หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

พุทธศักราช 2481

------

ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2481

เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง

การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม

 

                   จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา 1  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่าพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481

 

                   มาตรา 2  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482

เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 3  ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้

เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482 เป็นต่อไป เว้นแต่บท

บัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่

วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 4  นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก

                   (1) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2468

                   (2) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.119

                   (3) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช 2464

                   (4) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.119

                   (5) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ

ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก 130

                   (6) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2485

                   (7) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช 2475

                   (8) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2476

                   (9) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง

ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

                   และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช 2475

กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม

หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น

 

                   มาตรา 5  บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ

และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้

บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร

                   ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้

ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ

อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวล

รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์

 

                   มาตรา 6  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้

เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

            พิบูลสงคราม

           นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมวลรัษฎากร

ลักษณะ 1

ข้อความเบื้องต้น

------

 

                   มาตรา 1  กฎหมายนี้ให้เรียกว่าประมวลรัษฎากร

 

                   มาตรา 2  ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น

อย่างอื่น

                   รัฐมนตรีหมายความว่า  รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามประมวล

รัษฎากรนี้

                   อธิบดีหมายความว่า  อธิบดีหัวหน้ากรมในกระทรวงการคลัง ซึ่ง

ควบคุมการเก็บรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ดังกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้

และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย

                   ข้าหลวงประจำจังหวัดหมายความว่า  ข้าหลวงประจำจังหวัด

ปกครองท้องที่ และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย

                   อำเภอหมายความว่า  กรมการอำเภอปกครองท้องที่

                   นายอำเภอหมายความว่า  นายอำเภอหรือปลัดกิ่งประจำท้องที่

และหมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย

                   ที่ว่าการอำเภอหมายความว่า  ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ

ประจำท้องที่

 

                   มาตรา 3  บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวล

รัษฎากรนี้ ให้รัฐบาลมีอำนาจนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงตราพระราช

กฤษฎีกาลดอัตราเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ในบางท้องที่ได้

 

                   มาตรา 4  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการ

ตามประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงแต่งตั้งเจ้าพนักงาน

กำหนดส่วนลดและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งประมวล

รัษฎากรนี้

                   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

 

 

 

ลักษณะ 2

ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร

หมวด 1

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

------

 

                   มาตรา 5  ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่

และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 6  ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่

นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

 

                   มาตรา 7  บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน

หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ

 

                   มาตรา 8  หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้

จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือ

จะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

                   ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ

นิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้

                   ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะ

ส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงาน

ของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้

                   เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่า

เป็นอันได้รับแล้ว

 

                   มาตรา 9  ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น

เงินตราสยามเพื่อปฏิบัติตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวง

การคลังประกาศเป็นคราว ๆ

 

                   มาตรา 10  เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้

รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก

แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะได้โดย

ชอบด้วยกฎหมาย

                   มาตรา 11  เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้

นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้

ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ

รับเงินแล้ว

*[1]

 

                   มาตรา 11 ทวิ  ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่

เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย

ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์

 

                   มาตรา 12  ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนด

ชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง

                   เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวง

ประจำจังหวัด หรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาด

ทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึด

หรือสั่ง แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ

ได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด

                   วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ปฏิบัติ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม

                   เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ให้หักค่าธรรมเนียมกับ

ค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือ ให้คืน

ให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน

 

                   มาตรา 13  เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

 

หมวด 2

วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน

------

 

                   มาตรา 14  ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น

ภาษีอากรประเมิน

 

 

                   มาตรา 15  ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมิน

ทุกประเภท

 

                   มาตรา 16  เจ้าพนักงานประเมิน หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่ง

รัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร

------

 

                   มาตรา 17  การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด

ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด

                   ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ

ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง

เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด

บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้

เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง

ปฏิบัติตาม

 

                   มาตรา 18  รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ

และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย

ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[2]

                   ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง

จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน

ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง

ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

                   ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง

จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

ยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้

 

                   มาตรา 19  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายใน

เวลา 3 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า

ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่สมบูรณ์

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน

และออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี

หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า

ไม่น้อยกว่า 5 วัน นับแต่วันส่งหมาย

 

                   มาตรา 20  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อตามความ

แล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก่จำนวนเงินที่ประเมินไว้เดิม

และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ

อุทธรณ์การประเมินก็ได้

 

                   มาตรา 21  ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของ

เจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง

และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้

ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

                   แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรค 2

และ 3 นั้น ถ้าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้

เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่า มีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบ

การส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้

 

                   มาตรา 22  ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 ผู้ต้อง

เสียภาษีอากรอาจต้องรับผิดเสียเสียเงินอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากร

ที่เพิ่มขึ้น เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

*[1]

 

                   มาตรา 23  ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

ผู้ทำการประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวนและ

ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้ที่ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือ

พยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้อง

ให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วัน นับแต่วันที่หมาย

*[1]

 

                   มาตรา 24  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว

อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ

อุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[1]

 

                   มาตรา 25  ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม อำเภอหรือ

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง

และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์

การประเมิน

                   แต่ในกรณีส่งหมายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรค 2

และ 3 นั้น ถ้าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ส่งหมาย ผู้อุทธรณ์แสดงให้

เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับอุทธรณ์ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยกระทำให้ไม่ทราบการ

ส่งหมาย ก็ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้

 

                   มาตรา 26  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการ

ประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีอากรอาจต้องรับผิด

เสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าจำนวนเงินภาษีอากร เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

*[1]

 

                   มาตรา 27  เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตาม

บทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ต้องเสีย

หรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้นๆ กำหนดไว้ ส่วนเงิน

ภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติใน

หมวดต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นก็ต้องเสียภายในเวลา

30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่า

มานี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้น

เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

 

ส่วน 2

การอุทธรณ์

------

 

                   มาตรา 28  การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

 

 

                   มาตรา 29  ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน

กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้

อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อข้าหลวงประจำจังหวัดภายใน

กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมิน

มาตรา 20 หรือมาตรา 24

                   (3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่

ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

 

                   มาตรา 30  ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้

อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่ออธิบดี หรือข้าหลวงประจำ

จังหวัดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง

การประเมินตามมาตรา 15 มาตรา 20 หรือมาตรา 24

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่

วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ให้ อุทธรณ์คำวินิจฉัย

ของอธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่

วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

 

                   มาตรา 31  การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่

กรณีอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 20

                   กรณีอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 20 ผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีอากร

ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย

อุทธรณ์ ถ้าไม่เสียภายในกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงิน

ภาษีอากรที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

 

                   มาตรา 32  เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง

ประจำจังหวัด หรืออธิบดี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออก

หมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐาน

อย่างอื่นควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน

นับแต่วันส่งหมาย

 

                   มาตรา 33  ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน

ประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบ

คำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

 

                   มาตรา 34  คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวง

ประจำจังหวัด หรืออธิบดี ให้แจ้งไปยังผู้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

 

ส่วน 3

บทกำหนดโทษ

------

 

                   มาตรา 35  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 17 เว้นแต่จะแสดงว่าได้มี

เหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

*[1]

 

                   มาตรา 36  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง

ของอำเภอ เจ้าพนักงานประเมิน ข้าหลวงประจำจังหวัด หรืออธิบดี ที่ออก

ตามมาตรา 19 มาตรา 23 หรือมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม

ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

                   มาตรา 37  ผู้ใด

                   (1) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ

ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อ

หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ

                   (2) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือ

โดยวิธีการอื่นใดเช่นว่านี้ หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร

                   ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุก

ไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

 

 

 

หมวด 3

ภาษีเงินได้

ส่วน 1

ข้อความทั่วไป

------

 

                   มาตรา 38  ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

 

                   มาตรา 39  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   เงินได้พึงประเมินหมายความว่า  เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสีย

ภาษีตามหมวดนี้

                   เงินได้สุทธิหมายความว่า  เงินได้พึงประเมินซึ่งหักจำนวนเงิน

ที่ยอมให้หักและลดหย่อนตามหมวดนี้ออกแล้ว

*[2]

                   ““ปีภาษีหมายความว่า  ปีประดิทิน”“

                   ภาษีปกติหมายความว่า  ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราปกติและ

ส่วนแห่งอัตราปกติ

                   ภาษีเสริมหมายความว่า  ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราเพิ่มเติม

                   ภาษีเงินได้หมายความว่า  ภาษีปกติ หรือภาษีเสริม หรือทั้งสอง

อย่างรวมกัน

 

ส่วน 2

การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา

------

 

                   มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้

*[5]

                   (1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ

เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยมิต้องเสียค่าเช่าหรือประโยชน์

เพิ่มอย่างอื่น ซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้แก้ลูกจ้างของตนเป็นค่าจ้างแรงงาน

                   (2) เบี้ยประชุมกรรมการ บำเหน็จกรรมการ โบนัสกรรมการ

ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือเงินที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานอย่างอื่น

ที่ทำนอกจากที่ระบุไว้ในอนุมาตราอื่น หรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น

 

                   (3) เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้

มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล และเงินที่

ได้รับเป็นส่วนแบ่งหรือส่วนแจกของผลกำไรหรือดอกเบี้ย จากเงินทุนหรือ

ทรัพย์สินอันเป็นตรัสต์

                   (4) ดอกเบี้ยจากพันธบัตร จากเงินกู้ยืม หรือจากเงินฝาก หรือเงิน

ที่ได้รับตามประเภทที่ระบุไว้ในมาตรา 65

                   (5) เงินได้เนื่องในการให้เช่าทรัพย์สิน รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่น

ที่ให้กันแทนเงินเนื่องในการให้เช่านั้น

                   (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ

วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราช

กฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

                   (7) เงินได้จากการรับเหมาทำการโยธา เช่นการรับเหมาทำทาง

ชลประทาน ประปา ปลูกสร้างโรงเรือน และการก่อสร้างอย่างอื่น ๆ

                   (8) เงินได้จากอาชีพอื่น ๆ เช่นการเกษตร การพาณิชย์ การขนส่ง

การหัตถกรรม การศิลปกรรม การช่างฝีมือ และการอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

                   เงินได้ประเภทที่ระบุไว้ข้างต้น ถ้าได้จากภายนอกสยาม จะเป็น

เงินได้พึงประเมินนำเข้ามาในสยาม

 

                   มาตรา 41  ผู้อยู่ในสยามที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ใน

ปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   ผู้ที่มิได้อยู่ในสยาม ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตามาตรา 40 ที่ได้ใน

สยาม ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   ผู้ใดอยู่ในสยามชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมด

ถึง 6 เดือน ในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในสยามตามาตรานี้

 

                   มาตรา 42  เงินได้ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ต้องรวมคำนวณ

เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) คือ

                   (1) เบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริต

เป็นโสหุ้ยอันระบุเฉพาะ ซึ่งผู้รับตำแหน่งหน้าที่งานหรือลูกจ้างต้องจ่ายใน

การปฏิบัติการตามหน้าที่และจ่ายทั้งหมดในการนั้น และโดยจำเป็นแก่การนั้น

รวมทั้งเบี้ยทดแทนรายจ่ายหรือประโยชน์เพิ่มในลักษณะดังว่ามานี้ ซึ่งรัฐบาล

กำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

                   (2) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างและจ่ายทั้งหมดโดย

จำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือ

ในการกลับถิ่นเดิม เมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว

                   (3) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะ

ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส

ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียว เมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน

เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ

เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงาน

อันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 นั้น

ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน

*[5]

                   (4) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือ

บ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถาน

กงสุลไทยในต่างประเทศ

*[5]

 

                   มาตรา 42 ทวิ  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

เฉพาะที่จ่ายเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือถ้าได้จ่ายครั้งเดียว

ในปีหนึ่ง ก็ต้องเป็นกรณีการจ่ายเมื่อได้ออกจากการงานแล้วโดยเด็ดขาด

กรณีดังกล่าวนี้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายใน

การอาชีพร้อยละ 20

 

                   มาตรา 43  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ยอมให้หัก

ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

*[5]

                   (1) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ

ยอมให้พัก

                        (ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 20 สำหรับชดเชย

ค่าเช่าที่ดิน เบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

                        (ข) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีเรือโรงร้าน ตึก

แพ ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น ๆ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ

                        (ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง

                   (2) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หัก

                        (ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ร้อยละ 10 สำหรับชดเชย

ค่าบำรุงที่ดินและค่าเช่าที่ดิน

                        (ข) เงินช่วยบำรุงท้องที่ตามที่ได้ชำระไปในปีภาษีที่ล่วง

มาแล้ว และ

                        (ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง

                   (3) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักดอกเบี้ย

จำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง

                   (4) ถ้าเป็นทรัพย์สินที่อาจจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (1) (2) และ (3) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย

เป็นการเหมาร้อยละ 10 สำหรับชดเชยเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่

จ่ายจริงได้อีกด้วย

                   (5) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ใน (1) (2)

(3) และ (4) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 5 สำหรับชดเชย

ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

*[1]

 

                   มาตรา 44  เงินได้พึ่งประเมินตามมาตรา 40 (6) ยอมให้หัก

ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของวิชาชีพอิสระนั้น ๆ

ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้

 

                   มาตรา 45  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) ยอมให้หัก

ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 90 สำหรับชดเชยค่าวัตถุสิ่งของ ค่าแรงงาน

และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่กิจการรับเหมาทำการโยธา

 

                   มาตรา 46  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หัก

ค่าใช้จ่ายตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ให้หักได้สำหรับการอาชีพ

หรือสาขาของการอาชีพใด เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพแห่งท้องที่ ทั้งนี้

ให้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 แห่งเงินได้พึงประเมินตามที่จะได้

กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น

*[5]

 

                   มาตรา 47  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตาม

มาตรา 42 ทวิ มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 45 และมาตรา 46 แล้ว

ให้ได้รับลดหย่อนอีก ดังต่อไปนี้

                   (1) เฉพาะกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี

ที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งต้องประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคนคนเดียว

ตามมาตรา 57 ตรี

                        (ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวและสามีหรือ

ภริยา 1,800 บาท

                        (ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุ

นิติภาวะ หรือไร้ความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ 400 บาท

แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

ตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป

                   (2) ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาใน

ปีภาษีล่วงมาแล้ว

                        (ก) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว 1,200 บาท

                        (ข) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา 600 บาท

                        (ค) ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุ

นิติภาวะ หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ใน

ความอุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ 400 บาท แต่มิให้ลดหย่อน

ให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 400 บาท

ขึ้นไป

                   (3) ในกรณีอื่นลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว 1,200 บาท

ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความ

อุปการะเลี้ยงดูและยังมีชีวิตอยู่คนละ 400 บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับ

บุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 400 บาท ขึ้นไป

                   การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้น ให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่าจะมีบุตรใน

เวลาใดระหว่างปี หรือบุตรจะตายในระหว่างปีก็ตาม

*[5]

