ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๑๐
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของประมวล
รัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน
รัดกุม เป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น
หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๒ ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากร
“ผู้ว่าราชการจังหวัด” หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย
“อำเภอ” หมายความว่า นายอำเภอ สมุห์บัญชีอำเภอหรือสมุห์บัญชีเขต
“นายอำเภอ” หมายความรวมถึงหัวหน้าเขต และปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ
กิ่งอำเภอด้วย
“ที่ว่าการอำเภอ” หมายความรวมถึงที่ว่าการเขต และที่ว่าการกิ่งอำเภอด้วย
“องค์การของรัฐบาล” หมายความว่า องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วย
การจัดตั้งองค์การของรัฐบาลและกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความ
รวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย
“ประเทศไทย” หรือ”ราชอาณาจักร”หมายความรวมถึงเขตไหล่ทวีปที่เป็นสิทธิ
ของประเทศไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับนับถือกันโดยทั่วไป และตามความ
ตกลงกับต่างประเทศด้วย”
ข้อ ๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ เอกาทศ และมาตรา ๓ ทวาทศ แห่ง
ประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๓ เอกาทศ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรมีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตาม
ประมวลรัษฎากรได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรี
การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓ ทวาทศ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามความใน
มาตรา ๓ เอกาทศ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”
ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นบทนิยามในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗
““บริษัทเงินทุน” หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่ง
สาธารณชน”
ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความใน (ก) ของ (๔) ของมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ย
เงินกู้ยืม ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่าย
ตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่า
ราคาไถ่ถอน”
ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความใน (๘) และ (๒๒) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๘) ดอกเบี้ยเงินสะสมที่รัฐบาลจ่าย ดอกเบี้ยสลากออมสิน ดอกเบี้ยเงินฝาก
ออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียกและประเภทฝากประจำ ซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน
หกเดือน หรือดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรเฉพาะที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภท
ออมทรัพย์ ซึ่งใช้สมุดคู่ฝากในการฝากถอนและไม่ใช้เช็คในการถอน รวมตลอดถึงเงินฝากที่ต้อง
จ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน
(๒๒) เงินได้จากการขายหรือโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งหลักทรัพย์ในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเฉพาะที่ได้ขายหรือโอนภายหลังหกเดือนนับแต่วันที่ได้หลักทรัพย์นั้น”
ข้อ ๖ ให้ยกเลิกความใน (๑๔) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.๒๔๙๖ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑๔) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) (ง) (จ) หรือ (ฉ) ซึ่งได้จาก
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีอย่างบุคคลธรรมดา และเงินส่วนแบ่งกำไร
จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแต่มิใช่กองทุนรวม”
ข้อ ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๒ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๔๒ ตรี เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) เฉพาะที่เป็นค่า
แห่งลิขสิทธิ์ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๒๐ แต่ต้องไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามี
ภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง”
ข้อ ๘ ให้ยกเลิกความใน (๑) และ (๒) ของ (จ) ของ (๑) ของมาตรา ๔๗ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑)
พ.ศ. ๒๕๑๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เงินได้ที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียนหรือจากกองทุนรวมที่เหลือสำหรับ
ส่วนที่ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐
(๒) เงินได้ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ไทย และมิใช่บริษัทจดทะเบียนที่เหลือสำหรับส่วนที่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๕”
ข้อ ๙ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๖ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ หรือ
มาตรา ๕๗ เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตรา
ภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้”
ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (ก) ของ (๓) ของมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การของ
รัฐบาล ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทเงินทุนหรือ
ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริม
เกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้รับก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๖”
ข้อ ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๘ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และ
ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๘ ทวิ ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้า
ทอดหนึ่งทอดใด หรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตามวิธีการ อัตรา และประเภท
สินค้าตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น”
ข้อ ๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๕๗ จัตวา แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๑๖และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๕๗ จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา ๖๔ การยื่นรายการตามมาตรา ๕๖
มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๗ ทวิ มาตรา ๕๗ ตรี หรือมาตรา ๕๗ เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่อ
อำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ”
ข้อ ๑๓ ให้เพิ่ม ความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๕๗ เบญจ ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ในปีภาษี
ที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษี
ต่างหากจากสามี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้
ของสามีตามมาตรา ๕๗ ตรี ก็ได้
ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหัก
ลดหย่อนได้ดังนี้
(๑) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา ๔๗ (๑) (ก)
(๒) สำหรับบุตรตามมาตรา ๔๗ (๑) (ค) คนละ ๑,๐๐๐ บาท
(๓) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา ๔๗ (๑) (ง) วรรคหนึ่ง
(๔) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา ๔๗ (๗)
ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (๒)
ให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย
ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม
มาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวรวมกันไม่เกิน ๑๒,๕๐๐ บาท ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะมีเงินได้เป็น
จำนวนเท่าใด สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน”
