ศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒
________
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม
ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒”
มาตรา ๒* ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
*[รก.๒๔๘๒/-/๑๑๖๘/๑๓ ตุลาคม ๒๔๘๒]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช
๒๔๖๙ และให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
ดังต่อไปนี้
“คำว่า “ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด” หรือ “ราคา” แห่งของอย่างใดนั้นหมาย
ความว่า ราคาขายส่งเงินสด (ในส่วนของขาเข้า ไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้ โดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี โดยไม่มีหักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใด
คำว่า “อากร” หมายความว่า ค่าภาษี ค่าอากร ค่าธรรมเนียมหรือค่าภาระติด
พันในทางศุลกากร หรืออากรชั้นใน”
มาตรา ๔ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังต่อไปนี้
“ของที่ยึดไว้นั้น ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด
หกเดือนนับแต่วันที่ยึด ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน”
มาตรา ๕ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังต่อไปนี้
“ถ้าของที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสีย
หาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าแห่งของนั้น อธิบดีจะสั่งให้ขายทอดตลาดก่อนริบก็ได้ และเงินค่าขายของนั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระติดพันทั้งปวงออกแล้วให้ถือไว้แทนของ”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในตอนท้ายมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ เกี่ยวกับอัตราโทษและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสามเท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากร
เข้าด้วยแล้ว แต่ไม่ให้ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท และไม่ให้สูงกว่าแปดพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”
มาตรา ๗ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังต่อไปนี้
“ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรที่จะฟ้องบุคคลใดฐานกระทำหรือยื่นคำแสดงหรือ
บันทึกเรื่องราวซึ่งเป็นความเท็จหรือเป็นความไม่บริบูรณ์หรือเป็นความชักพาให้ผิดหลงในรายการ
ใด ๆ หรือฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วยประการใด ๆ บรรดาการเสียอากรตามจำนวนที่ควรต้องเสีย หรือการกำกัดหรือการห้าม ให้อธิบดีบันทึกความเห็นว่า เป็นเพราะเหตุใด จึงควรฟ้องผู้กระทำผิด”
มาตรา ๘ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๑๑๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังต่อไปนี้
“คำเรียกร้องของบุคคลใด ๆ เกี่ยวกับชนิดของ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือ
ราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรที่พึงเก็บแก่ของใด ๆ นั้น มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว เว้นไว้แต่จะได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออก ว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าวนั้น และคำเรียกร้องนั้นได้ยื่นภายในสองปี นับแต่วันนำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี
สิทธิเรียกร้องคืนเงินอากรที่เสียเกินไปเฉพาะในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากร
ผิด และสิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุดังกล่าวนั้นเป็นอันขาดอายุความ
เมื่อครบกำหนดสองปี นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก แต่บทบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การ