 

                   มาตรา 48  เงินได้พึงประเมิน เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ

มาตรา 43 ถึงมาตรา 47 แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องเสีย

ภาษีเงินได้ในขั้นต่าง ๆ โดยอัตราดังต่อไปนี้

                   (1) จำนวนเงินได้สุทธิตั้งแต่ 1,000 บาทลงมา ให้เสีย 6 ใน 10

แห่งอัตราภาษีปกติ

                   (2) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า 1,000 บาทขึ้นไป ให้เสียใน

อัตราภาษีปกติสำหรับจำนวนเงินนั้น

                   (3) จำนวนเงินได้สุทธิที่เกินกว่า 5,00 บาทขึ้นไป ให้เสียภาษี

เสริมอีกตามอัตราภาษีเสริมสำหรับจำนวนเงินนั้น

                   อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตรา

ภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้

 

                   ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้ว มีจำนวน

ต่ำกว่า 10 สตางค์ เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ

*[5]

 

                   มาตรา 49  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ซึ่งต้อง

ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีเรือโรงร้านตึกแพ หรือเงินช่วยบำรุง

ท้องที่ ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษีเสริมเมื่อเงินได้ตามมาตรา 40

ทั้งหมดมียอดเงินได้สุทธิเป็นจำนวนเงินเกินกว่า 5,000 บาท

*[5]

 

                   มาตรา 49 ทวิ  ในกรณีที่สามีกับภริยาก็ดี สามีกับบุตรผู้เยาว์ก็ดี

สามีภริยากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี ภริยากับบุตรผู้เยาว์ก็ดี บิดาหรือมารดากับบุตร

ผู้เยาว์ก็ดี เป็นผู้ถือหุ้นในหุ้นส่วนซึ่งมิใช่นิติบุคคล และในหุ้นส่วนนั้นไม่มี

ผู้ถือหุ้นอื่น หรือมีผู้ถือหุ้นอื่นไม่เกิน 5 คน และผู้ถือหุ้นอื่นนี้ถือหุ้น

ไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของเงินทุนให้ถือว่าเงินได้จากกิจการของหุ้นส่วน

เฉพาะส่วนของบุคคลต่าง ๆ ในครอบครัวที่กล่าวเป็นเงินได้ของบุคคล

คนเดียว คือเป็นของสามีในกรณี 4 กรณีที่กล่าวในลำดับแรก หรือเป็น

ของบิดาหรือมารดาในกรณีที่กล่าวในกรณีสุดท้าย

                   ถ้าสามีภริยาหย่าขาดจากกันในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เงินได้ส่วน

ของภริยาที่ได้รับในปีนั้น ให้ถือเป็นของภริยา

*[2]

 

                   มาตรา 50  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วนบริษัท สมาคมหรือคณะบุคคล

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2) (3) และ (4) เว้นแต่

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้

                   ในการหักภาษีที่กล่าวแล้ว ฉเพาะที่เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา 40 (1) ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงิน

เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วหักค่าภาระ ค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนให้ตาม

ส่วนนี้ ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คำนวนภาษีตามอัตราภาษีเงินได้จากผลลัพธ์นั้น ได้

เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จ่าย เป็นเงิน

เท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3)

และ (4) นั้น ให้หักตามอัตราภาษีเงินได้

                   เมื่อถึงคราวจะจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่ง ๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน

บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้ โดยเพิ่ม

หรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้อง

เสียตามยอดเงินได้สุทธิทั้งปี

 

                   มาตรา 51  เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่อง เพื่อ

ตรวจสอบการหักภาษีที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความ

ต้องปฏิบัติตามภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ ถ้าไม่ปฏิบัติ

ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ให้ออกคำสั่งบังคับให้

ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความปฏิบัติตาม

 

                   มาตรา 52  บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมี

หน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน

7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน

 

                   มาตรา 53  ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานกระทรวงการคลังผู้จ่ายเงินได้ ที่จะตรวจสอบ

ให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักนั้น ได้คำนวณและจดมาในฎีกาเบิกแล้ว

และให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย

 

                   มาตรา 54  ถ้ามิได้หักและนำเงินภาษีส่งตามจำนวนถูกต้อง ผู้จ่ายเงิน

ตามมาตรา 50 และมาตรา 53 ต้องรับผิดร่วมกันกับบุคคลผู้มีเงินได้ในการ

เสียภาษีที่ต้องชำระ

 

                   มาตรา 55  อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และ

มาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก

เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น

*[1]

*[2]

*[5]

 

                   มาตรา 56  บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือ

ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามี

เงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเป็นจำนวนเกินกว่า 1,200 บาท

ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วง

มาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน

ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี

 

                   ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วน

ได้รับเงินได้พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการ

ดังกล่าวแล้ว ให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดง

รายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องต่อเจ้าพนักงาน

ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปีด้วย

*[5]

 

                   มาตรา 57  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เป็นจำนวนเกินกว่า 1,200 บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่ง

ให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้เป็นหน้าที่ของ

ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาล ต้องปฏิบัติตามความในมาตรา 56

*[2]

*[5]

 

                   มาตรา 57 ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เป็นจำนวนเกินกว่า 1,200 บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติ

ตามความในมาตรา 56 หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล

ได้ปฏิบัติตามความในมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของ

ทายาท หรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน

*[5]

 

                   มาตรา 57 ตรี  ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น

ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง

ประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิด

ในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง

ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง

ชำระนั้นด้วย

                   ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้

โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ

แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด

                   ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของ

เงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยา

เสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีก

ฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วม

รับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

                   การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว

ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน

*[2]

 

                   มาตรา 58  ภายในเดือนมกราคม ทุก ๆ ปี

                   (1) ให้หัวหน้ากรมทุกกรมในราชการและหัวหน้าสาขาราชการตาม

ท้องที่ยืนรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดง

รายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

                   (2) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นผู้มี

หน้าที่หักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตาม

มาตรา 4 (1) (2) และ (4)

 

                   มาตรา 59  พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา 52 ให้บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี

กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน

 

                   มาตรา 60  เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน

ของผู้เสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามมาตรา 50 มาตรา 52

และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวน

เงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ

คำนวณภาษีในยอดเงินได้สุทธิ

 

                   มาตรา 61  บุคคลทุกคนซึ่งมีนามในหนังสือสำคัญใด ๆ ว่าเป็น

เจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น ๆ ต้องรับผิดเสียภาษีใน

ยอดเงินได้ทั้งสิ้นจากทรัพย์สินนั้น โดยมิคำนึงว่าจะต้องโอนเงินได้แต่

ส่วนใดให้แก่บุคคลอื่นด้วยเหตุใด ๆ หรือไม่ ถ้าต้องโอนให้แก่บุคคลอื่น

ผู้มีนามเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้อง

โอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน

*[2]

 

 

 

                   มาตรา 62  ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้

ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง

ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง

จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก

ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี

เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่

ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น

 

                   มาตรา 63  บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น

จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน

จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี

นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป

 

                   มาตรา 64  ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับ

ปีใด มีจำนวนเกินกว่า 500 บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น 2 งวด ๆ ละ

เท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 27

และงวดที่ 2 ภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน

*[1]

                   ถ้าเงินงวดที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษี

กำหนดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น 2 งวด และให้ใช้มาตรา 27 บังคับ

 

ส่วน 3

การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

------

 

                   มาตรา 65  เงินได้ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ คือ

*[1]

                   (1) ดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยพันธบัตร หรือดอกเบี้ย

เงินกู้อันมีลักษณะเป็นเงินทุน

                   (2) เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่าย เงินโบนัสที่จ่าย

แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งเงินลดทุน ซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา หรือเงินรายได้ที่กันไว้

ของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล

 

 

                   (3) ผลประโยชน์ที่ได้จากการยุบ บริษัท หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลไป

ควบเข้ากันกับบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นหรือการรับช่วงกัน หรือการเลิก

ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

 

                   มาตรา 66  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายสยาม

หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในสยาม ต้อง

เสียภาษีในจำนวนเงินได้ด้วยเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

 

                   มาตรา 67  บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ

ต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งสยาม ให้เทียบยอด

เงินได้ก่อนหักรายจ่ายที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้จากกิจการใน

สยาม กับยอดเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งหมด เมื่อเทียบเป็นส่วนเท่าใด

ให้คำนวณเงินได้ต้องเสียภาษีตามส่วนนั้น

                   แต่ในกรณีดังต่อไปนี้ เงินที่นำมาเทียบส่วนนั้น แทนที่จะใช้เงินได้

ก่อนหักรายจ่าย ให้ใช้เงินต่อไปนี้เทียบกันตามกรณี คือ

*[1]

                   (1) ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นธนาคารรับฝากเงินหรือ

รับฝากและแลกเงิน ให้ใช้เทียบยอดเงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน และ

เงินฝากประจำในประเทศไทยกับยอดเงินฝากทั้งสิ้นในประเภทดังกล่าวแล้ว

ของธนาคารในวันเปิดบัญชีของระยะบัญชี 12 เดือน ที่สิ้นสุดในครั้งหลังที่สุด

ก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี แต่อย่างน้อยจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต้อง

ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท

                   ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นธนาคารแลกเงินโดยเฉพาะ ให้ใช้

เทียบยอดเงินของกิจการแลกเงิน

                   (2) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการเครดิตฟองซิเอร์

ให้ใช้เทียบยอดเงินให้กู้โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และลงทุนหากำไร

ในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งค้างบัญชีในวันปิดบัญชีของระยะบัญชี 12 เดือนที่สิ้นสุดลง

ในครั้งหลังที่สุดก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี

                   (3) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการออมสิน ให้ใช้

เทียบยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในวันปิดบัญชีของระยะบัญชี

12 เดือนที่สิ้นสุดลงในครั้งหลังที่สุดก่อนจ่ายเงินได้ต้องเสียภาษี

                   (4) ถ้าเป็นบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย ให้

ใช้เทียบยอดเงินเบี้ยประกันภัยที่เก็บได้

*[1]

*[2]

*[5]

 

                   มาตรา  68  การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียในอัตรา

ร้อยละ 20 แห่งยอดเงินได้ตามมาตรา 65 ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน

90 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชีและงบดุลย์ ส่วนในกรณีที่ไม่มีการ

ประชุมใหญ่ ให้เสียภาษีภายใน 120 วัน นับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลา

บัญชี 12 เดือน

*[1]

*[2]

 

                   มาตรา 69  ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติบัญชีและ

งบดุลทุกปี หรือในกรณีที่ไม่มีการประชุมใหญ่ภายใน 120 วันนับแต่วันสุดท้าย

ของระยะเวลาบัญชี 12 เดือน ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการต่อ

เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้

ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 และยอดเงินต่าง ๆ ตามมาตรา 67

 

                   มาตรา 70  พร้อมกับการชำระเงินภาษีตามความใน มาตรา 68

ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด

แสดงรายการเกี่ยวกับจำนวนเงินภาษีและเงินได้ต้องเสียภาษี

 

                   มาตรา 71  เมื่อได้รับคำสั่งอธิบดี ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล

ยื่นรายการต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงนามและ

สำนักที่อยู่ของผู้ถือหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือผู้ให้กู้ และจำนวนเงินปันผล

เงินโบนัส เงินดอกเบี้ย เงินส่วนแบ่งผลกำไร เงินที่จ่ายในการลดทุน

เพิ่มทุน หรือการยกเลิกซึ่งบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายหรือต้องจ่าย

 

                   มาตรา 72  ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกจากกัน และมี

เงินภาษีต้องเสีย ให้ผู้ชำระบัญชีผู้จัดการและกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกัน

ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล

นั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันเลิกกัน ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามนี้

อาจต้องรับผิดเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย

เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี

 

 

 

                   ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว และมีเงิน

ภาษีต้องเสีย ให้ผู้ชำระบัญชี ผู้จัดการและกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกัน

ต้องชำระเงินภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันชำระ

บัญชีเสร็จ

 

                   มาตรา 73  ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลยุบไปควบเข้ากัน

กับบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น หรือรับช่วงกัน และมีภาษีต้องเสีย ให้

บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบกันเข้ากันหรือรับช่วงนั้น เป็นผู้มี

หน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

 

                   มาตรา 74  บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพ

อิสระซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่บุคคล

ธรรมดาผู้รู้วิชานั้น บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องยื่นรายการแสดง

ข้อความเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ที่บริษัทหรือ

หุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับทั้งสิ้น แล้วให้เรียกเก็บภาษีจากบริษัทหรือหุ้นส่วน

นิติบุคคลนั้น โดยยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 44 โดยอนุโลม และ

คิดภาษีตามอัตราที่เก็บจากบุคคลธรรมดา

*[5]

                   บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวมาในวรรคก่อน ให้ยกเว้น

ไม่ต้องเสียภาษีเมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 65 แต่ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วน

นิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการอย่างอื่นนอกจากวิชาชีพอิสสระด้วย ก็ไม่

ได้รับการยกเว้นตามที่กล่าวมานี้

*[5]

 

                   มาตรา 75  ในกรณีที่บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้นอย่างเดียว

กับที่กล่าวในมาตรา 49 ทวิ ให้ถือว่าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็น

หุ้นส่วนมิใช่นิติบุคคลตั้งแต่วันเริ่มต้นแห่งระยะบัญชีในปี 2489 ของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล

นั้น ๆ เป็นต้นไป บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าว นับแต่วันที่ให้ถือเป็นหุ้น

ส่วนมิใช่นิติบุคคลนั้น ไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ แต่ให้เสียภาษีโดยนำบทบัญญัติ

ส่วน 2 ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดามาใช้บังคับ

                   บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลใด เว้นแต่ที่กล่าวในวรรคต้น ถ้าไม่จ่าย

เงินได้ตามมาตรา 65 หรือจ่ายน้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินทุนในปีใด ให้

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีเพื่อทราบว่ามีกำไรหรือขาดทุน

ประการใด ถ้าปรากฏว่ามีกำไรสุทธิเกินกว่าร้อยละ 12 ของเงินทุน ให้

อธิบดีมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด

ไว้ในส่วนนี้จากเงินกำไรนั้นทั้งหมด ในการตรวจสอบเพื่อทราบว่ามีกำไร

หรือขาดทุนนั้นรายจ่ายต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สมควร รายจ่ายซึ่งไม่จำเป็นแก่

กิจการให้ถือว่ามิใช่รายจ่าย หากมีข้อโต้เถียงตกลงกันไม่ได้ ให้นำบท

กฎหมายที่ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับ แต่ค่าใช้จ่ายในการนี้เป็น

ของบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นทั้งสิ้น

 

                   มาตรา 76  บุคคลใดจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหุ้นส่วนนิติบุคคล

