พระราชบัญญัติ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
พ.ศ. ๒๕๐๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
เป็นปีที่ ๒๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙”
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓[๒] ในพระราชบัญญัตินี้
“สถาบัน” หมายความว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
“สภาสถาบัน” หมายความว่า สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
“วิทยาเขต” หมายความว่า เขตการศึกษาของสถาบันที่มีคณะ สำนักหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไป ตั้งอยู่ในเขตนั้นตามที่สภาสถาบันกำหนด
มาตรา ๔[๓] ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศทบวงมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
บททั่วไป
มาตรา ๕ ให้จัดตั้งสถาบันวิชาการชั้นสูงขึ้นเรียกว่า “สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์” มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการบริหารและการพัฒนา ทำการวิจัยส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
มาตรา ๖[๔] ให้สถาบันเป็นนิติบุคคล
มาตรา ๗[๕] สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
(๑) สำนักงานอธิการบดี
(๒) สำนักงานวิทยาเขต
(๓) คณะ
(๔) สำนัก
สถาบันอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕ เป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้
สำนักงานอธิการบดี และสำนักงานวิทยาเขตอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
คณะ สำนัก และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง
สำนักงานเลขานุการ กอง และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน
มาตรา ๘[๖] (ยกเลิก)
มาตรา ๙[๗] การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงาน วิทยาเขต คณะ สำนัก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๐[๘] การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา และกอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๑ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ สถาบันจะรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และให้มีอำนาจให้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันชั้นสูงนั้นๆ ได้
การรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในสถาบันตลอดจนการกำหนดให้มีคณะกรรมการเป็นผู้บริหาร ในความควบคุมของสภาสถาบัน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๒[๙] นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้ดังนี้
(๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่างๆ ของสถาบัน
(๒) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน
(๓) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งสถาบันปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์
(๔) รายได้หรือผลประโยชน์อื่นๆ
ให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสถาบัน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
รายได้ของสถาบันรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
มาตรา ๑๒ ทวิ[๑๐] บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถาบัน ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน
มาตรา ๑๓[๑๑] บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา ๕
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่สถาบันจะต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน
มาตรา ๑๔[๑๒] ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(๒) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดีและประธานสภาคณาจารย์
(๓) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสี่คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๔) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสองคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำในสถาบันซึ่งได้ทำการสอนในสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓)
(๕) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนแปดคนซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน
ให้สถาบันแต่งตั้งรองอธิบดีคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (๓) เป็นเลขานุการสภาสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดี
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคุณสมบัติของผู้รับเลือกและผู้เลือก และวิธีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตาม (๓) และ (๔) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๕[๑๓] นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอนเพราะขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ
(๔) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น
ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้รับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือยังมิได้เลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภาสถาบันจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
หมวด ๒
การดำเนินงาน
มาตรา ๑๖[๑๔] สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปของสถาบัน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) วางระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน
(๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
(๓) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
(๔) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตร
(๕) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกคณะ สำนักงานวิทยาเขต วิทยาลัย สำนักหน่วยงาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าว
(๖) เสนอการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๗) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๘) วางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของสถาบัน
(๙) กำหนดเขตการศึกษาของสถาบันให้เป็นวิทยาเขต
(๑๐) พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกิจการของสถาบันซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ
มาตรา ๑๗ ให้นายกสภาสถาบันเป็นผู้เรียกประชุมสภาสถาบัน ถ้ากรรมการสภาสถาบันตั้งแต่สามคนขึ้นไปร้องขอให้สภาสถาบันประชุมเพื่อกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้นายกสภาสถาบันเรียกประชุม
ในการประชุมต้องมีกรรมการสภาสถาบันมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้นายกสภาสถาบันเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาประชุมเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้และไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดมาประชุม ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสภาสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
มาตรา ๑๘ การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๙[๑๕] ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการบริหารงานของสถาบันและอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐
อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสาม อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
(๔) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) ถูกให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง ในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
(๖) สภาสถาบันมีมติให้ถอดถอน
รองอธิการบดี ให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน
ผู้ช่วยอธิการบดี ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดีด้วย
เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๒๐[๑๖] อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ
(๒) ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
มาตรา ๒๑ การปฏิบัติราชการของรองอธิการบดีให้เป็นไปตามที่อธิการบดีมอบหมาย
ในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลงหรืออธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงเป็นผู้รักษาการแทน
ในกรณีตามวรรคสองถ้าตำแหน่งรองอธิการบดีว่างลงหรือรองอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภาสถาบันกำหนดกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งคนหนึ่งคนใดเป็นผู้รักษาการแทน
มาตรา ๒๒[๑๗] เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชาให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเป็นผู้ช่วยอธิบดีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น
มาตรา ๒๒ ทวิ[๑๘] ให้มีสภาคณาจารย์ประกอบด้วยกรรมการซึ่งคณาจารย์ประจำของสถาบันเลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน
สภาคณาจารย์ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำในกิจการของสถาบันต่ออธิการบดี และปฏิบัติหน้าที่ตามที่อธิการบดีมอบหมาย
องค์ประกอบ จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของสภาคณาจารย์ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๒ ตรี[๑๙] ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีสำนักงานวิทยาเขตโดยมีรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้น และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
การจัดระบบบริหารและการดำเนินงานในวิทยาเขตให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๓[๒๐] ในคณะหนึ่ง ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะ และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้
ในสำนักหนึ่ง ให้ผู้มีอำนวยการสำนักเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนักและจะให้มีรองผู้อำนวยการสำนักตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการสำนักมอบหมายก็ได้
การแต่งตั้งคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน
ให้คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการ และรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปีและอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา ๒๔ ให้มีกรรมการประจำคณะประกอบด้วย คณบดีเป็นประธาน รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาต่างๆ เป็นกรรมการ ถ้าในคณะไม่มีรองคณบดี และไม่มีการแบ่งเป็นภาควิชาหรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของสถาบันเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้คณะกรรมการประจำคณะแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการประจำสำนักประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักเป็นประธาน รองผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าภาควิชาต่างๆ เป็นกรรมการ ถ้าในสำนักไม่มีการแบ่งเป็นภาควิชา หรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของสถาบันเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้คณะกรรมการประจำสำนักแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการประจำคณะและคณะกรรมการประจำสำนักมีอำนาจและหน้าที่ในคณะหรือสำนัก ดังนี้
(๑) วางระเบียบปฏิบัติภายในคณะหรือสำนักด้วยความเห็นชอบของสภาสถาบัน
(๒) กำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อเสนอสภาสถาบัน
(๓) จัดดำเนินการสอบไล่หรือทดสอบ
(๔) รับปรึกษาและให้ความคิดเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักในกิจการของคณะหรือสำนัก
มาตรา ๒๗ ในการประชุมคณะกรรมการประจำคณะหรือคณะกรรมการประจำสำนัก ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๘ คณบดีและผู้อำนวยการสำนักมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับคณะหรือสำนัก ดังต่อไปนี้
(๑) จัดดำเนินงานและรับผิดชอบในกิจการทั้งหลายของคณะหรือสำนัก
(๒) รักษาระเบียบวินัย
(๓) ปฏิบัติการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสถาบันและระเบียบของคณะหรือสำนัก
มาตรา ๒๙ เพื่อประโยชน์การบริหารราชการ ให้ถือว่า
(๑) สถาบันเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
(๒) อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี เป็นอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี ในมหาวิทยาลัย ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามลำดับ
(๓) ผู้อำนวยการสำนักเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๐ คณาจารย์ในสถาบัน มีดังนี้
(๑) ศาสตราจารย์ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำ หรือศาสตราจารย์พิเศษ
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ
มาตรา ๓๑ ศาสตราจารย์ประจำนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบัน
ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนของสถาบัน
มาตรา ๓๒ ศาสตราจารย์ประจำผู้ซึ่งพ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิดให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ
มาตรา ๓๓ ศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้
(๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๔) ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดีเด่นเป็นพิเศษในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน
มาตรา ๓๔ รองศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้
(๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี
มาตรา ๓๕ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นั้น จะได้แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นเอกของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้
(๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ
(๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ
(๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ
มาตรา ๓๕ ทวิ[๒๑] ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวเป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้อักษรย่อดังนี้
ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ.
ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ)
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ)
รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ.
มาตรา ๓๖ อาจารย์ประจำต้องมีคุณวุฒิได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน
อาจารย์พิเศษนั้น อธิการบดีจะได้แต่งตั้งขึ้นประจำปีการศึกษาตามคำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ
ในกรณีที่แบ่งปีการศึกษาเป็นภาคการศึกษา อธิการบดีจะแต่งตั้งอาจารย์พิเศษตามคำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำในแต่ละภาคการศึกษาก็ได้
หมวด ๓
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา ๓๗ ปริญญามี ๒ ชั้น คือ
เอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด.
โท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม.
มาตรา ๓๘ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบัน การกำหนดให้ปริญญาในสาขาวิชาใดและชั้นใด และจะใช้อักษรย่ออย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓๙ สภาสถาบันอาจตราข้อบังคับกำหนดให้ปริญญาชั้นใดในสาขาวิชาใดเป็นปริญญาเกียรตินิยมดีมาก และปริญญาเกียรตินิยมดีจากปริญญาในสาขาวิชานั้นได้
มาตรา ๔๐[๒๒] สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิตและประกาศนียบัตร สำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้
(๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว
(๒) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา หรือผู้สำเร็จการฝึกอบรม
มาตรา ๔๑ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบันเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ
มาตรา ๔๒[๒๓] สภาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะ เป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้
การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๔๓[๒๔] สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย และเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด ๔
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๔[๒๕] ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบัน โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีตำแหน่งปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือประกาศนียบัตรโดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิจะใช้หรือมีตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๕ ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดีและผู้อำนวยการสำนัก ให้สภาสถาบันประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภาสถาบันโดยตำแหน่ง และให้กรรมการโดยตำแหน่งเท่าที่มีอยู่ตามความในมาตรา ๑๔ เป็นกรรมการสภาสถาบันและให้เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นเลขานุการสภาสถาบันอีกตำแหน่งหนึ่ง
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงสำหรับศึกษาวิจัยอันจะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการบริหารราชการ การบริหารธุรกิจ การพัฒนาการเศรษฐกิจ การสถิติประยุกต์ การฝึกอบรม การวิจัยและการบรรณสารการพัฒนา
สุรินทร์ -แก้ไข
๐๘/๐๒/๒๕๔๕
A+B (C)
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗๙ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕[๒๖]
ข้อ ๓ ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้คงประกอบกันกับกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งเป็นสภาสถาบันปฏิบัติการต่อไป จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แล้ว
การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องกระทำให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ชไมพร/แก้ไข
๒๓ มกราคม ๒๕๔๕
A+B (C)
พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓[๒๗]
มาตรา ