หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พุทธศักราช 2497

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
กฎกระทรวง:
กฎ:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พุทธศักราช 2497 (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒)

พ.ศ. ๒๔๙๗

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗

เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

                   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ

ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒)

พ.ศ. ๒๔๙๗

 

                   มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   *[รก.๒๔๙๗/๑๕/๓๕๗/๒ มีนาคม ๒๔๙๗]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ

ศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๒๔  สิ่งใด ๆ อันจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานศุลกากร

พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ มีอำนาจยึดในเวลาใด ๆ และ ณ ที่ใด ๆ ก็ได้

                   สิ่งที่ยึดไว้นั้น ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด

หกสิบวันสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด สามสิบวันสำหรับสิ่งอื่น นับแต่วันที่ยึด ให้ถือว่า

เป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดิน

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๖ (๒) มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๘ มาตรา

๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๘ มาตรา

๕๓ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๖ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๔ มาตรา

๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ และมาตรา ๑๑๙

แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๖  (๒) ......ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน

                   มาตรา ๑๕  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๑๘  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

                   มาตรา ๑๙  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

                   มาตรา ๒๑  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๒๒  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๒๘  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจะให้ริบตัวเรือ

นั้นไว้ก็ได้

                   มาตรา ๒๙  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                   มาตรา ๓๐  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และของนั้นให้ริบ

เสีย

                   มาตรา ๓๓  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                   มาตรา ๓๘  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๕๓  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่พันบาท

                   มาตรา ๕๕  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

                   มาตรา ๕๗  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่พันบาท

                   มาตรา ๖๐  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือสามเท่าจำนวน

ค่าภาษีที่ขอคืน หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน

                   มาตรา ๖๖  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๗๐  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

                   มาตรา ๗๒  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ....

                   มาตรา ๗๔  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และสินค้าที่ได้

บรรทุกลง หรือขนขึ้น หรือวาง หรือเหลืออยู่ในเรือนั้น ให้ริบเสีย

                   มาตรา ๙๐  ..........ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกิน

หนึ่งพันบาท

                   มาตรา ๙๑  ..........ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกินหนึ่งพันบาท สำหรับ

หีบห่อหนึ่ง ๆ ที่ไม่ได้แสดง นอกจากค่าภาษีที่ต้องเสียสำหรับของนั้น

                   มาตรา ๙๓  ..........ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ

จำคุกไม่เกินหกเดือน

                   มาตรา ๙๙  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกิน

หกเดือน

                   มาตรา ๑๑๐  .........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท .....

                   มาตรา ๑๑๔  .........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๑๑๕  .........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๑๑๙  .........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”“

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๖๘ แห่งพระราช

บัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม

(ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๗๔ และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๔๙  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท.....

                   มาตรา ๖๘  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๖  ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราช

บัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐ และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๑  ..........ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๑๒  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๒๒ แห่ง

พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐ และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๕  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๑๖  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                   มาตรา ๒๒  ..........ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร

พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช

๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๒  ภายในบังคับแห่งมาตรา ๑๐๒ ทวิ ถ้าบุคคลใดจะต้องถูกฟ้อง

ตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมและใช้ค่าปรับ หรือได้ทำความตกลง หรือทำทัณฑ์บน

หรือให้ประกันตามที่อธิบดีจะเห็นสมควรแล้ว อธิบดีจะงดการฟ้องร้องเสียก็ได้ และการที่อธิบดีงด

การฟ้องร้องเช่นนี้ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้กระทำผิดนั้น ในการจะถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิด

อันนั้น

                   ในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากรเล็ก ๆ น้อย ๆ จะออกกฎกระทรวงมอบอำนาจให้

พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ และงดการฟ้องร้องก็ได้

                   ในกรณีที่อธิบดีเป็นสมควรที่จะฟ้องบุคคลใดฐานกระทำหรือยื่นคำสำแดงหรือ

บันทึกเรื่องราวซึ่งเป็นความเท็จหรือเป็นความไม่บริบูรณ์ หรือเป็นความชักพาให้ผิดหลงในรายการ

ใด ๆ หรือฐานหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วยประการใด ๆ บรรดาการเสียอากรตามจำนวนที่