ก็ตาม ที่จะประกอบในสยาม เป็นลูกจ้างหรือทำการแทน หรือมีการติดต่อ

ในกิจการที่ทำกับบริษัทหรือทำการแทน หรือมีการติดต่อในกิจการที่ทำกับ

บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เป็นเหตุให้

บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับเงินได้หรือผลกำไรในสยาม ให้ถือว่า

บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นได้ประกอบ

กิจการในสยาม และถ้าอธิบดีออกหนังสือแจ้งความไปยังบุคคลที่ประกอบ

กิจการในสยามแสดงให้ทราบว่าได้ถือเอาบุคคลนั้นเป็นตัวแทนของบริษัท

หรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ให้บุคคลนั้นมี

หน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   แต่บุคคลที่ประกอบกิจการในสยามดังกล่าวแล้ว ชอบที่จะเสนอ

ข้อเท็จจริงและหลักฐานต่ออธิบดี แสดงว่าตนไม่ควรต้องรับผิดดังกล่าว

ข้างต้นได้ เมื่ออธิบดีได้วินิจฉัยเห็นสมควรประการใด และได้สั่งการแล้ว

ให้เป็นอันยุติเด็ดขาดเพียงนั้น

*[5]

 

                   มาตรา 76 ทวิ  ถ้าบริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้ที่จ่าย

ตามความในมาตรา 65 ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคลไป

เสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินตามความในมาตรา 65 หักเงินภาษีจากเงิน

ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 20 นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วันนับแต่

วันที่จ่ายเงิน

                   ถ้าผู้จ่ายเงินมิได้หักเงินภาษีไว้ตามจำนวนที่ถูกต้อง ให้นำมาตรา 54

มาใช้บังคับได้โดยอนุโลม

*[5]

 

 

 

 

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

------

 

                   (1) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ 10

                   (2) อัตราภาษีเสริม

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ร้อยละ 12

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

ร้อยละ 16

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท

ร้อยละ 20

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ร้อยละ 25

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท

ร้อยละ 30

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 40,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

ร้อยละ 35

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 70,000 บาท

ร้อยละ 40

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 70,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ร้อยละ 45

                   เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 100,000 ขึ้นไป ร้อยละ 50

 

หมวด 4

ภาษีโรงค้า

------

 

                   มาตรา 77  ภาษีโรงค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้

อำเภอเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้

 

                   มาตรา 78  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ร้านค้าหมายความว่า  สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนิน

กิจการค้า ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งการค้านั้นไว้

                   ร้านค้าดังในวรรคก่อนนั้น หมายความรวมทั้งโรงเรือน ตึกหรือแพ

ตลอดจนที่ดินที่ใช้เกี่ยวเนื่องกับโรงเรือน ตึกหรือแพ นั้นในการประกอบหรือ

ดำเนินกิจการค้า

                   โรงเรือนอุตสาหกรรมหมายความว่า  โรงสีที่ทำการโม่หรือ

ย่อยหินที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล

ทำให้เกิดกำลัง หรือแปลงวัตถุดิบให้เป็นรูปอื่น หรือแปลงวัตถุที่ได้แปลง

มาแล้วด้วยการฝีมือ หรือด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องกล ให้เปลี่ยนสภาพ

เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดแห่งอุตสาหกรรม

นั้นไว้

                   โรงค้าหมายความว่า  ร้านค้าหรือโรงอุตสาหกรรม หรือ

ทั้งสองอย่างรวมกัน

                   ค่ารายปีหมายความว่า  จำนวนเงินซึ่งร้านค้าสมควรให้เช่าได้

ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าร้านค้าใดมีข้อตกลงเรียกเก็บค่าเช่าหรือเรียกเก็บเป็น

เงินกินเปล่า หรือเงินค่าประกันวินาศภัย หรือเรียกเก็บเป็นเงินอย่างอื่น

เนื่องในการได้ใช้ร้านค้า ก็ให้ถือเอาจำนวนเงินที่เรียกเก็บนั้นเป็นเกณฑ์

อย่างหนึ่งในการประเมินเงินที่สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

*[2]

                   ““ปีภาษีหมายความว่า ปีประดิทิน

                   ป้ายหมายความว่า  ป้ายชื่อยี่ห้อหรือเครื่องหมายของโรงค้า

ซึ่งแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมายอย่างอื่น โดยการเขียน แกะ สลัก

จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ

แผ่นไม้ แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น ซึ่งแสดงไว้ที่โรงค้า

หรือบริเวณใกล้เคียงกับโรงค้า

 

                   มาตรา 79  ภาษีโรงค้าให้คิดจาก

                   (1) ป้ายตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดอัตราฉบับที่ 1 ท้ายหมวดนี้

                   (2) (ก) ถ้าเป็นร้านค้า ให้คิดจากค่ารายปีตามอัตราที่ระบุไว้

ในพิกัดอัตราฉบับที่ 2 ท้ายหมวดนี้

                          (ข) ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ให้คิดจากกำลังที่เครื่องจักร

อาจทำการได้และจำนวนลูกจ้าง ตามอัตราที่ระบุไว้ในพิกัดฉบับที่ 3 ท้าย

หมวดนี้

 

                   มาตรา 80  บุคคลธรรมดา บริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบ

กิจการในโรงค้าในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้ ในปีภาษีที่ประกอบ

กิจการนั้น

 

 

                   มาตรา 81  ภายในเดือนพฤษภาคมทุก ๆ ปี ให้ผู้ต้องเสียภาษียื่น

รายการข้อความเพื่อการเสียภาษีตามมาตรา 79 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ

 

                   มาตรา 82  ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายใน 15 วันนับแต่

วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

 

                   มาตรา 83  ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้สำหรับปีใดมีจำนวน

เกินกว่า 500 บาท ผู้ต้องเสียจะชำระเป็น 2 งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้

แต่เงินงวดที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 82 และงวดที่ 2

ภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

*[1]

                   ถ้าเงินงวดที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสีย

ภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น 2 งวด และให้ใช้มาตรา 27 บังคับ

 

                   มาตรา 84  เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าค่ารายปีซึ่งอำเภอ

ประเมินเงินภาษีนั้นผิดจากเกณฑ์แห่งการค้าคำนวณค่ารายปี ดังที่ได้บัญญัติไว้

ในหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินภาษีใหม่ได้ภายใน

เวลา 2 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดเสียภาษี

                   ถ้าในการประเมินใหม่นั้นปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้

สั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี

                   ถ้าการประเมินใหม่ปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้

เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี

และต้องเหตุที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกนั้นด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19

มาตรา 20 และ มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณีดังกล่าวไว้ ในวรรค 3 ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระจำนวนเงิน

ภาษีที่ต้องเสียเพิ่มภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน

*[2]

 

                   มาตรา 85  ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการที่จะต้องเสียภาษีตาม

มาตรา 79 (2) ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน

ในปีภาษีปีใด ต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษีภายใน 60 วัน นับแต่วันเริ่ม

ประกอบกิจการนั้น และต้องเสียภาษีกึ่งอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตรา

ฉบับที่ 2 และที่ 3 ท้ายหมวดนี้

 

                   ผู้ใดเริ่มประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม

ถึงวันที่ 31 ธันวาคมในปีภาษีปีใด ไม่ต้องยื่นรายการเสียภาษีในปีนั้น

                   ผู้ใดประกอบกิจการในร้านค้าที่เข้าลักษณะยกเว้นภาษีตามพิกัดอัตรา

ฉบับที่ 2 ท้ายหมวดนี้มาก่อน แต่ในระหว่างปีภาษีปีใดได้เปลี่ยนแปลง

หรือขยายร้านค้า ทำให้กลับเข้าลักษณะต้องเสียภาษี ให้ถือว่าผู้นั้น

เป็นผู้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่หลุดพ้นจากลักษณะยกเว้นภาษี

 

                   มาตรา 86  เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือไต่สวน ให้อำเภอ

หรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะเข้าไปในสถานที่ของผู้ใดต่อหน้าผู้นั้น

หรือผู้แทนในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้

อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินจะเรียกผู้ชำนาญการพิเศษไปเป็นผู้ช่วย

ก็ได้ ผู้ถูกตรวจสอบหรือไต่สวนหรือผู้แทนจะต้องให้ความสะดวกตามสมควร

 

                   มาตรา 87  การเสียภาษีสำหรับป้ายตามมาตรา 79 (1) นั้น

ถ้าผู้ใดมีป้ายขึ้นระหว่างปีก็ดี เปลี่ยนหรือแก้วไขป้ายใหม่ทำให้ภาษีที่ต้อง

เสียสำหรับป้ายที่เปลี่ยนหรือแก้ไขใหม่นั้นมีจำนวนสูงกว่าภาษีที่ต้องเสีย

สำหรับป้ายเดิมก็ดี ให้ผู้นั้นมาแจ้งและยื่นรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับ

ป้ายนั้นต่ออำเภอ และเสียภาษีภายใน 15 วัน

 

                   มาตรา 88  ใบเสร็จค่าภาษีโรงค้านั้นต้องแสดงไว้โดยเปิดเผย

ในโรงค้า

 

                   มาตรา 89  วิธีคิดกำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด

ใน 24 ชั่วโมงก็ดี กำลังสูงสุดของเครื่องจักรคิดเป็นแรงม้าก็ดี ซึ่งเป็น

หลักเกณฑ์การประเมินตามพิกัดอัตราฉบับที่ 3 ท้ายหมวดนี้ ให้กำหนดขึ้น

โดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา 90  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 86 ผู้นั้นมีความผิดระวาง

โทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

                   มาตรา 91  ผู้ใดไม่แจ้งต่ออำเภอ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 87

ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

 

 

 

                   มาตรา 92  ผู้ใดเสียภาษีสำหรับโรงค้าแล้วไม่เอาใบเสร็จแสดงไว้

โดยเปิดเผยในโรงค้าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 88 ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกิน 50 บาท

 

พิกัดอัตราฉบับที่ 1

ป้าย

------

 

*[5]

                   1. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้

                      (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตร

หรือเศษต่อ 10 บาท

                      (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น

พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตรหรือเศษต่อ 5 บาท แต้ถ้าในป้ายนั้นพื้นที่

สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น

ให้คิดตามอัตรา (ก)

                      (ค) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก 500 ตารางเซ็นติเมตร

หรือเศษต่อ 1 บาท

                   2. ป้ายทุกป้ายต้องเสียอย่างน้อยป้ายละ 10 บาท

                   3. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้

                      (ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุด

คูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตต์ป้ายเป็นตารางเซ็นติเมตร

                      (ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตต์กำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุด

เท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษรหรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้าย

เพิ่มขึ้นอีก 10 เซ็นติเมตรและถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร

หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก 10 เซ็นติเมตร แล้ว

คูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซ็นติเมตร

 

พิกัดอัตราฉบับที่ 2

ร้านค้า

------

 

                   1. ภาษีที่เรียกเก็บนั้น ให้ใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วของร้านค้า

เป็นหลักเกณฑ์การประเมิน แต่ในกรณีที่เป็นร้านค้าสร้างขึ้นใหม่ ใช้เป็น

ครั้งแรกในปีภาษีใดก็ดี หรือเป็นร้านค้าที่มิได้สร้างใหม่ แต่ไม่ทราบค่า

รายปีในปีที่ล่วงมาแล้วและไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ดี ให้ใช้ค้ารายปีใน

ปีภาษีนั้นเองเป็นหลักเกณฑ์การประเมิน

*[5]

                   2. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้

                      (ก) ร้านค้าที่ผู้ต้องเสียภาษีไม่ได้อาศัยอยู่ร้อยละ 50 แห่ง

ค่ารายปี

                      (ข) ร้านค้าเฉพาะร้ายที่ผู้ต้องเสียภาษีอาศัยอยู่ร้อยละ 40

แห่งค่ารายปี

                      (ค) ร้านค้าที่มีค่ารายปีไม่ถึง 120 บาท ให้ยกเว้นภาษีสำหรับ

ส่วนร้านค้า แต่ทั้งนี้มิให้เป็นการยกเว้นในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการใช้ร้านค้า

หลายร้าน และค่ารายปีแห่งร้านค้าเหล่านั้นรวมกันมีจำนวนตั้งแต่ 120 บาท

ขึ้นไป

 

พิกัดอัตราฉบับที่ 3

โรงอุตสาหกรรม

------

 

*[5]

                   1. ภาษีให้เรียกเก็บตามอัตราต่อไปนี้

                      (ก) โรงสี

                               (1) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุด

ใน 24 ชั่วโมง ในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็นเกวียน ๆ ละ 20 บาทต่อปี

                               (2) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้ว คิดถัวเฉลี่ยเป็น

รายเดือน คนละ 10 บาทต่อปี

                      (ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่ หรือโรงอุตสาหกรรม

อย่างอื่น

                               (1) กำลังสูงสุดข้องเครื่องจักรในปีที่ล่วงมาแล้วคิดเป็น

แรงม้า ๆ ละ 20 บาทต่อปี

                               (2) จำนวนลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้วคิดถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือน

คนละ 10 บาทต่อปี

                      (ค) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่

อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณี

*[2]

                   2. ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรม ระหว่าง

วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ในปีภาษีปีใด ให้ใช้หลักเกณฑ์การ

ประเมินดังต่อไปนี้

                      (ก) โรงสี

                               (1) กำลังที่เครื่องจักรอาจทำการได้เป็นอย่างสูงสุดใน

24 ชั่วโมงในเดือนแรกที่ทำการคิดเป็นเกวียน

                               (2) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น

รายวัน

                      (ข) ที่ทำการโม่หรือย่อยหิน ที่ทำการขุดแร่หรือโรงอุตสาหกรรม

อย่างอื่น

                               (1) กำลังสูงสุดของเครื่องจักรในเดือนแรกที่ทำการ คิด

เป็นแรงม้า

                               (2) จำนวนลูกจ้างในเดือนแรกที่ทำการ คิดถัวเฉลี่ยเป็น

รายวัน

                               (3) ถ้าใช้แต่เครื่องจักรหรือลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่งแต่

อย่างเดียว ก็ให้เรียกเก็บภาษีตาม (1) หรือ (2) เพียงอย่างเดียวแล้วแต่กรณี

                   3. ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในโรงอุตสาหกรรมขายเฉพาะแต่ผลที่

ผลิตในการอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าจะขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นเองหรือที่ร้านค้า

ซึ่งมีไว้สำหรับการขายที่โรงอุตสาหกรรมนั้นก็ตาม ภาษีโรงค้าที่ต้องเสียตาม

มาตรา 79 (2) นั้น คงให้เสียแต่เฉพาะแต่สำหรับส่วนโรงอุตสาหกรรม

 

หมวด 5

ภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย

------

 

                   มาตรา 93  ภาษีในหมวดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้

 

                   มาตรา 94  ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ปีภาษีหมายความว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที 31 ธันวาคม

