หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                   โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 

                   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๓๕

 

                   มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่

วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา ๙ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   *[รก.๒๕๓๕/๑๖/๓๖/๔ มีนาคม ๒๕๓๕]

 

                   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

แพ่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๘๘  ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะ

อ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคล

วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อ

อ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสิบห้า

วัน ซึ่งบัญชีระบุพยานโดยแสดงเอกสารหรือสภาพของเอกสารที่จะอ้างและรายชื่อ ที่อยู่ ของบุคคล วัตถุ หรือสถานที่ซึ่งคู่ความฝ่ายนั้นระบุอ้างเป็นพยาน หรือขอให้ศาลไปตรวจ หรือขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไปจากเจ้าพนักงานศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

                   ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาตามวรรค

หนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

                   ก่อนระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

แล้วแต่กรณี สิ้นสุดลง ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงจะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นคำแถลง

ขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสำเนาบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ดังกล่าว

                   เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้ว

แต่กรณี ได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว มีเหตุอันสมควรแสดงได้

ว่า ตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่

ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด หรือถ้าคู่ความฝ่ายใดซึ่งมิได้

ยื่นบัญชีระบุพยานแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุ

พยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่น

ว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อน

พิพากษาคดี และถ้าศาลเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็น เป็นไปโดยเที่ยง

ธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ก็ให้ศาลอนุญาตตามคำร้อง

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๙๐  ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็น

พยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ซึ่งสำเนาเอกสารนั้นในจำนวนที่เพียงพอสำหรับ

ศาลหนึ่งชุด และเพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไปจากเจ้าพนักงานศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า

เจ็ดวัน

                   ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน

เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา ๘๘ วรรคสองและวรรคสาม ยื่นสำเนาเอกสาร

นั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน สำหรับศาลหนึ่งชุด และสำหรับคู่ความฝ่ายอื่นอีก

ฝ่ายละหนึ่งชุดเพื่อให้มารับไปจากเจ้าพนักงานศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน

                   ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน

ตามมาตรา ๘๘ วรรคสี่ ให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้นพร้อมกับการยื่นคำร้องดังกล่าว เว้นแต่ศาลจะ

อนุญาตให้ยื่นสำเนาเอกสารภายหลังเมื่อมีเหตุอันสมควร

                   คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาลในกรณี

ดังต่อไปนี้

                   (๑) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุดซึ่งคู่ความฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้ว

หรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่น

จดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดี หรือสมุดบัญชีการค้า และสมุดบัญชีของธนาคารหรือเอกสาร

ในสำนวนคดีเรื่องอื่น

                   (๒) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความ

ครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก

                   (๓) ถ้าการคัดสำเนาเอกสารจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าเป็นที่เสื่อมเสียแก่

คู่ความซึ่งอ้างอิงเอกสารนั้น หรือมีเหตุผลแสดงว่าไม่อาจคัดสำเนาเอกสารให้เสร็จภายในกำหนด

เวลาที่ให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้น

                   กรณีตาม (๑) หรือ (๓) คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดย

ทำเป็นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตงดการยื่นสำเนาเอกสารนั้นและขอยื่นต้นฉบับเอกสารแทนเพื่อให้

ศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูตามเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๐๐  ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งประสงค์

จะอ้างอิงข้อเท็จจริงใดและขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่

อาจส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งรายการข้อเท็จจริงนั้นไปให้คู่ความฝ่ายอื่นก่อนวันสืบพยานไม่

น้อยกว่าเจ็ดวัน

                   ถ้าคู่ความฝ่ายอื่นได้รับคำบอกกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อคู่ความฝ่ายที่ส่งคำบอก

กล่าวร้องขอต่อศาลในวันสืบพยาน ให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายอื่นว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้

รับคำบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำตอบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ถ้าคู่

ความฝ่ายนั้นไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการ

ปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ใน

วิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น ศาลจะมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้น

ทำคำแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นมายื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้

                   บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ให้ใช้บังคับแก่เรื่องเอกสารทั้งหมดหรือฉบับใดฉบับหนึ่ง

ที่คู่ความแสดงความจำนงจะอ้างอิงด้วยโดยอนุโลม แต่ต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นไปพร้อมกับคำบอก

