หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉะบับที่ 2) พุทธศักราช 2487

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
คำสั่ง:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉะบับที่ 2) พุทธศักราช 2487 (กลับไปยังฉบับหลัก)

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒)

พุทธศักราช ๒๔๘๗

                  

 

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๗)

ปรีดี พนมยงค์

ตราไว้ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๗

เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                   โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธี

พิจารณาความแพ่ง

 

                   จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗

 

                   มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้เมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                   *[รก.๒๔๘๗/๗๙/๑๑๙๒/๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๗]

 

                   มาตรา ๓  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๒) ทวิ ของมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                   (๒) ทวิ ในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือ

ประธานศาลฎีกาแล้วแต่กรณี เห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุม

ใหญ่ก็ได้

                   ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๓ ที่ประชุมใหญ่นั้นให้ประกอบด้วยผู้พิพากษาทุก

คนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนผู้พิพากษาแห่งศาลนั้น และให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกาเป็นประธาน

 

                   คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และถ้ามีคะแนนเสียง

เท่ากัน ให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

                   ในคดีซึ่งที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยปัญหาแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องเป็นไป

ตามคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ และต้องระบุไว้ด้วยว่าปัญหาข้อใดได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่

ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแม้มิใช่เป็นผู้นั่งพิจารณาก็ให้มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งในคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ให้ทำความเห็นแย้งได้ด้วย

 

                   มาตรา ๔  ให้ยกเลิกมาตรา ๑๔๙ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๔๙  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการ

ดำเนินคดีอนาถา และว่าด้วยความรับผิดชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ค่าธรรม

เนียมศาลในการยื่นคำฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นตามที่ระบุไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายนี้หรือในมาตรา ๑๕๐ นั้น ให้คู่ความผู้ยื่นคำฟ้อง ฟ้อง

อุทธรณ์หรือฎีกา หรือดำเนินกระบวนพิจารณานั้น ๆ หรือคู่ความฝ่ายที่ศาลระบุไว้ในคำสั่งในกรณีที่กระบวนพิจารณานั้นได้กระทำโดยคำสั่งศาลเป็นผู้ชำระ แต่ถ้าคู่ความฝ่ายซึ่งระบุไว้หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมสำหรับกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้น ศาลจะมีคำสั่งให้งดการ

ดำเนินกระบวนพิจารณานั้นไว้ หรือจะสั่งให้เรียกค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือแต่

ฝ่ายเดียวก็ได้

                   ค่าธรรมเนียมศาลนั้น ให้ชำระหรือนำมาวางศาลโดยวิธีปิดแสตมป์ตามจำนวนที่

ต้องปิดลงไว้ในคำคู่ความ คำร้องใบรับ หรือเอกสารอื่น ๆ นั้น

                   คำร้องขอฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถา คำฟ้องหรือฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา

หรือคำให้การหรือคำแก้อุทธรณ์หรือฎีกา ซึ่งได้ยื่นต่อศาลพร้อมด้วยคำขอฟ้อง หรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถา ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและวางเงินศาล เว้นแต่ศาลจะได้ยกคำขอนั้นเสีย

 

                   มาตรา ๕  ให้ยกเลิกมาตรา ๑๕๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                   มาตรา ๑๕๑  ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์

หรือฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ ถ้าศาลไม่ยอมรับฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา หรือคำขอให้

พิจารณาใหม่นั้น ให้ศาลมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด นอกจากค่ารับคำฟ้องและค่ายื่น

คำขอให้ออกหมายเรียกจำเลย

                   เมื่อได้มีการถอนคำฟ้อง หรือเมื่อศาลได้ตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์

ที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือเมื่อคดีนั้นได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือบางส่วนแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องซึ่งได้เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้องได้ตามที่เห็นสมควร

                   ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งสำนวนความคืนไปยังศาลล่างเพื่อตัด

สินใหม่ หรือเพื่อพิจารณาใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๓ ศาล

อุทธรณ์หรือศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกเว้นมิให้คู่ความต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนิน

กระบวนพิจารณาใหม่ หรือในการที่จะยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลล่างได้

ตามที่เห็นสมควร

 

                   มาตรา ๖  ให้ยกเลิกตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

ตาราง ๑

ค่าขึ้นศาลซึ่งต้องเสียเมื่อยื่นคำฟ้อง

                  

 

                   ๑. คดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้คิดค่าขึ้นศาล

ดังต่อไปนี้

                        ก. คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน ข. และ ค. ต่อไปนี้ ให้เรียกโดยอัตราสองบาท

ห้าสิบสตางค์ต่อทุกร้อยบาท

                        ข. คำฟ้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา

๒๒๑ ให้เรียกโดยอัตราหนึ่งบาทต่อทุกร้อยบาท  ตามจำนวนที่อนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำ

ชี้ขาด แต่ไม่ให้เกินกว่าสองพันบาท

                        ค. คำร้องขอให้บังคับจำนองหรือบังคับเอาทรัพย์สินจำนองหลุดตามที่จำเลย

ให้การยอมรับโดยไม่มีข้อต่อสู้ ให้เรียกโดยอัตราหนึ่งบาทต่อทุกร้อยบาทตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง

                   ในการคำนวณค่าขึ้นศาลนั้น ถ้าทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่ถึงหนึ่ง

ร้อยบาท ให้นับเป็นหนึ่งร้อยบาท เศษของหนึ่งร้อยบาทถ้าถึงห้าสิบบาทให้นับเป็นหนึ่งร้อยบาท ถ้าต่ำกว่าห้าสิบบาทให้ปัดทิ้ง

                   ๒. คดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

                        ก. คดีทั่วไปรวมทั้งคดีไม่มีข้อพิพาทให้เรียกเรื่องละสิบห้าบาท

                        ข. อุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งตามมาตรา ๒๒๗ หรือมาตรา ๒๒๘ ให้เรียกยี่สิบ

บาท

                   ๓. คดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ซึ่งอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และซึ่งไม่อาจ

คำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราใน ๑ แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราใน ๒ ก. หรือ ๒ ข. แล้วแต่กรณี

                   ๔. คดีที่คำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ดี เงินปี เงินเดือน เงิน

เบี้ยบำนาญ ค่าบำรุงรักษา หรือเงินอื่น ๆ ก็ดี บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคต

นอกจากดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าเสียหายที่ศาลมีอำนาจพิพากษา หรือสั่งตามมาตรา ๑๔๒ อยู่แล้ว

ให้คิดค่าขึ้นศาลสิบห้าบาท ถ้าคดีนั้นมีคำขอให้ชำระหนี้ในเวลาปัจจุบันรวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้น

ศาลสำหรับคำขอนี้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง

 

                   มาตรา ๗  ให้ยกเลิกตาราง ๒ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และ

ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 

ตาราง ๒

ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

                  

 

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

ผู้สนองพระบรมราชโองการ

         ควง อภัยวงศ์

         นายกรัฐมนตรี

 

 

                                                                             ภคินี/แก้ไข

                                                                             ๑๓/๓/๒๕๔๕

                                                                                    A+B