                   ธนาคารหมายความว่า  บุคคลที่กระทำการค้าอย่างหนึ่งอย่างใด

ดังต่อไปนี้

                   (1) เปิดเครดิตโดยรับฝาก หรือเก็บเงินจากผู้อื่นอันผู้รับเครดิตอาจ

จ่ายหรือส่งไปที่อื่น โดยวิธีใช้ดร๊าฟ เช็ค หรือคำสั่ง

                   (2) ทำการแลกเงิน คือ ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงินหรือส่งเงินไป

ต่างประเทศเองโดยโทรเลขหรือจดหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง

*[5]

                   มาตรา 95  ธนาคารประกอบกิจการในประเทศไทยในปีภาษี

ที่ล่วงมาแล้ว ต้องเสียภาษีในอัตราปีละ 4,000 บาท ถ้ากระทำกิจการ

แลกเงินในปีภาษีนั้นด้วย ให้เสียภาษีเพิ่มอีกตามจำนวนเงินของกิจการ

และเงินทุก ๆ 1,000,000 บาท หรือเศษของ 1,000,000 บาท ต่อ

2,000 บาท

 

                   มาตรา 96  เครดิตฟองซิเอร์ต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ 1/48

แห่งหนึ่งในร้อยของจำนวนเงินที่ให้กู้ โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน และ

จำนวนเงินที่ลงไปเพื่อหากำไรในอสังหาริมทรัพย์ในสยามในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

จำนวนเงินที่ว่านี้คือยอดเงินที่ค้างบัญชีในวันสุดท้ายของเดือนแต่การชำระ

ภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง

                   มาตรา 97  กิจการออมสินต้องเสียภาษีในอัตราเดือนละ 1/36

แห่งหนึ่งในร้อยของยอดเงินที่ยังค้างบัญชีเป็นเครดิตของผู้ส่งในสยามใน

วันสุดท้ายของเดือนในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว แต่การชำระภาษีนั้นให้ชำระปีละครั้ง

                   คลังออมสินและสหกรณ์ซึ่งมิได้หากำไรนั้นยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

*[5]

 

                   มาตรา 98  กิจการประกันภัยอย่างใด ๆ ในประเทศไทยเว้น

ประกันชีวิต ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 2 แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่

เก็บได้ในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่ว่าเบี้ยประกันภัยนั้นจะส่งเป็นเงิน

เครดิต หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้แทนเงิน แต่เบี้ยประกันภัยที่คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย

ภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่ง เพราะเหตุไม่รับประกันภัยก็ดี คืนไปโดย

เหตุอื่นก็ดี มิให้นับเข้าในจำนวนเงินอันต้องเสียภาษี และถ้าผู้กระทำกิจการ

ประกันภัยใดเสียเงินภาษีแล้วนำประกันภัยซึ่งรับไว้ไปให้ผู้อื่นประกันต่อ ๆ ไป

ผู้ประกันต่อไปนั้นไม่ต้องเสียภาษี

                   กิจการประกันภัยประเภทประกันชีวิต ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติใน

วรรคต้น แต่ให้เสียในอัตราร้อยละ 1 แห่งจำนวนเบี้ยประกันภัย

 

                   มาตรา 99  บุคคลธรรมดา บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ประกอบ

กิจการธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ กิจการออมสิน หรือกิจการประกันภัย

ในสยาม เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามหมวดนี้

 

                   มาตรา 100  ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทุกปี ให้ผู้ต้องเสียภาษี

ตามหมวดนี้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินต่าง ๆ

ต่อเจ้าพนักงานประเมิน

                   มาตรา 101  เมื่อได้รับแบบแสดงรายการแล้ว ให้เจ้าพนักงาน

ประเมินประเมินจำนวนเงินภาษี แล้วแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบ

 

                   มาตรา 102  การตรวจสอบหรือการไต่สวนเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

ให้นำบทบัญญัติมาตรา 86 และมาตรา 90 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

หมวด 6

อากรแสตมป์

------

 

                   มาตรา 103  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ตราสารหมายความว่า  เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

                   กระดาษหมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้

เขียนตราสาร

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ

ซึ่งกำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง

                   กระทำเมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อ

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                   ปิดแสตมป์หมายความว่า  การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ

มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ

*[2]

                   ““ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก

โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์

หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ

สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ

ตราสารนั้น

                   ปิดแสตมป์บริบูรณ์ในกรณีแสตมป์ปิดทับ หมายความว่าได้เสียอากร

โดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่

น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว ในกรณีแสตมป์ดุน

หมายความว่าได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาแสตมป์

ไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงาน

เจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่

ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว

 

                   ใบรับหมายความว่า

                   (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ

ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

                   (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ

เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

                   บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่

ไม่สำคัญ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

*[1]

                   ““นายตรวจหมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การเสียอากร

------

 

                   มาตรา 104  ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์

บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

*[1]

 

                   มาตรา 105  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือ

ผู้รับชำระราคา ต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระ

ราคาทุกคราว จะได้มีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

                   (1) การให้เช่าซื้อทรัพย์สินทุกชนิด ซึ่งมีราคาเช่าซื้อเกิน 5 บาท

                   (2) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน 5 บาท จาก

โรงค้า ถ้าโรงค้านั้นต้องเสียภาษีโรงค้าตามมาตรา 79 (2)

                   (3) การขายซึ่งรวมราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งเกิน 100 บาท

                   (4) การรับเงินเนื่องในการโพยก๊วนทุกรายไม่จำกัดว่าเป็นจำนวน

เงินเท่าใด

                   ถ้าการเช่าซื้อหรือการขายที่กล่าวข้างต้นมีเงื่อนไข ให้ชำระราคา

ภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวที่ได้รับชำระราคา

                   มาตรานี้ ไม่ใช้บังคับในกรณีขายสินค้าซึ่งทำในราชอาณาจักรส่งออก

ไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักร

 

                   มาตรา 106  ใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ที่ต้องออกให้เมื่อถูก

เรียกร้องนั้น เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้

                   มาตรา 107  เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น

อย่างอื่นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย

หมวดนี้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี

แทนก็ได้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ

ขีดฆ่าได้ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอกประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

 

                   มาตรา 108  ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้

บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่นเช่าและกู้ยืมรวมกันไว้

หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ

เป็นฉบับเดียวกัน เช่นขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่

อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ

หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า

ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

 

                   มาตรา 109  สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน

และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น

ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์

แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

 

                   มาตรา 110  คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์

สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ

ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ

นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ

และขีดฆ่าแล้ว

 

                   มาตรา 111  ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้

เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า

ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

                   ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร

ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่น

ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรองสลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

                   ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง

ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ

 

                   มาตรา 112  ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ

ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

 

ส่วน 2

เบ็ดเตล็ด

------

 

                   มาตรา 113  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร

หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว

ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

*[5]

                   1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น

ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้

เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

                   2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ

เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

                      (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                      (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

*[5]

 

 

 

                   มาตรา 114  โดยการตรวจสอบตามมาตรา 123 ก็ดี โดยการ

กล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่

ก็ดี ถ้าปรากฏว่าตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หรือมิได้มีการออกใบรับ

ในกรณีที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงาน

เจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็น

จำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ไม่ได้เสียหรือที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ 20 เป็นเงินสินบน

รางวัลเพื่อจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบ หรือบุคคลที่กล่าวหาแจ้งความดังกล่าว

ในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 115  เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113

และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่

เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บ

จากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น

 

                   มาตรา 116  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน

มาตรา 113 และมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อเจ้าพนักงาน

เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สลักหลังตราสาร

แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งนามและตำบลที่อยู่

ของผู้เสียเงิน แล้วลงนามพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

 

                   มาตรา 117  ตราสารที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่ม

อากรตามความในมาตรา 113 และมาตรา 114 นั้น ให้ถือว่าเป็นตราสาร

ที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บ ก็ให้ถือว่าเป็นค่าอากร

 

                   มาตรา 118  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่

ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า

จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และ

ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113

และมาตรา 114

 

                   มาตรา 119  ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม

หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี

ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้

เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย

ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้

ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

 

                   มาตรา 120  ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี

หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป

จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

 

                   มาตรา 121  ถ้าฝ่ายที่จะต้องเสียอากรเป็นรัฐบาลสยามหรือ

เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หรือบุคคลผู้กระทำในนาม

ของรัฐบาล อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย

 

                   มาตรา 122  ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า

2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง

เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน

ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น

ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง

ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควร

ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

*[1]

*[5]

 

                   มาตรา 123  เมื่อมีเหตุผลสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ

มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการค้า หรือสำนักงานใด ๆ ในเวลากลางวัน

ระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และทำการตรวจสอบตราสารว่าได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์แล้วหรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อได้ทราบว่าได้ออกใบรับตาม

มาตรา 105 หรือมาตรา 106 หรือไม่กับมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้มี

หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารและ

พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

 

 

 

 

 

 

 

ส่วน 3

บทลงโทษ

------

 

                   มาตรา 124  ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากรหรือขีดฆ่าแสตมป์เพิกเฉยหรือ

ปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกิน 100 บาท

*[1]

 

                   มาตรา 125  ผู้ใดออกใบรับไม่เกิน 5 บาท สำหรับมูลค่าเกิน

5 บาท หรือแบ่งหรือแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร

ก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม

บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

 

                   มาตรา 126  ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ผู้นั้น

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน

หรือทั้งจำทั้งปรับ

*[2]

 

                   มาตรา 127  ผู้ใดไม่ออกใบรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 105 ก็ดี

เมื่อถูกเรียกร้องให้ออกใบรับอันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ปฏิเสธหรือเพิกเฉย

เสียไม่ออกใบรับให้เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 106 ก็ดี ออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์

ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

หนึ่งร้อยบาท

*[1]

*[5]

 

                   ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 127

*[1]

 

                   มาตรา 128  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ

ไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจ ซึ่งออกตามมาตรา 123

หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

500 บาท

*[5]

 

                   มาตรา 129  ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น

แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้

เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

 

 

*[1]

                   ยกเลิกความในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ข้อ 2 ข้อ 5

ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 11 ข้อ 21 ข้อ 23 ข้อ 28 ข้อ 29

 

*[1]

บัญชีแก้ไขอัตราอากรแสตมป์

------

 

 

*[5]

                   ข้อ 2

 

 

*[5]

                   ข้อ 5

 

 

 

*[5]

                   ข้อ 28

                   ก.

 

 

                   ข.

 

 

                   ค.

 

 

*[5]

                   ด.

 

 

                   ต.

 

 

                   ถ.

 

 

                   ท.

 

 

                   ธ.

 

 

*[2]

                   ข้อ 29

                   ฉ. แบบ ป.ค. 43 เรื่องขอทำการเพาะปลูกในเขตเกาะ

                      หรือตอนในแม่น้ำโขงของกระทรวงมหาดไทย

                   ช. แบบ ป.2 เรื่องแจ้งความสำรวจเด็กของกระทรวงธรรมการ

                   ซ. แบบ ป.5 เรื่องส่งเด็กเข้าเรียนของกระทรวงธรรมการ

                   ฌ. แบบพิมพ์ของกองประมวลสถิติ

                   ญ. แบบ ร.ว. 22 เรื่องชี้เขตที่ดินของกรมที่ดินและโลหกิจ

 

 

 

หมวด 7

อากรมหรสพ

------

 

                   มาตรา 130  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   มหรสพหมายความว่า  การแสดง การเล่น หรือ การกีฬา

การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู

                   ผู้ดูหมายความว่า  บุคคลที่ดู

                   ค่าดูหมายความว่า  เงินที่ผู้ดูต้องจ่ายเป็นค่าตั๋ว

                   ตั๋วหมายความว่า  บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดย

กฎกระทรวง

                   แสตมป์ดุนหมายความว่า  แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาล

ทำและมีกำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง

                    ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดย

ขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม

                   เจ้าของหมายความว่า  ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนิน

การมหรสพ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าหนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

                   มาตรา 131  ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2483 เป็นต้นไป

ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋ว

ที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

 

                   มาตรา 132  การเสียอากร ให้เสียโดยใช้แสตมป์ปิดตั๋ว และขีดฆ่า

หรือโดยใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน และให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู

                   ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้แก่ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋ว

ทุกฉบับ

                   ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวน

เงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น

 

                   มาตรา 133  ให้เจ้าของเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียอากรและให้มีหน้าที่

ขีดฆ่า หรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป

                   แต่ตั๋วไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรและ

ขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋ว

                   มาตรา 134  มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ

แห่งบทบัญญัติในหมวดนี้

*[1]

                   (1) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ และ

โดยไม่หักรายจ่ายจากเงินที่เก็บได้ ซึ่งได้เป็นไปตามลักษณะที่รัฐมนตรีกำหนด

ระเบียบการไว้

                   (2) มหรสพในงานที่วัดขึ้นภายในเขตวัดเป็นเทศกาลประจำปี

                   (3) มหรสพซึ่งเก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน 5 สตางค์

                   (4) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

                   มาตรา 135  นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้

เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู เว้นแต่

                   (1) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดง ว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว หรือ

                   (2) มีตั๋วมีแสตมป์แสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้วหรือ

                   (3) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าเข้าตามระเบียบการของเจ้าของ

แต่เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน 7 ขวบ และสูงไม่เกิน 1 เมตร

                   (4) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ ผู้นั้นไม่ต้อง

เสียค่าดู

 

                   มาตรา 136  ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมี

อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ

                   (2) กำหนดวันเข้าดู

                   (3) ราคาตั๋ว

                   (4) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)

                   ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียว ให้ระบุ

จำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋วถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละ

หลายครั้งให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดู แทนกำหนดวันเข้าดูและ

ราคาตั๋ว

 

                   มาตรา 137  ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจาก

ผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร

 

                   มาตรา 138  ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 137 ฉีกตั๋ว

ในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาด

เป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้

ไม่น้อยกว่า 3 วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง

 

                   มาตรา 139  ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่

อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้

*[5]

 

                   มาตรา 140  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่

มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับ

มีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมาตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของ

ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้เมื่อมี

เหตุผลสมควร

                   นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่าย

ปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษา

ความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น

*[5]

 

                   มาตรา 140 ทวิ  ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้า

ปรากฏว่าไม่เสียอากร หรือเสียอากรไม่ควบถ้วนตามหมวดนี้ ให้เรียกอากร

จนครบและให้เรียกเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 2 เท่าของอากรที่ไม่เสียหรือ

ที่ขาดหรือเป็นเงิน 25 บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า อากรและเงินเพิ่ม

อากรตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบ

พนักงานเจ้าหน้าที่ เงินนี้ให้ถือเป็นอากร

*[5]

 

                   มาตรา 140 ตรี  เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้

ผู้ใดกระทำการขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้ง

คอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 135

 

                   มาตรา 141  ให้อธิบดี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติ

เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการ

ตามนั้น

*[5]

 

 

 

                   มาตรา 142  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 133 มาตรา 135

หรือมาตรา 140 ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติ

ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกตามมาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบ

คำถามเมื่อซักถาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือ

จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน

 

                   มาตรา 143  ผู้ใดฝ่าฝืนบัญญัติมาตรา 136 มาตรา 137 มาตรา 138

มาตรา 139 หรือมาตรา 141 ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

100 บาท

*[5]

 

บัญชีอัตราอากรมหรสพ

------

 

                   1. ภาพยนต์ให้เก็บอากรร้อยละ 50 ของค่าตั๋ว

                   2. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากรร้อยละ 10

ของค่าตั๋ว

                   3. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ 30 ของค่าตั๋ว

                   4. ถ้าเป็นมหรสพผสมให้เก็บอากรในอัตราสูง

                   5. ตั๋วไม่เสียค่าดูให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและ

รายบุคคลที่เข้าดู

                   6. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง

                   7. บัตรที่ทางราชการออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดู ให้ได้รับ

ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

 

ลักษณะ 3

เงินช่วยบำรุงท้องที่

------

 

                   มาตรา 144  ให้เรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่สำหรับบำรุงความ

ผาสุกของราษฎรในท้องที่ เงินนี้ให้เรียกว่าเงินช่วยบำรุงท้องที่

 

                   มาตรา 145  การเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน

ลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

                   มาตรา 146  ในลักษณะนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ที่ดินให้กินความถึงน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ

                   เจ้าหนักงานสำรวจหมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี

แต่งตั้ง

 

                   มาตรา 147  เงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น เมื่อเก็บมาได้เท่าใด ให้จ่าย

บำรุงท้องที่ตามเกณฑ์ดังนี้

                   (1) บำรุงท้องที่ภายในเขตตำบลร้อยละ 60

                   (2) บำรุงท้องที่ภายในเขตอำเภอร้อยละ 20

                   (3) บำรุงท้องที่ภายในเขตจังหวัดร้อยละ 20

                   (4) ถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้เก็บในเขตเทศบาล ก็ให้บำรุงท้องที่

ภายในตำบลในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ 50 และ บำรุงท้องที่โดยทั่วไป

ภายในเขตเทศบาลนั้นร้อยละ 50

*[6]

                   เงินบำรุงท้องที่ตาม (1) ถ้าที่ประชุมกำนันในท้องที่อำเภอใด

โดยนายอำเภอเป็นประธานลงมติเสียงข้างมากเห็นสมควรจะโอนเงินไปจ่าย

บำรุงตำบลอื่นในท้องที่อำเภอเดียวกัน และถ้าคณะกรมการจังหวัดอนุมัติ

ตามมตินั้นแล้ว ก็ให้ทำได้

 

                   มาตรา 148  การใช้จ่ายเงินช่วยบำรุงท้องที่นี้ให้เป็นไปตามที่

รัฐมนตรีจะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

 

                   มาตรา 149  บุคคลใดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ใน

ที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใด บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียเงินช่วย

บำรุงท้องที่ปีละ 1 ครั้ง สำหรับที่ดินแปลงนั้น ตามประเภทชั้นและอัตรา

ในบัญชีท้ายลักษณะนี้

 

                   มาตรา 150  ส่วนของที่ดินซึ่งจะต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่นั้น

คือส่วนซึ่งเหลือจากที่จัดเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินบำรุงท้องที่

ซึ่งยอมให้หักออกได้ดังนี้

                   ก. ถ้าที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง

ท้องที่ที่นั้นเอง ให้หักออกได้ 400 ตารางเมตร

                   ข. ถ้าผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่มีภริยาหรือสามีอยู่ร่วม

ด้วย ให้หักเพิ่มอีก 400 ตารางเมตร

                   ค. ถ้ามีบุตรอยู่ร่วมด้วย ให้หักเพิ่มอีก 200 ตารางเมตรต่อ 1 คน

                   ง. เฉพาะที่นอกเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนครให้หักเพิ่มสำหรับ

*[1]

                   การพิจารณาหักพื้นที่ดินออกดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่บุคคลคนเดียว

มีที่ดินหลายแปลง ให้หักให้เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยนานที่สุดใน

ปีสำรวจปีหนึ่ง ๆ แต่แปลงเดียว

                   ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรือครอบครองร่วมกัน

ในที่ดินแปลงเดียวกัน การที่จะหักให้สำหรับตัวผู้เสียเงินช่วยบำรุงท้องที่

และภริยาหรือสามีที่อยู่ร่วมกันนั้นให้หักโดยส่วนเฉลี่ย แต่มิให้เกินอัตราที่

กำหนดไว้เว้นแต่บุตรที่อยู่ร่วมด้วยให้หักให้ทุกคน ๆ ละ 200 ตารางเมตร

                   ถ้าเหตุสำหรับการหักพื้นที่เกิดขึ้นภายหลังวันสำรวจปีใด ก็ไม่ต้อง

หักให้สำหรับปีนั้น

                   ในกรณีที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือครอบครองร่วมกันใน

ที่ดินหลายแปลงให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อน ๆ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[1]

 

                   มาตรา 151  ที่ดินซึ่งมีราคาปานกลางสูงกว่าไร่ละ 10,000 บาท

ให้ถือว่าไม่ใช่ที่ดินสำหรับอยู่อาศัย และไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 150

 

                   มาตรา 152  ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกันกับโรงเรือนซึ่งต้องเสียภาษี

โรงเรือนและที่ดินหรือภาษีโรงร้าน ตึก แพ นั้น ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงิน

ช่วยบำรุงท้องที่

 

                   มาตรา 153  ที่ดินดังต่อไปนี้ ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่

                   (1) พระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

                   (2) สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินของรัฐบาลซึ่งใช้ในกิจการ

ของรัฐบาลหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์

                   (3) ที่ดินของเทศบาล ซึ่งใช้ในกิจการของเทศบาลหรือสาธารณะ

โดยมิได้หาผลประโยชน์

                   (4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษาสาธารณะ

หรือการกุศลสาธารณะ

                   (5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจ ศาสนาโดยศาสนาหนึ่ง หรือ

พระอาราม หรือสำนักสงฆ์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือสถานวัดบาดหลวง สถานพัก

สอนสาสนา หรือที่ศาลเจ้า

                   (6) สุสาน และฌาปนสถาน

                   (7) ที่ดินทำทางรถไฟ การประปา หรือการไฟฟ้า

                   (8) ที่ดินซึ่งรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงยกเว้น

 

                   มาตรา 154  ให้คณะกรรมการจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณาตีราคา

ปานกลางของที่ดินในตำบลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลในท้องที่นั้น ดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีที่ดินในเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ 1 ผู้ทรงวุฒิ 1 และ

เทศมนตรีหรือผู้แทน 1

                   (2) ในกรณีที่ดินนอกเขตเทศบาลให้มีนายอำเภอ 1 ผู้ทรงวุฒิ 1

และกำนัน 1

                   ถ้าราคาที่ดินในเขตนั้นแตกต่างกันมาก ก็ให้กำหนดเขตเป็นหน่วย ๆ

ภายในตำบลนั้นเพื่อประโยชน์แก่การตีราคาปานกลางให้เที่ยงธรรม

 

                   มาตรา 155  การตีราคาปานกลางนั้นมิให้คำนวณ ราคาโรงเรือน

สิ่งปลูกสร้างหรือเพาะปลูกเข้าด้วย

 

                   มาตรา 156  เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้วให้เสนอการ

ตีราคานั้นต่อคณะกรมการจังหวัดพิจารณา และให้คณะกรมการจังหวัดนำเข้า

ปรึกษาสภาจังหวัด เมื่อสภาจังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว

ก็ให้คณะกรมการจังหวัดประกาศประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลาง

จังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และตำบลนั้น ๆ

*[3]

                   ในกรณีที่ไม่มีสภาจังหวัด เมื่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางแล้ว

ให้เสนอการตีราคานั้นต่อคณะกรรมการจังหวัดพิจารณา เมื่อคณะกรรมการ

จังหวัดเห็นชอบด้วยหรือแก้ไขประการใดแล้ว ก็ให้คณะกรรมการจังหวัดประกาศ

ประเภทและชั้นของที่ดินนั้นไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และ

ตำบลนั้น ๆ

 

                   มาตรา 157  การกำหนดชั้นของที่ดินคราวหนึ่ง ๆ ให้ใช้ได้ไม่เกิน

5 ปี

                   ภายในเวลา 5 ปีนับแต่วันประกาศ เมื่อมีเหตุแสดงว่าราคาที่ดิน

ที่ได้ตีราคาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิ

ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้คณะกรมการจังหวัดกำหนดชั้นของที่ดินนั้นเสียใหม่

หรือคณะกรมการจังหวัดจะกำหนดชั้นของที่ดินนั้นใหม่เสียเองก็ได้ และต้อง

ปฏิบัติตามความในมาตรา 156

                   ถ้ามีการกำหนดชั้นของที่ดินใหม่ตามความในวรรค 2 ให้การกำหนด

ชั้นใหม่นี้มีผลปฏิบัติในปีรุ่งขึ้นเป็นต้นไป

                   มาตรา 158  การสำรวจรังวัดพื้นที่ดินและการแจ้งให้ผู้ต้องเสียเงิน

ช่วยบำรุงท้องที่มาเสียเงิน ให้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

 

                   มาตรา 159  ในการสำรวจรังวัดพื้นดิน ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุง

ท้องที่ชี้เขตบอกจำนวนพื้นที่ดิน และให้ความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน

สำรวจตามสมควร

 

                   มาตรา 160  ผู้ใดไม่ชี้เขตหรือไม่ยอมบอกจำนวนพื้นที่ดิน หรือชี้เขต

หรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง เจ้าพนักงานสำรวจอาจ

สำรวจเอาเองตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง

                   มาตรา 161  ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืช ถ้าการเพาะปลูกใน

บริเวณนั้นเสียหายมากปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้

โดยทั่วไป ให้คณะกรมการจังหวัดมีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดหย่อนเงิน

ช่วยบำรุงท้องที่ได้ตามสมควร

*[1]

                   ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชดังกล่าวในวรรคก่อน จะต้องเป็น

ที่ดินนอกเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร หรือนอกเขตที่ดินประเภท 3

ตามบัญชีประเภทและชั้นของที่ดินท้ายลักษณะนี้

                   ที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูกพืชตามที่อำเภอกำหนดให้ถ้าการเพาะปลูก

ในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำไม่ได้ด้วยเหตุพันวิสัย ให้ยกเว้นไว้

ไม่ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่

 

                   มาตรา 162  ที่ดินของเจ้าของเดียวและมีเขตติดต่อกัน ซึ่งถ้าคิดเงิน

ช่วยบำรุงท้องที่ตามอัตราเต็มจำนวนเป็นเงินก็ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่

อย่างต่ำปีละ 1 บาท และถ้าเงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียมีเศษต่ำกว่า

5 สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น 5 สตางค์

 

                   มาตรา 163  ให้ผู้ต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่เสียเงินนั้นภายใน

30 วัน นับแต่วันแจ้งให้เสียเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในการนี้

ให้นำมาตรา 11 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา 164  เมื่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้เสียเงินช่วย

บำรุงท้องที่ได้โอนตกไปยังบุคคลอื่นโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ผู้รับโอนมีหน้าที่

ร่วมกันในการเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่

 

                   มาตรา 165  ผู้ใดจงใจไม่ยอมชี้เขตหรือไม่บอกจำนวนพื้นทีดิน หรือ

จงใจชี้เขตหรือบอกจำนวนพื้นที่ดินขาดจากจำนวนที่เป็นจริง หรือขัดขวาง

เจ้าพนักงานสำรวจ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50 บาท

 

                   มาตรา 166  เงินช่วยบำรุงท้องที่ซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่อถึง

กำหนดแล้วไม่เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง

                   เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาตรา 12

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

บัญชีประเภทและชั้นของที่ดิน

ประเภท 1 ที่ดินนอกเขตเทศบาล

 

 

ประเภท 2 ที่ดินในเขตเทศบาล

 

 

*[1]

ประเภท 3

------

 

                   ที่ดินตั้งอยู่รอบเขตต์ที่ตั้งสถานที่รถไฟ ที่ตั้งว่าการอำเภอ ที่ตั้ง

โรงทหาร หรือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาลหรือสถานที่อื่นตามที่

จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ ซึ่งคณะกรรมการตีราคาปานกลางของ

ที่ดินเห็นว่าเจริญแล้ว ให้แบ่งเป็นชั้นแล้วเรียกเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่

เท่ากับที่ดินในเขตเทศบาล

 

หมายเหตุ  1. ที่ดินต้องเสียเงินช่วยบำรุงท้องที่ เศษของไร่ให้คิดใน

                                                             อัตราลดตามส่วน

                                          2. เศษของ 1 ตารางวา ให้ปัดขึ้นเป็น 1 ตารางวา

                                          3. เศษของ 5 สตางค์ ให้ปัดขึ้นเป็น 5 สตางค์

 

 

 

 

 

ลักษณะ 4

เงินช่วยการประถมศึกษา

------

 

                   มาตรา 167  ให้เรียกเก็บเงินสมทบช่วยการประถมศึกษาสำหรับ

ใช้จ่ายในการบำรุงการประถมศึกษาแห่งชาติเงินนี้ให้เรียกว่าเงินช่วย

การประถมศึกษา

 

                   มาตรา 168  เงินช่วยการประถมศึกษา ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้

ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 169  เงินช่วยการประถมศึกษานี้ให้ใช้จ่ายเฉพาะในการ

บำรุงการประถมศึกษา

                   การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ การสำรวจตรวจสอบ การเรียกเก็บ

การใช้ และการควบคุมเงินช่วยการประถมศึกษานี้ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง

*[5]

 

                   มาตรา 170  ชายที่บรรลุนิติภาวะทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักร ต้อง

เสียเงินช่วยการประถมศึกษาเป็นจำนวนเงินคนละ 2 บาทต่อ 1 ปี

                   ปีตามความในวรรคก่อน ให้นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30

กันยายน

 

                   มาตรา 171  เงินช่วยการประถมศึกษานี้ต้องชำระต่ออำเภอหรือ

พนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งผู้ต้องเสียเงินช่วยการประถมศึกษามีภูมิลำเนา

แต่ถ้าเป็นการจำเป็นเพราะมิได้อยู่ในท้องที่นั้นเป็นระยะเวลานาน หรือ

มีเหตุอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นการสะดวก หรือมิใช่เป็นผู้ที่อยู่เป็นที่ ก็ให้ชำระ

ต่ออำเภอที่ตนอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าได้เงินช่วยการประถมศึกษาต่างท้องที่

ซึ่งตนไม่มีภูมิลำเนา ต้องแสดงใบเสร็จต่ออำเภอซึ่งตนมีภูมิลำเนาภายใน

30 วันนับตั้งแต่วันกลับมา

 

                   มาตรา 172  เงินช่วยการประถมศึกษาให้เสียในระหว่างเวลา

ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมทุกปี

*[4]

