 170 มาตรา 171 มาตรา 172 มาตรา 173
มาตรา 174 มาตรา 175 มาตรา 176 มาตรา 177 มาตรา 178 และ
มาตรา 179”
*[5]
“ลักษณะ 5
ภาษีการซื้อข้าว
------
มาตรา 180 การเรียกเก็บภาษีการซื้อข้าวซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 181 ในลักษณะนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่ง
ซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง
“ข้าวเปลือก” หมายความว่า เมล็ดข้าวมีเปลือกไม่ว่าจะเป็น
ข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว
“ข้าว” หมายความว่า ข้าวสาร ปลายข้าว ข้าวกล้อง ปลาย
ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง และปลายข้าวนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว
“โรงสี” หมายความว่า ที่สำหรับทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวได้ใน
วันหนึ่งตั้งแต่ 1 หาบหลวงขึ้นไป ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เพื่อการค้า รวมทั้ง
รับจ้าง
“ผู้ทำการโรงสี” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของ
รัฐบาล ซึ่งประกอบกิจการโรงสีหรือผู้ทำการแทน
“ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ
“จำหน่าย” หมายความว่า จำหน่ายในการซื้อ
มาตรา 182 เมื่อมีการซื้อข้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ทำการ
โรงสี นับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าว
ตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้และให้เสียขณะส่งมอบข้าว
มาตรา 183 ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวของตนหรือที่ตนยึดถือ
จากที่เก็บข้าวแห่งหนึ่งไปยังที่อื่นโดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ทำการโรงสี
ได้จำหน่ายและส่งมอบข้าวนั้นตั้งแต่วันส่งข้าวไป
มาตรา 184 ในกรณีผู้ทำการโรงสีนำข้าวของโรงสีไปเพื่อบริโภค
หรือเปลี่ยนสภาพจากข้าว ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น
และส่งมอบข้าวในขณะที่นำไป
มาตรา 185 ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร
ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้นและส่งมอบข้าวเมื่อผ่านด่าน
ศุลกากร
มาตรา 186 ในเดือนใดผู้ใดส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้น
แจ้งเป็นหนังสือว่า ข้าวที่ส่งไปนั้นได้ซื้อจากผู้ใด เป็นจำนวนเท่าใด และ
ส่งออกทางใด ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำ
จังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา 187 ในกรณีผู้ทำการโรงสีทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวให้แก่
ผู้ใด ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งข้าวเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น
มาตรา 188 ในกรณีผู้ทำการโรงสีซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาต
ให้ขายตามมาตรา 198 แล้ว ทำการซื้อและจำหน่ายข้าวระหว่างกันเอง
เพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา 189 ทุกเดือนที่มีการซื้อข้าว อันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษี
การซื้อข้าวตามมาตรา 188 ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและ
จำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำ
จังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่
มาตรา 190 ในกรณีผู้ไม่มีใบทะเบียนและไม่มีใบอนุญาตให้ขาย
ทำการซื้อขายพร้อมทั้งรับโอนกิจการโรงสีเพื่อประกอบกิจการโรงสีและ
จำหน่ายข้าวต่อไป อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดี
จะยกเว้นภาษีการซื้อข้าวก็ได้
มาตรา 191 ในกรณีที่มีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้น
รับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว
มาตรา 192 ให้ผู้ทำการโรงสีชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่
จำหน่ายไปในเดือนหนึ่ง ๆ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ พร้อมด้วยยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดสองฉบับ และให้ส่งใบขายข้าวไปพร้อมกันด้วยภายใน
วันที่ 7 ของเดือนถัดไป และการชำระเงินนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับ
ใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ
ที่จะกำหนดให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา 193 เงินภาษีการซื้อข้าวถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตาม
มาตรา 192 ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษี
การซื้อข้าวด้วย
มาตรา 194 ภาษีการซื้อข้าว ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือ
เป็นเงินค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา 12
มาใช้บังคับ
มาตรา 195 ในกรณีผู้ทำการโรงสีออกใบรับเงินภาษีการซื้อข้าว
โดยเฉพาะใบรับนั้นให้ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์
มาตรา 196 เมื่อมีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้น
ออกใบขายข้าวตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงจำนวนข้าวและวันเดือนปีที่
จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อทุกคราว
มาตรา 197 ผู้ใดนำข้าวเป็นจำนวนเกินกว่าห้าหาบหลวงไปจาก
ที่หนึ่งที่ใดโดยไม่มีใบขายข้าวไปกับข้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่ง
กักข้าวเพื่อทำการไต่สวนได้ไม่เกินสิบห้าวัน ถ้าผู้นำข้าวไม่นำหลักฐาน
มาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการไต่สวนภายในกำหนดสิบห้าวัน พนักงาน
เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้นำข้าวนั้นชำระภาษีการซื้อข้าว ณ ที่ว่าการอำเภอ
เป็นเงินสามเท่าของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ถ้าไม่ชำระเงินภาษีการ
ซื้อข้าวภายในสามวันนับแต่วันได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่า
เป็นเงินค้าง
เพื่อประโยชน์ของผู้นำข้าว จะขอชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับ
ข้าวที่นำไป ณ ที่ว่าการอำเภอใด ๆ ก็ได้ แต่ต้องชำระเป็นเงินสองเท่า
ของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว
ใบเสร็จรับเงินภาษีการซื้อข้าวที่ออกตามมาตรานี้ ให้ถือเป็น
ใบขายข้าวและภาษีการซื้อข้าวที่ชำระตามมาตรานี้ จะขอคืนไม่ได้
มาตรา 198 เจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีต้องแจ้งรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนด สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและ
จังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง
ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อขอรับใบทะเบียนประการหนึ่ง ถ้าเจ้าของ
โรงสีหรือผู้ทำการโรงสีมีหรือประกอบกิจการโรงสีหลายโรงสี ให้แจ้ง
รายการเป็นโรง ๆ ไป
สำหรับโรงสีที่ปลูกสร้างเสร็จภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติใน
ลักษณะนี้ ให้แจ้งรายการดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสร้างเสร็จ
ในกรณีโอนกิจการโรงสีหรือโอนกรรมสิทธิโรงสี ภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันโอนให้ผู้โอนแจ้งการโอนต่ออธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่
กล่าวในวรรคหนึ่งแล้วแต่กรณีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้รับโอน
แจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือแก้ทะเบียน
แล้วแต่กรณีตามความในวรรคหนึ่ง
มาตรา 199 ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบทะเบียนตามความใน
มาตรา 198 สำหรับโรงสีใด ห้ามมิให้ประกอบกิจการโรงสีนั้นจนกว่า
จะได้รับทะเบียนแล้ว
ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบอนุญาตให้ขายตามความในมาตรา 198
สำหรับโรงสีโรงใด ห้ามมิให้จำหน่ายข้าวจากโรงสีนั้น จนกว่าจะได้รับ
อนุญาตให้ขายแล้ว
มาตรา 200 ผู้ทำการโรงสีโรงใดได้รับใบทะเบียนแล้วเลิก
ประกอบกิจการ ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำ
จังหวัดที่กล่าวในมาตรา 198 แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกประกอบกิจการนั้น
ในกรณีนี้ ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่ง
ตีตราปิดโรงสีนั้น กับมีอำนาจเรียกใบอนุญาตให้ขายคืน เมื่อไม่มีข้าวจะ
จำหน่ายแล้ว
มาตรา 201 ให้ผู้ทำการโรงสีทำบัญชีตามแบบและวิธีการที่อธิบดี
กำหนดแสดงรายการปริมาณข้าวและข้าวเปลือกซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป
เป็นรายวัน และต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ให้ทำลายแต่ไม่เกินสามปี
มาตรา 202 เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้น ภาษีการซื้อข้าวตาม
มาตรา 188 ผู้ทำการโรงสีผู้ใดจำหน่ายข้าวไปและไม่แสดงรายการ
ปริมาณข้าวที่จำหน่ายในบัญชีตามความในมาตรา 201 กับมิได้นำเงิน
ภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้นไปชำระภายในกำหนด ให้ผู้ทำการโรงสี
ผู้นั้นเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้น และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่า
หรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อข้าว
และเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ทำการ
โรงสีได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการ
ซื้อข้าว
มาตรา 203 ผู้ใดเคยมีหรือครอบครองข้าวไว้เพื่อจำหน่ายใน
สำนักงานของตนเองแห่งเดียวหรือหลายแห่งรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าพัน
หาบหลวงเป็นประจำ อาจยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอให้
ตนมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ทำการโรงสีได้ เมื่ออธิบดีได้พิจารณา
ออกใบอนุญาตให้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้ถือว่า
ผู้นั้นเป็นผู้ทำการโรงสี และให้ถือว่า สำนักงานของผู้นั้นตามที่ระบุใน
ใบอนุญาตเป็นโรงสี
การยื่นคำร้องสำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัด
ธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อข้าหลวง
ประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานตั้งอยู่
ในการออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจ
กำหนดเงื่อนไขตามแต่จะเห็นสมควร ถ้ามีการผิดเงื่อนไข ให้อธิบดีมี
อำนาจถอนใบอนุญาตคืนได้
เมื่ออธิบดีได้ถอนใบอนุญาตตามความในวรรคสามแล้ว ให้ผู้รับ
อนุญาตเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่มีหรือครอบครองอยู่ทั่งหมดใน
ขณะนั้น เสมือนได้มีการซื้อข้าวจากผู้รับอนุญาตในวันถอนใบอนุญาตนั้น
มาตรา 204 โรงสีที่ได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือ
ผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ ซึ่งอธิบดี
ได้ออกใบอนุญาตให้ตามพระราชบัญญัติเงินช่วยชาติในภาวะคับขัน
พุทธศักราช 2485 แล้วนั้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 198 หรือมาตรา 203
แล้วแต่กรณี และให้ถือว่าใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตซึ่ง
โรงสีและผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียน
ใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตออกให้ตามลักษณะนี้
มาตรา 205 ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวในกรณีนำข้าวต่างประเทศ
เข้ามาในราชอาณาจักร ให้ผู้นำข้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดใน
การชำระภาษีการซื้อข้าว และให้ชำระ ณ อำเภอท้องที่ซึ่งด่านศุลกากรแรก
ที่นำข้าวผ่านตั้งอยู่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ข้าวผ่านด่านศุลกากรนั้น ถ้า
มิได้ชำระภายในกำหนดดังกล่าวให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบ เงินเพิ่มนี้
ให้ถือเป็นภาษีการซื้อข้าว
มาตรา 206 ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ทำการ
โรงสีปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงเวลาทำการสีข้าว และติดตั้งเครื่องวัด
เพื่อตรวจสอบในโรงสีได้
มาตรา 207 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการ
ของโรงสีหรือสำนักงานใด ๆ ที่ทำการค้าข้าวหรือที่เกี่ยวข้องในเวลา
ระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจสั่งหยุดพาหนะขนส่งบรรทุก
ข้าวซึ่งไม่เป็นพาหนะขนส่งสาธารณะไว้ชั่วคราว กับมีอำนาจทำการตรวจสอบ
และออกหมายเรียกเจ้าของ ผู้ทำการโรงสี หรือผู้ทำการค้าข้าว หรือ
พยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
มาตรา 208 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 201 มีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 209 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 186 มาตรา 189 มาตรา 196
มาตรา 198 มาตรา 200 หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 206
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา 210 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 199 มีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 211 ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ
(1) แจ้งรายการตามมาตรา 192 มาตรา 196 มาตรา 98 หรือ
มาตรา 201 ไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือช่วยให้หลีกเลี่ยงภาษี
การซื้อข้าว
(2) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือ
ไม่หยุดพาหนะ หรือมิให้ทำการตรวจสอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมาย เป็น
การฝ่าฝืนมาตรา 207 หรือ
(3) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำ
เท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จ
มาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อข้าว
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน
หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 212 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการได้รู้เรื่องกิจการ
ของผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
ตามบทบัญญัติในลักษณะนี้นำความไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใด
โดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก
ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว
------
1. ปลายข้าว ปลายข้าวกล้อง ปลายข้าวนึ่ง หาบหลวงละ 40 สตางค์
2. ข้าวอย่างอื่นหาบหลวงละ 60 สตางค์
เศษของ 1 หาบถ้าต่ำกว่า .25 ของ 1 หาบ ให้ปัดเป็น .25 ของ
1 หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว 1 ใน 4 ของอัตราที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .25 ของ 1 หาบ แต่ไม่เกิน .50 ของ 1 หาบ และเก็บ
เงินภาษีการซื้อข้าว 1 ใน 2 ของอัตราที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .50 ของ 1 หาบ แต่ไม่เกิน .75 ของ 1 หาบ ให้ปัด
เป็น .75 ของ 1 หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว 3 ใน 4 ของอัตรา
ที่กำหนดข้างต้น
ถ้าสูงกว่า .75 ของ 1 หาบ แต่ไม่ถึง 1 หาบ ให้ปัดเป็น 1 หาบ
และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว
ตามอัตราข้างต้น”
*[5]
“ลักษณะ 6
ภาษีการซื้อน้ำตาล
------
มาตรา 213 การเรียกเก็บภาษีการซื้อน้ำตาล ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้
ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 214 ในลักษณะนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่ง
ซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง
“ซื้อ” หมายความว่า รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่
ในกรณีที่บริจาคเป็นสาธารณกุศล
“จำหน่าย” หมายความว่า จำหน่ายในการซื้อ
“น้ำตาล” หมายความว่า
1. น้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าวหรือต้นไม้อื่น เว้นน้ำเหลือง
ซึ่งได้มาจากการกระทำน้ำตาลทรายขาว
2. น้ำตาลซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทุกชะนิดและ
3. สิ่งของทำด้วยน้ำตาลเป็นส่วนสำคัญซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
“ผู้ประกอบการ” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของ
รัฐบาลซึ่งประกอบการผลิตน้ำตาลได้วันหนึ่งเกินกว่า 100 กิโลกรัม หรือ
ผู้ทำการแทน
“ผู้นำเข้า”หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล
ซึ่งนำน้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการค้าหรือเพื่อ
การอุตสาหกรรม หรือผู้ทำการแทน
“ผู้รวบรวม” หมายความว่า บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล
ซึ่งมีน้ำตาลไว้เพื่อการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรมในคราวหนึ่งหรือหลายคราว
รวมกันเป็นจำนวนเดือนหนึ่งเกิน 500 กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน
“สถานที่” หมายความว่า สถานที่ใช้ประกอบการผลิต จำหน่าย
หรือเก็บรักษาน้ำตาล
มาตรา 215 เมื่อมีการซื้อน้ำตาลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจาก
ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ให้มีการเสียภาษีเรียกว่าการ
ซื้อน้ำตาลตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้ และให้เสียขณะส่งมอบ
น้ำตาล
มาตรา 216 ในกรณีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
ส่งน้ำตาลของตนที่ตนยึดถือจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อื่นโดยไม่มี
การซื้อ ให้ถือว่าผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ได้จำหน่ายและ
ส่งมอบน้ำตาลนั้นตั้งแต่วันส่งน้ำตาลไป
มาตรา 217 ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
ส่งน้ำตาลออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมและส่งมอบน้ำตาลเมื่อผ่านด่านศุลกากร
ถ้าผู้นำเข้าพิศูจน์ให้เป็นที่พอใจของอธิบดีได้ว่า น้ำตาลที่ส่งออก
ไปนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นน้ำตาลซึ่งมิได้นำเข้าเพื่ออุปโภคหรือบริโภค
ภายในราชอาณาจักรแล้ว ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อนำตาลให้ได้
มาตรา 218 ในกรณีที่ผู้ประกอบการผลิตน้ำตาลให้แก่ผู้ใด แม้
ไม่มีการโอนกรรมสิทธิในน้ำตาล ก็ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งน้ำตาลเป็น
การซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ
มาตรา 219 ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอุปโภคหรือ
บริโภค หรือใช้ไปในการอุตสาหกรรมซึ่งน้ำตาลที่ผลิตขึ้นหรือนำเข้ามาใน
ราชอาณาจักรก็ดี ผู้นำน้ำตาลเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่ออุปโภคหรือบริโภค
ก็ดี ต้องเสียและชำระภาษีการซื้อน้ำตาล สำหรับผู้ประกอบการผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวม ให้ปฏิบัติเสมือนว่าได้ทำการจำหน่ายน้ำตาล สำหรับผู้อื่น
ให้ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 220 ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับ
น้ำตาลที่อยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมซึ่งได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่
และใบอนุญาตสำหรับตัวแล้วได้ ถ้าเห็นว่าน้ำตาลนั้นได้เสียภาษีการซื้อ
น้ำตาลมาแล้วและอยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมก่อนวันได้รับใบทะเบียน
และใบอนุญาตดังกล่าว
มาตรา 221 ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
ซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตตามมาตรา 231 แล้ว ซื้อน้ำตาลจาก
ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอื่นเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับ
ยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา 222 ในกรณีที่ผู้ไม่มีใบทะเบียนและใบอนุญาตซื้อน้ำตาล
พร้อมทั้งรับโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวม อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดีจะ
ยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ก็ได้
มาตรา 223 ในเดือนใด ผู้ใดส่งน้ำตาลไปนอกราชอาณาจักร
ให้ผู้นั้นแจ้งเป็นหนังสือว่า น้ำตาลที่ส่งไปนั้นได้มาอย่างไร เป็นจำนวน
เท่าใด และส่งออกทางใดภายใน 7 วันของเดือนถัดมา
การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัด
ธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง
ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา 224 ทุกเดือนที่มีการซื้อน้ำตาลอันเป็นกรณีได้รับยกเว้น
ภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 221 ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการ
ตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายใน 7 วันของเดือนถัดมา
การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัด
ธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง
ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
มาตรา 225 ในกรณีที่มีการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า
หรือผู้รวบรวมผู้ใด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้น รับผิด
ในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล
มาตรา 226 ให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 225
ชำระภาษีการซื้อน้ำตาล ณ อำเภอท้องที่พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี
กำหนด 2 ฉบับภายในวันที่ 7 ของเดือนทุกเดือน และการชำระภาษีนี้จะถือ
ว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะวางระเบียบให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร
มาตรา 227 ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตาม
มาตรา 219 หรือมาตรา 226 ให้ถือเป็นภาษีค้าง และให้ผู้รับผิดในการ
ชำระภาษีการซื้อน้ำตาลเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็น
ภาษีการซื้อน้ำตาลด้วย
มาตรา 228 เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้นการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 221
แห่งลักษณะนี้ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้ใด จำหน่ายน้ำตาลไป
และไม่แสดงรายการปริมาณน้ำตาลที่จำหน่ายในบัญชีตามมาตรา 236 แห่ง
ลักษณะนี้ กับมิได้นำภาษีการซื้อนำตาลสำหรับน้ำตาลนั้นไปชำระภายในกำหนด
ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้นเสียภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับ
น้ำตาลนั้นและเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่าหรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่
อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อน้ำตาลและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระ
ภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมได้
รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้า
ไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้าง
ให้ผู้ขนส่งน้ำตาลผ่านด่านตรวจน้ำตาลโดยไม่มีใบผ่านด่านตามมาตรา 241
กำกับไปด้วยหรือมีใบผ่านด่านกำกับไปไม่ครบตามจำนวนน้ำตาลที่ขนส่ง เสีย
ภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลที่ไม่มีใบผ่านด่านกำกับหรือที่เกินจำนวนใน
ใบผ่านด่านกำกับ และเงินเพิ่มสิบเท่าหรือเงินสองร้อยบาทเช่นเดียวกับที่
ได้กล่าวในวรรคหนึ่ง
มาตรา 229 ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้
ถือเป็นภาษีค้าง เพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา 12 มา
ใช้บังคับ
มาตรา 230 ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้เสีย
ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งเป็นผู้จำหน่าย ต้องออกใบรับ
ให้ผู้ซื้อสำหรับเงินนี้ต่างหากจากเงินอื่น และใบรับเฉพาะเงินส่วนนี้ไม่ต้อง
ปิดแสตมป์อากร แต่ต้องแสดงปริมาณน้ำตาลที่จำหน่าย
มาตรา 231 ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมต้องแจ้ง
รายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบทะเบียนสำหรับสถานที่ที่ตน
ควบคุมและใบอนุญาตสำหรับตัว
การแจ้ง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งมี
สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี
สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม มีสถานที่หลายแห่ง
ให้แจ้งรายการเพื่อรับใบทะเบียนเป็นแห่ง ๆ ไป
สำหรับสถานที่ที่มีขึ้นภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้
ให้แจ้งรายการภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีขึ้น
มาตรา 232 ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่ได้รับ
ใบทะเบียนสำหรับสถานที่ และใบอนุญาตสำหรับตัวตามพระราชบัญญัติ
ภาษีการซื้อน้ำตาล พุทธศักราช 2485 หรือพระราชบัญญัติภาษีการซื้อ
น้ำตาล (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2487 แล้วไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 231
และให้ถือว่าใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวซึ่งผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนสำหรับ
สถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวออกให้ตามลักษณะนี้
มาตรา 233 ในกรณีการโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาล ให้ผู้โอน
แจ้งเรื่องโอน และให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและ
ใบอนุญาตตามวิธีการที่กล่าวในมาตรา 231 ก่อนการโอน
มาตรา 234 ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับ
ใบทะเบียนสำหรับสถานที่แห่งใด ห้ามมิให้ผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาล
ในสถานที่แห่งนั้นจนกว่าจะได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่แล้ว
ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบอนุญาต
สำหรับตัว ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล จนกว่าจะได้รับ
ใบอนุญาตสำหรับตัวแล้ว
มาตรา 235 ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม
เลิกผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งใด ให้ผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งควบคุมสถานที่นั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวง
ประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา 231 แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดี
กำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล
ในสถานที่นั้น
ในกรณีนี้ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่ง
ตีตราปิดสถานที่นั้น และเรียกใบทะเบียนและใบอนุญาตคืนได้ในเมื่อไม่มี
น้ำตาลจะจำหน่ายแล้ว
มาตรา 236 ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมทำบัญชี
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการปริมาณน้ำตาลหรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป เป็นรายวันและต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้
จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลาย แต่ไม่เกินสามปี
มาตรา 237 ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ประกอบการ
ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาทำการของสถานที่หรือติดตั้ง
เครื่องชั่งตวงวัดเพื่อตรวจสอบในสถานที่ได้
มาตรา 238 เพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ พนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่าง
อาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจทำการตรวจสอบ กับออกหมายเรียก
ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่อง
มาไต่สวนได้
มาตรา 239 ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะตั้งด่านตรวจน้ำตาลขึ้น ณ
ที่หนึ่งที่ใด และเมื่อใดก็ได้ กับให้มีอำนาจกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาล
ซึ่งมาจากท้องที่หนึ่งไปยังอีกท้องที่หนึ่งเมื่อใดก็ได้ การตั้งด่านตรวจน้ำตาล
ก็ดี การกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลก็ดี ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 240 ให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา 239
มีอำนาจสั่งพาหนะที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าขนส่งน้ำตาลหยุดที่ด่านตรวจน้ำตาล
และมีอำนาจเข้าตรวจจำนวนน้ำตาล กับสอบถามและเรียกพยานหลักฐาน
เกี่ยวกับการขนส่งน้ำตาลนั้นมาไต่สวนได้
มาตรา 241 ผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลในคราวหนึ่ง ๆ เป็น
จำนวนเกินกว่าร้อยกิโลกรัม มีหน้าที่ต้องขนส่งน้ำตาลตามเส้นทางที่อธิบดี
กำหนด และต้องนำพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลมาให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจ
น้ำตาลตรวจและไต่สวน และให้เจ้าของน้ำตาลหรือผู้แทน หรือผู้ควบคุม
พาหนะที่ขนส่งน้ำตาล ขอรับใบผ่านด่านจากเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจ
น้ำตาลกับไปน้ำตาลที่ผ่านด่านนั้นด้วย
มาตรา 242 ผู้ใดจงใจไม่ทำบัญชีเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 236 ก็ดี
ทำบัญชีดังกล่าวไม่บริบูรณ์ก็ดี หรือทำบัญชีเป็นเท็จก็ดี มีความผิดต้องระวาง
โทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 243 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 219 มาตรา 223 มาตรา 224
มาตรา 230 มาตรา 231 มาตรา 233 มาตรา 235 หรือฝ่าฝืนระเบียบ
ตามมาตรา 237 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา 244 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 234 มีความผิดต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 245 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ
(1) ออกใบรับตามมาตรา 230 หรือแจ้งรายการตาม มาตรา 224
มาตรา 226 มาตรา 231 หรือมาตรา 233 ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อ
หลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล
(2) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือมิให้
ทำการตรวจสอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเป็นการฝ่าฝืนอำนาจตามมาตรา 238
(3) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ
หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง
เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล หรือ
(4) ไม่ยอมตอบคำถาม หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบถ้อยคำอันเป็นเท็จ
หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจของเจ้าพนักงาน
ประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา 240
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน
หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 246 ผู้ใดไม่หยุดพาหนะ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 240 หรือ
ฝ่าฝืนมาตรา 241 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา 247 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการ ได้รู้เรื่องกิจการ
ของผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตาม
บทบัญญัติในลักษณะนี้ นำความนั้นไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใด
โดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก
ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราภาษีการซื้อน้ำตาล
------
น้ำตาล กิโลกรัมละ 10 สตางค์
หมายเหตุ 1. เศษของ 1 กิโลกรัมแต่ไม่เกิน .5 กิโลกรัม ให้ปัด
เป็น .5 กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาล 1 ใน 2
ของอัตรา ถ้าเศษของ 1 กิโลกรัมแต่เกิน .5 กิโลกรัม
ให้ปัดเป็น 1 กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาลตามอัตรา
2. น้ำตาลใด ๆ ถ้ามีน้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าว
ต้นไม้อื่นหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศเจือปนอยู่ ให้ถือ
เป็นน้ำตาลทั้งหมด”
*[5]
*[8]
“ลักษณะ 7
ภาษีโรงแรมภัตตาคาร
------
มาตรา 248 การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคาร ซึ่งบัญญัติไว้ใน
ลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร
มาตรา 249 ในลักษณะนี้ หมายความว่า สถานที่ซึ่งเป็นโรงแรม
ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 หรือที่จำหน่ายอาหารเป็นปกติ
หรือที่เป็นทั้งโรงแรมและที่จำหน่ายอาหารเป็นปกติ และสถานที่นั้นมีค่ารายปี
ตั้งแต่ 1,200 บาทขึ้นไป
“เจ้าสำนัก” หมายความว่า เจ้าของ ผู้ควบคุม และผู้จัดการโรงแรม
ภัตตาคาร
“ที่พัก” หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่น
ใด ซึ่งเจ้าสำนักจัดให้พักอาศัยเพื่ออยู่หรือพักชั่วคราว
“อาหาร” หมายความว่า ของกิน หรือเครื่องดื่มทุกชนิด
“ขาย” หมายความว่า โอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ
“ค่ารายปี” หมายความว่า ค่ารายปีตามมาตรา 78
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 130
มาตรา 250 ให้จัดเก็บภาษีเรียกว่า ภาษีโรงแรมภัตตาคาร เมื่อ
มีการให้เช่าที่พัก หรือมีการขายอาหาร หรือมีการให้เช่าที่พักและขายอาหาร
จากโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา 251 การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารตามลักษณะนี้ ให้
เก็บจากค่าเช่าที่พัก หรือค่าอาหาร หรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร บรรดาที่
เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระตามบัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคารท้ายลักษณะนี้
เงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระเป็นค่าบริการ หรือเป็นค่าสิ่งอื่น
ที่จัดให้ เนื่องในการให้เช่าที่พัก หรือการขายอาหารหรือการให้เช่าที่พัก
และขายอาหารจากโรงแรมภัตตาคาร ให้ถือเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีตาม
ความในวรรคก่อน
มาตรา 252 รัฐมนตรีมีอำนาจยกเว้นไม่เก็บภาษีโรงแรมภัตตาคาร
จากสโมสรหรือสมาคมที่จำหน่ายอาหารโดยมิได้มุ่งหากำไร ในการยกเว้น
ไม่เก็บภาษีนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ปฏิบัติก็ได้
ถ้าปรากฏว่าสโมสรหรือสมาคมใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรี
กำหนดรัฐมนตรีจะเพิกถอนการยกเว้นไม่เก็บภาษีเสียก็ได้
มาตรา 253 ให้เจ้าสำนักชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารต่ออำเภอ
ท้องที่ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
(1) สำหรับกรณีเงินที่เรียกเก็บได้ในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา 251
ให้นำไปชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
(2) สำหรับกรณีเงินที่ค้างชำระในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา 251 ให้
ขยายกำหนดเวลาชำระต่อไปได้ถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ต้องชำระ
ภาษีตาม (1)
พร้อมกับการชำระภาษีตาม (1) และ (2) ให้เจ้าสำนักยื่นรายการ
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปพร้อมด้วย และการชำระภาษีนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อ
ได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว
มาตรา 254 ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด
ตามมาตรา 253 ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 เงินเพิ่มนี้ให้ถือว่าเป็น
ภาษีโรงแรมภัตตาคาร
มาตรา 255 ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด
ให้ถือเป็นเงินค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 12
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 256 ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการ
ให้เจ้าสำนักปฏิบัติเพื่อให้การเสียภาษีในลักษณะนี้เป็นไปโดยรัดกุม การ
กำหนดวิธีการเช่นว่านี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้
