หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๔๙๔

                  

 

ในพระปรมาภิไธย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔

เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

 

                   มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๗ ถึงมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชี

อัตราภาษีเงินได้ (๑) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับในการจัด

เก็บภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ในปีภาษี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นไป

                   (๒) บทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๒)

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่บทบัญญัติ

มาตรา ๗๖ ตรี แห่งประมวลรัษฎากรตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้

ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

                   (๓) บทบัญญัติมาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับ

สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้าตั้งแต่ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นไป

                   (๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๘ ถึงมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากร

แสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

 

                   (๕) บทบัญญัติมาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากร

มหรสพ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

                   (๖) บทบัญญัติมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีโรงแรมภัตตาคาร

ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

                   *[รก.๒๔๙๔/๒๖/๕๖๗/๒๔ เมษายน ๒๔๙๔]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในลักษณะ ๔ แห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยเงินช่วย

การประถมศึกษา นับตั้งแต่ปีเงินช่วยการประถมศึกษา ซึ่งเริ่มแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๓ เป็นต้นไป

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๓  บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้

จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้

                   (๑) ลดอัตราเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์หรือสภาพของบางท้องที่

                   (๒) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมี

อยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา หรือตามหลักถ้อย

ทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

                   การลดหรือยกเว้นตาม (๑) และ (๒) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือ

เปลี่ยนแปลงก็ได้

 

                   มาตรา ๕  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ ทวิ  ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้

รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบ โดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวใน

ความผิดต่อไปนี้ได้ คือ

                   ๑. ความผิดตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒

มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๕ มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๖๕

มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๔๓ มาตรา ๒๔๖ มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัด

พระนครและจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจของ

ข้าหลวงประจำจังหวัด

                   ๒. ความผิดตามมาตรา ๑๒๖ มาตรา ๒๐๘ มาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๑ มาตรา

๒๔๒ มาตรา ๒๔๔ และ มาตรา ๒๔๕ ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรม

สรรพากร ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมตำรวจ

                   ถ้าผู้ต้องหายินยอมตามที่เปรียบเทียบและใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ

เสร็จแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น

 

                   มาตรา ๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ ตรี  บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่ง

ประมวลรัษฎากรนี้ และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน

กฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร

 

                   มาตรา ๗  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ จัตวา  ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้บุคคลไป

เสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอ รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ไปเสีย ณ

สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้น ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบ

เสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้นได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว

 

                   มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประมวลรัษฎากร

นี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง

                   (๑) แต่งตั้งเจ้าพนักงาน

                   (๒) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์ โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์ที่ใช้

ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวัน

                   (๓) กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่ง

ประมวลรัษฎากรนี้

                   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

 

                   มาตรา ๙  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๙  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวนเงินตราต่าง

ประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการ

คลังประกาศเป็นคราว ๆ

 

                   มาตรา ๑๐  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๙ ทวิ  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สิน

หรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

 

                   มาตรา ๑๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค ๓ ของมาตรา ๑๗ แห่งประมวล

รัษฎากร

 

                   เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ในกรณีสั่ง

บุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษและให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น ให้อธิบดีมี

อำนาจสั่งได้เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว คำสั่งเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และ

ให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตาม

 

                   มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๙  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายในเวลาห้า

ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบ

ที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่น

รายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือ

พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่ง

หมาย

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐ แห่งประมวลรัษฎากรและให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๒๐  เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙ และทราบข้อความแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยาน

หลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์

การประเมินก็ได้

 

                   มาตรา ๑๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๓ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๒๓  ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี

มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือ

พยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อย

กว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

 

                   มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓๕  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๕๑ เว้นแต่จะแสดง

ว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

 

                   มาตรา ๑๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓๗  ผู้ใด

                   (๑) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยเท็จ หรือตอบคำถาม

ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตาม

ลักษณะนี้ หรือ

                   (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด

ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร

                   ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน

หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา ๑๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๓ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓๙  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   เงินได้พึงประเมิน หมายความว่า  เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้

เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิด

คำนวณได้เป็นเงิน

                   ปีภาษี หมายความว่า  ปีปฏิทิน

                   ภาษีปกติ หมายความว่า  ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีปกติ

                   ภาษีเสริม หมายความว่า  ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีเสริม

                   ภาษีเงินได้ หมายความว่า  ภาษีปกติ หรือภาษีเสริม หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

 

                   มาตรา ๑๘  ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๔) เงินได้ที่เป็น

                          (ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หุ้นกู้ เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง หรือจากเงินฝาก

