หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

พุทธศักราช 2481

------

ในพระปรมาภิธัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2481

เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุง

การรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม

 

                   จึงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา 1  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่าพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481

 

                   มาตรา 2  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482

เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 3  ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้

เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2482 เป็นต่อไป เว้นแต่บท

บัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่

วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 เป็นต้นไป

 

                   มาตรา 4  นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก

                   (1) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2468

                   (2) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ.119

                   (3) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช 2464

                   (4) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ.119

                   (5) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำรวจ

ต้นผลไม้ใหม่ สำหรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทร์ศก 130

                   (6) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2485

                   (7) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช 2475

                   (8) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2476

                   (9) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอื่น ซึ่ง

ออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

                   และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช 2475

กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม

หรือดำเนินการตามพระราชบัญญัตินั้น

 

                   มาตรา 5  บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ

และบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้

บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำนวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร

                   ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ และบทกฎหมาย ที่ให้

ยกเลิกตามความในมาตรา 4 วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บ

อากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 6 แห่งประมวล

รัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์

 

                   มาตรา 6  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้

เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

           พิบูลสงคราม

          นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมวลรัษฎากร

ลักษณะ 1

ข้อความเบื้องต้น

------

 

                   มาตรา 1  กฎหมายนี้ให้เรียกว่าประมวลรัษฎากร

*[10]

*[30]

 

                   มาตรา 2  ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้

เห็นเป็นอย่างอื่น

                   รัฐมนตรีหมายความว่า  รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประมวล

รัษฎากรนี้

                   อธิบดีหมายความว่า  อธิบดีกรมสรรพากร

                   ผู้ว่าราชการจังหวัดหมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพ

มหานครด้วย

                   อำเภอหมายความว่า  นายอำเภอ สมุห์บัญชีอำเภอหรือ

สมุห์บัญชีเขต

                   นายอำเภอหมายความรวมถึงหัวหน้าเขต และปลัดอำเภอผู้เป็น

หัวหน้าประจำกิ่งอำเภอด้วย

                   ที่ว่าการอำเภอหมายความรวมถึงที่ว่าการเขต และที่ว่าการ

กิ่งอำเภอด้วย

                   องค์การของรัฐบาลหมายความว่า  องค์การของรัฐบาลตาม

กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล และกิจการของรัฐตามกฎหมาย

ที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย

                   ประเทศไทยหรือราชอาณาจักรหมายความรวมถึงเขตไหล่ทวีป

ที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับนับถือกัน

โดยทั่วไป และตามความตกลงกับต่างประเทศด้วย

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 3  บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวล

รัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ

                   (1) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์กิจการ หรือ

สภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป

                   (2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทย

มีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา

หรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

                   (3) ยกเว้นแก่รัฐบาล - องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล องค์การ

ศาสนา หรือองค์การกุศลสาธารณ

                   การลดหรือยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกา

ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้

*[8]

*[10]

*[17]

*[39]

 

                   มาตรา 3 ทวิ  ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควร

ต้องได้รับโทษหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนด

ค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา 13 คือ

                   (1) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ

มหานคร ให้เป็นไปอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจ

ของผู้ว่าราชการจังหวัด

                   (2) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือน แต่ไม่เกิน

หนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี ให้เป็น

อำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดี อธิบดีกรมการปกครอง

และอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                   ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจ

เปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไป

ในกรณีแห่งความผิดนั้น

                   ถ้าผู้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่า ไม่ควรใช้อำนาจ

เปรียบเทียบ หรือเมื่อเปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบ

หรือยอมแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ

กำหนด ให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ ห้ามมิให้ดำเนินการ

เปรียบเทียบตามกฎหมายอื่นอีก

*[8]

 

                   มาตรา 3 ตรี  บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติ

แห่งประมวลรัษฎากรนี้และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตาม

หลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้อง

รับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร

*[8]

 

                    มาตรา 3 จัตวา  ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้

บุคคลไปเสียภาษีอากร ณ ที่ว่าการอำเภอรัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา

กำหนดให้ไปเสีย ณ สำนักงานแห่งอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ การเสียภาษีอากรนั้น

ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำนักงานแห่งนั้น

ได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว

*[10]

*[39]

 

                   มาตรา 3 เบญจ  เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าการหลีกเลี่ยง

การเสียภาษีอากร ให้อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ

ให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการ

ตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวกับหรือ

สันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องได้ทั่วราชอาณาจักร

                   ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

หรือสรรพากรเขตมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคหนึ่ง สำหรับใน

เขตท้องที่จังหวัดหรือเขตนั้น

                   การทำการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ต้องทำในระหว่าง

เวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของ

ผู้ประกอบกิจการนั้น

*[10]

 

                   มาตรา 3 ฉ  บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่ง

เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียถ้าทำเป็นภาษา

ต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใด

ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ  จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควร

ก็ได้

*[10]

 

 

                   มาตรา 3 สัตต  เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตาม

ประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคล

ที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี

                   บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อนต้องเป็น

ผู้ที่มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด

อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้

                   บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศ

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[10]

 

                   มาตรา 3 อัฏฐ  กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้ง

รายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดีหรือกำหนดเวลาการเสีย

ภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม

กำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ

จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้

ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

                   กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรี

เห็นเป็นการสมควร จะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความ

จำเป็นแก่กรณีก็ได้

*[10]

 

                   มาตรา 3 นว  ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวาง

เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ ตามความในมาตรา 3 เบญจ มีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับ

ทั้งจำ

*[10]

                   มาตรา 3 ทศ  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน

หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 3 ฉ มีความผิดต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

*[30]

*[39]

 

 

                   มาตรา 3 เอกาทศ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร

ตามประมวลรัษฎากร อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร

และผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตาม

ประมวลรัษฎากรได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา 3 ทวาทศ  ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตาม

ความในมาตรา 3 เอกาทศ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

*[32]

 

                   มาตรา 3 เตรส  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี

ให้อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ซึ่งไม่มี

หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะ 2 หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข

และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำมาตรา 52 มาตรา 53

มาตรา 54 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 60 และมาตรา 63 มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

*[41]

 

                   มาตรา 3 จตุทศ  ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส

มาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ มาตรา 78 ปัณรส และมาตรา 78 สัตตรส ให้

ผู้มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งก่อน ไม่ว่าการจ่าย

เงินนั้นจะเกิดขึ้นจากคำสั่งหรือคำบังคับของศาลหรือตามกฎหมายหรือเหตุอื่นใด

ก็ตาม

*[8]

*[24]

 

                   มาตรา 4  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประมวล

รัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานอื่นโดย

ประกาศในราชกิจจานุเบกษากับออกกฎกระทรวง

                   (1) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์ โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับ

แสตมป์ที่ใช้ได้ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดแต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า

หกสิบวัน

                   (2) กำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรนี้

 

                   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

*[17]

 

                   มาตรา 4 ทวิ  คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทย

ต้องเสียภาษีอากรที่ค้างชำระและหรือที่จะต้องชำระ แม้จะยังไม่ถึงกำหนด

ชำระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากร ให้เสร็จสิ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวล

รัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง

 

                   มาตรา 4 ตรี  ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทย

ยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนด

เวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่

                   การยื่นคำร้องตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือ

พักอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับ

มอบหมาย ถ้ามีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                   คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความใน

วรรคก่อน หรือยื่นคำร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทางออก

จากประเทศไทยหรือพยายามเดินทางออกจากประเทศไทย นอกจากจะมี

ความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเสียเงินเพิ่ม

ร้อยละ 20 ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่มตามมาตรานี้

ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

 

                   มาตรา 4 จัตวา  บทบัญญัติมาตรา 4 ทวิ และมาตรา 4 ตรี ไม่ใช้

บังคับแก่คนต่างด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามาและอยู่ในประเทศไทย

ไม่เกินเก้าสิบวัน โดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน

 

                   มาตรา 4 เบญจ  ให้ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี ตรวจสอบว่า

ผู้ยื่นคำร้องมีภาษีอากรที่จะต้องเสียตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง

                   ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำร้อง

มีเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามมาตรา 4 ทวิ และผู้ยื่นคำร้องได้นำเงินภาษี

อากรมาชำระครบถ้วยแล้วก็ดี หรือไม่อาจชำระได้ทั้งหมดหรือได้ชำระแต่

บางส่วน และผู้ยื่นคำร้องได้จัดหาผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่อธิบดีหรือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่า

ภาษีอากรนั้นแล้วก็ดี ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ออกใบผ่านภาษีอากรให้

                   มาตรา 4 ฉ  ในกรณีที่ผู้รับคำร้องตามมาตรา 4 ตรี พิจารณา

เห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องมีเหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทย

เป็นการรีบด่วนและชั่วคราว และผู้ยื่นคำร้องมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์

อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่ต้องชำระ ให้อธิบดีหรือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้

 

                   มาตรา 4 สัตต  ภายใต้บังคับมาตรา 4 อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากร

ให้มีอายุใช้ได้สิบห้าวันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากร

ก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต่อ

อายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้

 

                   มาตรา 4 อัฏฐ  คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าออก

ประเทศไทยเป็นปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ จะยื่น

คำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี

ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำก็ได้ ถ้าผู้รับคำร้องพิจารณา

เห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำเป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือ

หลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระแล้ว

จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ใบผ่านภาษีอากร

เช่นว่านี้ให้มีกำหนดเวลาใช้ได้ตามที่ระบุในใบผ่านภาษีอากรนั้น แต่ต้อง

ไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก

 

                   มาตรา 4 นว  คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทย

โดยไม่มีใบผ่านภาษีอากรซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัษฎากรนี้ ต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

                   คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษ

เช่นเดียวกัน

*[25]

*[39]

 

                   มาตรา 4 ทศ  ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ย

แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

ของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ

เงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

 

                   ดอกเบี้ยที่ให้ตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่

ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้

 

ลักษณะ 2

ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร

หมวด 1

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

------

 

                   มาตรา 5  ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่

และการควบคุมของกรมสรรพากร

 

                   มาตรา 6  ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ และคณะนั้นมิใช่

นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

 

                   มาตรา 7  บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นซึ่งบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วน

หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ

 

                   มาตรา 8  หมายเรียก หรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้

จะให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือ

จะส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

                   ถ้าให้นำไปส่ง เมื่อผู้ส่งไม่พบผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุ

นิติภาวะแล้ว และอยู่ในบ้านหรือสำนักงานของผู้รับก็ได้

                   ถ้าไม่สามารถจะส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น จะ

ส่งโดยวิธีปิดหมายหรือหนังสือในที่ซึ่งเห็นได้ถนัดที่ประตูบ้านหรือสำนักงาน

ของผู้รับ หรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ก็ได้

                   เมื่อได้ส่งหมายหรือหนังสืออื่นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่า

เป็นอันได้รับแล้ว

*[8]

 

                   มาตรา 9  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวน

เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตาม

อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ

*[8]

                   มาตรา ทวิ  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคา

ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับ

ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

 

                   มาตรา 10  เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้

รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออก

แจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะได้โดย

ชอบด้วยกฎหมาย

*[39]

 

                   มาตรา 10 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดี

มีอำนาจเปิดเผยรายละเอียด ดังต่อไปนี้

                   (1) ชื่อผู้ประกอบการค้าที่ถูกกำหนดรายรับ และจำนวนรายรับที่ถูก

กำหนด หรือจำนวนภาษีที่ถูกประเมินเพิ่มเติม

                   (2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย

                   (3) ชื่อผู้สอบบัญชี และพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการตรวจสอบ

และรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต

                   ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

 

                   มาตรา 11  เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้

นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้

ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อ

รับเงินแล้ว

*[1]

 

                   มาตรา 11 ทวิ  ถ้าผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่

เจ้าพนักงานได้ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสีย

ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์

*[41]

 

                   มาตรา 12  ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึง

กำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง

                   เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและ

ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่ว

ราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดี

จะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้

                   ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ

นายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัด

หรืออำเภอนั้น แต่สำหรับนายอำเภอนั้นจะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อ

ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด

                   วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว ให้หักค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่าย

ในการยึดและขายทอดตลาดและเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่

เจ้าของทรัพย์สิน

*[41]

 

                   มาตรา 12 ทวิ  เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว

ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สิน

ที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว

 

                   มาตรา 12 ตรี  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ให้

ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ

                   (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง และบุคคลใด ๆ

ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาให้ถ้อยคำ

                   (2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น

อันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ

                   (3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือ

ยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)

                   การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

เจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง การออกคำสั่งและทำการตาม (3)

ต้องเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 13  เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

*[41]

 

 

 

หมวด 1 ทวิ

คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

------

 

                   มาตรา 13 ทวิ  ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ประกอบด้วย

ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดี

กรมศุลกากร อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนสามคนซึ่งรัฐมนตรี

แต่งตั้งเป็นกรรมการ

                   ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังเป็น

เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

                   มาตรา 13 ตรี  ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 13 ทวิ

มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

อาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้

 

                   มาตรา 13 จัตวา  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม

มาตรา 13 ตรี กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

                   (1) ตาย

                   (2) ลาออก

                   (3) รัฐมนตรีให้ออก

                   (4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็น

บุคคลล้มละลาย

                   (5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ

สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

                   ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่น

เป็นกรรมการแทน

                   กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง อยู่ในตำแหน่งได้เพียง

เท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

 

                   มาตรา 13 เบญจ  การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรต้อง

มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็น

องค์ประชุม

                   ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการ

คนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

                   มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มี

เสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุม

ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

                   มาตรา 13 ฉ  ให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

                   มาตรา 13 สัตต  คณะกรรมการตามมาตรา 13 ทวิ มีอำนาจ

                   (1) กำหนดขอบเขตในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินและ

พนักงานเจ้าหน้าที่

                   (2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการตรวจสอบ

และประเมินภาษีอากร

                   (3) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับภาษีอากรที่กรมสรรพากรขอความเห็น

                   (4) ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในการจัดเก็บภาษีอากร

                   การกำหนดตาม (1) และ (2) เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก

คณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมิน

และพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม

                   คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรตาม (3) ให้เป็นที่สุด

และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงนั้น

มิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นในกรณีที่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดมีผลเป็นการ

เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มี

อำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลังได้เฉพาะบุคคล

ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น

 

                   มาตรา 13 อัฏฐ  กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งมีส่วนได้เสีย

ในเรื่องใดที่ต้องวินิจฉัยตามมาตรา 13 สัตต (3) จะเข้าร่วมประชุมหรือ

ลงมติในเรื่องนั้นมิได้

 

หมวด 2

วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน

------

 

                   มาตรา 14  ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็น

ภาษีอากรประเมิน

*[19]

                   มาตรา 15  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่ง

ลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท

*[17]

 

                   มาตรา 16  เจ้าพนักงานประเมินหมายความว่า  บุคคล

หรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร

------

 

                   มาตรา 17  การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวด

ว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด

                   ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆ

ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้อง

เสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุด

บัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้

เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้อง

ปฏิบัติตาม

*[8]

*[39]

                   เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร

                   (1) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไป

ให้มีบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่านี้

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   (2) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษี

อากรจัดทำบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่น ๆ แสดงรายการหรือแจ้งข้อความใด ๆ

และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการตามแบบแสดง

รายการที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 18  รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือ

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ

และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสีย

ภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[2]

                   ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้ง

จำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวน

ภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครอง

ทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

                   ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้ง

จำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

ยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้

*[39]

                   การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[12]

 

                   มาตรา 18 ทวิ  ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการ

จัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษี

จากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว

ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสีย และให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษี

ภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมิน

ก็ได้

                   ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต

ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี

                   ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่ง

ให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้

*[8]

 

                   มาตรา 19  เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้า

ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุ

อันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือ

ไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้น

มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำ

บัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า

ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

*[8]

 

 

 

                   มาตรา 20  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการ

ไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีก

ไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[17]

 

                   มาตรา 21  ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง

ของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม

โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษี

อากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

*[39]

 

                   มาตรา 22  ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21

ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้อง

ชำระอีก

*[1]

*[8]

 

                   มาตรา 23  ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน

แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียก

พยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือพยานนั้นทำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอัน

ควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่

วันส่งหมาย

*[1]

 

                   มาตรา 24  เมื่อได้จัดการตามมาตรา 23 และทราบข้อความแล้ว

อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะ

อุทธรณ์การประเมินก็ได้

*[1]

*[17]

 

                   มาตรา 25  ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงาน

ประเมินตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผล

อันสมควรอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร

ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร

ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

*[39]

 

                   มาตรา 26  เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ใน

การประเมินตามมาตรา 24 หรือมาตรา 25 ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิด

เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ

*[1]

*[17]

*[39]

 

                   มาตรา 27  เงินภาษีที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติ

ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียหรือนำส่ง

ภายในเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนั้น ๆ ถ้าไม่เสียหรือไม่นำส่งภายใน

