พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๑๖
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖
เป็นปีที่ ๒๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
พุทธศักราช ๒๕๑๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๖”
มาตรา ๒* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗
มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของ
บุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป
*[รก.๒๕๑๖/๑๖๗/๖๓๕/๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๖]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) ของ (๑) ในมาตรา ๔๗ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ผู้มีเงินได้ ๕,๐๐๐ บาท
(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๕,๐๐๐ บาท
(ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบ
ห้าปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๒,๐๐๐ บาท แต่มิ
ให้ลดหย่อนให้บุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป
โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๒
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักให้
นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรม
ได้แต่ฐานะเดียว
(ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มี
เงินได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมี
กำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบ
กิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยา
ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามี
หรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่
ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๑๐,๐๐๐ บาท
แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก)
และ (ค) เฉพาะในปีภาษีนั้น”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความใน (๖) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๖) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้
หักลดหย่อนได้ตาม (๑) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศ
ไทย แต่รวมกันไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๒) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป การคำนวณภาษี
ตาม (๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ ของยอดเงินได้พึงประเมิน”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๕๖ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๖ ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความ
สามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปี
ภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อ
เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลผู้นั้น
(๑) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า
๕,๐๐๐ บาท
(๒) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกินกว่า ๖,๒๕๐ บาท
(๓) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า
๑๐,๐๐๐ บาท หรือ
(๔) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกินกว่า ๑๒,๕๐๐ บาท”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกวรรคสี่ของมาตรา ๕๗ จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๔ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
“มาตรา ๖๔ เว้นแต่กรณีตามมาตรา ๑๘ ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติ
แห่งส่วนนี้สำหรับปีภาษีใด มีจำนวนตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวด
งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ คือ
(๑) ในกรณีต้องเสียตามมาตรา ๕๗ จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระตามกำหนดใน
มาตรา ๕๗ จัตวา งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สาม
ต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
(๒) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน
ภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวด
ที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าวผู้ต้องเสียภาษีหมด
สิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และให้นำมาตรา ๒๗ มาใช้บังคับ”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ส่วน
๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖
ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) สำหรับบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๗
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๔๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๐
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท
แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕๕
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๖๐”
มาตรา ๑๑ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึง
ชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุง
ประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจากบุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อ
ความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
ภคินี/แก้ไข
๔/๓/๒๕๔๕
A+B(C)