กล่าวและต้องมีต้นฉบับเอกสารนั้นให้คู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูได้เมื่อต้องการ เว้นแต่ต้นฉบับเอกสาร

นั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก

 

                   มาตรา ๖  ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๒๒ แห่งประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๒  ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสาร

ฉบับใดเป็นพยานหลักฐาน ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสาร

ให้คู่ความฝ่ายนั้นนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยาน

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๕  ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิง

เอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตน อาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับ

หรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับโดยคัดค้านต่อศาล

ก่อนการชี้สองสถานได้สิ้นสุดลง

                   ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน หรือในกรณีตามมาตรา ๑๘๓ ตรี วรรคสอง การ

คัดค้านตามวรรคหนึ่งให้คัดค้านต่อศาลไม่ช้ากว่าวันสืบพยาน

                   ในกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผล

อันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการชี้สองสถานได้สิ้นสุดลงหรือภายในวันสืบพยาน แล้วแต่กรณี ว่า

ต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มีหรือเอกสารนั้นปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขอ

อนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาลไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้า

ศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่ง

อนุญาตตามคำขอ

                   ถ้าคู่ความประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อน การชี้สอง

สถานได้สิ้นสุดลงหรือภายในวันสืบพยาน แล้วแต่กรณี หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังวัน

นั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่ง

สำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความ

แท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควรและไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่า

สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

 

                   มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๒๘ แห่งประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๒๘  ภายใต้ข้อบังคับมาตรา ๑๘๓ ถ้าพยานหลักฐานที่ศาลจะทำการ

ตรวจนั้นเป็นบุคคลหรือสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจนำมาศาลได้ ให้คู่ความฝ่ายที่ได้รับอนุญาตให้นำสืบ

พยานหลักฐานเช่นว่านั้นนำบุคคลหรือทรัพย์นั้นมาในวันสืบพยานหรือวันอื่นใดที่ศาลจะได้กำหนด

ให้นำมา

 

                   มาตรา ๙  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของ (๒) ของมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   ในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือประธาน

ศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใด โดยที่ประชุมใหญ่ก็ได้

หรือถ้ามีกฎหมายกำหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใด โดยที่ประชุมใหญ่ ก็ให้วินิจฉัยโดยที่

ประชุมใหญ่

                   มาตรา ๑๐  ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๗๗ แห่งประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๗๗  เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้

การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน

 

                   มาตรา ๑๑  ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๗๘ แห่งประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๗๘  ถ้าจำเลยฟ้องแย้งรวมในคำให้การ ให้โจทก์ทำคำให้การแก้ฟ้อง

แย้งยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งคำให้การถึงโจทก์

 

                   มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๘๐  การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้

ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดวัน หรือก่อนวันสืบพยาน แล้วแต่

กรณี เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับ

ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

 

                   มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๘๒  เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมี

แล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถานโดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

สามสิบวัน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (๑) จำเลยทุกคนขาดนัดยื่นคำให้การ

                   (๒) คำให้การของจำเลยเป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น

                   (๓) คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น โดยไม่มี

เหตุแห่งการปฏิเสธ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน

                   (๔) ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน

                   (๕) คดีมโนสาเร่ตามมาตรา ๑๘๙ หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยากตามมาตรา ๑๙๖

                   (๖) คดีที่เห็นได้โดยชัดแจ้งว่ามีประเด็นข้อพิพาทไม่ยุ่งยากและไม่จำเป็นที่ศาล

จะต้องสอบถามคู่ความ

                   ในกรณีที่ไม่ต้องมีการชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนด

วันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบ เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบ

หรือถือว่าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว

                   ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน ถ้ามีการขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การหรือยังไม่ได้

มาซึ่งพยานหลักฐานที่ศาลออกคำสั่งเรียกจากคู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลภายนอกหรือมีเหตุจำเป็น

อื่นใด ถ้าศาลเห็นสมควร ก็ให้ศาลเลื่อนวันชี้สองสถานออกไป แต่ถ้าพยานหลักฐานดังกล่าวอยู่ใน

ต่างประเทศหรือศาลเห็นว่าการรอพยานหลักฐานดังกล่าวอาจทำให้การพิจารณาคดีนั้นล่าช้าเกิน

