หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)

พ.ศ. ๒๔๙๖

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๖

เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ

ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

 

                   มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ถึงมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติ

นี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี

๒๔๙๖ เป็นต้นไป

                   (๒) บทบัญญัติมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการเก็บ

ภาษีเงินได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้

บังคับพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

                   (๓) บทบัญญัติมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้

บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

                   (๔) บทบัญญัติมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีป้าย ให้ใช้บังคับ

ตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๖ เป็นต้นไป

                   (๕) บทบัญญัติมาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากร

แสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

 

 

                   (๖) บทบัญญัติมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

                   *[รก.๒๔๙๖/๑๒/๑พ/๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า อำเภอ ในมาตรา ๒ แห่งประมวล

รัษฎากร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ““อำเภอ หมายความว่า  นายอำเภอหรือสมุห์บัญชีอำเภอ และหมายความรวม

ถึงผู้ทำการแทนด้วย

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๓  บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้

จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ

                   (๑) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของ

ท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป

                   (๒) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทย

มีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา หรือตามหลัก

ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

                   (๓) ยกเว้นแก่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล องค์การศาสนา

หรือองค์การกุศลสาธารณะ

                   การลดหรือยกเว้นตาม (๑) (๒) และ (๓) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิก

หรือเปลี่ยนแปลงก็ได้

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๓ ทวิ  ถ้าเจ้าพนักงานดังจะกล่าวต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้

รับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ก็ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว ใน

ความผิดต่อไปนี้ได้ คือ

                   (๑) ความผิดตามมาตรา ๓ ทศ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑

มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๕ มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘

มาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๖๓ มาตรา ๑๙๓ มาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๕ มาตรา ๑๙๖

และมาตรา ๑๙๘ ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดพระนคร หรือจังหวัดธนบุรี ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิด

ขึ้นในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด

                   (๒) ความผิดตามมาตรา ๓ นว มาตรา ๓๗ มาตรา ๑๒๖ มาตรา ๑๙๗ และ

มาตรา ๑๙๙ ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรม

มหาดไทย และผู้แทนกรมตำรวจ

                   ถ้าผู้ต้องหายอมใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบเสร็จแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้อง

หามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น

 

                   มาตรา ๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ เบญจ  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตาม

ประมวลรัษฎากร ให้อธิบดี สำหรับในเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับในเขตจังหวัดอื่น มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น

หรือยึดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้อง

เสียได้

                   การตรวจค้นหรือยึดตามความในวรรคก่อน ให้กระทำได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น

และพระอาทิตย์ตก

 

                   มาตรา ๗  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ ฉ  บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือ

สันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินหรือ

พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายใน

เวลาที่สมควรก็ได้

 

                   มาตรา ๘  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ สัตต แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ สัตต  เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี

                   บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อนต้องเป็นผู้ที่มี

คุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดี

อาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้

                   บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศโดย

อนุมัติรัฐมนตรี

                   การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา ๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ อัฏฐ  กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ

ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวล

รัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำ

เป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยาย

หรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

                   กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการ

สมควร จะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

 

                   มาตรา ๑๐  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ นว แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ นว  ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงานผู้

กระทำการตามหน้าที่ ตามความในมาตรา ๓ เบญจ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพัน

บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา ๑๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ ทศ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๓ ทศ  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน หรือพนักงาน

เจ้าหน้าที่ ตามความในมาตรา ๓ ฉ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๐ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓๐  ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน

ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๕ ให้

อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ตามที่กำหนดในกฎ

กระทรวงภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา ๑๘ มาตรา

๒๐ มาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๔๙

                   (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๓๓ ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำ

วินิจฉัยอุทธรณ์

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๓๑  การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่กรณีอุทธรณ์

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามความในมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๔๙

                   กรณีอุทธรณ์การประเมินตามความในมาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๔๙ ผู้อุทธรณ์

ต้องเสียภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย

อุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้

ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

                   มาตรา ๑๔  ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า ภาษีปกติ ภาษีเสริม และ

ภาษีเงินได้ ในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราช

บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

 

                   มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๐  เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้

                   (๑) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่

นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า หรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่นซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้ใช้ หรือให้แก่ลูก

จ้างของตนเนื่องจากการจ้างแรงงาน

                   (๒) ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุน ในงานที่ทำ เบี้ยประชุม

บำเหน็จ โบนัส เงิน หรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่นที่ได้ หรือได้ใช้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ

หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้น จะเป็นการประจำหรือ

ชั่วคราว

                   (๓) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ ค่าแห่งการโอนสิทธิเงินปีหรือเงินได้มี

ลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรมนิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

                   (๔) เงินได้ที่เป็น

                         (ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หุ้นกู้ เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง หรือเงินฝาก

                         (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์ใดที่ได้จากบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                         (ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคล

                         (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกิน

กว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

                         (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา

หรือเงินที่กันไว้รวมกัน

                         (ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ควบเข้ากัน

หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

                         (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นหรือโอนการเป็นหุ้นส่วน ซึ่งตีราคาเป็น

เงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

                   (๕) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

                         (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

                         (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

                         (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น

โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

                   ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่า เงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญา

จนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญานั้น

                   (๖) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม

สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกา

กำหนดชนิดไว้

                   (๗) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วน

สำคัญนอกจากเครื่องมือ

                   (๘) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง

หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง (๗) แล้ว

 

                   มาตรา ๑๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๒  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวม

คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (๑) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือ

ผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน

และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

                   (๒) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราช

กฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

                   (๓) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมด

โดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการ

จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว

                   (๔) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราช

บัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรม

เนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว

แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม

เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติ

ภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (๕) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่

ต้องเสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ

                   (๖) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์ หรือแสตมป์

ไปรษณียากรของรัฐบาล

 

                   (๗) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบ ที่ทางราชการ

หรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

                   (๘) ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือจากเงินฝากธนาคารออมสินของ

รัฐบาล

                   (๙) การขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มา

โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

                   (๑๐) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจาก

การรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

                   (๑๑) รางวัลสลากกินแบ่ง หรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการ

จ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขัน สินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้น

คว้าในวิทยาการ

                   (๑๒) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

                   (๑๓) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือการฌาปน

กิจสงเคราะห์

                   (๑๔) เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

และเงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๔) (ข) (ง) (จ) หรือ (ฉ) ซึ่งได้จาก บริษัทหรือห้าง

หุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีอย่างบุคคลธรรมดา

                   (๑๕) เงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วรวมกันไม่เกิน ๔,๘๐๐ บาท

                   (๑๖) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา ๕๗ ทวิ

                   (๑๗) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา ๑๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๒ ทวิ  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) ยอม

ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๒๐ แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท

 

                   มาตรา ๑๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๓  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๕) ยอมให้หักค่าใช้

จ่ายเท่าที่จ่ายไปทั้งหมดตามความจำเป็นของกิจการ และค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องไม่เป็นการจ่ายลงทุน

หรือส่วนตัว ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๕ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๑๙  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้

แทน

                   มาตรา ๔๔  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๖) ยอมให้หักค่าใช้

จ่ายเท่าที่จ่ายไปทั้งหมดตามความจำเป็นของกิจการ และค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องไม่เป็นการจ่ายลงทุน

หรือส่วนตัว ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๕ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๒๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๕ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๕  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๗) ยอมให้หักค่าใช้

จ่ายเท่าที่จ่ายไปทั้งหมดตามความจำเป็นของกิจการ และค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องไม่เป็นการจ่ายลงทุน

หรือส่วนตัว ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๕ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๒๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๖  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๘) ยอมให้หักค่าใช้

จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

                   มาตรา ๒๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๗  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา

๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว ให้ได้ลดหย่อนอีกดังต่อไปนี้

                   (๑) ลดหย่อนให้

                         (ก) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีเงินได้ ๓,๐๐๐ บาท

                         (ข) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๑,๕๐๐ บาท

                         (ค) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ซึ่งยังไม่บรรลุ

นิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ

๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรนั้นที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่

๙๐๐ บาทขึ้นไป

                   (๒) ในกรณีที่สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้พึงประเมินการหักลดหย่อนตาม

(๑) (ก) และ (ข) ให้หักรวมกันได้ ๔,๕๐๐ บาท เว้นแต่ความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่

ล่วงมาแล้ว การหักลดหย่อนเฉพาะในปีนั้นจึงให้ต่างฝ่ายต่างขอหักลดหย่อนกันได้

                   (๓) การหักลดหย่อนสำหรับบุตรของผู้มีเงินได้นั้น ให้ได้รับตลอดทั้งปี ไม่ว่าใน

กรณีที่ได้รับลดหย่อนจะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่

                   (๔) ในกรณีคำนวณภาษีจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

ตามความในมาตรา ๕๖ วรรคท้าย การหักลดหย่อนให้คำนวณหักได้เฉพาะตามเกณฑ์ใน (๑) (ก)

จากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทย รวมกันเป็นยอดที่จะหักลด

หย่อนได้ทั้งสิ้น

 

                   มาตรา ๒๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๘  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

                   (๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือ

เท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้แต่

ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน ๕ ใน ๑๐ ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกิน ๔,๘๐๐  บาท

                   (๒) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป การคำนวณภาษี

ตาม (๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าพันละ ๓ บาทของยอดเงินได้พึงประเมิน

                   ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า ๑ บาท เป็น

อันไม่ต้องเรียกเก็บ

 

                   มาตรา ๒๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๙  ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้หรือเจ้าพนักงานประเมิน

พิจารณาเห็นว่า ผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดย

อนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรม

สิทธิ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้ หรือฐานะความเป็นอยู่

หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนอง

เดียวกับของผู้มีเงินได้ เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระไปยัง

ผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๒๕  ให้ยกเลิกมาตรา ๔๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม

ครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

 

                   มาตรา ๒๖  ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้

แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

                   (๓) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๗) เฉพาะสินจ้างแห่ง

การรับเหมาที่มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ให้คำนวณหักในอัตราพันละ ๓ บาท

 

                   มาตรา ๒๗  ให้ยกเลิกความในวรรคท้ายของมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ.๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมิน

ให้ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะ

บุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรค

ก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วน

หรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียว โดยไม่มีการ

แบ่งแยก ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับ

จำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนี้มีภาษีค้าง

ชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

 

                   มาตรา ๒๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๗ ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐

บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๖ วรรค ๑ หรือก่อนที่ผู้แทน

โดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามความในมาตรา ๕๗ ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการ

มรดก หรือทายาท หรือผู้ที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทนและโดยเฉพาะในการยื่น

รายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายหรือของกอง

มรดกที่ได้รับตลอดปีที่ตายนั้น เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น

                   สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินใน

ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐ บาท ให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ที่ครอบครองทรัพย์

มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย

และในการคำนวณภาษีเงินได้ ให้ได้รับการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนได้ตามกฎหมายเสมือนผู้ตาย

ยังมีชีวิตอยู่

 

                   มาตรา ๒๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๐ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๖๐ ทวิ  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลใด ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นราย

การตามความในมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ หรือมาตรา ๕๗ ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว

ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

                   ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสีย

ภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี

 

                   มาตรา ๓๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๖๑  บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า

                   (๑) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิด

เงินได้พึงประเมิน หรือ

                   (๒) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น

                   เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือ

สำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษี

จากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน

 

                   มาตรา ๓๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๘) ของมาตรา ๖๕ ทวิ แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๔๙๔

                   (๘) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศให้คำนวณเป็นเงินตราไทย

ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้

ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น

 

                   มาตรา ๓๒  ให้ยกเลิกความใน (๑๘) ของมาตรา ๖๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๑๘) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

 

                   มาตรา ๓๓  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๙) และ (๒๐) ของมาตรา ๖๕ ตรี แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๔๙๔

                   (๑๙) รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลา

บัญชีแล้ว

                   (๒๐) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง (๑๙) ตามที่จะได้

กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

 

 

                   มาตรา ๓๔  ให้ยกเลิกความในวรรคท้ายของมาตรา ๖๙ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๔๙๔

 

                   มาตรา ๓๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๗๕  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งถือ

หุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน เกินกว่าร้อยละ ๕๐ ของจำนวนทุนทั้งหมด บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

ไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคล

ธรรมดา

                   เพื่อประโยชน์ในการนับจำนวนหุ้นที่ถือ หรือจำนวนแห่งการเป็นหุ้นส่วนตาม

ความในวรรคก่อน ในกรณีที่สามีกับภริยาก็ดี บิดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี บิดามารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี

มารดากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนรวมอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

เดียวกัน ให้ถือว่าจำนวนหุ้นที่ถือหรือจำนวนแห่งการเป็นหุ้นส่วนของบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวที่