 

 

                   เมื่อมีเหตุพิเศษ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายเวลาเสียเงิน

ตามที่กล่าวในวรรคก่อนเพื่อเป็นการผ่อนผันให้แก่บุคคลบางจำพวก หรือบุคคล

ในบางท้องที่ได้

 

                   มาตรา 173  ผู้ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคม

ของปีที่กล่าวในมาตรา 170 ปีใด ต้องนำเงินช่วยการประถมศึกษาไป

ชำระต่ออำเภอก่อนสิ้นเดือนมีนาคม หรือภายในกำหนด 60 วัน นับแต่

วันที่เข้ามาในราชอาณาจักรของปีนั้น แล้วแต่อย่างใดจะเป็นประโยชน์

ของตน

                   มาตรานี้มิให้ใช้สำหรับผู้ซึ่งเคยอยู่ในราชอาณาจักรมาแล้วในปีนั้น

และออกไปโดยยังมิได้เสียเงินช่วยการประถมศึกษา

 

                   มาตรา 174  บุคคลต่อไปนี้ยกเว้นไม่ต้องเสียเงินช่วยการประถม

ศึกษา

                   (1) ผู้ที่มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ในปีที่จะต้องเสียเงินช่วย

การประถมศึกษา

                   (2) ภิกษุ สามเณร

                   (3) บาทหลวง ครูสอนสาสนาคริสเตียน ผู้สอนสาสนาอิสลาม

ตามเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

                   (4) ทหารหรือตำรวจการหรืออยู่ในกองหนุนประเภท 1 หรือผู้ที่พ้น

ราชการทหารประเภท 1 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

                   แต่การยกเว้นทั้งนี้มิให้รวมถึง

                       (ก) นายทหาร นายตำรวจซึ่งเคยรับเงินเดือนตั้งแต่ 80 บาท

ขึ้นไป หรือกำลังรับอยู่

                       (ข) คนกองหนุนหรือคนพ้นราชการทหารหรือตำรวจซึ่งเคย

รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือเทศบาลเคยได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 80 บาท

ขึ้นไป หรือกำลังรับอยู่

                   (5) ผู้ที่ต้องรับอาญาอยู่ในเรือนจำ

                   (6) บุคคลทุพพลภาพหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ซึ่งอำเภอเห็นสมควรยกเว้น

                   (7) บุคคลผู้ได้บริจาคเงินช่วยการประถมศึกษาคราวเดียวเป็นจำนวน

เงินตั้งแต่ 25 บาทขึ้นไป

                   (8) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน

 

 

 

                   มาตรา 175  ผู้พ้นจากการยกเว้น ก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมของปีที่

กล่าวในมาตรา 170 ปีใด ต้องนำเงินช่วยประถมศึกษาไปชำระต่ออำเภอ

ก่อนสิ้นเดือนมีนาคม หรือภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่พ้นจากการยกเว้น

ของปีนั้น แล้วแต่อย่างใดจะเป็นประโยชน์แก่ตน

 

                   มาตรา 176  ผู้ไม่ชำระเงินช่วยการประถมศึกษาภายในกำหนดตาม

มาตรา 172 มาตรา 173 มาตรา 175 ต้องเสียเงินช่วยการประถมศึกษา

เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

 

                   มาตรา 177 ให้อำเภอมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ที่มีเหตุพอจะ

เชื่อว่ายังไม่ได้เสียเงินช่วยการประถมศึกษาและพยานหลักฐานอื่นอันควร

แก่เรื่องมาสอบถามได้

 

                   มาตรา 178  ผู้ใดไม่นำใบเสร็จไปแสดงต่ออำเภอเป็นการฝ่าฝืน

ต่อมาตรา 171 ก็ดี ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือไม่ตอบคำถามเมื่อซักถาม

เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 177 ก็ดี ไม่แจ้งรายการสำรวจตรวจสอบเมื่อ

อำเภอสอบถาม เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 169 ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกิน 20 บาท

 

                   มาตรา 179  เงินช่วยบำรุงการประถมศึกษา ซึ่งต้องเสียตาม

ลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือว่าเป็นเงินค้าง

                   เพื่อให้ได้รับเงินค้างดังกล่าวมานี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 และ

มาตรา 12 มาบังคับโดยอนุโลม

*[5]

 

ลักษณะ 5

ภาษีการซื้อข้าว

------

 

                   มาตรา 180  การเรียกเก็บภาษีการซื้อข้าวซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้

ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 181  ในลักษณะนี้

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่ง

ซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง

                   ข้าวเปลือกหมายความว่า  เมล็ดข้าวมีเปลือกไม่ว่าจะเป็น

ข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว

                   ข้าวหมายความว่า  ข้าวสาร ปลายข้าว ข้าวกล้อง ปลาย

ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง และปลายข้าวนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว

                   โรงสีหมายความว่า  ที่สำหรับทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวได้ใน

วันหนึ่งตั้งแต่ 1 หาบหลวงขึ้นไป ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เพื่อการค้า รวมทั้ง

รับจ้าง

                   ผู้ทำการโรงสีหมายความว่า  บุคคลใด ๆ หรือองค์การของ

รัฐบาล ซึ่งประกอบกิจการโรงสีหรือผู้ทำการแทน

                   ซื้อหมายความว่า  รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ

                   จำหน่ายหมายความว่า  จำหน่ายในการซื้อ

 

                   มาตรา 182  เมื่อมีการซื้อข้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจากผู้ทำการ

โรงสี นับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าว

ตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้และให้เสียขณะส่งมอบข้าว

 

 

                   มาตรา 183  ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวของตนหรือที่ตนยึดถือ

จากที่เก็บข้าวแห่งหนึ่งไปยังที่อื่นโดยไม่มีการซื้อ ให้ถือว่าผู้ทำการโรงสี

ได้จำหน่ายและส่งมอบข้าวนั้นตั้งแต่วันส่งข้าวไป

 

                   มาตรา 184  ในกรณีผู้ทำการโรงสีนำข้าวของโรงสีไปเพื่อบริโภค

หรือเปลี่ยนสภาพจากข้าว ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น

และส่งมอบข้าวในขณะที่นำไป

 

                   มาตรา 185  ในกรณีผู้ทำการโรงสีส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร

ให้ถือว่าเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้นและส่งมอบข้าวเมื่อผ่านด่าน

ศุลกากร

 

                   มาตรา 186  ในเดือนใดผู้ใดส่งข้าวไปนอกราชอาณาจักร ให้ผู้นั้น

แจ้งเป็นหนังสือว่า ข้าวที่ส่งไปนั้นได้ซื้อจากผู้ใด เป็นจำนวนเท่าใด และ

ส่งออกทางใด ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

                   การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี

ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำ

จังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่

                   มาตรา 187  ในกรณีผู้ทำการโรงสีทำให้ข้าวเปลือกเป็นข้าวให้แก่

ผู้ใด ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งข้าวเป็นการซื้อข้าวจากผู้ทำการโรงสีนั้น

 

                   มาตรา 188  ในกรณีผู้ทำการโรงสีซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาต

ให้ขายตามมาตรา 198 แล้ว ทำการซื้อและจำหน่ายข้าวระหว่างกันเอง

เพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีการซื้อข้าว

 

                   มาตรา 189  ทุกเดือนที่มีการซื้อข้าว อันเป็นกรณีได้รับยกเว้นภาษี

การซื้อข้าวตามมาตรา 188 ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการตามแบบและ

จำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

                   การแจ้ง สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี

ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำ

จังหวัดซึ่งสำนักงานนั้นตั้งอยู่

 

                   มาตรา 190  ในกรณีผู้ไม่มีใบทะเบียนและไม่มีใบอนุญาตให้ขาย

ทำการซื้อขายพร้อมทั้งรับโอนกิจการโรงสีเพื่อประกอบกิจการโรงสีและ

จำหน่ายข้าวต่อไป อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดี

จะยกเว้นภาษีการซื้อข้าวก็ได้

 

                   มาตรา 191  ในกรณีที่มีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้น

รับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว

 

                   มาตรา 192  ให้ผู้ทำการโรงสีชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่

จำหน่ายไปในเดือนหนึ่ง ๆ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ พร้อมด้วยยื่นรายการ

ตามแบบที่อธิบดีกำหนดสองฉบับ และให้ส่งใบขายข้าวไปพร้อมกันด้วยภายใน

วันที่ 7 ของเดือนถัดไป และการชำระเงินนี้จะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับ

ใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

ที่จะกำหนดให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร

 

                   มาตรา 193  เงินภาษีการซื้อข้าวถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตาม

มาตรา 192 ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษี

การซื้อข้าวด้วย

 

                   มาตรา 194  ภาษีการซื้อข้าว ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้ถือ

เป็นเงินค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระเงินค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา 12

มาใช้บังคับ

                   มาตรา 195  ในกรณีผู้ทำการโรงสีออกใบรับเงินภาษีการซื้อข้าว

โดยเฉพาะใบรับนั้นให้ได้รับยกเว้นอากรแสตมป์

 

                   มาตรา 196  เมื่อมีการซื้อข้าวจากโรงสีใด ให้ผู้ทำการโรงสีนั้น

ออกใบขายข้าวตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงจำนวนข้าวและวันเดือนปีที่

จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อทุกคราว

 

                   มาตรา 197  ผู้ใดนำข้าวเป็นจำนวนเกินกว่าห้าหาบหลวงไปจาก

ที่หนึ่งที่ใดโดยไม่มีใบขายข้าวไปกับข้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่ง

กักข้าวเพื่อทำการไต่สวนได้ไม่เกินสิบห้าวัน ถ้าผู้นำข้าวไม่นำหลักฐาน

มาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการไต่สวนภายในกำหนดสิบห้าวัน พนักงาน

เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้นำข้าวนั้นชำระภาษีการซื้อข้าว ณ ที่ว่าการอำเภอ

เป็นเงินสามเท่าของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว ถ้าไม่ชำระเงินภาษีการ

ซื้อข้าวภายในสามวันนับแต่วันได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่า

เป็นเงินค้าง

 

                   เพื่อประโยชน์ของผู้นำข้าว จะขอชำระภาษีการซื้อข้าวสำหรับ

ข้าวที่นำไป ณ ที่ว่าการอำเภอใด ๆ ก็ได้ แต่ต้องชำระเป็นเงินสองเท่า

ของอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว

                   ใบเสร็จรับเงินภาษีการซื้อข้าวที่ออกตามมาตรานี้ ให้ถือเป็น

ใบขายข้าวและภาษีการซื้อข้าวที่ชำระตามมาตรานี้ จะขอคืนไม่ได้

 

                   มาตรา 198  เจ้าของโรงสีหรือผู้ทำการโรงสีต้องแจ้งรายการ

ตามแบบที่อธิบดีกำหนด สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและ

จังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับโรงสีซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง

ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อขอรับใบทะเบียนประการหนึ่ง ถ้าเจ้าของ

โรงสีหรือผู้ทำการโรงสีมีหรือประกอบกิจการโรงสีหลายโรงสี ให้แจ้ง

รายการเป็นโรง ๆ ไป

                   สำหรับโรงสีที่ปลูกสร้างเสร็จภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติใน

ลักษณะนี้ ให้แจ้งรายการดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสร้างเสร็จ

                   ในกรณีโอนกิจการโรงสีหรือโอนกรรมสิทธิโรงสี ภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันโอนให้ผู้โอนแจ้งการโอนต่ออธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่

กล่าวในวรรคหนึ่งแล้วแต่กรณีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้รับโอน

แจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือแก้ทะเบียน

แล้วแต่กรณีตามความในวรรคหนึ่ง

                   มาตรา 199  ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบทะเบียนตามความใน

มาตรา 198 สำหรับโรงสีใด ห้ามมิให้ประกอบกิจการโรงสีนั้นจนกว่า

จะได้รับทะเบียนแล้ว

                   ถ้าผู้ทำการโรงสีมิได้รับใบอนุญาตให้ขายตามความในมาตรา 198

สำหรับโรงสีโรงใด ห้ามมิให้จำหน่ายข้าวจากโรงสีนั้น จนกว่าจะได้รับ

อนุญาตให้ขายแล้ว

 

                   มาตรา 200  ผู้ทำการโรงสีโรงใดได้รับใบทะเบียนแล้วเลิก

ประกอบกิจการ ให้ผู้ทำการโรงสีนั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำ

จังหวัดที่กล่าวในมาตรา 198 แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกประกอบกิจการนั้น

                   ในกรณีนี้ ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่ง

ตีตราปิดโรงสีนั้น กับมีอำนาจเรียกใบอนุญาตให้ขายคืน เมื่อไม่มีข้าวจะ

จำหน่ายแล้ว

 

                   มาตรา 201  ให้ผู้ทำการโรงสีทำบัญชีตามแบบและวิธีการที่อธิบดี

กำหนดแสดงรายการปริมาณข้าวและข้าวเปลือกซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป

เป็นรายวัน และต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงาน

เจ้าหน้าที่ให้ทำลายแต่ไม่เกินสามปี

 

                   มาตรา 202  เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้น ภาษีการซื้อข้าวตาม

มาตรา 188 ผู้ทำการโรงสีผู้ใดจำหน่ายข้าวไปและไม่แสดงรายการ

ปริมาณข้าวที่จำหน่ายในบัญชีตามความในมาตรา 201 กับมิได้นำเงิน

ภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้นไปชำระภายในกำหนด ให้ผู้ทำการโรงสี

ผู้นั้นเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวนั้น และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่า

หรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อข้าว

และเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ชำระภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ทำการ

โรงสีได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการ

ซื้อข้าว

 

                   มาตรา 203  ผู้ใดเคยมีหรือครอบครองข้าวไว้เพื่อจำหน่ายใน

สำนักงานของตนเองแห่งเดียวหรือหลายแห่งรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าพัน

หาบหลวงเป็นประจำ อาจยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอให้

ตนมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ทำการโรงสีได้ เมื่ออธิบดีได้พิจารณา

ออกใบอนุญาตให้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้ถือว่า

ผู้นั้นเป็นผู้ทำการโรงสี  และให้ถือว่า สำนักงานของผู้นั้นตามที่ระบุใน

ใบอนุญาตเป็นโรงสี

                   การยื่นคำร้องสำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดพระนครและจังหวัด

ธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี สำหรับผู้มีสำนักงานในจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อข้าหลวง

ประจำจังหวัดซึ่งสำนักงานตั้งอยู่

                   ในการออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจ

กำหนดเงื่อนไขตามแต่จะเห็นสมควร ถ้ามีการผิดเงื่อนไข ให้อธิบดีมี

อำนาจถอนใบอนุญาตคืนได้

                   เมื่ออธิบดีได้ถอนใบอนุญาตตามความในวรรคสามแล้ว ให้ผู้รับ

อนุญาตเสียภาษีการซื้อข้าวสำหรับข้าวที่มีหรือครอบครองอยู่ทั่งหมดใน

ขณะนั้น เสมือนได้มีการซื้อข้าวจากผู้รับอนุญาตในวันถอนใบอนุญาตนั้น

 