สมควร ศาลจะชี้สองสถานไปโดยอนุญาตให้นำพยานหลักฐานเช่นว่านั้นมาสืบในภายหลังก็ได้

 

                   มาตรา ๑๔  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๘๒ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธี

พิจารณาความแพ่ง

                   มาตรา ๑๘๒ ทวิ  ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความทุกฝ่ายยื่นต่อศาลก่อน

วันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ซึ่งคำแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาทพร้อมทั้งสำเนาในจำนวนที่

เพียงพอเพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไปจากเจ้าพนักงานศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

และให้คู่ความทุกฝ่ายยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาตามมาตรา ๘๘ และสำเนาพยานเอกสาร

ที่ต้องยื่นตามมาตรา ๙๐ ต่อศาลด้วย ถ้าพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่น

หรือของบุคคลภายนอก ก็ให้คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอ้างอิงขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐาน

ดังกล่าวมาจากผู้ครอบครอง โดยยื่นคำขอต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และให้คู่

ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้พยานหลักฐานดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถ้ามี

เหตุขัดข้องก็ให้แถลงให้ศาลทราบก่อนเวลาที่ศาลกำหนดนั้น

                   คำแถลงเสนอประเด็นพิพาทที่คู่ความยื่นต่อศาลตามวรรคหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิด

ประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากที่ปรากฏอยู่แล้วในคำคู่ความ

                   เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาท

โดยยื่นคำแถลงร่วมกันต่อศาล ในกรณีเช่นว่านี้ ให้กำหนดประเด็นพิพาทไปตามนั้น แต่ถ้าศาลเห็น

ว่าคำแถลงนั้นไม่ถูกต้อง ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำแถลงนั้น แล้วดำเนินการชี้สองสถานไป

ตามมาตรา ๑๘๓

 

                   มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

แพ่ง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๘๓  ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาลและยื่นต่อศาล ซึ่งต้นฉบับ

พยานเอกสารทั้งหมดที่ได้อ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน และพยานวัตถุอันเป็นพยาน

หลักฐานสำคัญในประเด็นข้อพิพาทที่อยู่ในความครอบครองของตน และสามารถนำมาศาลได้ เว้น

แต่คู่ความฝ่ายอื่นจะได้ยินยอมให้นำพยานวัตถุมาแสดงต่อศาลในภายหลังศาลจะชี้สองสถานไป

โดยอนุญาตให้นำพยานวัตถุนั้นมาสืบในภายหลังก็ได้

                   ให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาท แล้วนำข้ออ้าง ข้อ

เถียงที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาท เทียบกันดูและสอบถามคู่ความทุก

ฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาล ว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียง

นั้นอย่างไรข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกัน ก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง

ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตาม

คำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐาน

มาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้

                   ในการสอบถามคู่ความตามวรรคสอง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาล

ถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้าง

ข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความได้เสนอไว้ในบัญชีระบุพยาน ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบ

คำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ให้

ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือ

แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งได้ในขณะนั้น และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการกำหนด

ประเด็นข้อพิพาท ศาลจะมีคำสั่งให้เลื่อนการชี้สองสถานเฉพาะส่วนที่ยังไม่เสร็จสิ้นออกไปและให้คู่

ความฝ่ายนั้นทำคำแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นมายื่นต่อศาลภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้

                   คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้น

ไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่

ศาลสั่งกำหนดประเด็น ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้

อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๒๒๖

                   ต้นฉบับพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอันสำคัญที่คู่ความได้ยื่นต่อศาลตามวรรค

หนึ่ง หรือที่บุคคลภายนอกได้ยื่นต่อศาลตามมาตรา ๑๘๒ ทวิ วรรคหนึ่งในกรณีที่ผู้ที่ยื่นต้องใช้เป็น

ประจำหรือตามความจำเป็นหรือมีความสำคัญในการเก็บรักษา ศาลจะอนุญาตให้ผู้ที่ยื่นรับคืนไป

โดยให้คู่ความตรวจดูและให้ผู้ที่ยื่นส่งสำเนาหรือภาพถ่ายไว้แทนหรือจะมีคำสั่งอย่างใดตามที่เห็น