เจ้าสำนักปฏิบัติตาม
มาตรา 257 ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 259
ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงาน
รัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี และการกล่าวหาแจ้งความนั้น ได้แสดงหลักฐานความผิด
โดยชัดแจ้ง เป็นเหตุให้พบการไม่เสียภาษีโรงแรมภัตตาคารหรือเสียไม่ครบถ้วน
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้เจ้าสำนักเสียภาษีโรงแรมภัตตาคารจนครบ
และสั่งให้เสียเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 2 เท่าของภาษีโรงแรมภัตตาคารที่
ไม่เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน 100 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษี
โรงแรมภัตตาคารและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่
วันได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร
เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ 25 เป็นเงินสิบบน
รางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหา
แจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอัตโนมัติรัฐมนตรี
มาตรา 258 ให้เจ้าสำนักมีหน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติและ
การชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารของโรงแรมภัตตาคารตามบทบัญญัติในลักษณะนี้
ทุกประการ
มาตรา 259 เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไป
ในโรงแรมภัตตาคารหรือสำนักงานของโรงแรมภัตตาคาร เพื่อตรวจสอบการ
ปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร
และออกหมายเรียกตัวเจ้าสำนักกับพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้
ในการตรวจ พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาอย่างให้เป็นการขัดขวางการ
ดำเนินการตามปกติของโรงแรมภัตตาคารจนเกินกว่าความจำเป็นเพื่อประโยชน์
ในการตรวจ
มาตรา 260 เจ้าสำนักใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 256 มีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา 261 ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตาม
คำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมาย
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 259 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 262 ผู้ใด
(1) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ แจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ
ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีก
เลี่ยงการเสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร หรือ
(2) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือ
โดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสีย
ภาษีโรงแรมภัตตาคาร
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกิน
หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
บัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคาร
------
(1) อัตราร้อยละ 15 ของเงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระ แต่ภาษี
ที่จะต้องเสียทั้งปี ต้องไม่น้อยกว่าค่ารายปี
(2) ถ้าเงินภาษีที่ชำระตาม (1) ตลอดปีประดิทินรวมกันมีจำนวน
ไม่ถึงค่ารายปีให้เพิ่มเงินภาษีที่จะต้องชำระในเดือนสุดท้ายของปีประดิทิน
เพื่อให้ยอดเงินภาษีทั้งปีเท่ากับค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่ประกอบกิจการ
โรงแรมภัตตาคารไม่เต็มปี ให้เสียภาษีตามส่วนแห่งระยะเวลาของเดือน
ที่ประกอบกิจการในปีประดิทินนั้น”
บทเฉพาะกาล
-------------------
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 (มาตรา 50)
มาตรา 50 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี
อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
เว้นแต่
(1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 19
(2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 50 และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น
ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหัก
ภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวัน
ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย
(3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับ
พระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72
และมาตรา 73 มาใช้บังคับ
เชิงอรรถ
-------------------
*[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
พุทธศักราช 2482
*[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483
*[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485
*[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485
*[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489
*[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490
*[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490
*[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494