พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑)
พ.ศ. ๒๕๑๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๗
เป็นปีที่ ๒๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗”
มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) บทบัญญัติมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา
๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของ
บุคคลธรรมดาประจำปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป
(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะ
เวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป
*[รก.๒๕๑๗/๒๒๘/๑พ/๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๗]
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นบทนิยามในมาตรา ๓๙ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)
พ.ศ. ๒๕๐๒
““บริษัทจดทะเบียน” หมายความว่า บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“บริษัทจัดการกิจการลงทุน” หมายความว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้
ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความ
ปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน
“กองทุนรวม” หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่งจัดตั้งและ
ดำเนินการโดยบริษัทจัดการกิจการลงทุนตามโครงการในการประกอบกิจการจัดการลงทุนตาม
กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความใน (ก) และ (ข) ของ (๔) ของมาตรา ๔๐ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙)
พ.ศ. ๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วเงิน เงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม
หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ซึ่งบริษัทเงิน
ทุนเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้าง
หุ้นส่วนนิติบุคคล หรือกองทุนรวม”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความใน (๘) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๘) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินสะสมที่รัฐบาล
จ่าย”
มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๒๑) (๒๒) (๒๓) และ (๒๔) ของมาตรา
๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
“(๒๑) ประโยชน์ที่ได้จากการจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม
มาตรา ๔๐ (๔) (ก) ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก และผู้รับมิใช่เป็นผู้ทรงคนแรก
(๒๒) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(๒๓) เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
(๒๔) เงินได้ของกองทุนรวม”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความใน (จ) ของ (๑) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(จ) เงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) เท่าจำนวนที่ได้รับแต่ต้องไม่เกินวงเงิน
๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะส่วนที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียนหรือจากกองทุนรวม และไม่เกินวงเงิน
๕,๐๐๐ บาท เฉพาะส่วนที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
และมิใช่บริษัทจดทะเบียนในกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ดังกล่าวจากบริษัททั้งสองประเภท และ
หรือกองทุนรวม จะเลือกหักจากส่วนที่ได้รับจากบริษัทประเภทใดหรือกองทุนรวม เป็นจำนวนเท่าใด
ภายในวงเงินดังกล่าวก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และเมื่อได้เลือกหักอย่างใดสำหรับ
ปีภาษีใดแล้วจะเปลี่ยนแปลงสำหรับปีภาษีนั้นไม่ได้
เมื่อหักลดหย่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว มีเงินได้เหลืออยู่เท่าใดให้หักลดหย่อนได้อีก
ดังนี้
(๑) เงินได้ที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียนหรือจากกองทุนรวมร้อยละ ๓๐ ของเงิน
ได้ที่เหลือนั้น
(๒) เงินได้ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
และมิใช่บริษัทจดทะเบียนร้อยละ ๒๐ ของเงินได้ที่เหลือนั้น ถ้าได้รับเงินได้นั้นก่อนหรือใน พ.ศ.
๒๕๑๘ หรือร้อยละ ๑๕ ของเงินได้ที่เหลือนั้น ถ้าได้รับเงินได้นั้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็น
สามีภรรยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินได้ดังกล่าวที่สามีหรือภรรยาของผู้
มีเงินได้ได้รับตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง”
มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๓) ของวรรคหนึ่งของมาตรา ๔๘ แห่ง
ประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๕
“(๓) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไป
รวมคำนวณภาษีตาม (๑) และ (๒) ก็ได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ก) ดังต่อไปนี้
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การ
ของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐบาล
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทเงินทุนหรือดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ
ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือ
อุตสาหกรรม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้รับก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๖
(ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดง
สิทธิในหนี้ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก เฉพาะที่ได้รับก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๖”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“(๒) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) และ (๔) ให้คำนวณหักตาม
อัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่
(ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘ (๓) (ก) ถ้าจ่ายก่อนหรือ
ใน พ.ศ. ๒๕๒๖ ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินได้ และถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗
เป็นต้นไป ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
(ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘ (๓) (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋ว
เงินผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าวให้แก่ผู้มีหน้าที่เสีย
ภาษีเงินได้ตามส่วนนี้ เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ในอัตรา
ร้อยละ ๑๐ ของเงินได้ถ้าจ่ายก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๖ และถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นไป
ให้เรียกเก็บตามอัตราภาษีเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้
(ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ก) ที่มิได้ระบุใน (ก) และ
(ข) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย
ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรานี้
(ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) ให้หักลดหย่อนตาม
อัตราในวรรคสองของมาตรา ๔๗ (๑) (จ) (๑) หรือ (๒) ก่อนแล้วคำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้”
มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๐) ของมาตรา ๖๕ ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘
“(๑๐) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและไม่เข้าลักษณะตาม
มาตรา ๗๕ ให้นำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียง
กึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่บริษัทจดทะเบียนไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้น
ตามกฎหมายไทยหรือที่ได้จากบริษัทจดทะเบียนหรือจากกองทุนรวมมารวมคำนวณเป็นรายได้
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดตามวรรคหนึ่ง และบริษัท
จดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ ๑๕ ของเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งสิ้น
ในรอบระยะเวลาบัญชี”
มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๓) ของมาตรา ๗๘ ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๑๓
“(๑๓) กิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
มาตรา ๑๒ ความใน (๘) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิก
โดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร
ของรัฐบาลที่ออกจำหน่ายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๓ บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้คงใช้บังคับได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน
ที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันมีกฎหมายว่า
ด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลัก
ทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราช
บัญญัตินี้ขึ้น
ภคินี/แก้ไข
๔/๓/๒๕๔๕
A+B (C)