กล่าวนั้นเป็นของบุคคลคนเดียว คือ เป็นของสามีในกรณีที่หนึ่ง หรือเป็นของบิดาในกรณีที่สองและ

ที่สาม หรือเป็นของมารดาในกรณีที่สี่

 

                   มาตรา ๓๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่ม

เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๗๖  บทบัญญัติมาตรา ๗๕ ไม่ใช้บังคับแก่

                     (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รัฐบาลไทยถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกิน

กว่าร้อยละ ๕๐ ของจำนวนทุนทั้งหมด

                     (ข) บริษัทจำกัดที่มีบริษัทจำกัดอื่นซึ่งไม่เข้าลักษณะตามความในมาตรา ๗๕

ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ ๕๐ ของจำนวนทุนทั้งหมด

 

                   มาตรา ๓๗  ให้ยกเลิกความใน (๑) ของบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

                   (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิไม่เกิน                   ๑๐๐,๐๐๐ บาท           ร้อยละ ๑๐

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน     ๑๐๐,๐๐๐ บาท

แต่ไม่เกิน                           ๒๐๐,๐๐๐ บาท           ร้อยละ ๒๐

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน     ๒๐๐,๐๐๐ บาท

แต่ไม่เกิน                           ๓๐๐,๐๐๐ บาท           ร้อยละ ๓๐

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน     ๓๐๐,๐๐๐ บาท

แต่ไม่เกิน                           ๔๐๐,๐๐๐ บาท           ร้อยละ ๔๐

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน     ๔๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป    ร้อยละ ๕๐

 

                   มาตรา ๓๘  ให้ยกเลิกหมวด ๔ ภาษีโรงค้าในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร

ตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๖ เป็นต้นไป

 

                   มาตรา ๓๙  ให้ยกเลิกหมวด ๕ ภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออม

สินและการประกันภัย ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับ

พระราชบัญญัตินี้

 

                   มาตรา ๔๐  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๔ ภาษีการค้าและหมวด ๕ ภาษี

ป้าย ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร

 

หมวด ๔

ภาษีการค้า

                  

 

                   มาตรา ๗๗  ภาษีการค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงาน

ประเมินเป็นผู้มีอำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้

 

                   มาตรา ๗๘  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ปีภาษี หมายความว่า  ปีปฏิทิน

                   ค่ารายปี หมายความว่า  จำนวนเงินซึ่งสถานการค้าสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

ถ้าสถานการค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเนื่องในการได้ใช้สถานการค้านอก

จากค่าเช่า เช่น เงินค่าประกันวินาศภัยซึ่งผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์ เงินกินเปล่า หรือทรัพย์สิน

อย่างอื่น จะเอาประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้นมาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็นค่ารายปี

ด้วยก็ได้ โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญาเช่า เว้นแต่สัญญาเช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึงสามปี

หรือมิได้มีกำหนดเวลาไว้ ให้คิดเฉลี่ยเป็นสามปี

                   สถานการค้า หมายความว่า  สถานที่หรือยานพาหนะซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้

ประกอบหรือดำเนินการค้า ไม่ว่าจะใช้เป็นการประจำหรือชั่วคราว ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงสถาน

ที่หรือยานพาหนะซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าด้วย เว้นแต่รถหรือเรือซึ่งไม่ต้องจดทะเบียนตาม

กฎหมายว่าด้วยการนั้นและยานพาหนะอื่นซึ่งเคลื่อนที่ด้วยกำลังคนหรือสัตว์

                   การค้า หมายความว่า  การประกอบหรือดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับการธุรกิจ

การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอาชีพตามประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชี

อัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้

                   รายรับ หมายความว่า  เงินหรือค่าบริการทุกชนิดที่ได้รับชำระไม่ว่าในหรือนอก

ประเทศไทยเนื่องจากการประกอบหรือดำเนินการค้า เงินหรือค่าบริการในที่นี้ ให้หมายความรวมถึง

ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

                   ผู้ประกอบการค้า หมายความว่า  บุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล หรือ

องค์การใด ๆ ที่ประกอบหรือดำเนินการค้าในประเทศไทย ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทน

ด้วย

                   มาตรา ๗๙  ให้ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าแห่งเดียวหรือหลายแห่งอันมี

ค่ารายปีรวมกันตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไป มีหน้าที่เสียภาษีการค้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติใน

หมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๐  กิจการอันเป็นการค้าที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบท

บัญญัติในหมวดนี้

                   (๑) กิจการค้าหาบเร่

                   (๒) กิจการค้าในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

                   (๓) กิจการจำหน่ายแสตมป์อากร แสตมป์ไปรษณียากรหรือสลากกินแบ่งของ

รัฐบาล

                   (๔) กิจการของผู้ประกอบการกสิกรรมซึ่งค้าพืชผลอันเกิดจากกสิกรรมของตน

                   (๕) กิจการวิชาชีพอิสระตามความในมาตรา ๔๐ (๖) แต่ไม่รวมถึงการทำสถาน

พยาบาล หรือการตั้งโรงงานทำ ซ่อมหรือสร้างสิ่งต่าง ๆ

                   (๖) กิจการของสถานศึกษาของทางราชการและโรงเรียนราษฎร์

                   (๗) การจัดให้มีมหรสพตามประเภทดังระบุไว้ในมาตรา ๑๓๔ (๒) (๓) (๔)

และ (๕)

                   (๘) กิจการของสโมสรหรือสมาคมที่ปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขที่รัฐมนตรี

กำหนด

                   (๙) กิจการตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา ๘๑  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามแบบที่อธิบดี

กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือวันเริ่มประกอบการค้า หรือ

วันที่มีค่ารายปีถึง ๑๒๐ บาท แล้วแต่กรณี

                   การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าอยู่ใน

เขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัด

                   ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอเป็นรายสถาน

การค้า

                   คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ยื่น ณ ที่

ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

                   มาตรา ๘๑ ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

ประเมินค่ารายปีของสถานการค้าใด ๆ ก็ได้

                   สถานการค้าใดมีค่าเช่าไม่ถึง ๑๒๐ บาท หรือไม่มีค่าเช่าแต่ถ้าเจ้าพนักงาน

ประเมินได้ประเมินค่ารายปีเป็นจำนวนตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไปแล้ว ให้ผู้ประกอบการค้าของสถาน

การค้านั้นยื่นคำของจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ

ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและให้มีหน้าที่เสียภาษีการค้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติใน

หมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๑ ตรี  เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามความ

ในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ แล้วให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ออกใบ