                          (ข) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคล

                          (ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคล

                          (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกิน

กว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

                          (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา

หรือเงินที่กันไว้

                          (ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน

หรือการรับช่วงกัน หรือการเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

                   ความใน (ก) นี้มิให้ใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทย จากเงิน

ฝากธนาคารออมสิน และจากเงินฝากธนาคารเฉพาะส่วนที่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร

ออมสิน

 

                   มาตรา ๑๙  ให้ยกเลิกความในวรรคท้ายของมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร

 

                   มาตรา ๒๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๑  ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่อง

จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือ

เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่าย

ในหรือนอกประเทศ

                   ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้อง

เสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

                   ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่ง

ร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

 

                   มาตรา ๒๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๒ ทวิ  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) เฉพาะที่ได้กำหนด

จำนวนซึ่งจะต้องจ่าย และระยะเวลาการจ่ายไว้แน่นอนและเป็นการประจำ หรือที่จ่ายในเมื่อได้ออก

จากการงานแล้วโดยเด็ดขาด ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการอาชีพ

ร้อยละ ๒๐ แต่ต้องไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท

 

                   มาตรา ๒๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๗  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๔๘ (๒) เงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว ให้ได้ลดหย่อนอีกดังต่อไปนี้

                   (๑) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งต้อง

ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคน ๆ เดียวตามมาตรา ๕๗ ตรี

                         (ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวสามีและภริยา ๓,๕๐๐ บาท

                         (ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ สำหรับส่วนตัวภริยาโดย

เฉพาะอีกร้อยละ ๒๐ ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ที่ภริยาได้รับ แต่ต้องไม่เกิน

,๕๐๐ บาท

                         (ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้

ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้

ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๙๐๐ บาท ขึ้นไป

                   (๒) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาในปีภาษีที่ล่วง

มาแล้ว

                         (ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท

                         (ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา ๑,๕๐๐ บาท

                         (ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้

ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้

ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๙๐๐ บาท ขึ้นไป

                   (๓) ในกรณีอื่น

                         (ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท

                         (ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้

ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้

ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๙๐๐ บาท ขึ้นไป

                   การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้นให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่ากรณีที่ได้รับลดหย่อน

จะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่

 

                   มาตรา ๒๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๘  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

                   (๑) เงินได้พึงประเมิน เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือ

เท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีปกติ แต่ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน ๖ ใน ๑๐ ของ

จำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกินกว่า ๔,๘๐๐ บาท

                   ในกรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๗๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป ภาษีที่เรียกเก็บตาม

ความในวรรคก่อนต้องไม่น้อยกว่าพันละ ๑ บาทของยอดเงินได้พึงประเมิน

                   (๒) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว เหลือ

เท่าใด เป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีเสริมเฉพาะจำนวนเงินได้สุทธิส่วนที่เกินกว่า

๑๒,๐๐๐ บาท

                   อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้

ท้ายหมวดนี้

                   ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวนต่ำกว่า ๑ บาท

เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ

 

                   มาตรา ๒๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๙  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ซึ่งต้องชำระภาษีโรงเรือน

และที่ดิน หรือเงินช่วยบำรุงท้องที่ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษีเสริม เมื่อยอดเงินได้สุทธิ

ตามมาตรา ๔๘ (๒) ทั้งหมดมีจำนวนเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท

 

                   มาตรา ๒๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.

๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๙ ทวิ  ในกรณีที่สามีกับภรรยาก็ดี บิดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี บิดามารดา

กับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี มีหุ้นในห้างหุ้นส่วน ซึ่งมิใช่นิติบุคคล และในห้างหุ้นส่วน

นั้น ไม่มีผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น หรือมีผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นนั้นมีหุ้นรวมกันไม่ถึงร้อยละ

๕๐ ของเงินทุนให้ถือว่าเงินได้จากกิจการของห้างหุ้นส่วนเฉพาะส่วนของบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัว

ที่กล่าว เป็นเงินของบุคคลคนเดียวคือเป็นของสามีหรือบิดาในสามกรณีที่กล่าวในลำดับแรก หรือ

เป็นของมารดาในกรณีที่กล่าวในลำดับสุดท้าย และให้บุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวที่กล่าวนั้นร่วมรับ

ผิดในการเสียภาษีค้างชำระนั้นด้วย

                   ถ้าสามีภริยาหย่าขาดจากกันในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เงินได้ส่วนของภริยาที่ได้รับ

ในปีนั้นให้ถือเป็นของภริยา

 

                   มาตรา ๒๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๓ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๐  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) (๔) เว้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จำนำ จำนองและ (๗) หักภาษี

เงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้

                   (๑) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวน

คราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ใน

มาตรา ๔๘ ได้เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เป็นเงิน

เท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น

                   เมื่อถึงคราวจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท

สมาคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้โดยเพิ่ม หรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อ