สมควรก็ได้

                   กระบวนพิจารณาตามมาตรานี้ ให้ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว

อ่านให้คู่ความฟัง และให้คู่ความลงลายมือชื่อตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐

 

                   มาตรา ๑๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๘๓ ทวิ มาตรา ๑๘๓ ตรี และ

มาตรา ๑๘๓ จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                   มาตรา ๑๘๓ ทวิ  ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นคำแถลงเสนอประเด็นข้อ

พิพาทต่อศาลตามมาตรา ๑๘๒ ทวิ วรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิคัดค้านประเด็นข้อพิพาท

และหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบโดย

ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้

                   ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน หรือยื่นบัญชี

ระบุพยานไม่ถูกต้องตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือมิได้ยื่นสำเนาพยานเอกสารต่อ

ศาลตามมาตรา ๙๐ วรรคหนึ่ง หรือมิได้ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกพยานหลักฐานมาจากคู่ความฝ่าย

อื่นหรือบุคคลภายนอกตามมาตรา ๑๘๒ ทวิ วรรคหนึ่ง หรือในกรณีที่คู่ความทุกฝ่ายมาศาลในวันชี้

สองสถานแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ยื่นพยานหลักฐานต่อศาลตามมาตรา ๑๘๓ วรรคหนึ่ง คู่ความ

ฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบในภายหลัง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเมื่อ

คู่ความฝ่ายนั้นสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง

มาตราดังกล่าวได้เพราะเหตุสุดวิสัย หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน

อันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้อง

นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ

                   มาตรา ๑๘๓ ตรี  ในกรณีที่คู่ความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันชี้

สองสถาน ให้ศาลทำการชี้สองสถานโดยให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาศาลได้ทราบกระบวนพิจารณาใน

วันนั้นแล้ว และคู่ความที่ไม่มาศาลนั้นไม่มีสิทธิคัดค้านประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบที่ศาล

กำหนด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่ง

ประมวลกฎหมายนี้ ทั้งไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอตามมาตรา ๔๐ ขอเลื่อนวันสืบพยานที่ศาลกำหนดไว้

ด้วย เว้นแต่คู่ความนั้นยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเริ่มต้นสืบพยานแสดงว่าการที่ตนไม่ได้มาศาลในวันชี้

สองสถานหรือไม่สามารถมาศาลในวันสืบพยาน ได้นั้น เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยและมีเหตุจำเป็นที่จะ

ต้องขอเลื่อนวันสืบพยาน ศาลจะอนุญาตให้เลื่อนวันสืบพยานออกไปก็ได้ แต่ถ้าการยื่นคำร้องเช่น

ว่านั้นเป็นเหตุให้ศาลต้องสั่งเลื่อนวันสืบพยานออกไป และปรากฏต่อมาว่าคู่ความนั้นไม่สามารถ

แสดงเหตุสุดวิสัยตามที่กล่าวอ้างได้ไม่ว่าคู่ความนั้นจะมาศาลในวันสืบพยานที่ศาลสั่งเลื่อนไปหรือ

ไม่ก็ตาม ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยคู่ความนั้นไม่มีสิทธิเรียกหรือนำพยานของตน

เข้าสืบ แต่อาจสาบานตนให้การเป็นพยานเองกับถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายอื่นได้

                   ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในวันชี้สองสถานตามวรรคหนึ่ง ให้เลื่อนการยื่น

พยานหลักฐานของคู่ความทุกฝ่ายตามมาตรา ๑๘๓ วรรคหนึ่ง และการสอบถามคู่ความถึงข้ออ้าง

ข้อเถียง และพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๘๓ วรรคสองและวรรคสาม ในประเด็นข้อพิพาทที่ศาล

กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งไปดำเนินการในวันสืบพยานแทน ถ้าคู่ความทุกฝ่ายหรือแต่ละฝ่ายเพียง

บางคนมาศาลในวันสืบพยานหากศาลทำการสอบถามคู่ความตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า

ประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่กำหนดไว้เดิมควรจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ให้ศาลกำหนด

ประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบเสียใหม่ และถ้าศาลเห็นสมควร จะมีคำสั่งให้เลื่อนการสืบพยาน