เก็บอากรซึ่งมีผู้ได้หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๒ มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๑ แห่ง
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
มาตรา ๑๐ เมื่อนำของใด ๆ เข้ามาหรือส่ง ของใด ๆ ออกไป และของนั้นจะต้องเสียอากรหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกแสดงรายการต่อไปนี้ ในใบขนสินค้า คือชนิดของ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดและรายการอย่างอื่น ๆ ตามแต่อธิบดีจะต้องการ และให้ลงนามรับรองในใบขนว่า ข้อความที่ได้แสดงไว้นั้นเป็นความสัตย์จริง
ถ้าไม่พึงสอบทราบราคาอันแท้จริงในท้องตลาดได้ ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของ
ออกแสดงค่าแห่งของประเภทและชนิดเดียวกันซึ่งจะพึงส่งมอบได้ ณ ที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร
มาตรา ๑๑ ก่อนจะขนของใด ๆ ออกจากเรือลำใด ให้ผู้นำของเข้ายื่นใบขน
สินค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามแบบและมีฉบับคู่เป็นจำนวนเท่าที่อธิบดีต้องการ และถ้าต้องเสีย
อากรก็ให้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้น หรือถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่ง ก็ให้วางเงินเป็นประกันเงินอากรนั้น
อธิบดีจะอนุญาตให้ขนของใด ๆ ออกจากเรือ เมื่อมีใบขอเปิดตรวจดังบัญญัติไว้
ต่อไปก็ได้ หรือเมื่อมีคำขอของนายเรือหรือตัวแทนของเรือที่นำของเข้าก็ได้ โดยให้ปฏิบัติภายใน
บังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เห็นควรกำหนด
แต่หีบห่อของส่วนตัวผู้โดยสารนั้น ไม่ต้องมีใบขนสินค้าและอาจตรวจขนขึ้นบก
และส่งมอบไปได้ ตามข้อบังคับที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๑๒ ถ้าผู้นำของใด ๆ เข้ามาไม่สามารถทำใบขนสินค้าสำหรับของนั้น ๆ
ได้ เพราะยังไม่ทราบรายการบริบูรณ์จะยื่นใบขอเปิดตรวจตามแบบที่อธิบดีต้องการก็ได้
ใบขอเปิดตรวจนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองแล้วก็ให้เป็นใบอนุญาตให้
ผู้นำของเข้าตรวจของนั้นได้ และให้ผู้นำของเข้าตรวจของนั้นต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสาม
วัน นับแต่วันที่ได้รับรองใบขอเปิดตรวจ แล้วให้ทำใบขนสินค้ายื่นโดยพลัน
ถ้าผู้นำของเข้าไม่ยื่นใบขนสินค้าสำหรับของนั้น และไม่เสียอากรที่พึงเรียกเก็บ
แก่ของนั้น ถ้าต้องเสีย หรือไม่วางเงินเป็นประกันเงินอากรเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งภายในสามสิบ
วัน นับแต่วันที่ได้รับรองใบขอเปิดตรวจ ก็ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้นำของนั้นออกขายทอดตลาด เพื่อใช้ค่าอากร ค่าใช้จ่าย และค่าภาระติดพันอย่างอื่น ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด ก็ให้สั่งจ่ายให้ผู้นำของเข้า
มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้ส่งมอบของใด ๆ ไปก่อนที่ของนั้น ๆ มีใบขนสินค้าซึ่ง
พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองแล้ว และถ้าต้องเสียอากร ก่อนได้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้น
โดยถูกต้องแล้วด้วย
อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้ส่งมอบของไปได้ เมื่อได้วางเงินเป็นประกันเงินอากร
ที่กล่าวข้างต้น โดยให้ปฏิบัติภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรกำหนด แต่ถ้าไม่ชำระเงิน
อากรภายในสามเดือน นับแต่วันส่งมอบของ จะเรียกเงินอากรเพิ่มขึ้นอีกร้อยละยี่สิบก็ได้ เงิน
จำนวนที่เพิ่มนั้นถือเป็นเงินอากร และให้อธิบดีมีอำนาจกักของใด ๆ ที่เป็นของลูกหนี้ และที่กำลัง
ผ่านศุลกากร หรืออยู่ในความกำกับตรวจตราของศุลกากรด้วยประการใด ๆ จนกว่าจะได้ชำระเงิน
อากรโดยถูกต้อง