ให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

                   (๒) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) และ (๔) ให้คำนวณหัก

ตามอัตราภาษีเงินได้

                   (๓) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗) เฉพาะสินจ้างแห่งการรับเหมา

ทำการโยธา มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีปกติจากเงิน

ได้พึงประเมินที่ได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๕ แล้ว ได้เงินภาษีเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น

 

                   มาตรา ๒๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๑  เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล ห้างหุ้น

ส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓)

(๔) และ (๗) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็น

สมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

แจ้งความ

 

                   มาตรา ๒๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๓  ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)

และ (๗) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้อง

หักตามมาตรา ๕๐ นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้ว และให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงิน

จำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติการตาม

มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๙ โดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๒๙  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๔๘๙

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๖  บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น

คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน

กว่า ๔,๘๐๐ บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่อเจ้าพนักงานซึ่ง

รัฐมนตรีแต่งตั้ง

                   ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วน ได้รับเงินได้

พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้ว ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการ

ตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องภายในเดือน

กุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งด้วย

 

                   มาตรา ๓๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๗  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐

บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการ

กิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ และเป็นตัวแทน

ในการชำระภาษี

 

                   มาตรา ๓๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.

๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๗ ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐

บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้

อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของทายาทหรือ

ผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน

 

                   มาตรา ๓๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๘ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๓ และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๘  ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี

                   (๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงทบวงกรมและหัวหน้าสาขาส่วนราชการ

ตามท้องที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๗) แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้

                   (๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หักภาษีเงิน

ได้ตามมาตรา ๕๐ ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการเกี่ยว

กับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๔) และ (๗)

 

                   มาตรา ๓๓  ให้ยกเลิกความในส่วน ๓ ของหมวด ๓ ลักษณะ ๒ แห่งประมวล

รัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

 

ส่วน ๓

การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                  

 

                   มาตรา ๖๕  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งได้จาก

กิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มี

กำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ

                   (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใด

เป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้

                   (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยนวันสุด

ท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตสุดแต่จะ

เห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้น ต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายใน

เวลาอันสมควร

                   มาตรา ๖๕ ทวิ  การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีในส่วนนี้ ให้เป็นไปตาม

เงื่อนไขดังต่อไปนี้

                   (๑) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย

                   (๒) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ให้หักได้ไม่เกินกว่าอัตราซึ่งกำหนดในพระราช

กฤษฎีกา

                   (๓) ราคาสินค้าคงเหลือเมื่อวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณตาม

ราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมา

สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย

                   (๔) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (๓) ให้ถือตามราคาในวันสุดท้ายของรอบระยะ

เวลาบัญชีก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติในส่วนนี้ ถ้าได้ทรัพย์สินหลังจากนั้น ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อ

ทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการตีราคาเพิ่มขึ้น

ก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่

                   (๕) ในกรณีโอนทรัพย์สินใด ๆ โดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุ

ผลสมควร หรือโดยไม่มีค่าตอบแทน เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินราคาทรัพย์สินนั้นตามราคา

ตลาดได้

                   (๖) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการโดยสม

ควร เพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้วเว้นแต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจปฏิบัติการเช่นว่านั้นได้โดยสมควร แต่

ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                   หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระในภายหลัง ก็มิให้

นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก

                   (๗) เงินตรา ทรัพย์สิน และหนี้สินซึ่งมีค่า หรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้

คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามส่วนเฉลี่ยของอัตราที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินตราต่าง

ประเทศครั้งหลังที่สุดแห่งวันทำการสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี หรือราคาทุนแล้วแต่อย่างใดจะ

น้อยกว่า

                   มาตรา ๖๕ ตรี  รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

                   (๑) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก

                         (ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของบริษัทประกัน

ชีวิต เฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๗๕ ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้รับ

ในรอบระยะเวลาบัญชี

                         (ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยของบริษัท

ประกันภัยอื่น ๆ เฉพาะส่วนที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของจำนวนเบี้ย

ประกันที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี

                   (๒) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่กระทำกิจการในประเทศไทยได้จ่ายสมทบและจัดสรรไว้เพื่อประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยเฉพาะ เงิน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ ให้หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายแก่ลูกจ้างโดยเด็ดขาด

ในจำนวนที่เกินร้อยละ ๑๐ ของเงินเดือนทั้งหมดของผู้รับ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือ

เป็นหลักคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

                   (๓) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้น

แต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๑ ของกำไรสุทธิ

                   (๔) ค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่เกินสมควร

                   (๕) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยน

แปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม

                   (๖) ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (๗) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคล

                   (๘) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร

                   (๙) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่าย

ในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลง

จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

                   (๑๐) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของ

เองและใช้เอง

                   (๑๑) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงินกองทุนของ

ตนเอง

                   (๑๒) ผลขาดทุนของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เฉพาะส่วนที่มีเงินสำรองหรือ

กำไรยกมาที่จะชดเชย หรือผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกัน

ใด ๆ

                   (๑๓) รายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

                   (๑๔) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

                   (๑๕) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกิน

ปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (๑๖) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ

                   (๑๗) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ภายใต้บังคับมาตรา

๖๕ ทวิ

                   (๑๘) รายจ่ายที่มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง (๑๗) ตามที่จะได้

กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

                   มาตรา ๖๖  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง

ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติใน

ส่วนนี้

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและ

กระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจาก

กิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่น

เดียวกับมาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้

นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   มาตรา ๖๗  การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ใน

บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖

วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อ

ไปนี้

                   (๑) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าโดยสาร

ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขน

คนโดยสารนั้น

                   (๒) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าระวาง ค่าธรรม

เนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการ

รับขนของออกจากประเทศไทยนั้น

                   มาตรา ๖๘  ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบ

วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี พร้อมกับยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณ

ภาษี เกี่ยวกับจำนวนกำไรสุทธิและจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                   ความในมาตรา ๒๒ มิให้ใช้บังคับในกรณีแสดงรายการไม่ถูกต้องตามความจริง

หรือไม่บริบูรณ์เพราะการหักรายจ่ายไม่เป็นไปตามมาตรา ๖๕ ทวิ

                   มาตรา ๖๘ ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคลจัดทำบัญชีงบดุลย์ บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๕

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขน

ส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรม

เนียมและประโยชน์อื่นใด อันต้องเสียภาษีแทนบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนใน

รอบระยะเวลาบัญชีเฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว

                   มาตรา ๖๙  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา ๖๕

และมาตรา ๖๕ ทวิ มาตรา ๖๖ และ มาตรา ๖๗ เกี่ยวกับรายรับ กำไรสุทธิ และรายการอื่น ๆ ต่อ

เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมด้วยบัญชีงบดุลย์ บัญชีทำการ และบัญชีกำไร

ขาดทุน หรือบัญชีรายรับ ก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กล่าวแล้วแต่กรณี

                   ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถยื่นรายการดังกล่าวในวรรคก่อน

และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวัน เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่ง

ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวัน

                   มาตรา ๗๐  ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่าง

ประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) ที่จ่ายใน

ประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินหักเงินภาษีจากเงินที่

จ่ายในอัตราร้อยละ ๒๐ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน และในการนี้ให้

นำบทบัญญัติมาตรา ๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   มาตรา ๗๑  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาบัญชี

                   (๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการ

คำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชี หรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา

๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ หรือไม่ทำบัญชีมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา ๑๙

หรือมาตรา ๒๓ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๒ ของยอดรายรับก่อน

หักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมาก

กว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงาน

ประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอด

ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร

                   (๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการไม่

ครบถ้วน หรือไม่ตรงความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ เป็นเหตุ

ให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตรา

ภาษีในมาตรา ๖๗ และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้

                   (๓) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีซึ่งสั่ง

ตามมาตรา ๑๗ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตาม

คำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้

จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายใน

กำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติ

ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน (๑)

 

                   บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้

เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น

                   ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

                   มาตรา ๗๒  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระบัญชี

และผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่

ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้น

อีก ๑ เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี

                   ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์ใน

การคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจนทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลา

บัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษี

ตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ โดยอนุโลม

                   ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนด

เวลาตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงาน

รับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้ เฉพาะ

กรณีที่มีการชำระบัญชี อธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้

                   ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการหุ้น

ส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี

อำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน

                   มาตรา ๗๓  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่า แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมี

หน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่ง

ให้ถือว่าเลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลมและ

สำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคล ให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิด

เช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒

                   มาตรา ๗๔  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา ๗๒ หรือ

ควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นตามมาตรา ๗๓ การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อ

คำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๖ เว้นแต่ราคาทรัพย์

สินให้ตีราคาตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบเข้ากันนั้น

                   ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัยให้นำเงิน

สำรองตาม (ก) และ (ข) ของมาตรา ๖๕ ตรี (๑) ที่ยอมให้หักได้นั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย

                   บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา

๖๖ วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ

 

                   มาตรา ๗๕  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพอิสระ ซึ่ง

ตามกฎหมายหรือโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่โดยบุคคลธรรมดาผู้รู้วิชาชีพเช่นว่านั้น