ทะเบียนการค้าให้โดยแยกเป็นรายสถานการค้า

 

                   มาตรา ๘๑ จัตวา  ถ้าใบทะเบียนการค้าสูญหาย ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอ

รับใบแทนใบทะเบียนการค้าต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสิบห้าวัน

นับแต่วันที่สูญหาย ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๘๑ เบญจ  ผู้ประกอบการค้าต้องแสดงใบทะเบียนหรือใบแทนใบ

ทะเบียนการค้าไว้ที่สถานการค้าโดยเปิดเผย

 

                   มาตรา ๘๒  ผู้ใดประกอบหรือดำเนินการค้าโดยยังมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการ

ค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ ให้เสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงินภาษีการค้าที่ต้อง

เสีย เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า

 

                   มาตรา ๘๒ ทวิ  เมื่อผู้ประกอบการค้าเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้า ให้

แจ้งการเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบ

ทะเบียนการค้า แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันเลิกหรือโอน ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติ

มาตรา ๘๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   เมื่อผู้ประกอบการค้าได้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในวรรคก่อนแล้ว

และยังมียอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีอยู่อีก ให้ผู้ประกอบการค้าและผู้ชำระบัญชี หรือผู้โอน

และผู้รับโอน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๒ ตรี  ก่อนได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา ๘๒ ทวิ หรือมาตรา ๘๕

ถ้าผู้ประกอบการค้าถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความ

สามารถ หรือเป็นผู้ไม่อยู่ ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้รับ

มอบอำนาจ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๓  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี

                   (๑) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของบุคคลธรรมดาคนเดียว ให้ผู้

ประกอบการค้านั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้

                   (๒) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของคณะบุคคล องค์การ หรือนิติ

บุคคล ให้ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หรือผู้แทนของคณะบุคคล องค์การ หรือนิติบุคคลนั้นเป็นผู้มีหน้าที่

และรับผิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๔  ให้ผู้ประกอบการค้าเสียภาษีการค้าเป็นรายเดือนตามประเภทการ

ค้า และเกณฑ์การจัดเก็บดังที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในเดือนใดมี

ยอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีไม่ถึง ๖๐๐ บาท ให้ได้รับยกเว้นภาษีการค้าสำหรับเดือนนั้น

 

                   มาตรา ๘๔ ทวิ  การประกอบหรือดำเนินการค้าในแผงลอยซึ่งไม่มีฝารอบขอบ

ชิด และค้าเฉพาะอาหารหรือของสด ให้เสียภาษีกึ่งอัตราของบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้

 

                   มาตรา ๘๕  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด และชำระ

ภาษีการค้าของเดือนที่ล่วงมาแล้วต่ออำเภอท้องที่ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป

                   การยื่นรายการเช่นว่านี้ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่น ไม่ว่าจะมีภาษีการค้าต้องเสีย

หรือไม่

                   ระยะเวลาการชำระภาษีตามความในวรรคก่อน อธิบดีมีอำนาจจะสั่งให้ชำระ

เป็นรายปีภาษี หรือเป็นงวดได้โดยจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา ๘๕ ทวิ  ผู้ประกอบการค้าผู้ใดมีความประสงค์จะขอชำระภาษีการค้า

ล่วงหน้าเป็นรายปีภาษีหรือเป็นงวด ให้ยื่นคำร้องขออนุมัติตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออธิบดีหรือผู้

ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้า แล้วแต่กรณี และถ้าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด

เห็นเป็นการสมควรจะอนุมัติตามคำร้องขอก็ได้ โดยผู้ประกอบการค้านั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่

อธิบดีกำหนด

                   การอนุมัติตามความในวรรคก่อน อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี

เมื่อพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะสั่งเพิกถอนเสียก็ได้

 

 

 

                   มาตรา ๘๕ ตรี  ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง การชำระ

ภาษีการค้าของสถานการค้าแต่ละแห่งนั้นให้แยกชำระต่ออำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าแต่ละแห่ง

ตั้งอยู่

                   ถ้าการแยกชำระภาษีเป็นรายสถานการค้า ตามความในวรรคก่อนไม่เป็นการ

สะดวก ผู้ประกอบการค้าอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียน

การค้าสำหรับสถานการค้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ เพื่อขอชำระภาษีของสถานการค้าอื่น ณ อำเภอ

ท้องที่ซึ่งสถานการค้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เมื่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการ

สมควรจะอนุมัติก็ได้

 

                   มาตรา ๘๕ จัตวา  ภาษีการค้า ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดเวลาตามความใน

มาตรา ๘๕ หรือชำระขาดจากจำนวนที่ควรต้องเสีย ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐

ของเงินภาษีการค้าที่ยังมิได้ชำระหรือที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า

 

                   มาตรา ๘๖  ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นรายการตามความในมาตรา ๘๕

หรือยื่นรายการไม่มีภาษีต้องเสีย หรือเจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ายื่นราย

การเสียภาษีต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย ให้เจ้าพนักงานประเมิน โดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะ

กำหนดยอดเงินที่จะต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีขึ้น โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ หรือเข้า

มาอยู่ในครอบครอง หรือรายจ่ายอันเกี่ยวกับกิจการค้า หรือลักษณะและปริมาณของการค้า หรือ

สถิติยอดกำไร รายรับ หรือรายได้ ของผู้ประกอบการค้าเอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนอง

เดียวกับของผู้ประกอบการค้าเป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้อง

ชำระไปยังผู้ประกอบการค้า ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

 

                   มาตรา ๘๗  เมื่อมีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานการ

ค้าของผู้ประกอบการค้าหรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเวลา

ทำการของผู้ประกอบการค้า และทำการตรวจสอบเพื่อให้ได้ทราบว่า ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติการ

และเสียภาษีการค้าถูกต้องหรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสารอื่นอันควรแก่เรื่อง

มาไต่สวนได้

 

                   มาตรา ๘๗ ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติได้ วิธีการนี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วให้ใช้บังคับได้

 

 

 

 

                   มาตรา ๘๘  ผู้ประกอบการค้าผู้ใดกระทำผิดฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีก

เลี่ยงการเสียภาษีการค้าก็ดี กระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้ก็ดี เกินกว่าหนึ่งครั้ง อธิบดีหรือผู้ว่าราช

การจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งถอนใบทะเบียนการค้าของผู้ประกอบการค้านั้นได้