กำหนดเวลาดังกล่าว ให้บุคคลนั้นเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ

เศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

                   ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษี และได้มีการ

ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลง

เหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน

                   สำหรับเงินภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ถ้าไม่มีบทบัญญัติ

ในหมวดต่าง ๆ กำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ให้เสียหรือนำส่งภายใน

สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษี และถ้าไม่เสียหรือไม่นำส่ง

ต้องเสียเงินเพิ่มตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

                   การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อ

พ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือวันนำส่ง

ภาษีแต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง

*[39]

 

                   มาตรา 27 ทวิ  เบี้ยปรับตามมาตรา 22 และมาตรา 26 และ

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 ให้ถือเป็นเงินภาษี

                   เบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดี

กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ส่วน 2

การอุทธรณ์

------

 

                   มาตรา 28  การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

 

                   มาตรา 29  ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน

กำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

*[12]

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือ

มาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการ

จังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับ

แจ้งการประเมินตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือมาตรา 24

                   (3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่

ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

*[10]

*[12]

*[17]

 

                   มาตรา 30  ในอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่

ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการ

ประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

                   (1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือ มาตรา 25

                                      (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน

อยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ

พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และ

ผู้แทนกรมมหาดไทย

                                      (ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงาน

อยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่ง

ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนสรรพากรเขตหรือผู้แทน และ

อัยการจังหวัดหรือผู้แทน

                   (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัย

อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน

นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

*[10]

*[17]

*[19]

 

                   มาตรา 31  การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้า

ไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตาม

มาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์

หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง

คำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

                   ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้อง

ชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน

*[17]

 

                   มาตรา 32  เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30

เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการ

พิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน

ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี หรือพยาน

หลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้า

ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย

*[17]

 

                   มาตรา 33  ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่ง

ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป

*[17]

 

                   มาตรา 34  คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตาม

มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์

 

 

 

 

 

ส่วน 3

บทกำหนดโทษ

------

*[8]

*[32]

 

                   มาตรา 35  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ หรือมาตรา 51

เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

*[41]

 

                   มาตรา 35 ทวิ  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

                   ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ

ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

*[1]

*[41]

 

                   มาตรา 36  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก

หรือคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือสรรพากรจังหวัด เจ้าพนักงาน

ประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรรมการที่ออกตามมาตรา 12 ตรี

มาตรา 19 มาตรา 23 หรือ มาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อ

ซักถาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

*[8]

*[17]

 

                   มาตรา 37  ผู้ใด

                   (1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ

หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ

                   (2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด

ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตาม

ลักษณะนี้

 

                   ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่

สองพันบาทถึงสองแสนบาท

*[17]

 

                   มาตรา 37 ทวิ  ผู้ใดโดยเจตนาละเลย ไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น

ตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

หมวด 3

ภาษีเงินได้

ส่วน 1

ข้อความทั่วไป

------

 

                   มาตรา 38  ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้

เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

*[2]

*[8]

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 39  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็น

อย่างอื่น

*[34]

                   ““เงินได้พึงประเมินหมายความว่า  เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสีย

ภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์

อย่างอื่นได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินและเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันหมายความว่า

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน

ในลักษณะดังต่อไปนี้

                   (1) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็น

หุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวน

ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

                   (2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคล

หนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนใน

อีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

                   (3) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่า

ร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ

                   (4) บุคคลเกินกว่ากึ่งหนึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี

อำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่งเป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมี

อำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

*[28]

                   ““บริษัทจดทะเบียนหมายความว่า  บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมาย

ว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

                   บริษัทจัดการกิจการลงทุนหมายความว่า  บริษัทหลักทรัพย์ที่

ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุม

กิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

                   กองทุนรวมหมายความว่า  คณะบุคคลซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่ง

จัดตั้งและดำเนินการโดยบริษัทจัดการกิจการลงทุนตามโครงการในการ

ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขาย

อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

*[30]

                   ““บริษัทเงินทุนหมายความว่า  บริษัทเงินทุนหรือบริษัท

เครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบ

ถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน

*[32]

                   ““บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหมายความว่า  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

และให้หมายความรวมถึง

                   (1) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลต่างประเทศ

องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ

ต่างประเทศ

                   (2) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้า

หรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ

นิติบุคคลอื่น

*[39]

 

 

                   (3) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึง

มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข)

*[37]

                   ““ขายหมายความรวมถึงขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์

หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใดและไม่ว่าจะมีค่าตอบแทน

หรือไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

                   (1) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน

อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   (2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ในอสังหาริมทรัพย์

                   ราคาขายหมายความรวมถึงราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนด

ตามมาตรา 49 ทวิ

                   สิทธิครอบครองหมายความรวมถึงสิทธิครอบครองในการถือครอง

อสังหาริมทรัพย์

                   ปีภาษีหมายความว่า  ปีประดิทิน

 

ส่วน 2

การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา

------

 

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้

*[21]

                   (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง

เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณ

ได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้าง

ออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้หรือภาษีอากรอื่น เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ

ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดา

ที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

                   (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงาน

ให้ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ

เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของ

การได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้ออก

ให้เป็นค่าภาษีเงินได้หรือภาษีอากรอื่น เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ

ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระและเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดา

ที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่า

หน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

*[17]

                   (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นเงินปีหรือ

เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรมนิติกรรมอย่างอื่น หรือ

คำพิพากษาของศาล

                   (4) เงินได้ที่เป็น

*[28]

*[30]

*[33]

                         (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้

ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม ดอกเบี้ย

เงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้

ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดง

สิทธิในหนี้ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคา

ไถ่ถอน

*[33]

*[40]

                         (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์

อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงิน

ที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อ

ส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงิน

ส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

ว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย

ตามกฎหมายดังกล่าว

*[34]

                                 เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตร

ชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยา

ของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็น

เงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปี

ภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดา

ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

                               ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ด้วยโดยอนุโลม

                                      (ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                                      (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะ

ส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

                                      (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจาก

กำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน

                                      (ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

                                      (ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นหรือโอนการเป็นหุ้นส่วน

ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

*[17]

                   (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

                                      (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

                                      (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

                                      (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สิน

ที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

                   ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้มี

เงินได้แสดงเงินได้ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมิน

มีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้

ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของ

ผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย

การอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับ

ไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของ

ปีที่มีการผิดสัญญานั้น

                   (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ

วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น

ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

                   (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหา

สัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

                   (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม

การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว

*[17]

 

                   มาตรา 40 ทวิ  ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตาม

คำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขาตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง ให้

ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือ

ราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป เป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไปนั้น

                   ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

                   (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

                   (2) เป็นของผ่านแดน

                   (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้

ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

                   (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา

ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร

*[8]

 

                   มาตรา 41  ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วง

มาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจาก

กิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

                   ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่

ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจาก

ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อ

นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

                   ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมด

ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

*[37]

 

                   มาตรา 41 ทวิ  ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน

อสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสีย

ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

*[5]

*[10]

 

 

                   มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้น

ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือ

ตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ

ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

                   (2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้

โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

*[17]

                   (3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่

ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับ

งานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่

ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิม

และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่

วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

                   (4) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะ

ชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส

ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงิน

เต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ

เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้าง

แรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช

2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

                   (5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้านหรือบ้าน

ที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทย

ในต่างประเทศ

                   (6) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์ หรือ

แสตมป์ไปรษณียากรของรัฐบาล

                   (7) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบ

ที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

*[19]

*[28]

*[30]

                   (8) ดอกเบี้ยเงินสะสมที่รัฐบาลจ่าย ดอกเบี้ยสลากออมสิน ดอกเบี้ย

เงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียกและประเภทฝากประจำ

ซึ่งมีระยะเวลาไม่เกินหกเดือน หรือดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร

เฉพาะที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ ซึ่งใช้สมุดคู่ฝากในการ

ฝากถอนและไม่ใช้เช็คในการถอน รวมตลอดถึงเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อ

สิ้นระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน

*[37]

                   (9) การขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา

โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวาง

ตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปหรือแพ

                   (10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้

ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตาม

โอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

*[17]

                   (11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัล

สลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้

ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน

หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปราม

การกระทำความผิด

                   (12) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

                   (13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือ

การฌาปนกิจสงเคราะห์

*[30]

*[40]

                   (14) เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคล แต่มิใช่กองทุนรวม

*[17]

*[19]

                   (15) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตน

และหรือครอบครัวได้ทำเอง

                   (16) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา 57 ทวิ

                   (17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

*[25]

                   (18) รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลด

จากการซื้อสลากบำรุงกาชาดไทย

*[25]

                   (19) ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา 4 ทศ

*[40]

                   ยกเลิก (20) ของมาตรา 42

*[28]

                   (21) ประโยชน์ที่ได้จากจำหน่วยตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิ

ในหนี้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก และผู้รับ

มิใช่เป็นผู้ทรงคนแรก

*[30]

*[31]

                   (22) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

                   (23) เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม

                   (24) เงินได้ของกองทุนรวม

*[5]

*[8]

*[10]

*[25]

*[29]

*[32]

*[34]

 

                   มาตรา 42 ทวิ  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (1)

และ (2) เว้นแต่ที่ได้กำหนดไว้ในวรรคสาม ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา

ได้ร้อยละ 30 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 30,000 บาท

                   ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็น

สามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ใน

วรรคหนึ่ง

*[36]

                   ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เป็น

เงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยคำนวณจ่าย

จากระยะเวลาที่ทำงานตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้ไม่ว่าเงินที่จ่ายนั้น

จะจ่ายจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือไม่

ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 4,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน

แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50

ของเงินที่เหลือนั้น แต่ถ้าเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงิน

บำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่

จ่ายให้ในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะ

เหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 4,000 บาท ลงเหลือ

2,000 บาท

                   จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคสาม ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่น

ในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณ

เงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือ

ข้อบังคับของทางราชการ

                   ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสี่เศษของปี

ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวัน ให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวัน

ให้ปัดทิ้ง

*[30]

 

                   มาตรา 42 ตรี  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) เฉพาะ

ที่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 20 แต่

ต้องไม่เกิน 20,000 บาท

                   ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความ

เป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์

ในวรรคหนึ่ง

*[5]

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 43  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (5)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[1]

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 44  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (6)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[10]

*[12]

 

                   มาตรา 45  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (7)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[10]

                   มาตรา 46  เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (8)

ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

 

                   มาตรา 47  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตาม

มาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้

หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

                   (1) ลดหย่อนให้สำหรับ

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

                        (ก) ผู้มีเงินได้ 12,000 บาท

                        (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 12,000 บาท

                        (ค) บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้

รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย

                              (1) ที่เกิดก่อนหรือใน พ.ศ. 2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตร

บุญธรรมก่อน พ.ศ. 2522 คนละ 5,000 บาท

                              (2) ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรม

ในหรือหลัง พ.ศ. 2522 คนละ 5,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

                         ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้งตาม (1) และ (2) การหัก

ลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำบุตรตาม (1) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตร

ตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็น

จำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1)

มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม (2) มาหักได้โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม (1)

แล้วต้องไม่เกินสามคน

                         การนับจำนวนบุตร ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุ

สูงสุดของบุตรโดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย

                         การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุ

ไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็น

ผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้

พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

                         การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษี

ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้น

ให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้แต่ฐานะเดียว

*[37]

                             (ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการ

ประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 7,000 บาท  ทั้งนี้

เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และ

การประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิต

ในราชอาณาจักร

                         ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความ

เป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่

จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

*[28]

*[30]

*[34]

*[40]

                       (จ) เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) เท่าจำนวน

ที่ได้รับแต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท เฉพาะส่วนที่ได้รับจากกองทุนรวม

หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับ

ให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

                         เมื่อหักลดหย่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว มีเงินได้เหลืออยู่เท่าใด

ให้หักลดหย่อนได้อีร้อยละ 30 สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 400,000 บาท

                         ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ตามวรรคหนึ่ง

และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับ

เงินได้ดังกล่าวที่สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้รับตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

และวรรคสอง

*[37]

                        (ฉ) บุตรของผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไขใน (ค)

และยังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วย

สถาบันศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์

ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีก คนละ 2,000 บาท

*[25]

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

                   (2) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยา

ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนตาม (1) (ก) และ (ข) ให้หัก

ลดหย่อนรวมกันได้ 24,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี

ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) (ค) และ (ฉ) เฉพาะ

ในปีภาษีนั้น

*[37]

                   (3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยการหักลดหย่อน

ตาม (1) (ข) และ (ฉ) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่

ในประเทศไทย

                   (4) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตามในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อน

ได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

*[37]

                   (5) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดกให้หักลดหย่อนได้ 12,000 บาท

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

                   (6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคล

แต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 24,000 บาท

*[21]

                   (7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้ว

เหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้

เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

                        (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทาง

ราชการ

                        (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือ

สถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าว

ใน (ก)  ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

*[34]

*[36]

 

                   มาตรา 47 ทวิ  ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข)

ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับ

เครดิตในการคำนวณภาษีร้อยละ 35 ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร

ที่ได้รับ

                   เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่งให้นำมารวมคำนวณ

เป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็น

เงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจาก

ภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใด ให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับ

จำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รังเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน

                   ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ที่ไม่มี

ภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

 

                   มาตรา 48  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

*[30]

                   (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47

หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษี

ในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้

*[25]

*[27]

                   (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป

การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้

พึงประเมิน

*[32]

                   การนับจำนวนเงินได้ถึงประเมินตาม (2) ไม่รวมถึงเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

*[28]

*[30]

*[38]

                   (3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 ของเงินได้

โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้

ตามมาตรา 40 (4) (ก) ดังต่อไปนี้

                        (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้

ขององค์การของรัฐบาล ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาดอกเบี้ยเงิน

กู้ยืมที่ได้จากบริษัทเงินทุน หรือดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย

โดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม

พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม  ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้รับตั้งแต่ พ.ศ. 2525

ถึง พ.ศ. 2529

                        (ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ซึ่งบริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก  ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้รับ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2529

*[37]

                   (4) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี

ตาม (1) และ (2) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจาก

การขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่ง

ในทางการค้าหรือหากำไร ดังต่อไปนี้

                        (ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือ

อสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50

ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง

ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใด

ให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

                        (ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่น

นอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เหลือ

เท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงิน

เท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่

ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

                   ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2)

เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ 10 ของราคาขาย

                   ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2)

ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตาม (ก) หรือตามที่กำหนดโดย

พระราชกฤษฎีกาตาม (ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใดนำไปรวมคำนวณภาษี

กับเงินได้อย่างอื่น

 

                   คำว่าจำนวนปีที่ถือครองใน (ก) หรือ (ข) หมายถึง

จำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึง

ปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับ

เพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี

*[25]

*[30]

 

                   มาตรา 48 ทวิ  ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขาย

สินค้าทอดหนึ่งทอดใด หรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตาม

วิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง  ทั้งนี้

เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น

*[40]

                   ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษี

ในการคำนวณภาษี

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 49  ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้หรือ

เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่าผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่า

จำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะ

กำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์

หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้

หรือฐานะความเป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของ

ผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับของผู้มีเงินได้

เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ

ไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19 ถึงมาตรา 26 มาใช้

บังคับโดยอนุโลม

*[5]

*[8]

*[10]

*[37]

*[41]

 

 

                   มาตรา 49 ทวิ  ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาที่พึงได้รับ

จากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามปกติ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนด

ราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นตามราคาที่พึงได้รับจากการขายตามปกติ ตาม

ราคาในวันที่โอนนั้น แต่ต้องไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิ

หรือนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน หรือจำนวนทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

*[2]

*[8]

*[10]

*[11]

*[17]

 

                   มาตรา 50  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่าย

เงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2)

ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้

จำนวนเงินเสมือนว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48

เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์

เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                   ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อน

ไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับ

เงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้นเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปี

เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

*[28]

                   (2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4)

ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่

*[38]

                        (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3)

(ก) ถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2529 ให้คำนวณหักในอัตรา

ร้อยละ 12.5 ของเงินได้ และถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป ให้

คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

                        (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3)

(ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคล

ผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าวให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้

เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ใน

อัตราร้อยละ 12.5 ของเงินได้ ถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2529

และถ้าจ่ายตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป ให้เรียกเก็บตามอัตราภาษีเงินได้

และให้ถือว่าที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

                        (ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก)

ที่มิได้ระบุใน (ก) และ (ข) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็น

นิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยไม่ต้องหักภาษีตาม

มาตรานี้

*[34]

*[40]

                        (ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข)

ที่จ่ายจากกองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของ

ประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม

หรืออุตสาหกรรม ให้หักลดหย่อนตามอัตราในวรรคสองของมาตรา 47

(1) (จ) ก่อน แล้วคำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

                         ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่บริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น

ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง

10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้  ทั้งนี้ เฉพาะผู้รับที่มี

ภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

                   (3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ที่จ่ายให้แก่

ผู้รับที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยหรือมิได้อยู่ในประเทศไทย ให้หัก

เฉพาะค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณหักตามอัตรา

ภาษีเงินได้

*[32]

*[37]

                   (4) นอกจากกรณีตาม (5) ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้

เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริการ

ส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7)

หรือ (8) ให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาท

ขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ก็ดี

ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน แต่เฉพาะ

เงินได้ในการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

*[37]

                   (5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่

จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้

                        (ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์

ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ก)

เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                        (ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก)

ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วคำนวณ

ภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (4) (ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้

หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

                   (6) ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน (5) โดยถือว่าผู้โอนเป็น

ผู้จ่ายเงินได้

*[32]

 

                   มาตรา 50 ทวิ  ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรอง

การหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษี ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

สองฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีตามมาตรา 3 เตรส ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการ

หักภาษี ณ ที่จ่าย

                   (2) ในกรณีตามมาตรา 50 (1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ออกจากงานในระหว่างปีภาษี

                   (3) ในกรณีตามมาตรา 50 (2) (3) หรือ (4) ให้ออกในทันที

ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

                   หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

                   อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ได้ในกรณีที่เห็นสมควร

*[8]

 

                   มาตรา 51  เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมิน

ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอัน

ควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และ

ผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

แจ้งความ

*[25]

*[37]

 

                   มาตรา 52  บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลซึ่ง

มีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษี

ที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน

ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่

*[41]

                   ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่

หักภาษีนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มี

การจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้

จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการ

จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง

                   ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามวรรคสองให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบ

ที่รัฐมนตรีกำหนด

*[12]

 

                   มาตรา 52 ทวิ  ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความใน

มาตรา 56 ผู้มีเงินพึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้า

มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ใน

มาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมกับยื่นรายการ

ตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้

                   ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสีย

ภาษีในการคำนวณภาษี

*[8]

*[11]

 

                   มาตรา 53  ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึง

ประเมินตามมาตรา 40 ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบ

ให้แน่ว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา 50 นั้น ได้คำนวณและจดไว้

ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้

มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามาตรา 50 มาตรา 52

และมาตรา 59 โดยอนุโลม

*[17]

 

                   มาตรา 54  ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53

มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่

ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระ

ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี

                   ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53

แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษี

เท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้นและให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงิน

ภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

 

                   มาตรา 55  อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา 50 และ

มาตรา 53 มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียก

เก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น

*[1]

*[2]

*[5]

*[8]

*[10]

*[17]

*[19]

*[27]

*[32]

*[34]

*[37]

 

                   มาตรา 56  ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็น

คนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้

พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ

ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี

แต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น

                   (1) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินไปในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เกิน 12,000 บาท

                   (2) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 17,500 บาท

                   (3) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เกิน 24,000 บาท

                   (4) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว

เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 35,000 บาท

                   ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมิน

ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 12,000 บาท ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการ

เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วน หรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับใน

ระหว่างปีภาษีที่ล่วงหน้ามาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับ

วรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสีย

ภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น

เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก  ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือ

บุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้

พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลมีภาษี

ค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมกันรับผิดชอบใน

เงินภาษีที่ค้างชำระด้วย

*[41]

 

                   มาตรา 56 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนด

เวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57

มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่า

จะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึง

เดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี

                   การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48 โดย

หักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามีพร้อมกับการยื่น

รายการนั้นต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 56

                   ภาษีที่ชำระตามวรรคสอง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่

ต้องชำระตามมาตรา 57 จัตวา

 

                   มาตรา 57  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1

เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล

ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี

ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี

 

                   มาตรา 57 ทวิ  ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1

ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 หรือก่อนที่

ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็น

หน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น

ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่

ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น

*[37]

                   สำหรับในปีต่อไป ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่ง และมี

เงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 12,000 บาท ให้ผู้จัดการ

มรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้อง

ปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย

*[5]

 

                   มาตรา 57 ตรี  ให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น

ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง

ประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิด

ในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้ง

ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้าง

ชำระนั้นด้วย

                   ถ้าสามีหรือภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกัน ก็ให้ทำได้

โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ

แต่การแยกกันยื่นรายการนั้นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด

                   ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของ

เงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยา

เสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระ และอีก

ฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วม

รับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

                   การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กัน หรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราว

ยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน

*[12]

*[17]

*[30]

*[39]

 

                   มาตรา 57 จัตวา  ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการ

ตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือ

มาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการ

อำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลา พร้อมกับการยื่นรายการ

                   ถ้าการยื่นรายการพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคก่อนและมีภาษี

ต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ

และให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสีย เว้นแต่

                   (1) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้นำเงินมาขอชำระโดยไม่ได้รับคำเตือน

หรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง

ร้อยละ 5 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น

                   (2) ถ้าผู้ต้องเสียภาษีได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน

โดยตรงเป็นหนังสือแล้ว แต่ได้นำเงินมาขอชำระภายในสิบวันนับแต่วัน

ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวน ก็ให้เสียเงินเพิ่มเพียง

ร้อยละ 10 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสียนั้น

                   เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากร

*[27]

                   ยกเลิกวรรคสี่ของมาตรา 57 จัตวา

                   ภาษีที่ชำระเว้นแต่เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นเครดิตของ

ผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี

*[30]

*[32]

*[34]

*[37]

 

                   มาตรา 57 เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยา

จะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้

พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตาม

มาตรา 57 ตรี ก็ได้

                   ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่าย

ต่างหักลดหย่อนได้ ดังนี้

                   (1) สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก)

                   (2) สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 (1)

(ค) และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง

                   (3) สำหรับเบี้ยประกันภัยตามมาตรา 47 (1) (ง) วรรคหนึ่ง

                   (4) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่ได้รับจากกองทุนรวม

ให้สามีแต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้หักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (จ)

                   (5) สำหรับเงินบริจาคส่วนของตนตามมาตรา 47 (7)

                   ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (2)

ให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

                   ถ้าสามีและภริยามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะ

ตามมาตรา 40 (1) ประเภทรวมกันไม่เกิน 35,000  บาท ไม่ว่าแต่ละ

ฝ่ายจะมีเงินได้เป็นจำนวนเท่าใด สามีและภริยาไม่ต้องยื่นรายการเงินได้

พึงประเมิน

*[2]

*[8]

*[11]

 

                   มาตรา 58  ภายในเดือนมกราคมทุก ๆ ปี

                   (1) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการ

ตามท้องที่ หรือองค์การรัฐบาล ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยัง

เจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40

แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้

                   (2) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่หัก

ภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน

ประเมินแสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2)

และ (4)

 

                   มาตรา 59  พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา 52 ให้บุคคล

ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี

กำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน

*[12]

 

                   มาตรา 60  เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิน

ของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50

มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินพึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วน

จำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีใน

การคำนวณภาษี

*[10]

 

                   มาตรา 60 ทวิ  ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี

ตามหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจาก

บุคคลใด ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 มาตรา 57

หรือมาตรา 57 ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษี

ที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

                   ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต

ของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี

*[10]

 

                   มาตรา 61  บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า

                   (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้น

ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ

                   (2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น

                   เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจาก

ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมิน

ให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่

บุคคลอื่นตามส่วน

*[2]

 

                   มาตรา 62  ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้

ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้ง

ตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์จากตรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึง

จำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก

ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือตรัสตี แล้วแต่กรณี

เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย

บุคคลที่ตั้งตัวแทนหรือผู้รับประโยชน์จากตรัสต์นั้น

 

                   มาตรา 63  บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็น

จำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงิน

จำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี

นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป

*[1]

*[12]

*[17]

*[27]

*[41]

                   มาตรา 64  เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสีย

ตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ผู้ต้องเสียภาษี

จะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กัน ก็ได้ คือ

                   (1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ตรี หรือมาตรา 57 จัตวา

งวดที่หนึ่งต้องชำระตามกำหนดในมาตราดังกล่าว งวดที่สองต้องชำระภายใน

หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายใน

หนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

                   (2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับ

แจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้าย

ที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้าย

ที่ต้องชำระงวดที่สอง

                   ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่ง มิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้อง

เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับ

*[8]

 

ส่วน 3

การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

------

 

                   มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิ

ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และ

รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ

                   (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึง

วันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้

                   (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยน

วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาต

หรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 65 ทวิ  การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้

ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                   (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย

*[39]

                   (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

                   การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตาม

ส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ทรัพย์สินนั้นมา

                   (3) ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สิน

นั้นได้ตามปกติ และห้ามมิให้ตีราคาเพิ่มขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่แม้จะมิได้มีการ

ตีราคาเพิ่มขึ้นก็ยังมีกำไรสุทธิอยู่

*[32]

                   (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มี

ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย

ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

ประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่โอน

ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน

*[39]

                   (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตรา

ต่างประเทศเหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่า

หรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่

ธนาคารพาณิชย์รัฐซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้หรือคำนวณ

ตามราคาทุน แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า ส่วนการคำนวณค่าของหนี้สินให้

คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย

ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

                   เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ

ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคา

เป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น

                   (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

ให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และ

ให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี

ใหม่ด้วย

                   การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใด

ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก

อธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้

                   (7) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้น

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้า

ประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปในประเทศอื่นได้

                   (8) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็น

เงินตราไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา

เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณ

เป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น

*[39]

                   (9) การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไป

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ถ้า

รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบ

ระยะเวลาบัญชีนั้น

                   หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้ว หากได้รับชำระใน

ภายหลังก็มิให้นำมาคำนวณเป็นรายได้อีก

*[21]

*[28]

*[32]

*[40]

                   (10) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงินปันผล

ที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกองทุนรวม หรือสถาบัน

การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน

เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือเงินส่วนแบ่ง

กำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของ

จำนวนที่ได้ เว้นแต่บริษัทจดทะเบียนไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด

ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทจดทะเบียน หรือกองทุนรวม หรือสถาบัน

การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน

เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่ง

กำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทตามวรรคหนึ่งและ

บริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าว

รวมกันเกินร้อยละ 15 ของเงินได้ก่อนหักรายจ่ายทั้งสิ้นในรอบระยะ

เวลาบัญชี

*[33]

                   (11) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย

ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้

เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

                   (12) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหัก

ภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวม

คำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

ดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตาม

กฎหมายไทย และไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 75 ให้นำบทบัญญัติของ (10)

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[39]

                   (13) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ไม่ต้องนำเงิน

ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับ

จากการรับบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หา แล้วแต่กรณี มารวมคำนวณ

เป็นรายได้

 

                   มาตรา 65 ตรี  รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ

กำไรสุทธิ

*[17]

                   (1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก

                           (ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิต

ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ย

ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา

ประกันต่อออกแล้ว

                               ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์

ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วน

ที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น

จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้

                               ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำ

เงินสำรองตามวรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น

กลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา

                           (ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น

ที่กันไว้คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ย

ประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอา

ประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ในการ

คำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป

*[39]

                   (2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือ

การกุศล เว้นแต่การกุศลสาธารณะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 1 ของกำไรสุทธิ

*[32]

                   (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

                   (5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม

เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช้เป็นการซ่อมแซม

ให้คงสภาพเดิม

*[39]

                   (6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษี

เงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนใน

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกิน

สมควร

                   (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่าย

ซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะ

จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

                   (10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็น

เจ้าของเองและใช้เอง

                   (11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงิน

กองทุนของตนเอง

*[17]

                   (12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญา

คุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เว้นแต่

ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาปีปัจจุบัน

                   (13) รายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

                   (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

                    (15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินใน

ส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ

                   (17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลงทั้งนี้ภายใต้บังคับ

มาตรา 65 ทวิ

*[10]

                   (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

*[10]

 

                   (19) รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุด

รอบระยะเวลาบัญชีแล้ว

                   (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19)

ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

*[40]

 

                   มาตรา 65 จัตวา  ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทน

ผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใดหรือทุกทอดซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่ซื้อสินค้าจากองค์การของรัฐบาลตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าที่

กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น

                   ภาษีที่เสียตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการ

คำนวณภาษี

 

                   มาตรา 66  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย

ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไร

สุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะ

เวลาบัญชี และการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และ

มาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้

นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

*[34]

 

                   มาตรา 67  การเสียงภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตรา

ที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่าน

ประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

                   (1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของ

ค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

                   (2) ในกรณีรับขนขอให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง

ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย

ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น

*[36]

*[41]

 

                   มาตรา 67 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลา

ตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จัดทำประมาณการกำไรสุทธิ

หรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้

กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด

พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่

วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

โดยให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิใน

รอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                   ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้อง

ชำระตามมาตรา 68

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมี

รอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน

 

                   มาตรา 67 ตรี  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการ

และชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา

67 ทวิ โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละยี่สิบห้าของกำไร

สุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่ม

อีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ หรือของ

กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษี

ที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี

                   เงินเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นค่าภาษี และอาจลดลงได้ตาม

ระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

*[17]

 

                   มาตรา 68  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของ

รอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่ง

จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดี

กำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ

 

                   มาตรา 68 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน

ในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65

                   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำ

กิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับ

ค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใด อันต้องเสียภาษี

แทนบัญชี งบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชี

เฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว

*[10]

*[39]

 

                   มาตรา 69  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบ

ระยะเวลาบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้อง

ใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ มาตรา 66 และ

มาตรา 67 เกี่ยวกับรายรับรายจ่าย กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆ ต่อ

เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชี

ทำการและบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อน

หักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบ

ระยะเวลาบัญชีดังกล่าว แล้วแต่กรณี

*[17]

 

                   มาตรา 69 ทวิ  ภายใต้บังคับมาตรา 70 ถ้ารัฐบาลองค์การ

ของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ภาษี

ที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา 52

มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 และมาตรา 59 มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

*[37]

 

                   มาตรา 69 ตรี  ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้กับบริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ในอัตราร้อยละ 1 แล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและ

นิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน และให้นำความในมาตรา 52 วรรคสอง

และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ภาษีที่หักไว้และนำส่งตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณ

ภาษีได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่

หักไว้นั้น

*[17]

 

                   มาตรา 70  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึง

ประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือ

ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่าย

หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้แล้วนำ

ส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวัน

นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา 54

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   (1) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 20 แต่ต้องไม่เกิน 20,000 บาท แล้วคำนวณภาษีตาม

อัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[25]

                   (2) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) หรือ (4) ให้คำนวณ

ภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เว้นแต่ในกรณี

ที่เงินได้พึงประเมินนั้นเป็นดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ซึ่งประกอบกิจการธนาคาร กิจการประกันภัย หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกัน

ให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 10

                   (3) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 10 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (4) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็น

การเหมาร้อยละ 40 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[25]

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย

จากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น

สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

*[25]

 

                   มาตรา 70 ทวิ  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไร

หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไป

จากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษี

เงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับ

ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย

*[17]

 

                   มาตรา 70 ตรี  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออก

ไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง

ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้

ถือว่าราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลา

บัญชีที่ส่งไปนั้น

                   ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

                   (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

                   (2) เป็นของผ่านแดน

                   (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้

ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

                   (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามา

ให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร

*[30]

 

                   มาตรา 71  ในกรณีที่

                   (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้

ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่

กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสารหรือ

หลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือ

มาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5

ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ

ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหัก

รายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมิน

มีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้น

ขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้

ตามที่เห็นสมควร

 

                   (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการ

ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17

หรือมาตรา 68 ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง

เจ้าพนักประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา 67

และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของจำนวนภาษี

ที่ขาดก็ได้

                   (3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของ

อธิบดีซึ่งสั่งตามมาตรา 17 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวัน

นับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติ

ตามคำสั่งของอธิบดี ณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายใน

กำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว

ไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน

ภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน (1)

                   บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะ

ประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น

                   การประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

 

                   มาตรา 72  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระ

บัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิก

ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงาน

รับจดทะเบียนเลิก ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานประเมิน

อาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า

ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียเงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี

                   ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อ

ประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจนทะเบียนเลิก

เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่

และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายใน

กำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 68 และมาตรา 69 และมาตรา 69

โดยอนุโลม

                   ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายใน

กำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายใน

สามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็น

สมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้

 

                   ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้

ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี

ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน

 

                   มาตรา 73  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์

ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้า

กันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากัน

มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัท หรือ

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติ

มาตรา 72 มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคล ให้

กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ

ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 72

*[17]

 

                   มาตรา 74  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือ

ควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อ

คำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และ

มาตรา 66 เว้นแต่

                   (1) การตีราคาทรัพย์สิน ให้ตีตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบ

เข้ากันนั้น

                   (2) เงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ

เฉพาะส่วนที่ยังมิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ใน

รอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย

                   (3) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย

ให้นำเงินสำรองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ตามมาตรา

65 ตรี (1) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำมาเป็นรายได้ มารวมคำนวณเป็น

รายได้ด้วย

                   บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ตามมาตรา 66 วรรคสอง เฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศ

ต่าง ๆ

*[10]

*[40]

 

                   ยกเลิกมาตรา 75

*[10]

*[40]

 

                   ยกเลิกมาตรา 76

 

                   มาตรา 76 ทวิ  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการ

ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไร

ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการ

ในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือ

ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทน

ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตาม

บทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว

                   ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิด

ในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย

ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตาม

มาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมิน

ก็ได้

*[12]

*[17]

 

                   ยกเลิกมาตรา 76 ตรี

*[5]

*[8]

*[10]

*[18]

*[25]

*[27]

*[30]

*[34]

 

 

 

 

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

------

 

*[37]

                   (1) สำหรับบุคคลธรรมดา

                         เงินได้สุทธิไม่เกิน 30,000 บาท                 ร้อยละ  7

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 30,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 60,000 บาท                                ร้อยละ 10

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 60,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 100,000 บาท                              ร้อยละ 13

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 100,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 150,000 บาท                              ร้อยละ 17

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 200,000 บาท                              ร้อยละ 22

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 200,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 270,000 บาท                              ร้อยละ 28

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 270,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 350,000 บาท                              ร้อยละ 35

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 350,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 450,000 บาท                              ร้อยละ 40

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 450,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 600,000 บาท                              ร้อยละ 45

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 600,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 800,000 บาท                              ร้อยละ 50

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 800,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท                           ร้อยละ 55

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท

                   แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท                           ร้อยละ 60

                         เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 2,000,000 บาท         ร้อยละ 65

                   (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

*[36]

                             (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิ

                                      (1) บริษัทจดทะเบียน               ร้อยละ 30

                                      (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                                        นอกจาก  (1)                      ร้อยละ 40

                             (ข) ภาษีตามมาตรา 70

                                 และมาตรา 70 ทวิ                         ร้อยละ 25

*[39]

                                      (ค) ภาษีจากรายได้ก่อนหักรายจ่าย

                                  ใด ๆ ของมูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบ

                                  กิจการซึ่งมีรายได้อันมิใช่รายได้ตาม

                                  มาตรา 65 ทวิ (13)                                  ร้อยละ 5

*[10]

*[19]

 

หมวด 4

ภาษีการค้า

ส่วน 1

ข้อความทั่วไป

------

 

*[21]

                   มาตรา 77  ในหมวดนี้

                   การค้าหมายความว่า  การประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ การ

อุตสาหกรรม การเกษตร การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการให้

บริการใด ๆ เพื่อหาประโยชน์อันมีมูลค่า

                   ผู้ประกอบการค้าหมายความว่า  บุคคลธรรมดา นิติบุคคล

คณะบุคคลหรือรัฐวิสาหกิจใด ๆ ซึ่งเข้าลักษณะตามที่กำหนดในบัญชีอัตรา

ภาษีการค้า และประกอบการค้าในราชอาณาจักรโดยการค้านั้นเป็นการค้า

ตามประเภทที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้า และหมายความรวมถึงผู้ที่

บทบัญญัติในหมวดนี้ ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าด้วย

*[31]

                   ““สมาชิกหมายความว่า  สมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย

ว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

*[41]

                   ““ผลิตหมายความว่า  ทำการเกษตรหรือขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ

ประกอบ แปรรูป แปรสภาพสินค้า หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มีขึ้นซึ่ง

สินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ รวมทั้งการทำให้มีขึ้นซึ่งชื่อการค้าหรือเครื่องหมาย

การค้าสำหรับสินค้านั้น ไม่ว่าจะทำเองหรือตกลงให้ผู้อื่นทำให้

                   ผู้ผลิตหมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่ทำการผลิต

                   ผู้นำเข้าหมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่สั่งหรือนำสินค้า

เข้าในราชอาณาจักร

                   สาขาหมายความว่า

                   (1) โรงงานหรือสถานการค้าในราชอาณาจักรของผู้อยู่นอกราชอาณาจักร

                   (2) ตัวแทน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นในราชอาณาจักร ซึ่งทำสัญญา

หรือมีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้า หาลูกค้า หรือทำการใด ๆ

อันเกี่ยวกับการประกอบการค้าในราชอาณาจักรแทนผู้อยู่นอกราชอาณาจักร

                   ผู้ส่งออกหมายความว่า  ผู้ประกอบการค้าที่ส่งสินค้าออกจาก

ราชอาณาจักร เพื่อส่งไปต่างประเทศ

                   สถานการค้าหมายความว่า  สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้

ประกอบการค้าเป็นประจำ และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่

ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย

                   ในกรณีผู้ประกอบการค้าไม่มีสถานการค้าตามวรรคก่อน ให้ถือว่า

ที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการค้านั้นเป็นสถานการค้าถ้าผู้ประกอบการค้า

ที่มีที่อยู่อาศัยหลายแห่ง ให้ผู้ประกอบการค้าเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง

เป็นสถานการค้า

                   บริษัทหมายความว่า  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือ

นิติบุคคลอื่น และให้หมายความรวมถึงห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลที่มิใช่

นิติบุคคลด้วย

                   มูลค่าหมายความว่า  ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของบริการ

หรือของประโยชน์ใด ๆ และในกรณีที่ไม่มีราคาตลาดหมายความว่า ราคา

อันผู้ประกอบการค้าพึงได้รับจากทรัพย์สินจากบริการหรือจากประโยชน์นั้น

เว้นแต่

                   (1) ในกรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มูลค่า หมายความว่า

ราคาตลาดของสินค้าดังกล่าวที่ซื้อขายกันเป็นเงินสดอันผู้ขายปลีกได้ตั้งไว้

โดยสุจริตและเปิดเผย

                   (2) ในกรณีน้ำมันแร่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมัน

เชื้อเพลิงหนัก น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเบรค ซีเมนต์ สุรา และสินค้าตามที่

อธิบดีได้ประกาศระบุโดยอนุมัติรัฐมนตรี มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาด

ขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีก

                   (3) ในกรณีที่มีการทำหรือดัดแปลงหรือจัดให้ผู้อื่นทำหรือดัดแปลง

สิ่งใด ๆ ให้เข้าลักษณะเป็นสินค้า และโดยบทบัญญัติแห่งหมวดนี้กำหนดให้

ถือเอาการดังกล่าวเป็นการขายสินค้า มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาด

ที่ซื้อขายปลีกกันเป็นเงินสดของสินค้านั้น

                   (4) นอกจากในกรณีตาม (1) ถึง (3) ถ้าอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี

ประกาศใช้เกณฑ์กำหนดราคาของสินค้ามูลค่า หมายความว่า ราคาตลาด

ของสินค้าตามเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศ

                   ขายหมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน

ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยมีประโยชน์ตอบแทนด้วย

                   ภัตตาคารหมายความว่า  กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่ม

ไม่ว่าชนิดใด ๆ ในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

                   ไนท์คลับหรือคาบาเรต์หมายความว่า  กิจการขายอาหาร

หรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ ในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้มีการแสดงดนตรี

การลีลาศ หรือการแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ

                   เดือนภาษีหมายความว่า  เดือนประดิทิน

 

                   มาตรา 77 ทวิ  ภาษีการค้าเป็นภาษีอากรประเมิน

 

                   มาตรา 78  ผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้าย

หมวดนี้ มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับของทุกเดือนภาษีตามอัตราในบัญชี

อัตราภาษีการค้าดังกล่าวนั้น

                   เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปโดยสะดวก และรัดกุม อธิบดีโดยอนุมัติ

รัฐมนตรีจะประกาศให้บุคคลใดที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขายทอดหนึ่ง

ทอดใด หรือทุกทอดซึ่งสินค้าตามที่กำหนด แต่ไม่เป็นผู้ที่บัญชีอัตราภาษีการค้า

ระบุให้เสียภาษีไว้โดยเฉพาะ มีหน้าที่เสียภาษีตามหมวดนี้เพียงบางส่วนหรือ

ทั้งหมดก็ได้ ในกรณีดังกล่าวให้ถือว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบการค้า แต่อัตรา

ภาษีที่บุคคลนั้นต้องเสียให้เป็นไปดังนี้

                   (1) ในกรณีที่ประกาศให้ผู้ขายทุกทอดมีหน้าที่เสียภาษีให้เสียภาษีใน

อัตราร้อยละ 1.5

                   (2) ในกรณีอื่น ให้เสียภาษีในอัตรารวมกันเท่ากับที่ระบุไว้ในบัญชี

อัตราภาษีการค้า

 

                   มาตรา 78 ทวิ  ผู้ประกอบการค้าในกิจการดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับ

บทบัญญัติแห่งหมวดนี้

                   (1) กิจการค้าหาบเร่

*[21]

*[24]

                   (2) กิจการผลิตสินค้า ดังต่อไปนี้

                             (ก) ปอทุกชนิดรวมทั้งเศษปอ ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธี

ใด ๆ แล้ว รวมทั้งปอที่เป็นเส้นใย แต่ไม่รวมถึงปอที่ปั่นเป็นเส้นหรือวัตถุ

ประดิษฐ์อื่นจากปอ

                             (ข) ถั่วทุกชนิด  ไม่ว่ากะเทาะเปลือกหรือทั้งเปลือก บด

ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น รวมทั้งกากถั่ว แต่ไม่รวมถึงแป้งถั่ว หรือถั่วที่ผ่านกรรมวิธี

เพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์

                             (ค) ข้าวโพด ไม่ว่าเป็นฝักหรือเมล็ด อบ บดทำให้เป็นซีกหรือชิ้น

แต่ไม่รวมถึงแป้งข้าวโพด หรือข้าวโพดที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจาก

อาหารสัตว์

                             (ง) เมล็ดละหุ่ง

                             (จ) ข้าวเปลือก ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี

                             (ฉ) กากน้ำตาล กากมะพร้าว

                             (ช) ไม้ไผ่ไม้รวก ไม่ว่าผ่านกรรมวิธีใด ๆ แล้วหรือไม่ แต่

ไม่รวมถึงวัตถุประดิษฐ์จากไม้ดังกล่าว

                             (ซ) มันสำปะหลัง ไม่ว่าเป็นหัวหรือจัดทำเป็นผง แป้ง เส้น

ก้อน แท่ง ฝอย ชิ้น เม็ด หรือจัดทำในลักษณะอื่นรวมทั้งกากมันสำปะหลัง

                             (ฌ) ฝ้าย นุ่น งิ้ว ง้าว ไม่ว่าทั้งลูก กะเทาะเปลือก หรือ

แยกส่วนแล้ว รวมทั้งเมล็ด แต่ไม่รวมถึง ปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว

                             (ญ) ปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว

                             (ฎ) น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด น้ำตาลจากไม่ว่าเป็นงบ

ก้อน ปึก หรือมีลักษณะอย่างอื่น

                             (ฏ) กระวาน พริก พริกไทย สดหรือแห้ง แต่ไม่รวมถึงที่ป่นแล้ว

                             (ฐ) กล้วย แต่ไม่รวมถึงกล้วยที่ตาก อบ หรือ ผ่านกรรมวิธี

อย่างอื่นเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์

                             (ฑ) มะขาม สด เปียก หรือแห้ง

                             (ฒ) เห็ด สดหรือแห้ง

                             (ณ) ชัน น้ำมันยาง น้ำรัก เร่ว กำยาน

                             (ด) พืชทุกชนิดรวมทั้งต้นไม้  ผักและธัญชาติผลหรือสิ่งอื่น

ที่เกิดจากพืชต่าง ๆ ดังกล่าว นอกจากที่ระบุไว้ใน(ก)ถึง(ณ) และ

นอกจากที่มีข้อจำกัดไว้ตาม (ก) (ข) (ค) (ช) (ฌ) (ฏ)

และ (ฐ) ไม่ว่าเป็นลำต้น กิ่ง ใบ เปลือก หน่อ ราก เหง้า ดอก หัว

ฝัก เมล็ด หรือส่วนอื่น ๆ ทั้งสด แห้ง แยกส่วน บด ทำให้เป็นชิ้น แช่เย็น

แช่เย็นจนแข็ง หรือจัดทำโดยวิธีอื่นเพื่อรักษาไว้มิให้เสียเป็นการชั่วคราว

ระหว่างการขนส่ง แต่มิใช่จัดทำหรือปรุงแต่งมากไปกว่าที่กล่าวมาแล้ว  ทั้งนี้

ไม่รวมถึงไม้ซุง ฟืน ผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้จากการสีข้าวหรือเลื่อยไม้

 

                   ทั้งนี้ สำหรับ (ก) ถึง (ฌ) เฉพาะกรณีที่ผู้ผลิตมิใช่เป็นผู้ส่งออก

*[39]

                   (3) กิจการของสถานศึกษาของทางราชการและโรงเรียนราษฎร์

ซึ่งได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ แต่ไม่รวมถึง

                             (ก) กิจการของโรงเรียนราษฎร์ประเภทโรงเรียนอาชีวศึกษา

ในส่วนที่เกี่ยวกับการขายของ การรับจ้างทำของ หรือการให้บริการอื่นใด

ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้จากผู้ซึ่งมิใช่เป็นนักเรียนของกิจการดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์

และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

                             (ข) กิจการของโรงเรียนกวดวิชา ที่มิใช่โรงเรียนกวดวิชา

สอบเทียบระดับประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย เพื่อรับประกาศนียบัตร

ของกระทรวงศึกษาธิการ

                   (4) กิจการขนส่งด้วยรถจักรยานสามล้อ เรือพายหรือเรือแจว

ซึ่งขับขี่ พาย หรือแจวด้วยกำลังคน และผู้ประกอบการค้าขับขี่ พาย หรือ

แจวเองโดยเฉพาะ

                   (5) กิจการของกระทรวงทบวงกรมหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่งรายรับ

ทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย

                   (6) กิจการขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เว้นแต่กิจการนั้น

เป็นการขนส่งการขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการ

สาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม

                   (7) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ และบรรษัทเงินทุน

อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   (8) กิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการสาธารณกุศล

ในประเทศไทยโดยเฉพาะซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น

*[24]

                   (9) กิจการผลิตสัตว์ปีกรวมทั้งไข่และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ปีก แต่

ไม่รวมถึงกิจการฆ่าสัตว์ปีก

*[21]

*[24]

                   (10) กิจการผลิตสินค้าดังต่อไปนี้

                             (ก) สัตว์ทุกชนิดที่มิใช่สัตว์น้ำและสัตว์ปีก รวมทั้งวัตถุพลอยได้

จากสัตว์ แต่ไม่รวมถึงกิจการฆ่าสัตว์ดังกล่าว

                             (ข) ครั่งดิบ ครั่งเม็ด

                             (ค) หนังสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก

                             (ง) รังไหม เส้นไหมธรรมชาติ ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธี

ใด ๆ รวมทั้งที่ตีเกลียว

                   ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้ผลิตมิใช่เป็นผู้ส่งออก

                   (11) กิจการขายพลังงานไฟฟ้า กิจการขายน้ำประปา

*[24]

                   (12) กิจการส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตาม (2) (ญ)

ถึง (ด)

*[28]

                   (13) กิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

*[21]

*[24]

 

                   มาตรา 78 ตรี  ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือ

ผู้ส่งออก อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอให้ถือว่าสินค้าผลิตหรือนำเข้าใน

ราชอาณาจักรหรือส่งออกนอกราชการอาณาจักรได้มีการขายในวันผลิต

หรือวันนำเข้าในราชอาณาจักรหรือวันส่งออกนอกราชอาณาจักร เมื่อ

อธิบดีเห็นสมควรก็ให้สั่งอนุมัติ

*[24]

 

                   มาตรา 78 จัตวา  อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศ

ให้ถือว่าผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าหรือส่งออกซึ่งสินค้าตามที่กำหนด

ได้ขายสินค้านั้น ๆ ในวันนำเข้าในราชอาณาจักร หรือวันส่งออกนอก

ราชอาณาจักร

*[24]

 

                   มาตรา 78 เบญจ  เพื่อประโยชน์แก่การจัดการจัดเก็บและ

ชำระภาษีตามหมวดนี้

                   (1) วันนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามมาตรา 78 ตรี และ

มาตรา 78 จัตวา หมายความว่า วันที่ชำระอากรขาเข้า หรือวางหลัก

ประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเงินอากรขาเข้า สำหรับกรณีที่ไม่ต้องเสีย

หรือยกเว้นอากรขาเข้า หมายความว่า วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาเข้า

ให้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   (2) วันส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามมาตรา 78 ตรี และ

มาตรา 78 จัตวา หมายความว่า วันที่ชำระอากรขาออก หรือวางหลัก

ประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเงินอากรขาออก สำหรับกรณีที่ไม่ต้องเสีย

หรือยกเว้นอากรขาออก หมายความว่า วันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก

ให้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

                   มาตรา 78 ฉ  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณมูลค่าของสินค้าเป็น

รายรับ อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อกำหนด

มูลค่าของสินค้าเป็นรายรับได้

 

                   มาตรา 78 สัตต  ในกรณีราคาตลาดมีหลายราคา หรือไม่อาจทราบ

ราคาตลาดได้แน่นอน อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์

คำนวณเพื่อให้ได้ราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้าได้

 

                   มาตรา 78 อัฏฐ  อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศระบุ

สินค้าที่จะให้คำนวณรายรับตามราคาตลาดขายส่งที่มีการขายให้แก่ผู้ขายปลีกได้

*[24]

 

                   มาตรา 78 นว  ในกรณีที่มีการสั่งหรือนำสินค้าเข้าใน

ราชอาณาจักรและมีการส่งสินค้านั้นหรือสินค้าที่ผลิตหรือผสมหรือประกอบด้วย

สินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร ให้คืนภาษีการค้าที่เก็บไว้จากสินค้านั้น

ตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากร

ขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าเป็นผู้ส่งออกซึ่งสินค้าตามที่อธิบดีกำหนด

ตามมาตรา 78 จัตวา ได้เสียภาษีการค้าโดยถือว่าได้ขายสินค้าในวันส่ง

ออกนอกราชอาณาจักร หากสินค้านั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมิได้ส่งออกนอก

ราชอาณาจักร หรือส่งออกนอกราชอาณาจักร ในลักษณะที่เสียหายหรือ

เสื่อมคุณภาพเป็นเหตุให้สินค้านั้นลดลง ให้คืนภาษีการค้าที่เก็บไว้จากสินค้า

ส่วนที่มิได้ส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือส่วนที่ราคาลดลงตามเงื่อนไข

หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาออกตาม

กฎหมายว่าด้วยกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   ในกรณีที่ต้องภาษีการค้าดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หาก

สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ต้องเสียหรือยกเว้นอากรขาเข้าหรืออากรขาออก

ก็ให้คืนภาษีการค้าก็ได้เก็บไว้แล้วโดยอนุโลมตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์

วิธีการ และอัตราส่วนเช่นเดียวกับที่กล่าวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองนั้น

 

                   มาตรา 78 ทศ  เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสินค้าขาออก รัฐมนตรี

โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้ลดหรือยกเว้นภาษีการค้าสำหรับ

สินค้าตามประเภทการค้า 1. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่ส่งออกได้

                   การลดหรือยกเว้นตามวรรคก่อน รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

จะประกาศยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้

*[24]

 

                   มาตรา 78 เอกาทศ  กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ

และการชำระภาษีตามหมวดนี้ สำหรับสินค้าที่นำเข้าในราชอาณาจักรหรือ

ส่งออกนอกราชอาณาจักร เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควร จะประกาศร่นให้เร็วขึ้น

สำหรับสินค้าทุกรายการหรือบางรายการได้

                   ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาการชำระภาษีให้เร็วขึ้นตามวรรคหนึ่ง

และผู้ประกอบการค้าได้ชำระภาษีหรือวางเงินเป็นประกันภาษีภายในเวลา

ที่ร่นนั้น ให้ผู้ประกอบการค้าได้รับการลดภาษีร้อยละ 2 ของจำนวนเงิน

ภาษีที่ต้องเสียหรือจำนวนเงินที่วางเป็นประกัน แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า

                   ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาตามมาตรานี้ มิให้นำบทบัญญัติ

มาตรา 3 อัฏฐ มาใช้บังคับ

 

                   มาตรา 78 ทวาทศ  ในกรณีที่มีการร่นกำหนดเวลาตามมาตรา 78

เอกาทศ รัฐมนตรีจะประกาศให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีการค้าเพื่อ

กรมสรรพากรก็ได้ และให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้ชำระภาษี

การค้า หรือวางเงินหรือหลักประกันอย่างอื่น หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเป็น

ประกันภาษีการค้าก่อนที่จะมีการออกใบขนสินค้าให้ตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร

 

                   มาตรา 78 เตรส  การประกาศตามมาตรา 78 จัตวา มาตรา 78 ฉ

มาตรา 78 สัตต มาตรา 78 อัฏฐ มาตรา 78 ทศ มาตรา 78 เอกาทศ

และมาตรา 78 ทวาทศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

                   มาตรา 78 จตุทศ  ในกรณีผู้อยู่นอกราชอาณาจักรมีสาขาในราชอาณาจักร

เมื่อส่งสินค้าเข้าในราชอาณาจักรไม่ว่าจะผ่านสาขาหรือไม่ก็ตาม ให้แก่

ผู้สั่งที่เป็นผู้ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 78 ทวิ หรือเป็นรัฐวิสาหกิจที่

ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายว่าด้วยรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ให้ถือว่า

ผู้อยู่นอกราชอาณาจักรและสาขาเป็นผู้นำเข้า

                   ให้ผู้สั่งตามวรรคก่อนมีหน้าที่หักภาษีการค้าจากเงินที่จ่ายชำระราคา

สินค้าตามอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้น แล้วนำส่งพร้อมกับยื่นแบบแสดง

รายการการหักภาษีการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่

และภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับการชำระภาษีการค้า  ทั้งนี้ ให้นำ

มาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[30]

 

                   มาตรา 78 ปัณรส  ในกรณีรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือ

เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้จ่าย

เงินค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามประเภท

การค้า 4. ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีการค้า

จากเงินที่จ่ายในอัตราตามบัญชีอัตราภาษีการค้า รวมทั้งภาษีตามกฎหมาย

ว่าด้วยรายได้เทศบาล กฎหมายว่าด้วยรายได้สุขาภิบาล หรือกฎหมาย

ว่าด้วยรายได้จังหวัดด้วย

                   ผู้จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง

อำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ภายในวันที่เจ็ดของเดือนถัดจากเดือน

ที่จ่ายเงินนั้น ไม่ว่าตนจะได้หักไว้แล้วหรือไม่พร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการ

หักภาษีการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณ

ภาษีการค้าของผู้รับจ้างในเดือนภาษี  ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา 53

และมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[31]

 

                   มาตรา 78 โสฬส  ในกรณีการขายหลักทรัพย์ตามประเภทการค้า 3.

ให้สมาชิกที่เป็นตัวแทนของผู้ขายหักภาษีจากเงินที่ขาย และชำระภาษีแทน

ผู้ขายในนามของตนเอง โดยผู้ขายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการการค้าอีก

และให้ถือว่าสมาชิกเป็นผู้ประกอบการค้าในกรณีนี้ด้วย

*[37]

 

                   มาตรา 78 สัตตรส  ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือ

นิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง

ทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ของต่างประเทศ และมีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามประเภทการค้า 4 ชนิด 1

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีการค้าจากเงินที่จ่ายในอัตรา

ตามบัญชีอัตราภาษีการค้ารวมทั้งภาษีตามกฎหมายว่าด้วยรายได้เทศบาล

กฎหมายว่าด้วยรายได้สุขาภิบาล หรือกฎหมายว่าด้วยรายได้จังหวัดด้วย

ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา 78 ปัญจรส วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

 

ส่วน 2

รายรับ

------

 

                   มาตรา 79  รายรับ หมายความว่า เงินทรัพย์สิน ค่าตอบแทน

หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอก

ราชอาณาจักรเนื่องจากการประกอบการค้า เว้นแต่

*[21]

*[25]

                   (1) รายรับจากการค้าประเภทโรงสีหรือโรงเลื่อย หมายความว่า

                             (ก) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อัน

มีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้จากการ

สีข้าวหรือเลื่อยไม้

                             (ข) มูลค่าของผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้ในวันที่ทำการ

รับจ้างสีข้าว หรือเลื่อยไม้เสร็จ ซึ่งผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้นั้นมิใช่เป็น

ของผู้ประกอบการค้า

                   (2) รายรับจากการค้าประเภทโรงรับจำนำ หมายความว่า

                             (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ

                             (ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมี

มูลค่าที่ได้รับ หรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ์

                   (3) รายรับจากการค้าประเภทการธนาคาร หมายความว่า

                             (ก) ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการที่เรียกเก็บ

และ

                             (ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือ

ซื้อขายเงินตรา การออกซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไปต่างประเทศ

*[25]

                   (4) รายรับจากการค้าประเภทประกันภัย

                             (ก) ในกรณีการรับประกันชีวิต หมายความว่า ดอกเบี้ย

ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการในการให้กู้ยืมเงิน

                             (ข) ในกรณีการรับประกันภัยอย่างอื่น หมายความว่า

เบี้ยประกันภัย หรือเงินอื่นที่ผู้รับประกันภัยเรียกเก็บ เว้นแต่เบี้ยประกันภัย

ส่วนที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้ และเบี้ยประกันภัยที่ได้จากการรับประกัน

ต่อซึ่งผู้เอาประกันภัยต่อได้เสียภาษีจากเบี้ยประกันภัยตามหมวดนี้แล้ว

*[24]

 

                   (5) ในกรณีที่อธิบดีได้สั่งอนุมัติตามมาตรา 78 ตรี ให้ถือว่า

ได้มีการขายสินค้าในวันผลิต รายรับ หมายความว่า มูลค่าของสินค้าใน

วันผลิตหรือวันที่ได้รับอนุมัติ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

                   (6) ในกรณีที่อธิบดีได้สั่งอนุมัติตามมาตรา 78 ตรี ให้ถือว่าได้มี

การขายสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักรหรือวันส่งออกนอกราชอาณาจักร

หรือในกรณีที่อธิบดีได้ประกาศตามมาตรา 78 จัตวา ให้ถือว่าผู้ประกอบ

การค้าที่เป็นผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งสินค้าตามที่กำหนดได้ขายสินค้าใน

วันนำเข้าในราชอาณาจักร หรือวันส่งออกนอกราชอาณาจักร รายรับ

หมายความว่า มูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร หรือวันส่ง

ออกนอกราชอาณาจักร และมูลค่าของสินค้าในวันส่งออกนอกราชอาณาจักร

ให้ถือตามมูลค่า ณ ที่ส่งออกแต่ไม่รวมอากรขาออก

                   (7) ในกรณีตาม (2) วรรคสองของมาตรา 78 รายรับ หมาย

ความว่า มูลค่าของสินค้าตามราคาตลาดที่ผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุใน

บัญชีอัตราภาษีการค้าจะพึงได้รับในวันที่ผู้ประกอบการค้าตาม (2) วรรคสอง

ของมาตรา 78 นั้นขายสินค้าดังกล่าว

*[21]

                   (8) ในกรณีการขายสินค้าที่เป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ น้ำมันแร่

น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันหล่อลื่น

น้ำมันเบรค ซีเมนต์ สุราและสินค้าตามที่อธิบดีได้ประกาศระบุตามมาตรา

78 อัฏฐ รายรับหมายความว่า  มูลค่าของสินค้านั้น

*[21]

 

                   มาตรา 79 ทวิ  กรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และ

ให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ

*[25]

                   (1) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าตามประเภทการค้า 1.

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าไม่ว่าเพื่อการใด ๆ

                   (2) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1. และประเภทการค้า 2.

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าส่งสินค้าที่ตนประกอบการค้านั้นออกนอกราชอาณาจักร

                   (3) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1. และประเภทการค้า 2.

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้านำสินค้าที่ตน ประกอบการค้านั้น ไปใช้หรือโอน

กรรมสิทธิ์ หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อขาย

                   (4) การที่ผู้นำเข้าโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้า

ที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา 79 ตรี (11) หรือนำสินค้านั้นไป

ใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง

                   (5) การทำหรือดัดแปลง หรือจัดให้ผู้อื่นทำหรือดัดแปลงสิ่งใด ๆ

ให้เข้าลักษณะเป็นสินค้าตามประเภทการค้า 1. ชนิด 4 แห่งบัญชีอัตรา

ภาษีการค้าโดยมิใช่เพื่อขาย แต่ทั้งนี้มิให้รวมถึงผลงานของผู้ประดิษฐ์ค้นคว้า

ซึ่งมิได้ผลิตขึ้นเพื่อขาย

                   (6) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1. และประเภทการค้า 2.

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้ามีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจากบัญชีคุมสินค้า

มีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจากบัญชีคุมสินค้า หรือมีสินค้าโดยไม่ทำ

หรือไม่ลงบัญชีคุมสินค้า แต่ทั้งนี้มิให้รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการค้านั้นได้

เสียภาษีการค้าแล้ว

                   (7) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1. และประเภทการค้า 2.

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้ามีสินค้าคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบการค้า หรือ

วันโอนกิจการและผู้ประกอบการค้ายังมิได้เคยเสียภาษีการค้าสำหรับสินค้านั้น

มาก่อน

*[39]

                   (8) การที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมนำสินค้าที่ซื้อจากผู้ผลิตซึ่งได้รับการ

ลดอัตราภาษีการค้าตามลักษณะและประเภทของสินค้า และตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดไปใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง

*[39]

                   ในกรณีตาม (1) (4) (5) และ (8) ให้ถือว่าผู้นำสินค้าเข้า

ผู้เป็นเจ้าของสินค้าที่ทำหรือดัดแปลง หรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณี

เป็นผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้า

                   ในกรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าคงเหลือตาม (7) และต่อมาได้มี

การขายสินค้าคงเหลือนั้น และผู้ขายมีรายรับต่ำกว่ารายรับที่ได้คำนวณเสีย

ภาษีไว้แล้ว ผู้ขายมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินขอคืนภาษีที่

ได้เสียเกินไปได้ แต่จะต้องยื่นคำร้องภายในสามสิบวันนับแต่วันขายสินค้า

ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ขายนั้นจะเป็นผู้ที่เสียภาษีไว้แล้วเองหรือไม่

 

                   มาตรา 79 ตรี  รายรับจากกิจการดังต่อไปนี้หรือที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า

                   (1) การขายสินค้าชนิดที่เป็นเครื่องเงิน เครื่องถม สินค้าตาม

ประเภทการค้า 1. ชนิด 7 (ข) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่ผลิตใน

ราชอาณาจักรเฉพาะที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร

                   (2) การขายวิศกี้ ใบยาสูบ ยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ เฉพาะที่

ผลิตในราชอาณาจักรและส่งออกนอกราชอาณาจักร

*[21]

                   (3) การขายน้ำมันสำหรับเครื่องบินให้แก่บริษัทการบินเฉพาะ

ที่ใช้บินระหว่างประเทศ  ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการค้าขายให้แก่บริษัท

การบินโดยตรงหรือขายให้แก่บุคคลหรือคณะบุคคลอื่น แล้วบุคคลหรือคณะ

บุคคลอื่นนั้นขายให้แก่บริษัทการบินอีกทอดหนึ่ง

                   ในกรณีบริษัทการบินต่างประเทศ ความในวรรคก่อนให้ใช้บังคับ

เฉพาะเมื่อประเทศซึ่งบริษัทการบินต่างประเทศได้จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้น

นั้นมิได้มีการเก็บภาษีทำนองเดียวกัน หรือถ้ามีการเก็บภาษีทำนองเดียวกัน

ก็ได้ให้การยกเว้นสำหรับการขายน้ำมันเครื่องบินให้แก่บริษัทการบินที่

จดทะเบียนหรือก่อตั้งขึ้นในราชอาณาจักร

                   ความในสองวรรคก่อนจะนำมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีหลักฐานแจ้งชัดว่า

ผู้ประกอบการค้าได้ลดราคาสินค้าให้จริงไม่น้อยกว่าอัตราภาษีการค้า

                   (4) รายรับเฉพาะที่เป็นราคาแสตมป์การกุศล บำรุงการศึกษา

และการสาธารณสุขที่รัฐบาลจัดทำขึ้น

                   (5) กิจการขายข้าวเฉพาะส่วนรายรับที่จ่ายเป็นค่าพรีเมี่ยมข้าว

ให้รัฐบาล

                   (6) ดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล

                   (7) การขายหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่

สาธารณชน

*[21]

                   (8) การบริจาคสินค้าในกรณีต่อไปนี้

                             (ก) บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ

                             (ข) บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถาน

สาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก)

ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

*[39]

                   (9) การขายน้ำอัดลมของภัตตาคารตามประเภทการค้า 7. (ง)

แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า

*[24]

                   (10) การนำเข้าในราชอาณาจักรหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร

ซึ่งสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตาม

กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

                   (11) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่เป็นเครื่องจักร ส่วน

ประกอบและอุปกรณ์เครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตของตนเอง

*[24]

*[31]

                   (12) การค้าของผู้ประกอบการค้า ที่มิใช่เป็นผู้นำเข้า ผู้ส่งออก

หรือผู้ขายตามประเภทการค้า 3. เฉพาะในเดือนภาษีที่มีรายรับรวมกัน

ไม่ถึงสองพันบาท

*[24]

                   (13) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าเฉพาะที่เก็บรักษาไว้

ในคลังสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และส่งออกนอกราชอาณาจักร

โดยได้รับการงดเว้นการเก็บอากรศุลกากร

                   (14) การส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าดังกล่าวใน (13)

                   (15) การนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือคืนอากร

ศุลกากรในกรณีสูญหายหรือถูกทำลายตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

                   (16) การส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่ได้รับคืนภาษีการค้า

ตามมาตรา 78 นว วรรคหนึ่งและวรรคสาม

*[31]

                   (17) การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเฉพาะ

ที่เป็นหน่วยลงทุนในกองทุนรวมพันธบัตรของรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาล

 

                   มาตรา 79 จัตวา  การคำนวณรายรับตามส่วนนี้ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

                   (1) วิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชีเพื่อประโยชน์ใน

การคำนวณรายรับ เมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ให้ถือปฏิบัติเป็น

อย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้

                   (2) มูลค่าตามมาตรา 79 (1) (ข) ให้คำนวณเป็นรายรับ

ของเดือนภาษีที่มีการสีข้าวหรือเลื่อยไม้ แล้วแต่กรณี

                   (3) การค้าประเภทการขายของให้คำนวณราคาสินค้าเป็นรายรับ

ในเดือนภาษีที่มีการขายเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้รับชำระเงินหรือราคา

แล้วหรือไม่ก็ตาม

                   กรณีสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้า จำนวนเงินที่จะต้องชำระ

เมื่อถึงกำหนดในเดือนภาษีใด ให้ถือเป็นรายรับในเดือนภาษีนั้น

                   กรณีสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามประเภทการค้า 1.