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติ

ส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบวิชาชีพอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้าง

หุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียว โดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๔

แต่ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการอย่างอื่นนอกจากวิชาชีพอิสระด้วย ก็ให้

เสียภาษีสำหรับการประกอบกิจการอย่างอื่นตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   มาตรา ๗๖  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้น

ส่วนอย่างเดียวกับที่กล่าวในมาตรา ๔๙ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษี

ตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา เสมือนว่า

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียว โดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่าย

ตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๔๖ แล้วแต่กรณี

                   มาตรา ๗๖ ทวิ  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่าง

ประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่ง

เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติด

ต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ

บุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่น

รายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว

                   ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นราย

การและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบท

บัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

                   มาตรา ๗๖ ตรี  ในการไต่สวนบุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ตามความในหมวดนี้ โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล

หรือมิใช่ก็ตาม และการกล่าวหาแจ้งความนั้น ได้แสดงหลักฐานซึ่งได้มาจากที่อื่นนอกจากหลักฐาน

ทางราชการสรรพากรซึ่งมีอยู่แล้ว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษี หรือ

ภาษีและเงินเพิ่มไปอีกเท่าใด ให้เจ้าพนักงานผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๒๕ เป็นเงินสินบนรางวัลและ

ให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้กล่าวหาแจ้งความและเจ้าพนักงานผู้ตรวจพบ ตามระเบียบที่

อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา ๓๔  ให้ยกเลิกบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ลักษณะ ๒ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้บัญชีอัตราภาษีเงินได้ต่อไปนี้แทน

 

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

                  

 

                   (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา

                         (ก) อัตราภาษีปกติ                              ร้อยละ ๑๐

                         (ข) อัตราภาษีเสริม

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๑๒,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๒๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๑๐

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๒๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๓๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๑๕

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๓๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๔๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๒๐

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๔๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เงิน                  ๕๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๒๕

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๕๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๖๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๓๐

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๖๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๗๐,๐๐๐ บาท            ร้อยละ ๓๕

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๗๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                  ๘๐,๐๐๐ บาท             ร้อยละ ๔๐

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ๘๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                    ๑๒๐,๐๐๐ บาท        ร้อยละ ๔๕

                          เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน   ๑๒๐,๐๐๐ บาท

                   ขึ้นไป                                                   ร้อยละ ๕๐

                   (๒) สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                         (ก) กำไรสุทธิไม่เกิน      ๕๐๐,๐๐๐ บาท    ร้อยละ ๑๐

                         (ข) กำไรสุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

                         แต่ไม่เกิน           ,๐๐๐,๐๐๐ บาท         ร้อยละ ๑๕

                        (ค) กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่า

                                                ,๐๐๐,๐๐๐ บาท        ร้อยละ ๒๐

 

                   มาตรา ๓๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๘ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่ม

เติมโดยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๓

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๗๘  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   โรงอุตสาหกรรม หมายความว่า  โรงสี ที่ทำการโม่ หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่

หรือโรงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลทำให้เกิดกำลัง หรือแปลงวัตถุดิบให้เป็นรูปอื่น

หรือแปลงวัตถุที่ได้แปลงมาแล้วด้วยการฝีมือหรือด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องกลให้เปลี่ยนสภาพเป็น

อย่างอื่น ทั้งนี้ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งอุตสาหกรรมนั้นไว้

                   ร้านค้า หมายความว่า  สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนินกิจการค้าอัน

มิใช่โรงอุตสาหกรรม ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งการค้านั้นไว้

                   ร้านค้าดังกล่าวในวรรคก่อน ให้หมายความรวมทั้งที่ดิน โรงเรือน ตึก หรือแพซึ่ง

ใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าอันเกี่ยวเนื่องกับกิจการค้า และรวมตลอดถึงบริเวณของโรงเรือน ตึก

หรือแพ ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการประกอบหรือดำเนินกิจการค้ารวมทั้งการผลิตหรือเก็บสินค้า

                   โรงค้า หมายความว่า  โรงอุตสาหกรรมหรือร้านค้า หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

                   ค่ารายปี หมายความว่า  จำนวนเงินซึ่งร้านค้าสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้า

ร้านค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเนื่องในการได้ใช้ร้านค้านอกจากค่าเช่า เช่นเงิน

ค่าประกันวินาศภัย ซึ่งผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์เงินกินเปล่า หรือทรัพย์สินอย่างอื่น จะเอา

ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้นมาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็นค่ารายปีด้วยก็ได้โดย

คิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญาเช่า เว้นแต่สัญญาเช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึงสามปี หรือมิได้มี