ควรต้องเสีย หรือการกำกัดหรือการห้าม ให้อธิบดีบันทึกความเห็นว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงควรฟ้อง

ผู้กระทำผิด

 

                   มาตรา ๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐๒ ทวิ และมาตรา ๑๐๒ ตรี แห่ง

พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙

                   มาตรา ๑๐๒ ทวิ  สำหรับความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ

ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร

(ฉบับที่ ๑๑) พุทธศักราช ๒๔๙๐ และมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๙๖ แห่งพระราชบัญญัติ

ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และมาตรา ๕ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่

๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐ ถ้าราคาของกลางรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเกินกว่าสี่หมื่นบาท ให้เป็น

อำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทน

กรมตำรวจ ที่จะเปรียบเทียบ  และงดการฟ้องร้อง และการที่คณะกรรมการงดการฟ้องร้องเช่นนี้ ให้

ถือว่าเป็นอันคุ้มกันผู้กระทำผิดนั้น ในการที่จะถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดอันนั้น

                   มาตรา ๑๐๒ ตรี  ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนและรางวัลตาม

ระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี ในกรณีต่อไปนี้

                   ๑. ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร หรือของต้องห้ามต้องกำกัดในการนำเข้า

มาใน หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ ๕๕ จากเงิน

ค่าขายของกลาง แต่กรณีที่มิได้ริบของกลาง หรือของกลางไม่อาจจำหน่ายได้ ให้หักจ่ายจากเงิน

ค่าปรับ ส่วนรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ ๓๐

                   ๒. ความผิดฐานสำแดงเท็จ ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ ๕๕ จาก

เงินค่าปรับ แต่ในรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ ๓๐

                   ๓. กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาด และเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ

เป็นผลให้เรียกอากรเพิ่มเติมได้ ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละ ๑๐ ของเงินอากรที่กรมศุลกากรเรียกเก็บ

เพิ่มเติมได้

 

                   มาตรา ๑๐  ถ้าปรากฏว่า ผู้ใดมีสิ่งซึ่งต้องห้าม หรือสิ่งซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่า

เป็นสิ่งต้องกำกัด หรือเป็นสิ่งลักลอบหนีศุลกากรไว้ในครอบครอง ให้อธิบดี พนักงานศุลกากรผู้ได้

รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจากอธิบดี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจบันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเอง

ได้พบเห็น บันทึกนี้ถ้าเสนอต่อศาลในเมื่อมีการดำเนินคดี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความจริง

ตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้ในบันทึกนั้น และผู้นั้นได้นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือนำ

เข้ามาโดยการลักลอบหนีศุลกากร แล้วแต่กรณี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

                   ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนมาใช้บังคับแก่การกระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วย

การควบคุมการส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง และกฎหมาย

ว่าด้วยการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย

 

                   มาตรา ๑๑  สิ่งที่ยึดไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เมื่อยึดไว้ครบสามสิบ

วันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเจ้าของ หรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอา ให้ถือว่า

เป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดิน

 

                   มาตรา ๑๒  เมื่อเห็นเป็นการสมควรกำหนดเขตท้องที่ใดเป็นเขตควบคุม

ศุลกากร ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมศุลกากร

                   ภายในเขตควบคุมศุลกากร ให้

                   บรรดาโรงเรือน หรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ตกอยู่ในอำนาจการตรวจค้นของ

พนักงานศุลกากรตลอดไป ไม่ว่าในเวลากลางวันหรือกลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายค้น แต่ในการใช้

อำนาจดังกล่าวแต่ละคราว พนักงานศุลกากรต้องแสดงว่าตนมีเหตุอันสมควรที่จะใช้อำนาจนั้น

และต้องแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นพนักงานศุลกากรด้วย

                   บรรดายานพาหนะซึ่งเข้าใน หรือออกไป หรือพักอยู่ในหรือผ่านเขตนั้น

ตกอยู่ในอำนาจการตรวจค้นทำนองเดียวกัน

                   บรรดาบุคคลซึ่งสัญจรไปมาภายในเขตนั้นอยู่ในอำนาจการตรวจค้นทำนอง

เดียวกัน แต่ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวนั้นได้กระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