                   มาตรา 204  โรงสีที่ได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตให้ขายหรือ

ผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวไม่ต่ำกว่าห้าพันหาบหลวงเป็นประจำ ซึ่งอธิบดี

ได้ออกใบอนุญาตให้ตามพระราชบัญญัติเงินช่วยชาติในภาวะคับขัน

พุทธศักราช 2485 แล้วนั้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 198 หรือมาตรา 203

แล้วแต่กรณี และให้ถือว่าใบทะเบียนใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตซึ่ง

โรงสีและผู้ที่มีหรือครอบครองข้าวที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียน

ใบอนุญาตให้ขายและใบอนุญาตออกให้ตามลักษณะนี้

 

                   มาตรา 205  ให้มีการเสียภาษีการซื้อข้าวในกรณีนำข้าวต่างประเทศ

เข้ามาในราชอาณาจักร ให้ผู้นำข้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดใน

การชำระภาษีการซื้อข้าว และให้ชำระ ณ อำเภอท้องที่ซึ่งด่านศุลกากรแรก

ที่นำข้าวผ่านตั้งอยู่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ข้าวผ่านด่านศุลกากรนั้น ถ้า

มิได้ชำระภายในกำหนดดังกล่าวให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบ เงินเพิ่มนี้

ให้ถือเป็นภาษีการซื้อข้าว

 

                   มาตรา 206  ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ทำการ

โรงสีปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงเวลาทำการสีข้าว และติดตั้งเครื่องวัด

เพื่อตรวจสอบในโรงสีได้

 

                   มาตรา 207  พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการ

ของโรงสีหรือสำนักงานใด ๆ ที่ทำการค้าข้าวหรือที่เกี่ยวข้องในเวลา

ระหว่างอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจสั่งหยุดพาหนะขนส่งบรรทุก

ข้าวซึ่งไม่เป็นพาหนะขนส่งสาธารณะไว้ชั่วคราว กับมีอำนาจทำการตรวจสอบ

และออกหมายเรียกเจ้าของ ผู้ทำการโรงสี หรือผู้ทำการค้าข้าว หรือ

พยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

 

                   มาตรา 208  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 201 มีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา 209  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 186 มาตรา 189 มาตรา 196

มาตรา 198 มาตรา 200 หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 206

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

 

                   มาตรา 210  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 199 มีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา 211 ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ

                   (1) แจ้งรายการตามมาตรา 192 มาตรา 196 มาตรา 98 หรือ

มาตรา 201 ไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือช่วยให้หลีกเลี่ยงภาษี

การซื้อข้าว

                   (2) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือ

ไม่หยุดพาหนะ หรือมิให้ทำการตรวจสอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมาย เป็น

การฝ่าฝืนมาตรา 207 หรือ

                   (3) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำ

เท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จ

มาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อข้าว

                   มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                    มาตรา 212  เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการได้รู้เรื่องกิจการ

ของผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดในการชำระภาษีการซื้อข้าว หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามบทบัญญัติในลักษณะนี้นำความไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใด

โดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก

ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

 

 

 

บัญชีอัตราเงินภาษีการซื้อข้าว

------

 

                   1. ปลายข้าว ปลายข้าวกล้อง ปลายข้าวนึ่ง หาบหลวงละ 40 สตางค์

                   2. ข้าวอย่างอื่นหาบหลวงละ 60 สตางค์

                   เศษของ 1 หาบถ้าต่ำกว่า .25 ของ 1 หาบ ให้ปัดเป็น .25 ของ

1 หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว 1 ใน 4 ของอัตราที่กำหนดข้างต้น

                   ถ้าสูงกว่า .25 ของ 1 หาบ แต่ไม่เกิน .50 ของ 1 หาบ และเก็บ

เงินภาษีการซื้อข้าว 1 ใน 2 ของอัตราที่กำหนดข้างต้น

                   ถ้าสูงกว่า .50 ของ 1 หาบ แต่ไม่เกิน .75 ของ 1 หาบ ให้ปัด

เป็น .75 ของ 1 หาบ และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว 3 ใน 4 ของอัตรา

ที่กำหนดข้างต้น

                   ถ้าสูงกว่า .75 ของ 1 หาบ แต่ไม่ถึง 1 หาบ ให้ปัดเป็น 1 หาบ

และเก็บเงินภาษีการซื้อข้าว

ตามอัตราข้างต้น

*[5]

 

ลักษณะ 6

ภาษีการซื้อน้ำตาล

------

 

                   มาตรา 213  การเรียกเก็บภาษีการซื้อน้ำตาล ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้

ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 214  ในลักษณะนี้

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานผู้ดำรงตำแหน่ง

ซึ่งระบุไว้ในกฎกระทรวง

                   ซื้อหมายความว่า  รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่

ในกรณีที่บริจาคเป็นสาธารณกุศล

                   จำหน่ายหมายความว่า  จำหน่ายในการซื้อ

                   น้ำตาลหมายความว่า

                   1. น้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าวหรือต้นไม้อื่น เว้นน้ำเหลือง

ซึ่งได้มาจากการกระทำน้ำตาลทรายขาว

                   2. น้ำตาลซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทุกชะนิดและ

                   3. สิ่งของทำด้วยน้ำตาลเป็นส่วนสำคัญซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   ผู้ประกอบการหมายความว่า  บุคคลใด ๆ หรือองค์การของ

รัฐบาลซึ่งประกอบการผลิตน้ำตาลได้วันหนึ่งเกินกว่า 100 กิโลกรัม หรือ

ผู้ทำการแทน

                   ผู้นำเข้าหมายความว่า  บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล

ซึ่งนำน้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการค้าหรือเพื่อ

การอุตสาหกรรม หรือผู้ทำการแทน

                   ผู้รวบรวมหมายความว่า  บุคคลใด ๆ หรือองค์การของรัฐบาล

ซึ่งมีน้ำตาลไว้เพื่อการค้าหรือเพื่อการอุตสาหกรรมในคราวหนึ่งหรือหลายคราว

รวมกันเป็นจำนวนเดือนหนึ่งเกิน 500 กิโลกรัม หรือผู้ทำการแทน

                   สถานที่หมายความว่า  สถานที่ใช้ประกอบการผลิต จำหน่าย

หรือเก็บรักษาน้ำตาล

 

                   มาตรา 215  เมื่อมีการซื้อน้ำตาลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรจาก

ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ให้มีการเสียภาษีเรียกว่าการ

ซื้อน้ำตาลตามอัตราซึ่งปรากฏในบัญชีท้ายลักษณะนี้ และให้เสียขณะส่งมอบ

น้ำตาล

 

                   มาตรา 216  ในกรณีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม

ส่งน้ำตาลของตนที่ตนยึดถือจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อื่นโดยไม่มี

การซื้อ ให้ถือว่าผู้ประกอบการผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ได้จำหน่ายและ

ส่งมอบน้ำตาลนั้นตั้งแต่วันส่งน้ำตาลไป

 

                   มาตรา 217  ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม

ส่งน้ำตาลออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการ

ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมและส่งมอบน้ำตาลเมื่อผ่านด่านศุลกากร

                   ถ้าผู้นำเข้าพิศูจน์ให้เป็นที่พอใจของอธิบดีได้ว่า น้ำตาลที่ส่งออก

ไปนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นน้ำตาลซึ่งมิได้นำเข้าเพื่ออุปโภคหรือบริโภค

ภายในราชอาณาจักรแล้ว ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อนำตาลให้ได้

 

                   มาตรา 218  ในกรณีที่ผู้ประกอบการผลิตน้ำตาลให้แก่ผู้ใด แม้

ไม่มีการโอนกรรมสิทธิในน้ำตาล ก็ให้ถือว่าการที่ผู้นั้นได้มาซึ่งน้ำตาลเป็น

การซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ

 

                   มาตรา 219  ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอุปโภคหรือ

บริโภค หรือใช้ไปในการอุตสาหกรรมซึ่งน้ำตาลที่ผลิตขึ้นหรือนำเข้ามาใน

ราชอาณาจักรก็ดี ผู้นำน้ำตาลเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่ออุปโภคหรือบริโภค

ก็ดี ต้องเสียและชำระภาษีการซื้อน้ำตาล สำหรับผู้ประกอบการผู้นำเข้า

หรือผู้รวบรวม ให้ปฏิบัติเสมือนว่าได้ทำการจำหน่ายน้ำตาล สำหรับผู้อื่น

ให้ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 220  ให้อธิบดีมีอำนาจยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับ

น้ำตาลที่อยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมซึ่งได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่

และใบอนุญาตสำหรับตัวแล้วได้ ถ้าเห็นว่าน้ำตาลนั้นได้เสียภาษีการซื้อ

น้ำตาลมาแล้วและอยู่ในครอบครองของผู้รวบรวมก่อนวันได้รับใบทะเบียน

และใบอนุญาตดังกล่าว

 

                   มาตรา 221  ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม

ซึ่งได้รับใบทะเบียนและใบอนุญาตตามมาตรา 231 แล้ว ซื้อน้ำตาลจาก

ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมอื่นเพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ได้รับ

ยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาล

 

 

 

                   มาตรา 222  ในกรณีที่ผู้ไม่มีใบทะเบียนและใบอนุญาตซื้อน้ำตาล

พร้อมทั้งรับโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า

หรือผู้รวบรวม อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดโดยอนุมัติของอธิบดีจะ

ยกเว้นภาษีการซื้อน้ำตาลให้ก็ได้

 

                   มาตรา 223  ในเดือนใด ผู้ใดส่งน้ำตาลไปนอกราชอาณาจักร

ให้ผู้นั้นแจ้งเป็นหนังสือว่า น้ำตาลที่ส่งไปนั้นได้มาอย่างไร เป็นจำนวน

เท่าใด และส่งออกทางใดภายใน 7 วันของเดือนถัดมา

                   การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัด

ธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง

ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

 

                   มาตรา 224  ทุกเดือนที่มีการซื้อน้ำตาลอันเป็นกรณีได้รับยกเว้น

ภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 221 ให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายแจ้งรายการ

ตามแบบและจำนวนฉบับที่อธิบดีกำหนดภายใน 7 วันของเดือนถัดมา

                   การแจ้งสำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดพระนครและจังหวัด

ธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี สำหรับผู้ที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดอื่น ให้แจ้ง

ต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   มาตรา 225  ในกรณีที่มีการซื้อน้ำตาลจากผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า

หรือผู้รวบรวมผู้ใด ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้น รับผิด

ในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล

 

                   มาตรา 226  ให้ผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 225

ชำระภาษีการซื้อน้ำตาล ณ อำเภอท้องที่พร้อมด้วยยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี

กำหนด 2 ฉบับภายในวันที่ 7 ของเดือนทุกเดือน และการชำระภาษีนี้จะถือ

ว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะวางระเบียบให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้เมื่อเห็นสมควร

 

                   มาตรา 227  ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดตาม

มาตรา 219 หรือมาตรา 226 ให้ถือเป็นภาษีค้าง และให้ผู้รับผิดในการ

ชำระภาษีการซื้อน้ำตาลเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็น

ภาษีการซื้อน้ำตาลด้วย

 

                   มาตรา 228  เว้นแต่ในกรณีได้รับยกเว้นการซื้อน้ำตาลตามมาตรา 221

แห่งลักษณะนี้ ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้ใด จำหน่ายน้ำตาลไป

และไม่แสดงรายการปริมาณน้ำตาลที่จำหน่ายในบัญชีตามมาตรา 236 แห่ง

ลักษณะนี้ กับมิได้นำภาษีการซื้อนำตาลสำหรับน้ำตาลนั้นไปชำระภายในกำหนด

ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมผู้นั้นเสียภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับ

น้ำตาลนั้นและเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวนสิบเท่าหรือเป็นเงินสองร้อยบาท แล้วแต่

อย่างใดจะมากกว่า ภาษีการซื้อน้ำตาลและเงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระ

ภายในกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมได้

รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้า

ไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้าง

                   ให้ผู้ขนส่งน้ำตาลผ่านด่านตรวจน้ำตาลโดยไม่มีใบผ่านด่านตามมาตรา 241

กำกับไปด้วยหรือมีใบผ่านด่านกำกับไปไม่ครบตามจำนวนน้ำตาลที่ขนส่ง เสีย

ภาษีการซื้อน้ำตาลสำหรับน้ำตาลที่ไม่มีใบผ่านด่านกำกับหรือที่เกินจำนวนใน

ใบผ่านด่านกำกับ และเงินเพิ่มสิบเท่าหรือเงินสองร้อยบาทเช่นเดียวกับที่

ได้กล่าวในวรรคหนึ่ง

 

                   มาตรา 229  ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนด ให้

ถือเป็นภาษีค้าง เพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้างให้นำบทบัญญัติมาตรา 12 มา

ใช้บังคับ

 

                   มาตรา 230  ภาษีการซื้อน้ำตาล ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้เสีย

ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งเป็นผู้จำหน่าย ต้องออกใบรับ

ให้ผู้ซื้อสำหรับเงินนี้ต่างหากจากเงินอื่น และใบรับเฉพาะเงินส่วนนี้ไม่ต้อง

ปิดแสตมป์อากร แต่ต้องแสดงปริมาณน้ำตาลที่จำหน่าย

 

                   มาตรา 231  ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมต้องแจ้ง

รายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบทะเบียนสำหรับสถานที่ที่ตน

ควบคุมและใบอนุญาตสำหรับตัว

                   การแจ้ง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งมี

สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้แจ้งต่ออธิบดี

สำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

ในจังหวัดอื่น ให้แจ้งต่อข้าหลวงประจำจังหวัดที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

                   ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม มีสถานที่หลายแห่ง

ให้แจ้งรายการเพื่อรับใบทะเบียนเป็นแห่ง ๆ ไป

                   สำหรับสถานที่ที่มีขึ้นภายหลังวันใช้บังคับบทบัญญัติในลักษณะนี้

ให้แจ้งรายการภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีขึ้น

 

                   มาตรา 232  ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่ได้รับ

ใบทะเบียนสำหรับสถานที่ และใบอนุญาตสำหรับตัวตามพระราชบัญญัติ

ภาษีการซื้อน้ำตาล พุทธศักราช 2485 หรือพระราชบัญญัติภาษีการซื้อ

น้ำตาล (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2487 แล้วไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 231

และให้ถือว่าใบทะเบียนสำหรับสถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวซึ่งผู้ประกอบการ

ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมที่กล่าวได้รับไปแล้วนั้น เป็นใบทะเบียนสำหรับ

สถานที่และใบอนุญาตสำหรับตัวออกให้ตามลักษณะนี้

 