                   เมื่อได้มีการสั่งถอนใบทะเบียนการค้าตามความในวรรคก่อนแล้ว ผู้ประกอบ

การค้ายังคงประกอบหรือดำเนินการค้านั้นต่อไป ให้ถือเสมือนว่าผู้ประกอบการค้าผู้นั้นได้เริ่ม

ประกอบการค้าใหม่นับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับ

ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ามีภาษีการค้าต้องเสียในระหว่างระยะเวลานับตั้งแต่วันได้รับทราบ คำสั่งถอนจน

ถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนการค้าใหม่ ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงินภาษีการค้า

นั้น หรือเป็นเงินอีก ๒๐๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า

                   ถ้าระยะเวลาตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนการค้า

ใหม่ตามความในวรรค ๒ นั้นเกินกว่าสามสิบวัน ให้คิดยอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มเพียง

สามสิบวันนับแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน

 

                   มาตรา ๘๙  ในการไต่สวนหรือตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินก็ดี โดยการ

กล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ซึ่งการกล่าวหานั้นได้แสดงหลักฐานความผิดไว้ชัดแจ้งก็ดี เป็น

เหตุให้พบการไม่เสียภาษีการค้าหรือเสียไม่ครบถ้วน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้เรียกเก็บภาษี หรือ

ภาษีและเงินเพิ่มไปแล้วเท่าใด ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๒๕ ของเงินที่เก็บได้เป็นเงินสิน

บนรางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้ตรวจพบ ผู้กล่าวหาแจ้งความ และเจ้าพนักงานที่

เกี่ยวข้อง ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา ๙๐  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือ

มาตรา ๘๑ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๙๑  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามความในมาตรา ๘๑ จัตวา หรือไม่

แสดงใบทะเบียนหรือใบแทนตามความในมาตรา ๘๑ เบญจ หรือไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนตาม

ความในมาตรา ๘๒ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

                   มาตรา ๙๒  ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงาน

ประเมินในการปฏิบัติการตามความในมาตรา ๘๗ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา ๙๓  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด ตามความในมาตรา ๘๗

ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

 

 

หมวด ๕

ภาษีป้าย

                  

 

                   มาตรา ๙๔  ภาษีป้ายนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้อำเภอเป็นผู้มี

อำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้

 

                   มาตรา ๙๕  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ปีภาษี หมายความว่า  ปีปฏิทิน

                   ป้าย หมายความว่า

                   (๑) ป้ายชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมายของสถานการค้า หรือของผู้ประกอบการค้า ซึ่ง

แสดงไว้ที่สถานการค้า หรือบริเวณใกล้เคียงกับสถานการค้า

                   (๒) ป้ายโฆษณาของสถานการค้าหรือของผู้ประกอบการค้า ไม่ว่าจะแสดงไว้ ณ

ที่ใด ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงป้ายซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุหรือภาชนะอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคใน

อาคาร

                   ป้ายตาม (๑) และ (๒) นั้น อาจแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมายอย่างอื่น โดย

การเขียน แกะ สลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่นก็ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่น

ไม้ แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น

                   คำว่า สถานการค้า และ ผู้ประกอบการค้า ในที่นี้ให้หมายความเช่นเดียวกับ

ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๘

 

                   มาตรา ๙๖  ให้เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้ายเสียภาษีป้ายตามบัญชี

อัตราภาษีป้ายท้ายหมวดนี้

                   ในกรณีที่เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้าย อยู่นอกประเทศไทย ให้ผู้แทน

ในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีป้ายและปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้

 

                   มาตรา ๙๗  ป้ายดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นภาษีป้าย

                   (๑) ป้ายโฆษณามหรสพ

                   (๒) ป้ายที่มีลักษณะเป็นใบปลิวโฆษณา

                   (๓) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราว

                   (๔) ป้ายตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา ๙๗ ทวิ  ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปีภาษี ให้ผู้ต้องเสียภาษีป้ายยื่นราย

การตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ

 

                   มาตรา ๙๗ ตรี  ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่

ได้รับแจ้งการประเมิน

 

                   มาตรา ๙๗ จัตวา  ในกรณีป้ายโฆษณา ถ้าเรียกเก็บภาษีจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ตามความในมาตรา ๙๖ ไม่ได้ ให้เรียกเก็บจากผู้ครอบครองป้ายนั้น

 

                   มาตรา ๙๗ เบญจ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ การยื่นราย

การและการเสียภาษีตามความในมาตรา ๙๗ ทวิ และมาตรา ๙๗ ตรี เฉพาะป้ายโฆษณานั้น อธิบดี

โดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้

 

                   มาตรา ๙๘  ภายในสามปีนับแต่วันถึงกำหนดเสียภาษี ถ้าปรากฏแก่

เจ้าพนักงานประเมินว่า ได้มีการเสียภาษีป้ายผิดจากเกณฑ์การคำนวณตามบัญชีอัตราภาษีป้าย

ท้ายหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินใหม่ได้

                   ถ้าในการประเมินใหม่ปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้เจ้าพนักงาน

ประเมินสั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี แต่ถ้าปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ก็ให้แจ้ง

จำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มและเหตุผลที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีที่

ต้องเสียเพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙

มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๙๙  ผู้ใดมีป้ายอันต้องเสียภาษีในระหว่างปีภาษีก็ดี หรือเปลี่ยน หรือ

แก้ไขป้ายใหม่ก็ดี ต้องแจ้งและยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อเสียภาษีสำหรับป้ายนั้นต่อ

อำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีป้าย หรือเปลี่ยน หรือแก้ไขป้ายใหม่ แล้วแต่กรณี

 

                   มาตรา ๑๐๐  ใบเสร็จภาษีป้ายต้องแสดงไว้ที่สถานการค้าโดยเปิดเผย

 

                   มาตรา ๑๐๑  ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้า

ของผู้มีป้ายอันต้องเสียภาษีระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เพื่อตรวจสอบว่าได้เสียภาษี

ป้ายถูกต้องหรือไม่

 

                   มาตรา ๑๐๒  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ หรือรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความ

สะดวก หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามความในมาตรา ๑๐๑ มีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

 

 

 

 

บัญชีอัตราภาษีป้าย

                  

 

                   ๑. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้

                        (ก) ป้ายทีมีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ

ต่อ ๑ บาท

                        (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น พื้นที่ป้าย

ทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ ต่อ ๕ บาท แต่ถ้าป้ายนั้นพื้นที่สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่

สำหรับอักษรต่างประเทศ หรือเครื่องหมายอื่นให้คิดตามอัตรา (ค)

