หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

กำลังแสดง: พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชกำหนด

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔)

พ.ศ. ๒๕๒๙

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๙

เป็นปีที่ ๔๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

 

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

 

                   มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (๑) บทบัญญัติมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖

และมาตรา ๑๘ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้

พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นไป

                   (๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ ว่าด้วยภาษีเงินได้

บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๙ เป็นต้นไป

                   *[รก. ๒๕๒๙/๑๕/๕พ/๓๑ มกราคม ๒๕๒๙]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งประมวลรัษฎากรและให้ใช้ความ

ต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๘  หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึง

บุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือให้เจ้าพนักงานสรรพากร

นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึง

พระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือ

สำนักงานของผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้านหรือ

สำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้

                   กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณา

จักร ให้ใช้วิธีปิดหมาย หนังสือแจ้งหรือหนังสืออื่น แล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือ

สำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียน

ราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้

                   เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

 

                   มาตรา ๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๔) ของบทนิยามคำว่า บริษัทหรือห้าง

หุ้นส่วนนิติบุคคล ในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร

                   (๔) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจา

นุเบกษา

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความใน (ช) ของมาตรา ๔๐ (๔) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                       (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรหรือโอนการเป็นหุ้นส่วน 

ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

 

                   มาตรา ๖  ให้ยกเลิกความใน (๘) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๘) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

                           (ก) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะ

ประเภทฝากเผื่อเรียก

                           (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร หรือดอกเบี้ยเงินฝาก

สหกรณ์  ทั้งนี้ เฉพาะที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ซึ่งใช้สมุดคู่ฝากในการฝากถอน

และไม่ใช้เช็คในการถอน

                   ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภท

ออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความใน (๑๔) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๒๕

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๑๔) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติ

บุคคลซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม

 

                   มาตรา ๘  ให้ยกเลิก (๒๒) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๒๑

 

                   มาตรา ๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ซ) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓)

พ.ศ. ๒๕๒๗

                   (ซ) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น

บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อหรือสร้างอาคารอยู่อาศัย

โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๗,๐๐๐

บาท  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจา

นุเบกษา อาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย

 

                   มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่

ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๒๖,๐๐๐ บาท แต่ถ้า

ความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) และสำหรับ

การหักลดหย่อนตาม (ค) (ฉ) และ (ซ) ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละ

กรณี

 

                   มาตรา ๑๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๒๔ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๗ ทวิ  ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีร้อยละ ๓๐ ของเงิน

ปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ

 

                   มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้

ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

                   (๓) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ ของเงินได้โดยไม่ต้องนำ

ไปรวมคำนวณภาษีตาม (๑) และ (๒) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ก) และ (ช) เฉพาะที่

ได้รับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ ดังต่อไปนี้

                           (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การ

ของรัฐบาล ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่

ได้จากบริษัทเงินทุน หรือดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย

จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

                           (ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดง

สิทธิในหนี้ ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก

                           (ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตรของรัฐบาลหรือพันธบัตร หรือ

หุ้นกู้ขององค์การของรัฐบาล  ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนและเฉพาะที่ได้จาก

การขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในวรรคสอง ของมาตรา ๔๘ (๔) แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙)

พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม (๑) และ (๒) เมื่อคำนวณ

ภาษีแล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของราคาขาย

 

                   มาตรา ๑๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๘ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๔๘ ตรี  ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้ารายย่อยตามมาตรา ๘๖ ตรี

โดยไม่มีเงินได้อย่างอื่นอีก อาจเสียภาษีเงินได้เหมาเป็นงวดได้ เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้

รับมอบหมายแล้ว ในกรณีนี้ให้ถือว่ารายรับสำหรับการเสียภาษีการค้าเหมาเป็นเงินได้พึงประเมิน

เพื่อคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘

                   การเสียภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ต้องเสียภาษีปฏิบัติตามเงื่อนไข และ

วิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๘๖ ตรี โดยอนุโลม และมิให้นำความ

ในมาตรา ๕๖ และมาตรา ๕๖ ทวิ มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความใน (ก) และ (ข) ของมาตรา ๕๐ (๒) แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)

พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘ (๓) (ก) และ (ค) ถ้าจ่าย

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ ของเงินได้และถ้าจ่าย

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นไปให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

 

                   (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘ (๓) (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน

ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าวให้แก่ผู้มีหน้าที่เสีย

ภาษีเงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินและให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ในอัตรา

ร้อยละ ๑๕.๐ ของเงินได้ ถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ และถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ.