ข้อ ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๑ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๑ ในกรณีที่
(๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้
ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนด
ไว้ในมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๖๘ ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงาน
ประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี
ในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบ
ระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหัก
รายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอด
ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏ
ให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร
(๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการ
ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ หรือมาตรา
๖๘ ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักประเมินมีอำนาจประเมินภาษี
ที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา ๖๗ และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของ
จำนวนภาษีที่ขาดก็ได้
(๓) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี
ซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๗ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงาน
ประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมิน
ให้เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติ
ตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่
กล่าวใน (๑)
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมิน
ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น
การประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้”
ข้อ ๑๕ ให้ยกเลิกความใน (ก) ของ (๒) ของบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้าย
หมวด ๓ ในลักษณะ ๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ
(๑) บริษัทจดทะเบียน ร้อยละ ๓๐
(๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (๑) ร้อยละ๓๕”
ข้อ ๑๖ ให้เพิ่ม ความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๘ ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร
“มาตรา ๗๘ ปัณรส ในกรณีรัฐบาล องค์การของรัฐบาลหรือเทศบาล สุขาภิบาล
หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งมีหน้าที่เสีย
ภาษีการค้าตามประเภทการค้า ๔.ชนิด ๑ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีการค้า
จากเงินที่จ่ายในอัตราตามบัญชีอัตราภาษีการค้ารวมทั้งภาษีตามกฎหมายว่าด้วยรายได้เทศบาล
กฎหมายว่าด้วยรายได้สุขาภิบาล หรือกฎหมายว่าด้วยรายได้จังหวัดด้วย
ผู้จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่งอำเภอ ณ
ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ภายในวันที่เจ็ดของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินนั้น ไม่ว่าตนจะได้หักไว้แล้ว
หรือไม่พร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการหักภาษีการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ถือเป็นเครดิต
ในการคำนวณภาษีการค้าของผู้รับจ้างในเดือนภาษี ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๕๓ และ
มาตรา ๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
ข้อ ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๐๕ ทวิ ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕
(๑) หรือผู้ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สิน การขายหรือการรับจ้างทำของตามมาตรา ๑๐๕ (๒)
เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับเช่นว่านี้ไว้
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ
ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ
ตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออกใบรับ
ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีตัวเลข
ไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้
(๑) เลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ ถ้าผู้ออกใบ
รับเป็นผู้ประกอบการค้า
(๒) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ
(๓) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ
(๔) วันเดือนปีที่ออกใบรับ
(๕) จำนวนเงินที่รับ
(๖) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้า
เฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป
ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการค้าสินค้า
ประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตาม
วรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษา
ต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
ข้อ ๑๘ ให้ยกเลิกความใน ๙. ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ใน
ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
ข้อ ๑๙ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของ ๑๑ ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย
หมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
ข้อ ๒๐ ให้ยกเลิกความใน ๑๐. ๑๒. ๑๔. ๑๕. ๒๔. ๒๕. ๒๖. และ ๒๗. ของ
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.๒๔๙๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
ข้อ ๒๑ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ประกาศ
ของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(๑) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ในหรือหลังวัน
ที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝาก
ที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาดอกเบี้ยดังกล่าว
ส่วนที่เฉลี่ยเป็นของระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบก
ษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
(๒) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลังวันที่ประกาศ
ของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบ
กำหนดเวลาฝากก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำ
มารวมคำนวณภาษี
ข้อ ๒๒ เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา๔๒ (๒๒)
แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
(๑) ที่ได้รับก่อนหรือในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ให้ยังคงได้รับยกเว้น
(๒) ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม
พ.ศ.๒๕๒๒ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วโดยไม่ต้อง
นำไปรวมคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๑) และ (๒) แห่งประมวลรัษฎากรก็ได้
(๓) ที่ได้รับภายหลังระยะเวลาตาม (๒) ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม
มาตรา ๔๘ (๑) และ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อ ๒๓ ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่ประกาศของ
คณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากรให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากร
แสตมป์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดย
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๒๔ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี
อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๒๕ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ และ ข้อ ๑๓
ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๐
ที่จะต้องยื่นรายการภายใน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นต้นไป
(๒) ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป
ข้อ ๒๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศของ
คณะปฏิวัติฉบับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐
พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
หัวหน้าคณะปฏิวัติ
สุรินทร์ / พิมพ์/ แก้ไข
๑๙/๐๒/๒๕๔๕