                        (ค) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ

ต่อ ๑๐ บาท

                   ๒. ป้ายทุกป้ายต้องเสียภาษีอย่างน้อยป้ายละ ๑๐ บาท

                   ๓. สำหรับป้ายโฆษณาให้เรียกเก็บภาษี ๑ ใน ๔ ของอัตราตาม ๑ และ ๒

                   ๔. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้

                        (ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตกำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่

สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร

                        (ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุดเท่ากับส่วนกว้าง

ของตัวอักษร หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซนติเมตร และถือส่วน

ยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐

เซนติเมตร แล้วคูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซนติเมตร

 

                    มาตรา ๔๑  ให้ยกเลิกวิเคราะห์ศัพท์คำว่า ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ในมาตรา

๑๐๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม

ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ““ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หมายความว่า

                   (๑) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษ

ก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้น

แล้ว หรือ

                   (๒) ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็น

ราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับ

แสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

                   (๓) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อย

กว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่งอธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติ

รัฐมนตรี

 

                   การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (๑) และ (๒) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้

อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (๓) แทนได้

 

                   มาตรา ๔๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๙๐ 

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๕  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขายผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคา

ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระราคาในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระ

ราคา ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

                   (๑) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ ของสถานการค้าที่

ต้องจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระ

ครั้งหนึ่งตั้งแต่ ๑๐ บาทขึ้นไป

                   (๒) การให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การขาย หรือการรับจ้างทำของที่ไม่ต้องจดทะเบียน

การค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่

๑๐๐ บาท ขึ้นไป

                   ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาดังกล่าวข้างต้นมีเงื่อนไขให้รับ หรือชำระภาย

หลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงิน หรือรับชำระราคานั้น

                   มาตรานี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาล

ที่ยังมิได้ใช้หรือแก่กรณีใบรับที่จะต้องออกนั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรอยู่แล้ว

 

                   มาตรา ๔๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๕ ทวิ  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามความในมาตรา

๑๐๕ (๑) ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับและเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า

ห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

                   ใบรับ ต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับ ตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลข

และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (๑) หมายเลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ

                    (๒) ชื่อ หรือยี่ห้อ ของผู้ออกใบรับ

                   (๓) เลขที่ตามลำดับของใบรับ

                   (๔) วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ

                   (๕) จำนวนเงินที่รับ

                   (๖) ชื่อ หรือยี่ห้อ และที่อยู่ ของผู้ซื้อเฉพาะในกรณี การขายซึ่งรวมราคาที่ต้อง

ชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป

                   ตัวเลขไทยนั้น จะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้

 

                   มาตรา ๔๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๑๐๕ ตรี  ในกรณีรับเงิน หรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ

ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐๕ (๑) ถ้ามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง ๑๐ บาท ให้ผู้รับเงินหรือรับชำระ

ราคารวมเงินเฉพาะในกรณีดังกล่าวที่รับทุกครั้ง เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึก

จำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่

วันทำบันทึก

 

                   มาตรา ๔๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๖  ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับให้จำต้องออก

ใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันที

ที่ถูกเรียกร้อง

 

                   มาตรา ๔๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๖ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๑๖  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๓

หรือมาตรา ๑๑๔ ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร

ทั้งนี้ เพื่อแสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่ของผู้เสียเงิน แล้ว

ลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

 

                   มาตรา ๔๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๗ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๑๗  ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา ๑๑๖ ที่มีผู้เสียอากร

หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ แล้ว ให้ถือว่าเป็น

ตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

 

                   มาตรา ๔๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๓  เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้า

ไปในสถานการค้า หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่

เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ตามความในมาตรา ๑๐๔ หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความใน

มาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๖ หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนา ใบรับ ใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ

หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือ

เอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร

และพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

 

                   มาตรา ๔๙  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อ

ไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๕  ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง ๑๐ บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ ๑๐ บาทขึ้นไป

หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำ หรือทำ ตราสารให้ผิด

ความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่

เกินสองร้อยบาท

 

                   มาตรา ๕๐  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไข

เพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๗  ผู้ใดโดยตนเอง โดยสมยอม หรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มี

การออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามความในมาตรา ๑๐๕ หรือ

ไม่ทำ หรือไม่เก็บบันทึกตามความในมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตาม

ความในมาตรา ๑๐๖ หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสีย มีความผิดต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

 

                   มาตรา ๕๑  ให้ยกเลิกบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่ง

ประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

                  

 

                   [ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๕๒  ให้ยกเลิกลักษณะ ๕ ภาษีการซื้อข้าว ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อ

น้ำตาล และลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้

บังคับพระราชบัญญัตินี้

                   มาตรา ๕๓  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นลักษณะ ๔ ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ แห่ง

ประมวลรัษฎากร

 

ลักษณะ ๔

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

                  

 

                   มาตรา ๑๖๕  การเรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้

ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา ๑๖๖  ในลักษณะนี้

                   พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

                   ซื้อ หมายความว่า  รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือรับโอนการครอบครอง ไม่ว่าในกรณี

ใด ๆ

                   จำหน่าย หมายความว่า  โอนกรรมสิทธิ์ หรือโอนการครอบครอง ไม่ว่าในกรณี

ใด ๆ

                   โภคภัณฑ์ หมายความว่า  สิ่งอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอื่นตามประเภทที่กำหนด

ไว้ในบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้ายลักษณะนี้

                   ผู้ค้าโภคภัณฑ์ หมายความว่า  บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือองค์การใด ๆ ซึ่ง

ทำการผลิต นำเข้า หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย

                   สถานที่ หมายความว่า  ที่สำหรับใช้ประกอบหรือดำเนินการค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้

ให้หมายความรวมถึงที่ซึ่งใช้ทำการผลิต เก็บ หรือจำหน่ายโภคภัณฑ์ด้วย

                   ราคา หมายความว่า  จำนวนเงินที่พึงชำระทั้งหมดในการซื้อโภคภัณฑ์

                   ถ้าในการซื้อโภคภัณฑ์ไม่มีการชำระเงิน หรือมีการชำระเงินต่ำกว่าราคาตลาด

ให้ถือราคาตลาดในขณะที่ซื้อเป็นจำนวนเงินที่พึงชำระในการซื้อ

 

                   มาตรา ๑๖๗  เมื่อมีการซื้อโภคภัณฑ์ซึ่งอยู่ในประเทศไทยจากผู้ค้าโภคภัณฑ์ ให้

ผู้ที่ซื้อมีหน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จากราคาตามบัญชีอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ท้าย