๒๕๓๒ เป็นต้นไป ให้เรียกเก็บตามอัตราภาษีเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หัก

ไว้

                   มาตรา ๑๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๕๗ เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๑) ในปีภาษีที่

ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่าง

หากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของ

สามีตามมาตรา ๕๗ ก็ได้

 

                   ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่าง

หักลดหย่อนได้ดังนี้

                   (๑) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๗ (๑) (ก)

                   (๒) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๗ (๑) (ค)

และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง

                   (๓) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา ๔๗ (๑) (ง) วรรคหนึ่ง

                   (๔) สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ที่ได้รับจากกองทุนรวมหรือสถาบัน

การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม

พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ให้สามีแต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้หักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (จ)

                   (๕) สำหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา ๔๗ (๑) (ช)

                   (๖) สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา ๔๗ (๑) (ซ) กึ่งหนึ่ง

                   (๗) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา ๔๗ (๗)

                   ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (๒) ให้หักได้

เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา

๔๐ (๑) ประเภทเดียวรวมกันไม่เกินจำนวนตามมาตรา ๕๖ (๔) ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะมีเงินได้เป็น

จำนวนเท่าใด สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน

 

                   มาตรา ๑๗  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๐) แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมี

เงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวโดยถือหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ก่อให้เกิดเงิน

ปันผลและเงินส่วนแบ่งของกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นมาถึงวัน

มีเงินได้ดังกล่าว หรือได้โอนหุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ หรือเงินได้

ดังกล่าวรวมกันเกินร้อยละ ๑๕ ของเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งสิ้นในรอบระยะเวลาบัญชี

 

                   มาตรา ๑๘  ให้ยกเลิกความใน (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา แห่งบัญชีอัตราภาษี

เงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไข

เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา

                   เงินได้สุทธิไม่เกิน                 ๔๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ 

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน             ๔๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน                ๙๐,๐๐๐ บาท              ร้อยละ ๑๐

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน             ๙๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน              ๑๕๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๑๕

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๑๕๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน              ๒๒๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๒๐

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๒๒๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน              ๓๐๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๒๕

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๓๐๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน              ๔๐๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๓๐

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๔๐๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน              ๕๕๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๓๕

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๕๕๐,๐๐๐ บาท

                   แต่ไม่เกิน                        ๗๕๐,๐๐๐ บาท              ร้อยละ ๔๐

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน           ๗๕๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน            ,๐๐๐,๐๐๐ บาท              ร้อยละ ๔๕

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ,๐๐๐,๐๐๐ บาท

                             แต่ไม่เกิน            ,๐๐๐,๐๐๐ บาท              ร้อยละ ๕๐

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน         ,๐๐๐,๐๐๐ บาท               ร้อยละ ๕๕

 

                   มาตรา ๑๙  ให้ยกเลิกความใน (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๒๔ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                   (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ

                          (๑) บริษัทจดทะเบียน                                   ร้อยละ ๓๐

                          (๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                                นอกจาก (๑)                                                ร้อยละ ๓๕

 

                   มาตรา ๒๐  ให้ยกเลิกความใน (ค) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลแห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓ และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

                       (ค) ภาษีจากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของมูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบ

กิจการซึ่งมีรายได้อันมิใช่รายได้ตามมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๓)  ร้อยละ ๑๐

 

                   มาตรา ๒๑  ให้ยกเลิกความใน (๑๐) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   (๑๐) รายรับจากการค้าประเภทการให้เช่าทรัพย์สิน

                             (ก) ในกรณีการให้เช่าเทป แผ่นหรือสิ่งใด ๆ ที่บันทึกภาพและเสียงแล้ว

ให้หมายความรวมถึงเงิน หรือทรัพย์สินอื่นที่เรียกเก็บเพื่อเป็นการวางประกันหรือวางมัดจำ การ

ให้เช่าหรือเป็นค่าธรรมเนียมสมาชิกในการใช้เทป แผ่นหรือสิ่งดังกล่าว ค่าจ้างบันทึกภาพและเสียง

ลงในเทป แผ่นหรือสิ่งดังกล่าว ค่าขายเทป แผ่นหรือสิ่งดังกล่าว ซึ่งผู้ประกอบการค้ามิได้บันทึกภาพ

และเสียงเอง

                             (ข) ในกรณีการให้เช่าทรัพย์สินตามประเภทการค้า ๕. ชนิด ๒ แห่งบัญชี

อัตราภาษีการค้า หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าเฉพาะ

ส่วนที่เกินกว่าที่ลงทุน

                   ทุนตาม (ข) ให้ถือตามราคาตลาดที่ซื้อขายกันเป็นเงินสดในกรณีที่ไม่มีราคา

ตลาด ให้ถือราคาอันพึงได้รับตามเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา ๒๒  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๒) ของมาตรา ๗๙ แห่งประมวล

รัษฎากร

                   (๑๒) ในกรณีที่รายรับต่ำกว่ารายรับขั้นต่ำที่มีการกำหนดตามมาตรา ๘๖

เบญจ รายรับ หมายความว่า รายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดหรือที่อธิบดีมีคำวินิจฉัย

 