มาตรา ๑๔ ของใด ๆ ที่นำเข้าในราชอาณาจักรนั้น รัฐมนตรีอาจออกกฎ
กระทรวงกำหนดได้ว่า ก่อนส่งมอบไปจากความอารักขาของศุลกากร ให้ผู้นำของเข้าปิดแสตมป์
หรือตอกตราของศุลกากรที่ของหรือหีบห่อของนั้น ๆ ตามวิธีการที่กำหนดในกระทรวง
มาตรา ๑๕ ในกรณีที่ตัวแทนถูกศาลพิพากษาให้ปรับเพราะได้กระทำการใด ๆ
ที่เป็นความผิดฐานทำหรือยื่นคำแสดงหรือบันทึกเรื่องราวหรือเอกสาร ซึ่งเป็นความเท็จหรือเป็น
ความไม่บริบูรณ์หรือเป็นความชักพาให้ผิดหลงในรายการใด ๆ หรือฐานหลีกเลี่ยง หรือพยายาม
หลีกเลี่ยงด้วยประการใด ๆ บรรดาการเสียอากรตามจำนวนที่ควรต้องเสีย หรือการกำกัดหรือการ
ห้ามนั้น ตัวการจะต้องรับผิดในทางแพ่งใช้ค่าปรับนั้นโดยมิพักต้องคำนึงว่า ตัวแทนจะสามารถ
ชำระค่าปรับนั้นได้หรือไม่ หรือมิพักต้องคำนึงว่าตัวแทนได้ถูกจำแทนค่าปรับนั้นแล้วหรือไม่
มาตรา ๑๖ การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ และมาตรา ๙๙ แห่งพระราช
บัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมี
เจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่
มาตรา ๑๗ ของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราช
บัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ ท่านให้ริบเสียสิ้นโดยมิพักต้องคำนึงว่าบุคคลผู้ใดจะต้องรับโทษหรือหาไม่
มาตรา ๑๘ ถ้าของใดยังอยู่ในความรักษาหรือกำกับตรวจตราของศุลกากรถึง
สี่เดือนโดยไม่มีใบขนอันได้รับรอง และไม่ได้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้นโดยถูกต้องเมื่ออธิบดีได้ให้คำบอกกล่าวไปยังตัวแทนของเรือที่นำของเข้ามานั้นสิบสี่วันแล้ว ก็ให้สั่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนนั้นให้นำของนั้นออกขายทอดตลาด หรือให้ตัวแทนนั้นส่งของกลับออกไป หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้ได้รับมอบอำนาจทำลายของนั้นเสีย
มาตรา ๑๙ ของใด ๆ ที่พึงพิสูจน์ได้ง่ายว่าเป็นของรายเดียวกันกับที่ได้นำเข้ามา
ในราชอาณาจักร และเสียอากรแล้วนั้น ถ้าส่งกลับออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศหรือส่งกลับออกไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองท่าต่างประเทศ ก็ให้คืนเงินอากรให้เป็นจำนวนเท่ากับเจ็ดในแปดส่วนแห่งเงินอากรที่ได้เสียไว้แล้ว หรือเท่ากับเจ็ดในแปดส่วนเงินอากรสำหรับของนั้น คำนวณตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ใช้อยู่ในขณะที่ส่งกลับออกไปสุดแล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า แต่การคืนเงินต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ
(ก) ต้องพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าของนั้นเป็นของรายเดียวกับ
ที่ได้นำเข้ามา
(ข) ของนั้นมิได้ใช้ หรือมิได้จัดทำด้วยประการใด ๆ เพื่อหากำไรหรือในระหว่างเวลาที่ของอยู่ในราชอาณาจักรของนั้นมิได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของบุคคลอื่นใด
(ค) ของนั้นส่งกลับออกไปทางท่าเรือหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืน
อากรขาเข้า
(ง) ของนั้นส่งกลับออกไปภายในสองปี นับแต่วันที่นำเข้า
(จ) เงินอากรที่พึงได้คืนเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบบาท
ให้อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับศุลกากร ว่าด้วยวิธีการพิสูจน์ของ การส่งของ
กลับออกไป การยื่นสมุดเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้ และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอคืนเงินและห้ามมิให้รับพิจารณาคำร้องขอคืนเงินอากรรายใด ๆ เว้นไว้แต่จะได้ปฏิบัติครบถ้วนถูกต้องแล้วตามข้อบังคับที่กล่าวนั้น
มาตรา ๒๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
สุรินทร์ / แก้ไข
๑๑/๐๒/๒๕๔๕
A+B(C)