และบุคคลนั้นไม่สามารถแสดงเหตุผลของตนให้เป็นที่พอใจของพนักงานศุลกากร พนักงานศุลกากร

มีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ แล้วนำส่งตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

                   อำนาจการตรวจค้นของพนักงานศุลกากร เกี่ยวกับโรงเรือนหรืออสังหาริมทรัพย์

อย่างอื่นในเวลากลางคืนจะต้องเป็นพนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจากอธิบดี

 

                   มาตรา ๑๓  ภายในเขตควบคุมศุลกากร อธิบดีมีอำนาจประกาศให้ผู้ทำการค้า

สินค้าชนิดใด ตามลักษณะเงื่อนไขใดที่อธิบดีกำหนดไว้ จัดให้มีสมุดควบคุมตามแบบที่อธิบดี

กำหนดและให้ลงรายการในขณะที่ได้รับและจำหน่ายสินค้าชนิดนั้นในการประกอบการค้าเป็น

รายวันในสมุดนั้น การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   เมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศตามความในวรรคก่อน ให้ผู้ทำการค้า

จัดให้มีสมุดควบคุมและลงรายการในสมุดควบคุมเป็นรายวัน

                   ถ้าการตรวจแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าขาดหรือเกินจำนวนที่ควรจะปรากฏตาม

สมุดควบคุม ในเมื่อคำนึงถึงจำนวนสินค้าที่ผู้ทำการค้าสมควรมีไว้เพื่อใช้สอยเอง และให้ครอบครัว

ใช้สอยตามปกติแล้ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า สินค้าซึ่งขาดหรือเกินนั้นได้นำมาไว้ในครอบครองของ

ผู้ทำการค้า หรือย้ายขนไปโดยผิดกฎหมาย แล้วแต่กรณี โดยยังไม่ได้ชำระค่าอากร

 

                   มาตรา ๑๔  อธิบดีมีอำนาจประกาศระบุบริเวณพิเศษในเขตควบคุมศุลกากร

ซึ่งจะต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรานี้ และให้มีแผนที่แสดงเขตของบริเวณดังกล่าวต่อ

ท้ายประกาศนั้น การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   ภายในบริเวณพิเศษนั้น ผู้ใดมีสินค้าเพื่อการค้าของตนหรือของผู้อื่น ให้

สันนิษฐานไว้ก่อนว่า สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ชำระค่าอากร เว้นแต่จะแสดงให้เป็นที่พอใจว่าได้

ชำระอากรแล้ว

                   ห้ามมิให้ผู้ใดทำการขนสินค้าเข้าไป หรือออกมา หรือขนภายในบริเวณพิเศษนั้น

เว้นแต่จะมีใบอนุญาตขนซึ่งพนักงานศุลกากรได้ออกให้ และต้องแสดงใบอนุญาตขนนั้นเมื่อ

พนักงานศุลกากรเรียกร้อง

 

                   มาตรา ๑๕  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง มีความผิดต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

 

                   มาตรา ๑๖  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ วรรคสาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

                   มาตรา ๑๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ

นี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม

          นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากอัตราโทษปรับตาม

กฎหมายศุลกากรในปัจจุบันได้กำหนดขึ้นไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ ในขณะนี้จึงเป็นอัตราโทษปรับที่

ต่ำเกินไปไม่เหมาะสมกับสถานะการณ์ เป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวและไม่เข็ดหลาบ สมควร

จะต้องเพิ่มอัตราโทษปรับให้สูงขึ้นสิบเท่าของอัตราโทษเดิม ทั้งการยึดของกลางในการกระทำผิด

กฎหมายศุลกากรในกรณีไม่มีตัวผู้ต้องหา กว่าจะตกเป็นของแผ่นดิน จะต้องยึดไว้จนครบหกเดือน

โดยผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาจึงจะตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการล่าช้ามากเกินสมควรโดยไม่

จำเป็น ทำให้ของกลางนั้นเสื่อมคุณภาพ ทั้งเป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาอย่างใดแล้ว และเป็นเหตุให้ผู้แจ้ง

ความนำจับและเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมได้รับเงินสินบนและรางวัลล่าช้าไปด้วยเป็นผลเสียในการปราบ

ปรามจึงจำเป็นต้องย่นระยะเวลาให้สั้นเข้า ส่วนการมอบอำนาจให้พนักงานสอบสวนทำการ

เปรียบเทียบกรณีความผิดเกี่ยวกับภาษีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเดียวกับอธิบดีกรมศุลกากร ก็เนื่องจาก

ขณะนี้ปรากฏว่า มีคดีที่กระทำผิดกฎหมายศุลกากรเกิดขึ้นในส่วนภูมิภาคเป็นจำนวนมาก ทั้งบาง

รายเกิดขึ้นในท้องที่ที่ไม่มีด่านศุลกากรตั้งอยู่ การที่จะส่งเรื่องมาให้อธิบดีกรมศุลกากรทำการเปรียบ

เทียบปรับทุก ๆ รายเป็นการล่าช้าและยุ่งยากมาก สมควรมอบอำนาจให้พนักงานสอบสวนทำการ

เปรียบเทียบกรณีความผิดเกี่ยวกับภาษีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเดียวกับอธิบดีกรมศุลกากรได้ และ

สำหรับคดีที่ราคาของกลางรวมค่าอากรเกินกว่า ๔๐,๐๐๐ บาท ก็สมควรให้เป็นอำนาจของ

คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกรมศุลกากรผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนกรมตำรวจ

ทำการเปรียบเทียบ แทนที่จะให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรแต่ผู้เดียว เพื่อเป็นการรัดกุม

รอบคอบเป็นประโยชน์แก่ราชการยิ่งขึ้น การกำหนดจ่ายเงินสินบนและรางวัลนั้นเล่า เพื่อเป็น

ประกันแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม เป็นกำลังน้ำใจสืบเสาะและปราบปรามการ

กระทำผิดตามกฎหมายศุลกากร จึงสมควรกำหนดการจ่ายเงินสินบนและรางวัลสำหรับการจับกุม

การกระทำผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ฐานสำแดงเท็จ และตรวจพบเงินอากรขาดไว้ในกฎหมาย

ศุลกากรให้เป็นการแน่นอนยิ่งขึ้น  อนึ่ง การฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรอยู่ใน

ขณะนี้ ผู้กล่าวหาย่อมมีหน้าที่นำสืบ ซึ่งมักจะหาพยานหลักฐานได้ไม่เพียงพอที่จะลงโทษผู้ต้องหา

ได้ถ้าให้อำนาจแก่อธิบดีกรมศุลกากร พนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจากอธิบดี และ

พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ บันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็นการกระทำผิดต่อกฎหมายว่า

ด้วยศุลกากรแล้วเสนอต่อศาล โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้

ในบันทึกนั้นก็ย่อมจะเป็นผลดีในทางคดี เพราะหน้าที่นำสืบตกอยู่แก่จำเลย  นอกจากนี้แล้วสมควร

กำหนดเขตควบคุมศุลกากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีอำนาจตรวจค้นและป้องกันการลักลอบหนี

ศุลกากรโดยเข้มงวด ทั้งนี้เนื่องจากตามกฎหมายศุลกากรในปัจจุบันมีบทบัญญัติให้อำนาจแก่

เจ้าหน้าที่ในเรื่องการตรวจค้นและป้องกันการลักลอบหนีศุลกากรไม่เพียงพอ ส่วนการกำหนดเขต

ควบคุมศุลกากรพิเศษขึ้น ก็เนื่องจากขณะนี้บางท้องที่ริมพรมแดนเป็นที่กักตุนสินค้าที่ลักลอบหนี

ศุลกากร และไม่มีบทกฎหมายที่จะปราบปรามได้ จึงสมควรที่จะกำหนดเขตควบคุมศุลกากรพิเศษ

ขึ้น เพื่อปราบปรามให้หมดสิ้นไปซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่รัฐในการที่จะเก็บอากรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

                                                                   สุรินทร์/แก้ไข

                                                                   ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

                                                                   A+B(C)