                   มาตรา ๒๓  ให้ยกเลิก (๔) ของมาตรา ๗๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔

 

                   มาตรา ๒๔  ให้ยกเลิก (๑๑) ของมาตรา ๗๙ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘

 

                   มาตรา ๒๕  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘๖ เบญจ ของส่วน ๗ หมวด ๔

ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร

                   มาตรา ๘๖ เบญจ  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับของผู้ประกอบการค้า

บางประเภท ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่

อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ประกอบการค้า ในกรณี

นี้หากผู้ประกอบการค้าไม่เห็นด้วย ให้ยื่นคำคัดค้านต่ออธิบดีภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือ

แจ้งการกำหนดรายรับขั้นต่ำ

                   ให้อธิบดีวินิจฉัยคำคัดค้านและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไป

ยังผู้ยื่นคำคัดค้านภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับคำคัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด

                   การยื่นคำคัดค้านไม่เป็นการทุเลาการชำระภาษีตามรายรับขั้นต่ำที่เจ้าพนักงาน

ประเมินกำหนด

 

                   มาตรา ๒๖  ให้ยกเลิกความในชนิด ๔ ของประเภทการค้า ๑. แห่งบัญชีอัตรา

ภาษีการค้า ท้ายหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๒๗  ให้ยกเลิกความในประเภทการค้า ๕. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า

ท้ายหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่ม

เติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๒๘  ให้ยกเลิกความใน ๕. ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖

ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

                   มาตรา ๒๙  ให้ยกเลิกลักษณะแห่งตราสาร ๒๙. และ ๓๐. ของบัญชีอัตรา

อากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

 

                   มาตรา ๓๐  ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากร

หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดี

กำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตาม

มาตรานี้ ภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอให้

ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทาง

อาญา ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือ

รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

                   การคำนวณภาษีอากรตามวรรคหนึ่งให้คำนวณดังนี้

                   (๑) ในอัตราร้อยละ ๓.๐ ของมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วยมูลค่าของ

หนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา

บัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. ๒๕๒๗

                   (๒) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้

                         ยอดเงินได้ไม่เกิน             ๑๐๐ ล้านบาท       ร้อยละ ๑.๕

                         ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน         ๑๐๐ ล้านบาท

                             แต่ไม่เกิน                  ๕๐๐ ล้านบาท      ร้อยละ ๑.๐

                         ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน         ๕๐๐ ล้านบาท       ร้อยละ ๐.๕๐

                   ยอดเงินได้ หมายความถึงยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย

ใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้แต่ไม่เกินห้าปีก่อนปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่

สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน

ภาษีจากยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนใด ในปีภาษีใด หรือในรอบระยะเวลาบัญชีใด การ

คำนวณเฉลี่ยดังกล่าวให้ถือยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนนั้นเป็นเกณฑ์สำหรับปีภาษีหรือรอบ

ระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน

                   ภาษีอากรที่คำนวณตาม (๑) หรือ (๒) ถ้าจำนวนใดสูงกว่า ให้เสียตามจำนวน

นั้น

                   ในกรณีภาษีอากรที่ผู้ใดขอชำระตามวรรคหนึ่งถึงกำหนดชำระแล้วถ้าไม่ชำระ

ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะ

ได้รับการยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีอากรจำนวนที่ชำระไว้แล้ว

                   บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่

                   (๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้เสียภาษีเงินได้

จากกำไรสุทธิ

                   (๒) บุคคลที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือสั่งให้เสียหรือนำส่งภาษี

อากร สำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มี

อยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยทำการ

ประเมินหรือสั่งก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ  ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้หรือรายรับสำหรับระยะเวลา

ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือส่งให้เสียหรือนำส่ง

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีอากรตามบทบัญญัติมาตรานี้ จะนำ

ผลขาดทุนสุทธิที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือ

หลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไปไม่ได้

 

                   มาตรา ๓๑  บทบัญญัติมาตรา ๔๘ (๔) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชกำหนดนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงภาษีที่ได้เสียหรือนำส่งไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนด

นี้ใช้บังคับ

 

                   มาตรา ๓๒  บทบัญญัติมาตรา ๗๙ ทวิ (๔) แห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิก

โดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่ง

สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา ๗๙ ตรี (๑๑) แห่งประมวลรัษฎากร หรือการนำสินค้า

นั้นไปใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในการรับจ้างผู้ผลิต ซึ่งเป็น

ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือบริษัทการค้า ซึ่งได้แก่บริษัท

การค้าระหว่างประเทศซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

 

                   มาตรา ๓๓  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึง

ชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

                   มาตรา ๓๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนด

นี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

   พลเอก ป. ติณสูลานนท์

         นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุง

ประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและ

ลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความ

มั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

                                                                             ภคินี/แกไข

                                                                             ๑๔/๓/๒๕๔๕

                                                                                    A+B