                   มาตรา 233  ในกรณีการโอนกิจการผลิตหรือค้าน้ำตาล ให้ผู้โอน

แจ้งเรื่องโอน และให้ผู้รับโอนแจ้งรายการเพื่อขอรับใบทะเบียนและ

ใบอนุญาตตามวิธีการที่กล่าวในมาตรา 231 ก่อนการโอน

 

                   มาตรา 234  ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับ

ใบทะเบียนสำหรับสถานที่แห่งใด ห้ามมิให้ผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาล

ในสถานที่แห่งนั้นจนกว่าจะได้รับใบทะเบียนสำหรับสถานที่แล้ว

                   ถ้าผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมมิได้รับใบอนุญาต

สำหรับตัว ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล จนกว่าจะได้รับ

ใบอนุญาตสำหรับตัวแล้ว

                   มาตรา 235  ในกรณีที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม

เลิกผลิตนำเข้าหรือจำหน่ายน้ำตาลในสถานที่แห่งใด ให้ผู้ประกอบการ

ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม ซึ่งควบคุมสถานที่นั้นแจ้งให้อธิบดีหรือข้าหลวง

ประจำจังหวัดที่กล่าวในมาตรา 231 แล้วแต่กรณี ทราบตามแบบที่อธิบดี

กำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำตาล

ในสถานที่นั้น

                   ในกรณีนี้ให้อธิบดีหรือข้าหลวงประจำจังหวัดที่กล่าวมีอำนาจสั่ง

ตีตราปิดสถานที่นั้น และเรียกใบทะเบียนและใบอนุญาตคืนได้ในเมื่อไม่มี

น้ำตาลจะจำหน่ายแล้ว

 

                   มาตรา 236  ให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมทำบัญชี

ตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการปริมาณน้ำตาลหรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งมีอยู่ ได้มา และจำหน่ายไป เป็นรายวันและต้องเก็บรักษาบัญชีนี้ไว้

จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลาย แต่ไม่เกินสามปี

 

                   มาตรา 237  ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้ผู้ประกอบการ

ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวมปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาทำการของสถานที่หรือติดตั้ง

เครื่องชั่งตวงวัดเพื่อตรวจสอบในสถานที่ได้

 

                   มาตรา 238  เพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ พนักงาน

เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องในเวลาระหว่าง

อาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก และมีอำนาจทำการตรวจสอบ กับออกหมายเรียก

ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้รวบรวม หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่อง

มาไต่สวนได้

 

                   มาตรา 239  ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะตั้งด่านตรวจน้ำตาลขึ้น ณ

ที่หนึ่งที่ใด และเมื่อใดก็ได้ กับให้มีอำนาจกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาล

ซึ่งมาจากท้องที่หนึ่งไปยังอีกท้องที่หนึ่งเมื่อใดก็ได้ การตั้งด่านตรวจน้ำตาล

ก็ดี การกำหนดเส้นทางขนส่งน้ำตาลก็ดี ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา 240  ให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา 239

มีอำนาจสั่งพาหนะที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าขนส่งน้ำตาลหยุดที่ด่านตรวจน้ำตาล

และมีอำนาจเข้าตรวจจำนวนน้ำตาล กับสอบถามและเรียกพยานหลักฐาน

เกี่ยวกับการขนส่งน้ำตาลนั้นมาไต่สวนได้

 

                   มาตรา 241  ผู้ควบคุมพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลในคราวหนึ่ง ๆ เป็น

จำนวนเกินกว่าร้อยกิโลกรัม มีหน้าที่ต้องขนส่งน้ำตาลตามเส้นทางที่อธิบดี

กำหนด และต้องนำพาหนะที่ขนส่งน้ำตาลมาให้เจ้าพนักงานประจำด่านตรวจ

น้ำตาลตรวจและไต่สวน และให้เจ้าของน้ำตาลหรือผู้แทน หรือผู้ควบคุม

พาหนะที่ขนส่งน้ำตาล ขอรับใบผ่านด่านจากเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจ

น้ำตาลกับไปน้ำตาลที่ผ่านด่านนั้นด้วย

 

                   มาตรา 242  ผู้ใดจงใจไม่ทำบัญชีเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 236 ก็ดี

ทำบัญชีดังกล่าวไม่บริบูรณ์ก็ดี หรือทำบัญชีเป็นเท็จก็ดี มีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา 243  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 219 มาตรา 223 มาตรา 224

มาตรา 230 มาตรา 231 มาตรา 233 มาตรา 235 หรือฝ่าฝืนระเบียบ

ตามมาตรา 237 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

 

 

                   มาตรา 244  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 234 มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

                   มาตรา 245  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ

                   (1) ออกใบรับตามมาตรา 230 หรือแจ้งรายการตาม มาตรา 224

มาตรา 226 มาตรา 231 หรือมาตรา 233 ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อ

หลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล

                   (2) ขัดขืนมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ทำการ หรือมิให้

ทำการตรวจสอบ หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเป็นการฝ่าฝืนอำนาจตามมาตรา 238

                   (3) ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือให้ถ้อยคำเท็จ

หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง

เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อน้ำตาล หรือ

                   (4) ไม่ยอมตอบคำถาม หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบถ้อยคำอันเป็นเท็จ

หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจของเจ้าพนักงาน

ประจำด่านตรวจน้ำตาลตามมาตรา 240

                   มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

 

                   มาตรา 246  ผู้ใดไม่หยุดพาหนะ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 240 หรือ

ฝ่าฝืนมาตรา 241 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

 

                   มาตรา 247  เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการ ได้รู้เรื่องกิจการ

ของผู้รับผิดในการชำระภาษีการซื้อน้ำตาล หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องตาม

บทบัญญัติในลักษณะนี้ นำความนั้นไปแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบด้วยวิธีใด

โดยผิดหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก

ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

บัญชีอัตราภาษีการซื้อน้ำตาล

------

 

                   น้ำตาล  กิโลกรัมละ 10 สตางค์

หมายเหตุ  1. เศษของ 1 กิโลกรัมแต่ไม่เกิน .5 กิโลกรัม ให้ปัด

                     เป็น .5 กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาล 1 ใน 2

                     ของอัตรา ถ้าเศษของ 1 กิโลกรัมแต่เกิน .5 กิโลกรัม

                     ให้ปัดเป็น 1 กิโลกรัม และคิดภาษีการซื้อน้ำตาลตามอัตรา

              2. น้ำตาลใด ๆ ถ้ามีน้ำตาลทำจากอ้อย ตาลโตนด มะพร้าว

                     ต้นไม้อื่นหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศเจือปนอยู่ ให้ถือ

                     เป็นน้ำตาลทั้งหมด

*[5]

ลักษณะ 7

ภาษีโรงแรมภัตตาคาร

------

 

                   มาตรา 248  การเรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารซึ่งบัญญัติไว้ใน

ลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 249  ในลักษณะนี้

                   โรงแรมภัตตาคารหมายความว่า  สถานที่ซึ่งเป็นโรงแรมตาม

พระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 หรือที่ซึ่งเป็นที่จำหน่ายอาหาร

เพื่อการค้า หรือซึ่งเป็นทั้งโรงแรมและเป็นที่จำหน่ายอาหารเพื่อการค้า

และสถานที่นั้นมีค่ารายปีไม่น้อยกว่า 600 บาท

                   เจ้าสำนักหมายความว่า  บุคคลผู้ควบคุมและจัดการโรงแรม

ภัตตาคาร

                   ที่พักหมายความว่า  สถานที่จัดไว้สำหรับคนเดินทางหรือบุคคล

อื่นใดซึ่งเจ้าสำนักจัดให้พักอาศัยเพื่ออยู่หรือพักชั่วคราว

                   อาหารหมายความว่า  ของกินหรือเครื่องดื่มทุกชะนิด

                   ซื้อหมายความว่า  รับโอนกรรมสิทธิไม่ว่ากรณีใด ๆ

                   ค่ารายปีหมายความว่า  ค่ารายปีตามมาตรา 78

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม

มาตรา 130

 

                   มาตรา 250  ตั้งแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ ให้จัดเก็บภาษี

เรียกว่าภาษีโรงแรมภัตตาคารเมื่อมีการเช่าที่พักหรือมีการเช่าที่พักและซื้อ

อาหารบริโภค หรือมีการซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคาร

                   โรงแรมภัตตาคารใดนำอาหารจากที่อื่นมาให้บุคคลบริโภคในโรงแรม

ภัตตาคาร ให้ถือว่าเป็นการซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคารนั้น

 

                   มาตรา 251  การเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารตามลักษณะนี้ ให้เก็บ

ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินที่โรงแรมภัตตาคารเรียกเก็บเป็นค่าเช่าที่พัก

หรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร หรือค่าอาหาร

                   เงินที่เรียกเก็บเป็นค่าบริการและสิ่งอื่นที่จัดให้เนื่องในการเช่าที่พัก

หรือการเช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือการซื้ออาหารบริโภคในโรงแรม

ภัตตาคาร ให้ถือเป็นเงินที่โรงแรมภัตตาคารเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน

                   การคำนวณภาษีตามมาตรานี้ ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่า 5 สตางค์

ให้ปัดทิ้ง

 

                   มาตรา 252  ในกรณีที่เรียกเก็บเงินตามมาตรา 251 ต่ำกว่า 5 บาท

ให้ได้รับยกเว้นภาษีตามลักษณะนี้ แต่ถ้าเรียกเก็บเงินดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 5 บาท

ไม่ว่ากรณีใด ๆ ต้องเสียภาษีตามลักษณะนี้

 

                   มาตรา 253  การซื้ออาหารบริโภคในโรงแรมภัตตาคารมื้อหนึ่ง ๆ

หลายสิ่ง ค่าอาหารที่จะเรียกเก็บนั้นต้องเรียกเก็บรวมกันโดยไม่แยกเป็น

รายสิ่ง

 

                   มาตรา 254  ในกรณีที่บุคคลหลายคนซื้ออาหารบริโภคร่วมกัน ค่าอาหาร

ที่จะเรียกเก็บนั้น ต้องเรียกเก็บรวมกันโดยไม่แยกเป็นรายบุคคล

                   การบริโภคร่วมกันนั้น คือ เมื่อการบริโภคนั้น ทุกคนอาจบริโภคอาหาร

สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือทุกสิ่งร่วมกันได้ หรือเมื่อมีผู้รับเลี้ยงในการบริโภค

                   มาตรา 254  ภาษีตามลักษณะนี้ ให้ชำระเมื่อโรงแรมภัตตาคารได้รับ

ชำระเงินตามมาตรา 251 และให้ชำระโดยโรงแรมภัตตาคารออกใบรับเงิน

แสดงค่าเช่าที่พักหรือค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร หรือค่าอาหาร และแสดง

จำนวนเงินภาษีโรงแรมภัตตาคาร แล้วปิดแสตมป์อากรมหรสพเท่าจำนวน

เงินภาษีนั้น และขีดฆ่าแสตมป์ดังกล่าวตามความในลักษณะ 2 หมวด 6

                   เงินค่าแสตมป์อากรมหรสพที่ต้องปิดในใบรับนั้น ให้ผู้เช่าที่พัก หรือ

ผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือผู้ซื้ออาหารบริโภค มีหน้าที่ต้องเสีย

ให้แก่โรงแรมภัตตาคาร ถ้าผู้เช่าที่พักหรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค

หรือผู้ซื้ออาหารบริโภค ไม่เสียเงินดังกล่าว ให้โรงแรมภัตตาคารมีสิทธิ

เรียกร้องเอาจากผู้เช่าที่พัก หรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือ

ผู้ซื้ออาหารบริโภคได้

                   เงินภาษีโรงแรมภัตตาคารซึ่งแสดงในใบรับนั้น ให้ยกเว้นไม่ต้อง

เสียอากรแสตมป์

 

                   มาตรา 256  ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบกำหนดให้โรงแรม

ภัตตาคารปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ใบเสร็จ การเก็บต้นขั้วใบเสร็จ การยื่น

รายการแสดงการเรียกเก็บเงินตามมาตรา 251 การซื้อแสตมป์อากร

มหรสพ และการใช้แสตมป์อากรมหรสพของโรงแรมภัตตาคาร

 

                   มาตรา 257  โดยการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 259

ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงาน

รัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าไม่เสียภาษีโรงแรมภัตตาคาร หรือเสีย

ไม่ครบถ้วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีโรงแรมภัตตาคารจาก

โรงแรมภัตตาคารที่เกี่ยวข้องจนครบ และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกเป็น

จำนวน 2 เท่า ของภาษีโรงแรมภัตตาคารที่ไม่เสียหรือที่ขาด หรือ

เป็นเงิน 25 บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ภาษีโรงแรมภัตตาคารและ

เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันที่

ได้รับทราบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                   เงินเพิ่มเมื่อเรียกเก็บได้แล้ว ให้หักออกร้อยละ 20 เป็นเงินสินบน

รางวัลเพื่อจ่ายให้แก่บุคคลที่ตรวจพบหรือบุคคลที่แจ้งความกล่าวหาดังกล่าว

ในวรรคหนึ่งตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 258  ให้เจ้าสำนักมีหน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติ

และการชำระภาษีโรงแรมภัตตาคารของโรงแรมภัตตาคารตามบทบัญญัติ

ในลักษณะนี้ทุกประการ

                   มาตรา 259  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในโรงแรม

ภัตตาคารเพื่อตรวจกิจการเกี่ยวกับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ยึดเอกสาร

หลักฐานที่เกี่ยวข้อง และออกหมายเรียกเจ้าสำนักหรือพยานหลักฐานมา

ไต่สวนได้เมื่อมีเหตุผลสมควร

 

                   มาตรา 260  ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ถ้ามิได้ชำระภายในเวลา

ที่กำหนดไว้ให้ถือเป็นภาษีค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง ให้นำบท

บัญญัติมาตรา 12 มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 261  ผู้เช่าที่พัก หรือผู้เช่าที่พักและซื้ออาหารบริโภค หรือ

ผู้ซื้ออาหารบริโภค ผู้ใดไม่ยอมเสียเงินค่าแสตมป์อากรมหรสพให้แก่โรงแรม

ภัตตาคารให้ครบถ้วนก็ดีโรงแรมภัตตาคารใด ไม่ออกใบรับเงินก็ดี ไม่ปิด

แสตมป์อากรมหรสพบนใบรับเงินก็ดี ปิดแสตมป์อากรมหรสพไม่ครบถ้วนก็ดี

ไม่ขีดฆ่าแสตมป์อากรมหรสพก็ดี เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 255 หรือออกใบรับ

ไม่ตรงกับความจริงหรือฝ่าฝืนมาตรา 253 หรือมาตรา 254 หรือไม่ปฏิบัติ

ตามระเบียบของอธิบดี เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 256 มีความผิดต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินสองร้อยบาท

 

                   มาตรา 262  ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามหมาย

ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามตามมาตรา 259

มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

-------------------

 

    *[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       พุทธศักราช 2482

    *[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483

    *[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485

    *[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485

    *[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489

    *[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                       (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490