ออกไปก็ได้ แต่ให้ถือว่าวันสืบพยานที่ศาลกำหนดไว้เดิมตามวรรคนี้ยังคงเป็นวันสืบพยานตามความ

หมายแห่งมาตรา ๑ (๑๐)

                   ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๘๓

วรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา ๑๘๓ ทวิ วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คู่ความฝ่ายนั้นโดยอนุโลม ถ้าคู่ความทุก

ฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาล ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วย

การพิจารณาโดยขาดนัด

                   มาตรา ๑๘๓ จัตวา  ในกรณีที่คู่ความจะคัดค้านว่าศาลกำหนดประเด็นข้อ

พิพาทหรือหน้าที่นำสืบโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๑๘๓ ทวิ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๘๓ ตรี วรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา ๑๘๓ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดย

อนุโลม

 

                   มาตรา ๑๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๘๔  ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลกำหนดวันสืบพยานซึ่งมีระยะ

เวลาไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถาน

                   ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกกฎหมายกำหนดวันสืบพยานส่งให้แก่

คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน

 

                   มาตรา ๑๘  พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อน

วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดี

ดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เว้นแต่มาตรา ๙ ให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

 

                   มาตรา ๑๙  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

       อานันท์ ปันยารชุน

         นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ เนื่องจากบทบัญญัติของประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้กำหนดให้มีกระบวนพิจารณาชั้นชี้สอง

สถานเพื่อประโยชน์ในการทำให้การพิจารณาคดีสะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่

สามารถปฏิบัติให้สมประโยชน์ได้เพราะกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะทำการชี้สองสถานหรือ

ไม่ก็ได้ และไม่มีสภาพบังคับให้คู่ความต้องมาศาลในวันชี้สองสถาน หากไม่มา คู่ความก็ไม่เสียสิทธิ

ในการดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด  นอกจากนี้ บทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน

และการส่งพยานหลักฐานไม่รัดกุมและเอื้ออำนวยแก่การชี้สองสถาน กล่าวคือ เปิดโอกาสให้มีการ

อ้างพยานหลักฐานกันอย่างฟุ่มเฟือย หรืออ้างพยานหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล

ภายนอก หรือระบุอ้างพยานที่จะต้องส่งประเด็นไปสืบยังศาลอื่นไว้มากเกินความจำเป็น หรือระบุ

อ้างในลักษณะเป็นการประวิงคดี ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า และไม่ให้โอกาสศาลได้ทราบถึง

พยานหลักฐานของคู่ความก่อนวันชี้สองสถาน เพื่อให้ศาลสามารถสอบถามให้คู่ความรับกันได้ใน

บางประเด็นหรือทุกประเด็น อันจะทำให้สามารถตัดประเด็นที่ไม่จำเป็นออกและกำหนดประเด็นข้อ

พิพาทและหน้าที่นำสืบได้อย่างถูกต้องครบถ้วนทำให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็ว อีกทั้งบทบัญญัติว่า

ด้วยการประชุมใหญ่ของศาลฎีกายังไม่คลุมถึงกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้มีการวินิจฉัยปัญหาโดย

ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา สมควรกำหนดให้ศาลทำการชี้สองสถานทุกคดี เว้นแต่คดีที่ไม่มีความ

จำเป็น และกำหนดให้คู่ความทุกผ่ายยื่นคำแถลงเสนอประเด็นข้อพิพาท ยื่นบัญชีระบุพยาน และส่ง

สำเนาพยานเอกสารที่ได้อ้างอิงไว้ต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน เพื่อให้ศาลทราบถึงพยานหลักฐาน

ของคู่ความและสามารถกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบได้อย่างถูกต้องครบถ้วน รวมทั้ง

กำหนดให้มีการยื่นต้นฉบับพยานเอกสารและพยานวัตถุที่สำคัญต่อศาลในวันชี้สองสถาน เพื่อให้คู่

ความสามารถแสดงพยานหลักฐานหักล้างกันในประเด็นข้อพิพาท สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ

ว่าด้วยการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาให้คลุมถึงกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้มีการวินิจฉัยปัญหาโดย

ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและสมควรแก้ไขบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันด้วย  จึงจำ

เป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

                                                                             ภคินี/แก้ไข

                                                                             ๑๕/๓/๒๕๔๕

                                                                                A+B(C)