กำหนดเวลาไว้ให้คิดเฉลี่ยเป็นสามปี

                   ปีภาษี หมายความว่า  ปีปฏิทิน

                   ป้าย หมายความว่า  ป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายของโรงค้า ซึ่งแสดงเป็นตัว

อักษร หรือเครื่องหมายอย่างอื่นโดยการเขียน แกะ สลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ไม่

ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่นไม้ แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น ซึ่งแสดงไว้ที่โรงค้า

หรือบริเวณใกล้เคียงกับโรงค้า

 

                   มาตรา ๓๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๘๕ ทวิ  ผู้ใดประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๗๙ (๒) และได้

เปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีโรงค้าเพิ่มขึ้นในระหว่าง วันที่ ๑ มกราคม ถึง

๓๐ มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ผู้นั้นยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ

ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้านั้นหรือภายในกำหนดเวลาตาม

มาตรา ๘๑ และต้องเสียภาษีเต็มอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ ๒ และที่ ๓ ท้ายหมวดนี้

                   ผู้ใดเปลี่ยนแปลงหรือขยายโรงค้าตามความในวรรคก่อนภายหลังวันที่ ๓๐

มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมในปีนั้น

 

                   มาตรา ๓๗  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ง) ของข้อ ๒ แห่งพิกัดอัตรา ฉบับที่ ๒

ท้ายหมวด ๔ ซึ่งว่าด้วยภาษีโรงค้า

                   (ง) ร้านค้าแผงลอย ซึ่งค้าเฉพาะเครื่องบริโภคให้เรียกเก็บภาษีเพียงกึ่งอัตรา

ของ (ก) (ข) หรือ (ค) แล้วแต่กรณี

 

                   มาตรา ๓๘  ให้ยกเลิกความในวรรค ๔ ของมาตรา ๑๐๓ แห่งประมวลรัษฎากร

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   แสตมป์ หมายความว่า  แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ และ

แสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนด

ลักษณะโดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา ๓๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๑๐๕ ทวิ  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามความในมาตรา

๑๐๕ (๒) หรือ (๔) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่

น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบรับ

                   ใบรับ ต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีอักษรไทย

ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (๑) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

                   (๒) เลขที่ตามลำดับของใบรับ

                   (๓) วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ

                   (๔) จำนวนเงินที่รับ

                   (๕) ชื่อ หรือยี่ห้อ และที่อยู่ของผู้ซื้อเฉพาะในกรณีการขาย ซึ่งรวมราคาที่ต้อง

ชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป

 

                   มาตรา ๔๐  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๔๐ เป็นเงินสินบนรางวัล และให้

อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ตาม

ระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา ๔๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๑  ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลเจ้าพนักงานผู้กระทำงานของ

รัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล สภากาชาดไทย หรือเทศบาลอากรเป็นอัน

ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการ

พาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งเทศบาลเป็นผู้จัดทำ

                   มาตรา ๔๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.

๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๓  เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ มีอำนาจ

เข้าไปในสถานที่ทำการค้า หรือสำนักงานใด ๆ ในเวลากลางวันระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก

และทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วหรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อได้

ทราบว่าได้ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ หรือมาตรา ๑๐๖ หรือทำหรือเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ

ตามมาตรา ๑๐๕ ทวิ หรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัว

ผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และพยานหลักฐานอื่นอันควร

แก่เรื่องมาไต่สวนได้ ในการตรวจ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจจะต้องพิจารณาอย่าให้เป็นการ

ขัดขวางการดำเนินการตามปกติของร้านค้าหรือสถานที่ทำการค้าจนเกินกว่าความจำเป็นเพื่อ

ประโยชน์ในการตรวจ

 

                   มาตรา ๔๓  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๑๒๓ ทวิ  ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มี

หน้าที่เสียอากรปฏิบัติ เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติตาม

 

                   มาตรา ๔๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๘  ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่

หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่

ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตาม

มาตรา ๑๒๓ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๕ ทวิ หรือ

มาตรา ๑๒๓ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

                   มาตรา ๔๕  ให้แก้ไขเพิ่มความในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖

ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรดังต่อไปนี้

                   (๑) ให้ยกเลิกความใน ก. และ ง. ของข้อ ๖ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย

หมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

 

                   (๒) ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๖, ๑๗, ๒๔, ๒๕ และ ๒๗ แห่งบัญชีอัตราอากร

แสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

                   (๓) ให้ยกเลิกความใน ก. ข. ค. ง. จ. ฉ. ของข้อ ๒๙ แห่งบัญชีอัตราอากร

แสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๓ แห่ง

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๔๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๒ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๓๔  มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติใน

หมวดนี้

                   (๑) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ตามเงื่อนไขและวิธี

การที่กำหนดในกฎกระทรวง

                   (๒) มหรสพภายในเขตวัดหรือบริเวณใกล้เคียงกับเขตวัดตามที่อธิบดีเห็นสมควร

ซึ่งวัดจัดขึ้นและเป็นเทศกาลประจำปี

                   (๓) มหรสพที่เก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน ๕๐ สตางค์

                   (๔) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง

                   (๕) กีฬาสำหรับสถานศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีขึ้น

 

                   มาตรา ๔๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๓๖  ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมีอักษรไทย

ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (๑) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ

                   (๒) เลขที่ตามลำดับของตั๋ว

                   (๓) กำหนดวันเข้าดู

                   (๔) ราคาตั๋ว

                   (๕) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)

                   ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดู ออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียวให้ระบุจำนวนผู้ดู

แทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว ถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละหลายครั้ง ให้ระบุระยะเวลาเข้าดู

และจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว

 

 

                   มาตรา ๔๘  ให้ยกเลิกความในข้อ ๓ และข้อ ๗ แห่งบัญชีอัตราอากรมหรสพ

ท้ายหมวด ๗ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๕ แห่งพระราช

บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ๓. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ ๓๐ ของค่าตั๋ว ถ้าเป็นกีฬาตามที่

กำหนดในกฎกระทรวง ให้เก็บอากรร้อยละ ๒๐ ของค่าตั๋ว

                   ๗. บัตรทางราชการที่ออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มีราคาไม่เกิน

๕๐ สตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

 

                   มาตรา ๔๙  ให้ยกเลิกความในลักษณะ ๗ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

 

ลักษณะ ๗

ภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                  

 

                   มาตรา ๒๔๘  การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคาร ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้

อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

                   มาตรา ๒๔๙  ในลักษณะนี้

                   โรงแรมภัตตาคาร หมายความว่า สถานที่ซึ่งเป็นโรงแรมตามพระราชบัญญัติ

โรงแรม พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือที่จำหน่ายอาหารเป็นปกติ หรือที่เป็นทั้งโรงแรมและที่จำหน่าย

อาหารเป็นปกติ และสถานที่นั้นมีค่ารายปีตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาทขึ้นไป

                   เจ้าสำนัก หมายความว่า  เจ้าของ ผู้ควบคุม และผู้จัดการโรงแรมภัตตาคาร

                   ที่พัก หมายความว่า  สถานที่ที่จัดไว้สำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด ซึ่ง

เจ้าสำนักจัดให้พักอาศัยเพื่ออยู่หรือพักชั่วคราว

                   อาหาร หมายความว่า  ของกิน หรือเครื่องดื่มทุกชนิด

                   ขาย หมายความว่า  โอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ

                   ค่ารายปี หมายความว่า  ค่ารายปีตามมาตรา ๗๘

                   พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า  พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๐

                   มาตรา ๒๕๐  ให้จัดเก็บภาษีเรียกว่า ภาษีโรงแรมภัตตาคาร เมื่อมีการให้เช่าที่

พัก หรือมีการขายอาหาร หรือมีการให้เช่าที่พักและขายอาหารจากโรงแรมภัตตาคาร

                   มาตรา ๒๕๑  การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารตามลักษณะนี้ ให้เก็บจาก

ค่าเช่าที่พัก หรือค่าอาหาร หรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร บรรดาที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระตาม

บัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคารท้ายลักษณะนี้

 

 

                   เงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระเป็นค่าบริการ หรือเป็นค่าสิ่งอื่นที่จัดให้ เนื่องใน

การให้เช่าที่พัก หรือการขายอาหารหรือการให้เช่าที่พักและขายอาหารจากโรงแรมภัตตาคาร ให้ถือ

เป็นเงินที่ต้องเสียภาษีตามความในวรรคก่อน

                   มาตรา ๒๕๒  รัฐมนตรีมีอำนาจยกเว้นไม่เก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารจากสโมสร

หรือสมาคมที่จำหน่ายอาหารโดยมิได้มุ่งหากำไร ในการยกเว้นไม่เก็บภาษีนี้รัฐมนตรีจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ให้ปฏิบัติก็ได้

                   ถ้าปรากฏว่าสโมสรหรือสมาคมใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด

รัฐมนตรีจะเพิกถอนการยกเว้นไม่เก็บภาษีเสียก็ได้

                   มาตรา ๒๕๓  ให้เจ้าสำนักชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารต่ออำเภอท้องที่ภายใน

กำหนดเวลาดังต่อไปนี้

                   (๑) สำหรับกรณีเงินที่เรียกเก็บได้ในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา ๒๕๑ ให้นำไป

ชำระภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป

                   (๒) สำหรับกรณีเงินที่ค้างชำระในเดือนหนึ่ง ๆ ตามมาตรา ๒๕๑ ให้ขยาย

กำหนดเวลาชำระต่อไปได้ถึงวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่ต้องชำระภาษีตาม (๑)

                   พร้อมกับการชำระภาษีตาม (๑) และ (๒) ให้เจ้าสำนักยื่นรายการตามแบบที่

อธิบดีกำหนดไปพร้อมด้วย และการชำระภาษีนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนาย

อำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว

                   มาตรา ๒๕๔  ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตามมาตรา

๒๕๓ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ เงินเพิ่มนี้ให้ถือว่าเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                   มาตรา ๒๕๕  ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นเงิน

ค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   มาตรา ๒๕๖  ให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าสำนัก

ปฏิบัติเพื่อให้การเสียภาษีในลักษณะนี้เป็นไปโดยรัดกุม การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้ เมื่อได้ประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้เจ้าสำนักปฏิบัติตาม

                   มาตรา ๒๕๗  ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๕๙ ก็ดี

โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี และการ

กล่าวหาแจ้งความนั้น ได้แสดงหลักฐานความผิดโดยชัดแจ้ง เป็นเหตุให้พบการไม่เสียภาษีโรงแรม

ภัตตาคารหรือเสียไม่ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้เจ้าสำนักเสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร

จนครบ และสั่งให้เสียเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๒ เท่าของภาษีโรงแรมภัตตาคารที่ไม่เสียหรือที่ขาด

หรือเป็นเงิน ๑๐๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีโรงแรมภัตตาคารและเงินเพิ่มตามมาตรานี้

ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษี

โรงแรมภัตตาคาร

                   เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ ๒๕ เป็นเงินสิบบนรางวัล และให้

อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบและบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าวในวรรคหนึ่งตาม

ระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   มาตรา ๒๕๘  ให้เจ้าสำนักมีหน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติและการชำระ

ภาษีโรงแรมภัตตาคารของโรงแรมภัตตาคารตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ทุกประการ

                   มาตรา ๒๕๙  เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในโรงแรม

ภัตตาคารหรือสำนักงานของโรงแรมภัตตาคาร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะ

นี้ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวเจ้าสำนักกับพยานหลักฐาน

อื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ ในการตรวจ พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาอย่าให้เป็นการ

ขัดขวางการดำเนินการตามปกติของโรงแรมภัตตาคารจนเกินกว่าความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการ

ตรวจ

                   มาตรา ๒๖๐  เจ้าสำนักใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ มีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินสองพันบาท

                   มาตรา ๒๖๑  ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ใน

การปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสาร

หรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๕๙ หรือไม่ยอมตอบ

คำถามเมื่อซักถาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

                   มาตรา ๒๖๒  ผู้ใด

                   (๑) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ แจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถาม

ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโรงแรม

ภัตตาคาร หรือ

                   (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด

ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                   ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน

หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

บัญชีอัตราภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                  

 

                   (๑) อัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินที่เรียกเก็บหรือที่ค้างชำระ แต่ภาษีที่จะต้องเสียทั้ง

ปี ต้องไม่น้อยกว่าค่ารายปี

                   (๒) ถ้าเงินภาษีที่ชำระตาม (๑) ตลอดปีปฏิทินรวมกันมีจำนวนไม่ถึงค่ารายปี ให้

เพิ่มเงินภาษีที่จะต้องชำระในเดือนสุดท้ายของปีปฏิทินเพื่อให้ยอดเงินภาษีทั้งปีเท่ากับค่ารายปี แต่

ถ้าเป็นกรณีที่ประกอบกิจการโรงแรมภัตตาคารไม่เต็มปี ให้เสียภาษีตามส่วนแห่งระยะเวลาของ

เดือนที่ประกอบกิจการในปีปฏิทินนั้น

 

                   มาตรา ๕๐  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้

บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่

                   (๑) มาตรา ๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้

บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๙

                   (๒) มาตรา ๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้

บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๐ และ

ความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้ง

สุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีตามมาตรา ๕๐ สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวันใช้

บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๐ ด้วย

                   (๓) มาตรา ๗๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้

บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๗๔ แต่ยัง

ชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี

ให้ถือว่าวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา ๗๒

และมาตรา ๗๓ มาใช้บังคับ

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

   จอมพล ป. พิบูลสงคราม

         นายกรัฐมนตรี

 

 

                                                                             ภคินี/แก้ไข

                                                                             ๑๔/๓/๒๕๔๕

                                                                                   A+A