ชนิด 2  ชนิด 3 หรือชนิด 4 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ให้คำนวณ

ราคาสินค้าหรือค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นเป็นรายรับในเดือนภาษีที่มีสัญญาจะขาย

หรือให้เช่าซื้อ

                   (4) หนี้สูญจากการค้าประเภทการขายของที่ต้องเสียภาษีตาม

หมวดนี้ ถ้าได้จำหน่ายไปในเดือนใด ให้หักออกจากรายรับของเดือนนั้นได้

                   การจำหน่ายหนี้สูญจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติการโดยสมควร

เพื่อให้ได้รับชำระหนี้แล้ว

                   หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายตามวรรคแรกแล้ว ถ้าได้รับชำระใน

ภายหลังให้นำมาคำนวณเป็นรายรับของเดือนภาษีที่ได้รับชำระนั้น

*[24]

                   (5) ในกรณีที่ราคาขายสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ถ้ามี

การขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับชำระเป็นเงินตราไทยในเดือนที่ขาย

สินค้า ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็นรายรับถ้ามิได้มีการขายเงินตรา

ต่างประเทศในเดือนที่ขายสินค้า ให้คำนวณราคาขายสินค้าที่เป็นเงินตรา

ต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายของเดือนที่มีการ

ขายสินค้านั้น

                   ในกรณีสินค้าที่มีการกำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีการค้า

เพื่อกรมสรรพากร ให้คำนวณราคาขายสิ้นค้าที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

เป็นเงินตราไทยตามอัตราที่กรมศุลกากรใช้คำนวณ

*[21]

                   (6) ในกรณีอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อ

กำหนดมูลค่าของสินค้าตามมาตรา 78 ฉ ถ้าผู้ประกอบการค้ามีหลักฐาน

แสดงว่าราคาตลาดของสินค้าในเดือนภาษีที่มีรายรับต่ำกว่ามูลค่าของสินค้า

ตามเกณฑ์คำนวณที่อธิบดีประกาศจะขอคำนวณรายรับตามราคาตลาดนั้นก็ได้

แต่เมื่อสูงกว่ามูลค่าของสินค้าตามเกณฑ์คำนวณที่อธิบดีประกาศ ให้คำนวณ

รายรับตามราคาตลาดนั้น

*[21]

 

                   มาตรา 79 เบญจ  ในกรณีสินค้านำเข้าในราชอาณาจักรที่ได้รับ

ยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา 79 ตรี (10) หรือที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อน

ภาษีการค้าและอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนเพื่อ

กิจการอุตสาหกรรม ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากรหรืออากรเพิ่มตาม

กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือว่าผู้ที่มีความรับผิดต้องชำระอากร

หรืออากรเพิ่มตามกฎหมายดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการค้าและได้ขายสินค้านั้น

ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และให้ถือมูลค่าตามสภาพของสินค้าในวันนั้นเป็น

รายรับ

                   การคำนวณภาษีการค้าจากรายรับตามวรรคก่อน ให้ใช้อัตราภาษี

การค้าตามลักษณะของสินค้าซึ่งให้ถือว่าได้ขายนั้นและในกรณีสินค้าที่ได้รับ

ลดหย่อนภาษีการค้า ให้นำภาษีการค้าที่ได้ชำระไปแล้วมาหักออกจากภาษี

การค้าที่คำนวณจากรายรับนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนภาษีการค้าที่คำนวณได้

 

ส่วน 3

การจดทะเบียน

------

 

                   มาตรา 80  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตาม

แบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้

หรือวันเริ่มประกอบการค้า แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

                   ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอเป็น

รายสถานการค้า

*[21]

*[31]

*[39]

 

                   มาตรา 80 ทวิ  ให้ผู้ประกอบการค้าที่มีรายรับเฉพาะที่ระบุไว้

ดังต่อไปนี้ ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนตามส่วนนี้ คือ

                   (1) มาตรา 79 ทวิ (1) (4) (5) หรือ (8)

                   (2) มาตรา 79 เบญจ

                   (3) ประเภทการค้า 3. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า

                   (4) ประเภทการค้า 5. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ซึ่งให้เช่าเฉพาะ

เครื่องเรือนและของใช้ที่ใช้ประจำอยู่กับโรงเรือนที่ให้เช่า

 

                   มาตรา 80 ตรี  ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัด

พระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าต่ออธิบดี ณ กรม

สรรพากร หรือ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

                   ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอ

จดทะเบียนการค้าต่อสรรพากรจังหวัด ณ ที่ทำการสรรพากรจังหวัด หรือ

ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

 

                   มาตรา 80 จัตวา  เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียน

การค้าตามมาตรา 80 ตรี แล้ว ให้อธิบดีหรือสรรพากรจังหวัด แล้วแต่กรณี

ออกใบทะเบียนการค้าให้เป็นรายสถานการค้า

 

                   มาตรา 81  ถ้าใบทะเบียนการค้าสูญหาย ให้ผู้ประกอบการค้ายื่น

คำขอรับใบแทนใบทะเบียนการค้าต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่ตามมาตรา 80 ตรี

ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่สูญหาย

                   ในกรณีออกใบแทนใบทะเบียนการค้า ในนำมาตรา 80 จัตวา มา

ใช้บังคับโดยอนุโลม

                   ใบแทนใบทะเบียนการค้าให้ถือเป็นใบทะเบียนการค้า

 

                   มาตรา 81 ทวิ  ผู้ประกอบการค้าต้องแสดงใบทะเบียนการค้าไว้

ณ ที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ถนัดในสถานการค้า

 

                   มาตรา 82  เมื่อผู้ประกอบการค้าย้ายสถานการค้า ให้แจ้งการย้าย

ต่อเจ้าพนักงาน ณ สถานที่ซึ่งได้จดทะเบียนการค้าไว้เดิมภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันย้ายโดยให้แนบใบทะเบียนการค้าคืนไปด้วย

                   ให้ผู้ประกอบการค้าตามวรรคก่อนจดทะเบียนการค้าใหม่ภายใน

กำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน ทั้งนี้ให้นำมาตรา 80 มาตรา 80 ตรี

และมาตรา 80 จัตวา มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                   มาตรา 82 ทวิ  เมื่อผู้ประกอบการค้าเลิกประกอบการค้าหรือโอน

กิจการค้า ให้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงาน

ณ สถานที่ตามมาตรา 80 ตรี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกหรือโอนกิจการค้า

โดยให้แนบใบทะเบียนการค้าคืนไปด้วย

 

                   มาตรา 82 ตรี  ผู้ประกอบการค้าผู้ใดกระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้

อธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบทะเบียนการค้าของ

ผู้ประกอบการค้านั้นได้

 

ส่วน 4

บัญชีหลักฐานและการปฏิบัติ

------

 

*[21]

 

                   มาตรา 83  ให้ผู้ประกอบการค้าที่จะต้องจดทะเบียนการค้าตาม

ส่วน 3 ทำบัญชีหลักฐานแสดงรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าและที่ไม่ต้องรวม

คำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า  ทั้งนี้ ภายในสามวันนับแต่วันที่มีรายรับ

                   เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เมื่ออธิบดีเห็นสมควร

จะมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการค้าทำบัญชีหลักฐานแสดงรายงานหรือแจ้งข้อความ

ใด ๆ ก็ได้ บัญชีหลักฐานให้ทำตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง

                   ให้ผู้ประกอบการค้าหรือผู้ทำการแทนยอมให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องกล

หรือเครื่องมือใด ๆ และต้องกระทำการอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกในการ

ติดตั้งหรือเพื่อสงวนรักษาไว้ซึ่งเครื่องจักร เครื่องกล และเครื่องมือดังกล่าว

หรือกระทำการอื่นใดตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและการ

เสียภาษี  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

 

                   มาตรา 83 ทวิ  ให้ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1.

ทุกชนิดและประเภทการค้า 2. แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าทำบัญชีคุมสินค้า

ตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการปริมาณสินค้าซึ่งมีอยู่ ได้มา และ

จำหน่ายไปเป็นรายวัน รายการในบัญชีดังกล่าวนี้ต้องลงให้เสร็จภายใน

สามวันนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายไปแต่ละครั้งซึ่งสินค้านั้น

                   ในกรณีที่มีการอนุมัติหรือประกาศตามมาตรา 79  (5) หรือ (6) แล้ว

ให้ยกเว้นการทำบัญชีตามวรรคก่อน เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น

 

                   มาตรา 83 ตรี  บัญชีตามมาตรา 83  มาตรา 83 ทวิ และเอกสาร

ประกอบการลงบัญชีดังกล่าว ให้เก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีที่สถานการค้า

หรือถ้าจะเก็บรักษาไว้ที่อื่นให้ผู้ประกอบการค้าแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมิน

ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ

 

ส่วน 5

แบบแสดงรายการการค้า

------

 

                   มาตรา 84  ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการการค้าตาม

แบบที่อธิบดีกำหนดเป็นรายเดือนภาษี ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่

ก็ตาม

*[39]

                   ผู้ประกอบการค้าที่มีรายรับเฉพาะที่ระบุไว้ในมาตรา 79 ทวิ (1)

(4) (5) หรือ (8) ให้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนด

เป็นรายครั้งที่มีรายรับ

 

                   มาตรา 84 ทวิ  ถ้าผู้ประกอบการค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตาย

หรือเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้จัดการมรดก

ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี มี

หน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   มาตรา 84 ตรี  ถ้าผู้ประกอบการค้าเป็นบริษัท ให้กรรมการ

ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าในนามบริษัท

 

                   มาตรา 84 จัตวา ในกรณีผู้ประกอบการค้าอยู่นอกราชอาณาจักร

ให้กรรมการผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในโรงงาน

สถานการค้า หรือลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้ทำการแทน อันถือได้ว่ามีสาขาใน

ราชอาณาจักร มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

 

                   มาตรา 84 เบญจ  ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าควบเข้ากันหรือโอน

กิจการให้กัน ให้บริษัทอันได้ตั้งขึ้นใหม่ด้วยควบเข้ากันหรือบริษัทที่รับโอน

กิจการ มีหน้าที่ร่วมกันกับบริษัทเดิมที่ควบเข้ากันหรือที่โอนกิจการ ยื่น

แบบแสดงรายการการค้าของบริษัทเดิมที่ควบเข้ากันหรือโอนกิจการนั้น

แล้วแต่กรณี

 

                   มาตรา 84 ฉ  ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าเลิกโดยมีการชำระบัญชี

ให้ผู้ชำระบัญชีและกรรมการ ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ ซึ่งดำรงตำแหน่ง

อยู่ก่อนวันเลิกบริษัท มีหน้าที่ร่วมกันยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   ถ้าบริษัทผู้ประกอบการค้าเลิกโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้เป็น

หุ้นส่วนและบุคคลผู้มีอำนาจจัดการมีหน้าที่ร่วมกันยื่นแบบแสดงรายการการค้า

 

                   มาตรา 85  แบบแสดงรายการการค้าที่ต้องยื่นตามส่วนนี้ให้ยื่น

ต่อเจ้าพนักงาน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าตั้งอยู่ หรือต่อ

เจ้าพนักงานและ ณ สถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด

                   ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง การยื่นแบบ

แสดงรายการค้าตามวรรคก่อน ให้แยกยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ซึ่ง

สถานการค้าแต่ละแห่งตั้งอยู่ แต่ผู้ประกอบการค้าอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี

ขอยื่นแบบแสดงรายการการค้ารวมกัน ณ กรมสรรพากร หรือ ณ ที่ว่าการ

อำเภอแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้

 

                   มาตรา 85 ทวิ  เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเวลาเป็นอย่างอื่นแบบแสดง

รายการการค้าที่ต้องยื่นตามมาตรา 84 สำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายใน

วันที่ 15 ของเดือนถัดไป

 

 

 

 

ส่วน 6

การชำระภาษี

------

 

                   มาตรา 86  ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการตามส่วน 5 ชำระ

ภาษีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 85 ทวิ พร้อมกับการยื่นแบบแสดง

รายการนั้น

 

                   มาตรา 86 ทวิ  ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้เสีย

ภาษี บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้นภายในสามสิบวันนับแต่

วันได้รับแจ้งการประเมิน เว้นแต่การประเมินตามมาตรา 18 ทวิ จะต้อง

ชำระภาษีภายในเวลาที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้

 

                   มาตรา 86 ตรี  ผู้ประกอบการค้ารายย่อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

อาจเสียภาษีการค้าเหมาเป็นงวดได้ เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับ

มอบหมายแล้ว

                   ผู้ต้องเสียภาษีตามมาตรานี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการที่

กำหนดโดยกฎกระทรวง

*[21]

*[24]

 

                   มาตรา 86 จัตวา  ภาษีตามหมวดนี้ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวน

ไม่ถึงสิบห้าบาท เป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีสินค้าที่นำเข้าในราชอาณาจักร

หรือส่งออกนอกราชอาณาจักร

 

ส่วน 7

อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน

------

 

                   มาตรา 87  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเบี้ยปรับและ

เงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ

                   (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบ

แสดงรายการการค้าภายในเวลากฎหมายกำหนด

 

                   (2) เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ายื่นแบบ

แสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสีย

คลาดเคลื่อนไป หรือ

                   (3) ผู้ประกอบการค้าหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแทน

ผู้ประกอบการค้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอม

ตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถ

แสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

 

                   มาตรา 87 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 87

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

                   (1) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการการค้าตามหลักฐานที่

เห็นว่าถูกต้องเมื่อผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   (2) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการการค้า หรือใน

เอกสารอื่นที่ยื่นประกอบแบบแสดงรายการการค้าเพื่อให้ถูกต้อง

                   (3) กำหนดราคาขายของสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายใน

วันเดียวกันหรือใกล้เคียงกันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคา

ตลาดที่อาจเทียบเคียงกันได้หรือโดยเทียบเคียงกับราคาตลาดโลก

                   (4) กำหนดรายรับจากการให้เช่าทรัพย์สินโดยเทียบเคียงกับ

ค่าเช่าที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ

                   (5) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบการค้าควรได้รับ ในกรณีที่

ผู้ประกอบการค้าได้ขายสินค้าไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาอันควรจะขายได้

เพราะผู้ประกอบการค้ากับผู้ซื้อมีการควบคุมหรือความสัมพันธ์กันในด้านทุน

หรือด้านการจัดการ

                   (6) กำหนดราคาทรัพย์สินหรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันโอน

หรือทำบริการเมื่อการโอนทรัพย์สินหรือทำบริการให้นั้นไม่มีค่าตอบแทน

หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   (7) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์

ของผู้ประกอบการค้า หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการค้าเองหรือของ

ผู้ประกอบการค้าอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจาก

หลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร

                   (8) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณี

ตามมาตรา 87 (3) โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (7) ก็ได้

 

                   มาตรา 87  การดำเนินการตามมาตรา 87 มาตรา 87 ทวิ

หรือมาตรา 87 จัตวา เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียก

บุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือพยาน กับมีอำนาจสั่ง

บุคคลเหล่านั้นให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมา

ตรวจสอบไต่สวนได้ แต่จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

นับแต่วันได้รับหมายเรียก

 

                   มาตรา 87 จัตวา  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถาน

การค้าของผู้ประกอบการค้า หรือที่อื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น

และพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการของผู้ประกอบการค้า และทำการ

ตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่า ผู้ประกอบการค้าได้ปฏิบัติการโดยถูกต้องตาม

บทบัญญัติในหมวดนี้หรือไม่ ในการนี้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่ง

ผู้ประกอบการค้าหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็น

เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ อันควรแก่เรื่อง

และมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานเหล่านั้นมาตรวจสอบไต่สวนได้

 

                   มาตรา 88  เมื่อประเมินแล้ว ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการ

ประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ประกอบการค้า ในกรณีจะอุทธรณ์การประเมิน

ก็ได้ เว้นแต่การประเมินตามมาตรา 87 (3) ห้ามมิให้อุทธรณ์การ

ประเมิน

 

                   มาตรา 88 ทวิ  การประเมินให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลา

ดังต่อไปนี้

                   (1) ห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ

การค้าหรือวันที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้า แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

ถ้ามีการยื่นแบบแสดงรายการการค้า

                   (2) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ

การค้า ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้ามิได้ยื่นแบบแสดง

รายการการค้า หรือยื่นแบบแสดงรายการค้าเท็จ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยง

การเสียภาษีตามหมวดนี้ หรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับ

ขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการ

การค้า

 

 

 

 

 

 

ส่วน 8

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

------

 

                   มาตรา 89  ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเบี้ยปรับในกรณี และตาม

อัตราต่อไปนี้

                   (1) กรณีมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา 80 หรือเมื่อ

ถูกสั่งเพิกถอนใบทะเบียนการค้าตามมาตรา 82 ตรี แล้ว ได้ประกอบการค้า

โดยไม่มีใบทะเบียนการค้า ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีตลอด

ระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หรือเป็นเงินสองร้อยบาทต่อเดือน

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (2) กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าภายในกำหนดเวลาตาม

ส่วน 5 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษี

                   (3) กรณียื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาด

ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของ

เงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อน

*[21]

                   (4) กรณีผู้ประกอบการค้ามีสินค้าเกินจากบัญชีคุมสินค้า ขาดจาก

บัญชีคุมสินค้า หรือมีสินค้าโดยไม่ทำหรือไม่ลงบัญชีคุมสินค้า ซึ่งตามมาตรา

79 ทวิ (6) ให้ถือว่าเป็นการขาย ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษี

จากรายรับของสินค้าที่ให้ถือว่าขายนั้น

                   เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

โดยอนุมัติรัฐมนตรี

*[39]

 

                   มาตรา 89 ทวิ  ผู้ประกอบการค้าใดไม่ชำระภาษีภายในกำหนด

เวลาตามส่วน 6 ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

ของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89

                   ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษี และได้มีการ

ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มความตามวรรคหนึ่งให้

ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

                   การคำนวณเงินเพิ่มในสองวรรคก่อนเว้นแต่กรณีการประเมินตาม

มาตรา 18 ทวิ ให้เริ่มนับเมื่อพ้นสิบห้าวันถัดจากเดือนภาษี

                   เงินเพิ่มตามมาตรานี้ มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดย

ไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89

                   มาตรา 89 ตรี  เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี

 

ส่วน 9

บทกำหนดโทษ

------

 

                   มาตรา 90  ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้า

ตามมาตรา 80 ไม่แจ้งการย้ายตามมาตรา 82 ไม่แจ้งการเลิกหรือการ

โอนตามมาตรา 82 ทวิ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกที่ออกตามมาตรา 87 ตรี

หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานที่มีอำนาจไม่สวนตามหมวดนี้โดย

ไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ

ไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                   มาตรา 91  ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามมาตรา 81 หรือไม่แสดง

ใบทะเบียนการค้าตามมาตรา 81 ทวิ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

*[21]

 

                   มาตรา 92  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 83 วรรคแรก มาตรา 83 ทวิ

หรือมาตรา 83 ตรี ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 83 วรรคสอง

หรือวรรคสาม หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอธิบดีที่สั่งตามมาตรา 83 วรรคสอง

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ

 

                   มาตรา 93  ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน

ประเมินในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 87 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

บัญชีอัตราภาษีการค้า

------

*[21]

*[23]

*[24]

*[25]

*[26]

*[31]

*[32]

*[35]

*[36]

*[38]

 

 

*[22]

                   ยกเลิกหมวด 5 ภาษีป้าย

 

หมวด 6

อากรแสตมป์

------

 

                   มาตรา 103  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   ตราสารหมายความว่า  เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

                   กระดาษหมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้

เขียนตราสาร

*[8]

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ

และแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย

ทั้งนี้ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง

                   กระทำเมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อ

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                   ปิดแสตมป์หมายความว่า  การปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการ

มีแสตมป์ดุนบนกระดาษ

*[2]

                   ““ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก

โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์

หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำ

สิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของ

ตราสารนั้น

*[10]

                   ““ปิดแสตมป์บริบูรณ์หมายความว่า

                   (1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษ

ก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย

และได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

                   (2) ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุน

เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสาร

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า

อากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

                   (3) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็น

ราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่ง

อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (1) และ (2) ดังกล่าว

ข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (3) แทนได้

                   ใบรับหมายความว่า

                   (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับ

ฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

                   (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิ

เรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

                   บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่

ไม่สำคัญ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

*[1]

                   ““นายตรวจหมายความว่า  เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน 1

การเสียอากร

------

 

                   มาตรา 104  ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์

บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

*[1]

*[7]

*[10]

*[17]

*[19]

                   มาตรา 105  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงินหรือ

ผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระ

ราคา ในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคา ไม่ว่าจะมีการเรียกร้อง

ให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

                   (1) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการค้าประเภทต่าง ๆ ของ

สถานการค้าที่ผู้ประกอบการค้าต้องจดทะเบียนการค้าตามหมวด 4 ซึ่งรวม

เงินหรือราคาที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่สิบบาทขึ้นไป

*[32]

                   (2) การให้เช่า การให้เช่าซื้อ การขาย หรือการรับจ้าง

ทำของที่ไม่ต้องจดทะเบียนการค้าตามหมวด 4 ซึ่งรวมเงินหรือราคา

ที่ต้องชำระครั้งหนึ่งตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

                   ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาดังกล่าวข้างต้น มีเงื่อนไขให้รับ

หรือชำระภายหลังงวดเดียวหรือหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันที

ที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น

                   ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากรหรือแสตมป์อื่น

ของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้

*[8]

*[10]

*[12]

*[17]

*[30]

*[32]

 

                   มาตรา 105 ทวิ  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตาม

มาตรา 105 (1) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 (2) เฉพาะ

ผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือ

สำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

                   ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนา

ใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออก

ใบรับ

                   ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี

ตัวเลขไทย หรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) เลขที่ทะเบียนการค้าตามประมวลรัษฎากรของผู้ออกใบรับ ถ้า

ผู้ออกใบรับเป็นผู้ประกอบการค้า

                   (2) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

                   (3) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

                   (4) วันเดือนปีที่ออกใบรับ

                   (5) จำนวนเงินที่รับ

                   (6) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้

เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

                   ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการ

ค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของ

ผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือ

ชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มี

ภาษาไทยกำกับไว้ด้วย

                   ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

*[10]

 

                   มาตรา 105 ตรี  ในกรณีรับเงิน หรือรับชำระราคาจากการค้า

ประเภทต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 105 (1) ถ้ามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ

ไม่ถึง 10 บาท ให้ผู้รับเงินหรือรับชำระราคารวมเงินเฉพาะในกรณีดังกล่าว

ที่รับทุกครั้ง เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้น

รวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า

ห้าปีนับแต่วันทำบันทึก

*[12]

 

                   มาตรา 105 จัตวา  ในกรณีผู้ประกอบการค้าเป็นผู้ผลิต  ผู้นำเข้า

ผู้ส่งออก หรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้า ให้ออกใบส่งของแก่ผู้ซื้อ และ

ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ

                   ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลข

และอักษรไทย ให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ขาย

                   (2) ชื่อหรือ ยี่ห้อของผู้ซื้อ

                   (3) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ

                   (4) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ

                   (5) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย ตัวเลขไทยนั้นจะ

ใช้เลขอารบิคแทนก็ได้

*[10]

 

 

                   มาตรา 106  ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับ

ให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง

ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง

 

                   มาตรา 107  เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็น

อย่างอื่นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้าย

หมวดนี้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปี

แทนก็ได้

                   ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่กระทำการ

ขีดฆ่าได้ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอกประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

 

                   มาตรา 108  ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้

บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่นเช่าและกู้ยืมรวมกันไว้

หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือ

เป็นฉบับเดียวกัน เช่นขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่

อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะ

หรือทุกเรื่องโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่า

ตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

 

                   มาตรา 109  สัญญาใดเป็นตราสาร ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน

และมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็น

ในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์

แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

 

                   มาตรา 110  คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์

สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำ

ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับ

นั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ

และขีดฆ่าแล้ว

 

                   มาตรา 111  ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้

เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับตราสารนั้น ถ้า

ไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

                   ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสาร

ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่น

ตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรองสลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

                   ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครอง

ก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์

ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ

 

                   มาตรา 112  ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิ

ไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

 

ส่วน 2

เบ็ดเตล็ด

------

 

                   มาตรา 113  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร

หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว

ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

*[5]

                   1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้น

ในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้

เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

                   2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บ

เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

                      (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                      (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์

บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้

เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

*[5]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 114  โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี

โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล

หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

                   (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105

หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ

และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท

แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                   (2) ตามสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย

                             (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียก

เก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร

ที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                             (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่

มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของ

เงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

                             (ค) ในกรณีอื่นให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร

เป็นจำนวนหนึ่งเท่าของเงินอากรที่ต้องเสียหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่

อย่างใดจะมากกว่า

*[17]

 

                   ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 114

*[17]

 

                   มาตรา 115  เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา 113

และมาตรา 114 นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มี

หน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการ

เรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น

                   ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อน

จะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[10]

 

                   มาตรา 116  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ใน

มาตรา 113 หรือมาตรา 114 ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงาน

เจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงิน

และสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร  ทั้งนี้ เพื่อ

แสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่

ของผู้เสียเงินแล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

*[10]

 

                   มาตรา 117  ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา 116

ที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา 113

หรือมาตรา 114 แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงิน

เพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

 

                   มาตรา 118  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่

ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่า

จะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และ

ขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113

และมาตรา 114

 

                   มาตรา 119  ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนาม

หรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี

ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้

เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดย

ปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้

ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

 

                   มาตรา 120  ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มี

หน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอกค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไป

จากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

*[8]

*[21]

 

                   มาตรา 121  ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงาน

ผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล

องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และ

องค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอัน

ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุน

หมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหาร

ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

 

                   มาตรา 122  ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า

2 บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้อง

เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืน

ค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้น

ต้องยื่นภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้อง

ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควร

ให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

*[1]

*[5]

*[8]

*[10]

 

                   มาตรา 123  เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ

มีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น

และพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น

เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา 104

หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความในมาตรา 105

มาตรา 106 หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนา ใบรับ ใบรับตามความใน

มาตรา 105 ทวิ หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา 105 ตรี หรือไม่

กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มี

หน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และ

พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 123 ทวิ  เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดย

รัดกุม ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสีย

อากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้ว ให้ใช้เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตาม

ความในมาตรา 103 หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา 105 มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 ตรี และมาตรา 105 จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมี

อำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นหรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้

*[32]

 

                   มาตรา 123 ตรี  ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า

จำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) และ

(ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ

กำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับ

ตามปกติ และให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น

                   ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่ง จะอุทธรณ์การ

กำหนดจำนวนเงินนั้นก็ได้  ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2

หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วน 3

บทลงโทษ

------

 

*[17]

                   มาตรา 124  ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉย

หรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[1]

*[10]

 

                   มาตรา 125  ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่

10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร

ก็ดี จงใจกระทำ หรือทำ ตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ

ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

*[17]

 

                   มาตรา 126  ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[2]

*[5]

*[10]

*[17]

 

                   มาตรา 127  ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี

หรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 หรือออกใบรับ

ซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าร้อยบาท

*[17]

 

                   มาตรา 127 ทวิ  ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้

ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคา

ตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงิน หรือ

รับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก

ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

*[1]

*[8]

*[12]

 

                   มาตรา 128  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ ในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจ

ไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติ

ตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามความในมาตรา 123

หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105 ทวิ

มาตรา 105 จัตวา หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินห้าร้อยบาท

*[5]

 

                   มาตรา 129  ผู้ใดโดยเจตนาทุจจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็น

แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้

เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

*[1]

*[2]

*[5]

*[8]

*[10]

*[18]

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

------

 

 

 

*[17]

*[19]

*[30]

 

 

*[25]

                    ข้อ 28

 

 

*[17]

                   ฎ. ใบรับซึ่งผู้รับประกอบการเกษตรออกให้ในการจำหน่าย ปลา

สัตว์ ไข่ น้ำมันยาง หวาย ครั่ง ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้ อ้อย ปอ หอม

กระเทียม ถั่ว ข้าวโพด และพืชไร่อย่างอื่นอันเกิดจากเกษตรกรรมของตน

*[19]

                   ธ. ใบรับสำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4

                    น. ใบรับจากการขายทรัพย์สินที่ผลิตหรือซื้อมาเพื่อขายต่อไปเป็น

ทางค้า

*[17]

                   ข้อ 29

 

 

                   ข. แบบพิมพ์ซึ่งรัฐบาลขอร้องให้กรอกเพื่อความรู้ของรัฐบาล

โดยผู้กรอกไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะพึงต้องปฏิบัติ และแบบแสดง

รายการเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร

 

หมวด 7

อากรมหรสพ

------

 

                   มาตรา 130  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                   มหรสพหมายความว่า  การแสดง การเล่น หรือ การกีฬา

การประกวด หรือการกระทำใด ๆ ที่จัดเพื่อเก็บเงินจากผู้ดู

                   ผู้ดูหมายความว่า  บุคคลที่ดู

*[17]

                   ““ค่าดูหมายความว่า  เงินที่ผู้ดูเสียเป็นค่าตั๋วรวมตลอดถึง

ค่าอย่างอื่นที่เสียให้แก่เจ้าของ

                   ตั๋วหมายความว่า  บัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ผู้ดู

                   แสตมป์หมายความว่า  แสตมป์ของรัฐบาลซึ่งกำหนดลักษณะโดย

กฎกระทรวง

                   แสตมป์ดุนหมายความว่า  แสตมป์ที่ดุนบนตั๋วด้วยแม่พิมพ์ซึ่งรัฐบาล

ทำและมีกำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง

                   ขีดฆ่าหมายความว่า  การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดย

ขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์และลงวันเดือนปีที่ขีดคร่อม

                   เจ้าของหมายความว่า  ผู้จัดให้มีมหรสพ และผู้รับผิดชอบดำเนิน

การมหรสพ

                   พนักงานเจ้าหน้าที่หมายความว่า  เจ้าหนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

                   มาตรา 131  ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2483 เป็นต้นไป

ให้เรียกเก็บอากร เรียกว่าอากรมหรสพตามจำนวนค่าดู หรือตามลักษณะตั๋ว

ที่ใช้ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

*[12]

 

                   มาตรา 132  การเสียอากรให้เสียเป็นรายตัวผู้ดู และเสียโดย

วิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้

                   (1) ใช้แสตมป์ปิดตั๋วและขีดฆ่า

                   (2) ใช้ตั๋วมีแสตมป์ดุน

                   (3) เสียเป็นตัวเงินตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

                   ถ้าตั๋วทำเป็นเล่มออกให้ผู้ดู ต้องเสียอากรตามจำนวนค่าดูในตั๋ว

ทุกฉบับ

                   ถ้าเป็นตั๋วออกให้สำหรับเข้าดูได้หลายครั้ง ให้เสียอากรตามจำนวน

เงินค่าดูที่ปรากฏในตั๋วนั้น

*[17]

 

                   มาตรา 133  ให้เจ้าของเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และให้มีหน้าที่

ขีดฆ่าหรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนมอบตั๋วให้ผู้ดูหรือผู้ซื้อไป

                   ตั๋วที่ไม่เสียค่าดูนั้น ให้ผู้ถือตั๋วเข้าดูเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร และ

ให้เจ้าของขีดฆ่าหรือจัดให้ผู้อื่นขีดฆ่าแสตมป์ที่ปิดบนตั๋วก่อนผู้ดูเข้าดู

*[1]

*[8]

 

                   มาตรา 134  มหรสพที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ

ในหมวดนี้

                   (1) มหรสพที่เก็บเงินเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ตามเงื่อนไข

และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

                   (2) มหรสพภายในเขตวัดหรือบริเวณใกล้เคียงกับเขตวัดตามที่อธิบดี

เห็นสมควรซึ่งวัดจัดขึ้นและเป็นเทศกาลประจำปี

                   (3) มหรสพที่เก็บค่าดูเป็นอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 สตางค์

                   (4) มหรสพซึ่งรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง

                   (5) กีฬาสำหรับสถานศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีขึ้น

*[12]

 

                   มาตรา 135  นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ห้าม

มิให้เจ้าของ หรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วอนุญาตให้ผู้ใดเข้าดู

เว้นแต่

                   (1) มีตั๋วปิดแสตมป์ซึ่งขีดฆ่าแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว

                   (2) มีตั๋วแสตมป์ดุนแสดงว่าเสียอากรครบถ้วนแล้ว

                   (3) มีตั๋วหรือเครื่องหมายอื่นซึ่งแสดงว่าได้เสียอากรเป็นตัวเงินแล้ว

                   (4) ผู้ดูเป็นเด็กซึ่งไม่ต้องเสียค่าดูตามระเบียบการของเข้าของ แต่

เด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกินเจ็ดขวบ และสูงไม่เกินหนึ่งเมตร หรือ

 

                   (5) ผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับมหรสพ ซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้อง

เสียค่าดู

*[8]

 

                   มาตรา 136  ตั๋วนั้นต้องทำด้วยกระดาษอ่อน และอย่างน้อยต้องมี

อักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

                   (1) ชื่อสถานที่สำหรับมหรสพ หรือเจ้าของ หรือคณะมหรสพ

                   (2) เลขที่ตามลำดับของตั๋ว

                   (3) กำหนดวันเข้าดู

                   (4) ราคาตั๋ว

                   (5) ชั้นที่ดู (ถ้ามี)

                   ถ้าเป็นตั๋วไม่เสียค่าดูออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละครั้งเดียวให้ระบุ

จำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและราคาตั๋ว ถ้าออกให้สำหรับเข้าดูฉบับละ

หลายครั้ง ให้ระบุระยะเวลาเข้าดูและจำนวนผู้ดูแทนกำหนดวันเข้าดูและ

ราคาตั๋ว

*[12]

                   ตั๋วที่ต้องทำตามความในมาตรานี้ เมื่อมีเหตุสมควร อธิบดีจะสั่งให้

ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้

 

                   มาตรา 137  ให้เจ้าของหรือบุคคลซึ่งเจ้าของแต่งตั้งคอยรับตั๋วจาก

ผู้ดูซึ่งต้องมีตั๋วอันต้องเสียอากร

 

                   มาตรา 138  ให้เจ้าของหรือผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 137 ฉีกตั๋ว

ในขณะที่ได้รับจากผู้ดู โดยอย่างน้อยต้องให้แสตมป์ที่ปิดอยู่หรือแสตมป์ดุนขาด

เป็นสองตอน แล้วเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนของตั๋วที่เก็บไว้นั้น ต้องรักษาไว้

ไม่น้อยกว่า 3 วัน เว้นแต่ตั๋วที่ออกให้สำหรับเข้าดูหลายครั้ง

*[17]

 

                   มาตรา 138 ทวิ  ถ้ามิได้ขีดฆ่าแสตมป์บนตั๋วตามมาตรา 133

หรือมิได้ฉีกตั๋วตามมาตรา 138 ให้เจ้าของมีหน้าที่รับผิดเสียเงินเพิ่ม

เป็นจำนวน 2 เท่าของอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่

อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้ชำระเป็นเงินภายในสิบวัน

นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร

 

 

                   มาตรา 139  ห้ามมิให้เจ้าของซื้อแสตมป์หรือตั๋วมีแสตมป์ดุนจากที่

อื่น นอกจาก ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ซึ่งรัฐมนตรีกำหนดไว้

*[5]

 

                   มาตรา 140  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่

มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ กับ

มีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานอื่นมาตรวจสอบ และออกหมายเรียกเจ้าของ

ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้เมื่อมี

เหตุผลสมควร

                   นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่าย

ปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพ เพื่อตรวจตรารักษา

ความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น

*[5]

*[12]

 

                   มาตรา 140 ทวิ  โดยการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี

โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาล

หรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่าไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วนตามหมวดนี้

ให้เรียกอากรจนครบและให้เรียกเงินเพิ่มเป็นรายตัวผู้ดูอีกเป็นจำนวน 2 เท่า

ของอากรที่ไม่เสีย หรือที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะ

มากกว่า เงินอากรและเงินเพิ่มตามความในมาตรานี้ให้ชำระเป็นเงินภายใน

สิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร

*[17]

 

                   ยกเลิกวรรคท้ายของมาตรา 140 ทวิ

*[5]

 

                   มาตรา 140 ตรี  เว้นแต่จะมีอำนาจตามบทกฎหมายอื่น ห้ามมิให้

ผู้ใดกระทำการขัดขืนหรือกีดขวางมิให้เจ้าของหรือบุคคลที่เจ้าของแต่งตั้ง

คอยรับตั๋วปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 135

 

                   มาตรา 141  ให้อธิบดี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้เจ้าของปฏิบัติ

เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมและให้เจ้าของปฏิบัติการ

ตามนั้น

*[5]

*[17]

 

                   มาตรา 142  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 133 มาตรา 135

มาตรา 138 หรือมาตรา 140 ตรี หรือโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความ

สะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว

หรือโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกตาม

มาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบคำถามของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกตาม

มาตรา 140 หรือไม่ยอมตอบคำถามจองพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อซักถาม

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

*[17]

 

                   มาตรา 143  ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 136 มาตรา 137

มาตรา 139 หรือไม่ปฏิบัติการตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 141

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

*[5]

*[8]

*[17]

 

บัญชีอัตราอากรมหรสพ

------

 

                   1. ภาพยนตร์ ให้เก็บอากรร้อยละ 50 ของค่าดู

                   2. กีฬาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีขึ้น ให้เก็บอากร

ร้อยละ 10 ของค่าดู

                   3. มหรสพอย่างอื่นให้เก็บอากรร้อยละ 20 ของค่าดู ถ้าเป็น

กีฬาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้เก็บอากรร้อยละ 15 ของค่าดู

                   4. ถ้าเป็นมหรสพผสม ให้เก็บอากรในอัตราสูง

                   5. ตั๋วไม่เสียค่าดู ให้เก็บอากรตามราคาชั้นที่ดูเป็นรายครั้งและ

รายบุคคลที่เข้าดู

                   6. การคำนวณอากร ถ้าเอาห้าหารมีเศษต่ำกว่าห้าสตางค์ให้ปัดทิ้ง

                   7. บัตรทางราชการที่ออกให้เข้าดูโดยไม่ต้องเสียค่าดูและตั๋วที่มี

ค่าดูไม่เกินห้าสิบสตางค์ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

*[9]

*[20

                   ยกเลิกลักษณะ 3 ภาษีบำรุงท้องที่

*[10]

*[19]

                   ยกเลิกลักษณะ 4 ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเฉพาะกาล

-------------------

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

(มาตรา 50)

 

                   มาตรา 50  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษี

อากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

เว้นแต่

                   (1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 19

                   (2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 50 และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น

ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหัก

ภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวัน

ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย

                   (3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับ

พระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72

และมาตรา 73 มาใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

เงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการ

ใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสม

ตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ

ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหัก

ลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจักเก็บ

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

วิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษี

การค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควร

ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไข

เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :

                    1. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษี

และการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

และเพื่อความสะดวกของผู้เสียภาษีในบางกรณี

                    2. ภาษีเงินได้

                             (ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้

พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและ

เจ้าพนักงานประเมินด้วย

                             (ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของ

เจ้าพนักงานด้วย

                    3. อากรแสตมป์

                    แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากร

รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของ

ผู้เสียอากร

                    4. อากรมหรสพ

                             (ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวก

แก่ผู้เสียอากร

                             (ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็น

ทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง

                    5. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้

ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

ประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้า

กับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการ

พิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินเพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย

การภาษีอากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์ และ

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง

รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

พ.ศ. 2501 ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อ

แบ่งเบาภาระของประชาชน

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกได้แบก

ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษี

ก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่

ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว  ฉะนั้น

สมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติประมวลรัษฎากร

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็น

โอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับ

การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไปไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม

นอกจากนั้นอัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุง

เสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ อัตรา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ปรากฏว่าอัตราก้าวหน้าแต่ละขั้นมีช่วงยาวเกินไป

ไม่เป็นธรรม จึงได้แก้ไขให้มีช่วงสั้นกว่าเดิม อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น

ต่ำไปมาก และอัตราภาษีการค้าบางประเภทยังต่ำกว่าที่ควร แต่บางประเภท

ก็มีอัตราสูงไปกว่าที่ควรเฉพาะอัตราอากรแสตมป์สำหรับตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญา

ใช้เงินมีอัตราสูงไป ได้แก้ไขลดอัตราลงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายลดอัตรา

ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันอยู่ขณะนี้และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีอากรของ

ประเทศอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าอัตราภาษีอากรของประเทศไทยยังไม่

เหมาะสมและไม่เพียงพอแก่การทำนุบำรุงประเทศชาติให้วัฒนาถาวรได้ เพื่อ

ประโยชน์แห่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ให้รุ่งเรือง จึงได้ปรับปรุงอัตราภาษีอากรดังกล่าวให้เป็นไปตามควรแก่

สถานการณ์

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 14)

 

                   มาตรา 14  ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และคงเป็นผู้ประกอบการค้าตาม

พระราชบัญญัตินี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตาม

ข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คงเสียภาษีการค้า และอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนด

ขอเสียภาษีอากรดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากร

จากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์

ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

                   บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้

บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

                   ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้าตามข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จาก

การค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้า และอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือลูกหนี้ได้ชำระ

หนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร

ดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคา

ตลาดของสินค้าและหรือจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้  ทั้งนี้

ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวล

รัษฎากรดังกล่าวด้วย

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 15)

 

                   มาตรา 15  เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้

ผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตาม

แบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของสินค้าที่จะได้รับตาม

ข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่

31 สิงหาคม พ.ศ. 2504

                   แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ

                   (1) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร

หรือจังหวัดธนบุรี

                   (2) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขต

จังหวัดอื่น

                   การยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน

พ.ศ. 2504 และถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่

ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15

หรือยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15 เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

(มาตรา 17)

 

                   มาตรา 17  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้

                   (1) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

                   (2) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา 14

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระบัญญัติฉบับนี้ คือ

                   (1) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง

                   (2) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทาง

ฝ่ายผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

                   (3) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้อง

เสีย เพราะจะมิให้มีการเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลา และ

ค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้าอย่างเดียว

                   (4) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากร

แสตมป์

 

 

พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้กรมสรรพากรเป็นผู้ควบคุมจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่

แต่ให้กันไว้ต่างหากเพื่อใช้จ่ายในการบำรุงท้องที่ในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ จึงสมควร

มอบให้ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่เสียเอง

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจน ความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกัน

การหลีกเลี่ยงภาษีอากร

พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ภาษีป้ายเป็นภาษีของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ควรแยกออกจากประมวลรัษฎากร

และมอบให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด

เทศบาลและสุขาภิบาล เป็นผู้จัดเก็บ  จึงตรากฎหมายว่าด้วยภาษีป้ายขึ้นโดยเฉพาะ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

อัตราภาษีการค้าที่จัดเก็บอยู่ตามประมวลรัษฎากรในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมแก่

สถานการณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่การแก้ไขจำเป็นจะต้อง

ได้รัการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 19)

 

                   มาตรา 19  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากร

สำหรับรายรับก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

(มาตรา 20)

 

                   มาตรา 20  บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามประมวลรัษฎากรและ

ยังใช้อยู่ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการ

ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศหรือกฎกระทรวง ซึ่งออกตามมาตรา 4

แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

ความชัดเจนและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษี

การค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการหรือบุคคล

รวมทั้งวิธีจัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและ

กิจการบางประเภท  นอกจากนี้ บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความ

ไม่ชัดเจนก่อให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ

สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษีที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้อง

ให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตามจำนวนที่ต้องคืนด้วย

หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 20)

 

                   ข้อ 20  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือ

แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 (ข้อ 20)

 

                   ข้อ 21  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก

วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

                   (1) ข้อ 1 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระ

หรือนำส่งในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (2) ข้อ 2 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้

รับก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วยแต่ไม่รวมถึงเงิน

ได้พึงประเมินที่ได้ชำระภาษีเงินได้ไปแล้ว

                   (3) ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และ

ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับ

เงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ.2515 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2516

เป็นต้นไป

                   (4) ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับ สำหรับเงินได้ของบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

                   (5) ข้อ 15 ข้อ 16 และข้อ 18 ให้ใช้ข้อบังคับสำหรับรายรับ

ของผู้ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2515 เป็นต้นไป

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมแก่

สถานการณ์ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจาก

บุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม  จึงจำเป็นต้อง

ตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

(มาตรา 12)

 

                   มาตรา 12  ความใน (8) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป

สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรของรัฐบาลที่ออกจำหน่ายวันที่พระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ในปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และ

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวล

รัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

(มาตรา 4)

 

                   มาตรา 4  บทบัญญัติมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน

ประจำ พ.ศ. 2517 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

วิธีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน

ยังไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม และเป็นการบรรเทา

ภาระภาษีเงินได้ให้แก่ลูกจ้างทั้งหลายด้วย  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้ขึ้น

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

 

                   โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของ

ประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควร

แก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน รัดกุมเป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดย

มีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น  หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 21)

 

                   ข้อ 21  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ

ตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   (1) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร

ในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ

ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดอกเบี้ยดังกล่าวส่วนที่เฉลี่ยเป็นของ

ระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

                   (2) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลัง

วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบกำหนดเวลาฝากก่อนวันที่ประกาศของ

คณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 22)

*[31]

 

                   ยกเลิกข้อ 22

 

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 (ข้อ 23)

 

                   ข้อ 23  ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากร

ให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ

ของคณะปฏิวัติฉบับนี้  ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษา

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรเก็บภาษีการค้าจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยแทนการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพื่อ

ขจัดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความสะดวก รัดกุมและแน่นอน

ในการเสียภาษี  จึงจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ความเป็นธรรม ความ

สะดวกรัดกุมและแน่นอน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 ได้เพิ่มบทบัญญัติ

เป็นกรณีพิเศษสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมขึ้น และเพื่อให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและ

เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีเงินได้ไว้

ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าวอยู่

ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร สมควรแก้ไขประมวลรัษฎากร

เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นในกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

(มาตรา 16)

 

                   มาตรา 16  บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา 47 (1) แห่ง

ประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2523 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2524

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรเพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้

ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพ

และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ

เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสม

กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วน

ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด

นี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 8)

 

                   มาตรา 8  บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา 47 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม

ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้

ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2524 ที่จะ

ต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

(มาตรา 9)

 

                   มาตรา 9  การยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เฉพาะรอบ

ระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณและชำระ

ภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิดังนี้

                   (1) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2524 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 20 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

                   (2) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม

พ.ศ. 2525 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 33 ของประมาณการ

กำไรสุทธิ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและ

เหตุการณ์ในปัจจุบันและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งจะต้องพิจารณา

โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน

ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะ

รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

(มาตรา 22)

 

                   มาตรา 22  บทบัญญัติใน (9) ของมาตรา 42 แห่งประมวล

รัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับเงินได้

จากการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มา

โดยมิได้มุ้งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้เฉพาะที่ได้กระทำก่อนวันที่

พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่

มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มี

เงินได้น้อยและรายได้ปานกลางให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน

กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณี

ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่

เป็นกรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความ

จำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสม

กับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา

ประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา

และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ

ของประเทศ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

(มาตรา 29)

 

                   มาตรา 29  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติ

จัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                   บทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2) วรรคหนึ่งและ (9) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 65 ตรี (2)

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัตินี้

ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎกระทรวง

ตามบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ๆ

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อความเป็นธรรม ความชัดเจน

ความรัดกุม และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยง

ภาษีอากรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

เป็นการสมควรให้เงินปันผลที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของ

ประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม

หรืออุตสาหกรรม เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงินปันผลที่ได้จาก

บริษัทจำกัด โดยให้เงินปันผลดังกล่าวนี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับเงินปันผลที่

ได้รับจากกองทุนรวม และยกเลิกการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสีย

ภาษีเงินได้อย่างบุคคลธรรมดา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และให้องค์การ

ของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้จากการขายสินค้าขององค์การของรัฐบาลแทนผู้ขาย

สินค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเช่นเดียวกับผู้ขายสินค้าซึ่งเป็น

บุคคลธรรมดา  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มี

ความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์

ในปัจจุบัน กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

บางกรณี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของ

แผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงใน

ทางเศรษฐกิจ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

-------------------

 

    *[1] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   พุทธศักราช 2482

    *[2] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483

    *[3] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485

    *[4] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485

    *[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489

    *[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490

    *[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490

    *[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494

    *[9] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2495

   *[10] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496

   *[11] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497

   *[12] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497

   *[13] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   พ.ศ. 2501

   *[14] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501

   *[15] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501

   *[16] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2502

   *[17] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

   *[18] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502

   *[19] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504

   *[20] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

   *[21] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508

   *[22] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

   *[23] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513

   *[24] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513

   *[25] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206

                   ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2515

   *[26] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516

   *[27] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516

   *[28] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517

   *[29] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518

   *[30] แก้ไขโดย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10

                   ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520

   *[31] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521

   *[32] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521

   *[33] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522

   *[34] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                    (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523

   *[35] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523

   *[36] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524

   *[37] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

   *[38] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525

   *[39] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525

   *[40] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525

   *[41] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

                   (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525