ลักษณะนี้

                   การเสียภาษีตามความในวรรคก่อน ให้ชำระไว้กับผู้ค้าโภคภัณฑ์

 

                   มาตรา ๑๖๘  ในกรณีที่ผู้ค้าโภคภัณฑ์นำโภคภัณฑ์ของตนไปใช้อันมิใช่เพื่อ

กิจการค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะ ให้ถือว่ามีการซื้อโภคภัณฑ์ และผู้ค้าโภคภัณฑ์นั้นเป็นผู้ที่ซื้อ มี

หน้าที่เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ในวันแรกที่นำไปใช้

 

                   มาตรา ๑๖๙  ผู้ใดนำโภคภัณฑ์ประเภทรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ามาใน

ประเทศไทยโดยมิใช่เพื่อการค้า ให้ผู้นั้นชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ โดยยื่นรายการตามแบบที่

อธิบดีกำหนดต่ออำเภอท้องที่อันเป็นที่ตั้งด่านศุลกากรแรกที่นำโภคภัณฑ์ผ่าน ภายในเจ็ดวันนับแต่

วันที่นำโภคภัณฑ์ผ่านด่านศุลกากรนั้น

 

                   มาตรา ๑๗๐  ผู้ค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ ถ้าซื้อโภคภัณฑ์ใน

ระหว่างกันเองเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

 

                   มาตรา ๑๗๑  ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จากผู้ที่

ซื้อทุกคราวเมื่อส่งมอบโภคภัณฑ์

 

                   มาตรา ๑๗๒  เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้เรียกเก็บภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามความใน

มาตรา ๑๗๑ แล้ว ให้ออกใบรับเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด และทำสำเนา

เก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี

                   วิธีการออกใบรับตามความในวรรคก่อน ถ้าอธิบดีเห็นเป็นการสมควร จะสั่งให้

ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้

                   ใบรับเฉพาะจำนวนเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

แสตมป์

 

                   มาตรา ๑๗๓  ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์รับผิดในการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ของ

เดือนที่แล้วมา ซึ่งตนมีหน้าที่เรียกเก็บตามความในมาตรา ๑๗๑ และให้นำส่งอำเภอท้องที่ภายใน

วันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไป โดยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด การยื่นรายการเช่นว่านี้ ให้ผู้ค้า

โภคภัณฑ์ยื่นไม่ว่าจะมีภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ต้องเสียหรือไม่

 

                   มาตรา ๑๗๔  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามลักษณะนี้ ให้

อธิบดีมีอำนาจที่จะสั่งผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นรายการ และนำภาษีส่งอำเภอท้องที่ก่อนถึงหรือก่อนพ้น

กำหนดเวลาตามความในมาตรา ๑๗๓ ก็ได้

 

                   มาตรา ๑๗๕  ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ถ้ามิได้ชำระหรือนำส่งภายในกำหนดเวลา

ตามความในมาตรา ๑๖๙ มาตรา ๑๗๓ มาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๙๐ หรือมาตรา ๑๙๑ ให้ชำระเงิน

เพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ ของเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

 

                   มาตรา ๑๗๖  ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดเวลาตาม

ลักษณะนี้ ให้ถือเป็นภาษีค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๒ มาใช้

บังคับ

 

                   มาตรา ๑๗๗  ทุกเดือนที่มีการซื้อโภคภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีการซื้อโภค

ภัณฑ์ตามความในมาตรา ๑๗๐ ให้ผู้ที่ซื้อและผู้ที่จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไป

                   การแจ้งรายการตามความในวรรคก่อน ถ้าสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร

หรือจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้จะ

ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ก็ได้

 

                   มาตรา ๑๗๘  ในเดือนใด ผู้ค้าโภคภัณฑ์ส่งโภคภัณฑ์ออกนอกประเทศไทย

หรือนำโภคภัณฑ์เข้ามาในประเทศไทยให้แจ้งรายการส่งออกหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์นั้นตามแบบที่

อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ ๒๐ ของเดือนถัดไป

                   การแจ้งรายการตามความในวรรคก่อน ถ้าสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร

หรือจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้จะ

ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ก็ได้

 

                   มาตรา ๑๗๙  ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นคำขอจดทะเบียนค้าโภคภัณฑ์สำหรับสถาน

ที่ทุกแห่ง ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้หรือ

วันเริ่มเป็นผู้ค้าโภคภัณฑ์ หรือวันเริ่มมีสถานที่ใหม่แล้วแต่กรณี

                   การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์มีสถานที่ตั้งอยู่ในเขต

จังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัด

                   ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์มีสถานที่หลายแห่งในเขตจังหวัดเดียวกัน การยื่นคำขอ ให้

แยกยื่นเป็นรายสถานที่

                   คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ยื่น ณ ที่

ว่าการอำเภอที่สถานที่ตั้งอยู่ ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

                   มาตรา ๑๘๐  เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนตามความในมาตรา

๑๗๙ แล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ออกใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ให้ โดยแยก

เป็นรายสถานที่

 

                   มาตรา ๑๘๑  ถ้าใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์สูญหาย ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ยื่นคำขอรับ

ใบแทนใบทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วัน

ที่สูญหาย  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๑๘๒  ผู้ค้าโภคภัณฑ์ต้องแสดงใบทะเบียนหรือใบแทนใบทะเบียน

ค้าโภคภัณฑ์ไว้ ณ สถานที่โดยเปิดเผย

                   มาตรา ๑๘๓  ผู้ค้าโภคภัณฑ์เมื่อเลิกหรือโอนกิจการค้าโภคภัณฑ์ ให้แจ้งการ

เลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียน

ค้าโภคภัณฑ์ แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันเลิกหรือโอน  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติ

มาตรา ๑๗๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   เมื่อผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในวรรคก่อนแล้ว และ

ยังมีภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จะต้องชำระอยู่อีก ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์และผู้ชำระบัญชี หรือผู้โอนและผู้

รับโอน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้

 

                   มาตรา ๑๘๔  ก่อนได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา ๑๗๓ หรือมาตรา ๑๘๓

ถ้าผู้ค้าโภคภัณฑ์ถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความ

สามารถ หรือเป็นผู้ไม่อยู่ ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้รับ

มอบอำนาจ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในลักษณะนี้

 

                   มาตรา ๑๘๕  ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ทำบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการ

ปริมาณโภคภัณฑ์ซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไปตามความเป็นจริงเป็นรายวัน บัญชีดังกล่าวนี้ต้อง

ทำให้เสร็จภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีอยู่ ได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งโภคภัณฑ์นั้น และต้องเก็บไว้ไม่

น้อยกว่าห้าปี

 

                   มาตรา ๑๘๖  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามลักษณะนี้ ให้อธิบดี โดย

อนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์ปฏิบัติได้ วิธีการนี้เมื่อได้ประกาศในราช

กิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

                   มาตรา ๑๘๗  ผู้ค้าโภคภัณฑ์ผู้ใดกระทำผิดฐานหลีกเลี่ยง หรือพยายาม

หลีกเลี่ยงการเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ก็ดี กระทำผิดบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี เกินกว่าหนึ่งครั้ง

อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งถอนใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ของผู้ค้าโภค

ภัณฑ์นั้นได้

                   เมื่อได้มีการสั่งถอนใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ตามความในวรรคก่อนแล้ว ผู้ค้า

โภคภัณฑ์ยังคงจำหน่ายโภคภัณฑ์ต่อไปให้ถือเสมือนว่าผู้ค้าโภคภัณฑ์นั้นได้เริ่มเป็นผู้โภคภัณฑ์

ใหม่ นับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๙ มาใช้บังคับ ในกรณีเช่น

ว่านี้ ถ้ามีภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่ต้องชำระในระหว่างระยะเวลานับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน

จนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ใหม่ ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์เสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงินภาษี

การซื้อโภคภัณฑ์นั้น หรือเป็นเงิน ๒๐๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงิน

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

 

 

                   ถ้าระยะเวลาตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนค้าโภค

ภัณฑ์ใหม่ตามความในวรรค ๒ นั้นเกินกว่าสามสิบวัน ให้คิดยอดเงินที่ต้องคำนวณเพิ่มเสียเงินเพิ่ม

เพียงสามสิบวัน นับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน

 

                   มาตรา ๑๘๘  เมื่อมีเหตุอันสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่

หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการของผู้ค้าโภค

ภัณฑ์ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ได้ทราบว่า ผู้ค้าโภคภัณฑ์ได้ปฏิบัติการและเสียภาษีการซื้อโภค

ภัณฑ์ถูกต้องหรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดเอกสารหรือหลักฐาน และออกหมายเรียกผู้ค้าโภค

ภัณฑ์หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

 

                   มาตรา ๑๘๙  การส่งหมายเรียกหรือหนังสืออื่นใดซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะ

นี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา ๑๙๐  ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏว่าผู้ค้าโภค

ภัณฑ์มีโภคภัณฑ์ขาดหรือเกินกว่าจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีที่กำหนดให้ทำ ตามความในมาตรา ๑๘๕

ให้ถือว่าโภคภัณฑ์เฉพาะส่วนที่ขาดหรือเกินจากบัญชีนั้นเป็นโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อแล้ว และยังมิได้

เสียภาษี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ค้าโภคภัณฑ์เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จนครบ และเสียเงินเพิ่มอีก ๕

เท่าของเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงิน

เพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

                   โภคภัณฑ์ส่วนที่เกินจากบัญชีตามความในวรรคก่อน ให้นำลงรับในบัญชีตาม

ความในมาตรา ๑๘๕ และถ้ามีการจำหน่ายต่อไป ให้เสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามบทบัญญัติใน

ลักษณะนี้

 

                   มาตรา ๑๙๑  ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าปรากฏว่าผู้ค้าโภค

ภัณฑ์ไม่ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์หรือชำระไม่ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้าโภค

ภัณฑ์ชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์จนครบ และสั่งให้ชำระเงินเพิ่มอีก ๕ เท่าของภาษีการซื้อโภค

ภัณฑ์ที่ไม่ชำระหรือที่ขาด ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์และเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ ให้ชำระภายใน

กำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อโภค

ภัณฑ์

 

                   มาตรา ๑๙๒  การเรียกเงินเพิ่มตามความในมาตรา ๑๙๐ หรือมาตรา ๑๙๑

เนื่องจากการไต่สวนหรือตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคล

ใด ๆ ซึ่งการกล่าวหาแจ้งความนั้นได้แสดงหลักฐานไว้ชัดแจ้งก็ดี เป็นเหตุให้มีการเรียกเงินเพิ่มภาษี

ดังกล่าวได้แล้ว ให้เจ้าพนักงานผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๔๐ ของเงินเพิ่มที่เก็บได้ เป็นเงินสินบน

รางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้ตรวจพบ ผู้กล่าวหาแจ้งความ และเจ้าพนักงานที่

เกี่ยวข้อง ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

                   มาตรา ๑๙๓  ผู้ใดไม่ออกใบรับเงินค่าภาษีการซื้อโภคภัณฑ์หรือไม่ทำสำเนา

เก็บไว้ตามความในมาตรา ๑๗๒ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

                   มาตรา ๑๙๔  ผู้ใดไม่ยื่นรายการตามความในมาตรา ๑๗๓ หรือไม่แจ้งรายการ

ซื้อหรือจำหน่ายโภคภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามความในมาตรา ๑๗๗ หรือไม่

แจ้งรายการส่งออกหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์ตามความในมาตรา ๑๗๘ มีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

                   มาตรา ๑๙๕  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนค้าโภคภัณฑ์ตามความในมาตรา

๑๗๙ หรือไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามความในมาตรา ๑๘๖ มีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๑๙๖  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามความในมาตรา ๑๘๑ หรือไม่แสดง

ใบทะเบียนหรือใบแทนตามความในมาตรา ๑๘๒ หรือไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความใน

มาตรา ๑๘๓ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามความในมาตรา ๑๘๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

 

                   มาตรา ๑๙๗  ผู้ใดไม่ทำบัญชีแสดงรายการ หรือไม่เก็บบัญชีตามความใน

มาตรา ๑๘๕ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้ง

ปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา ๑๙๘  ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวก หรือขัดขวางพนักงาน

เจ้าหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา ๑๘๘ มีความ

ผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา ๑๙๙  ผู้ใด

                   (๑) โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบ

คำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตาม

ลักษณะนี้ หรือ

                   (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด

ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามลักษณะนี้

                   มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

 

บัญชีอัตราภาษีอากรซื้อโภคภัณฑ์

                  

 

                   [ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๕๔ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

โดยรพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวัน

ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

                   มาตรา ๕๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ

นี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม

            นายกรัฐมนตรี

 

 

                                                                             ภคินี/แก้ไข

                                                                             ๑๓/๓/๒๕๔๕

                                                                                    A+A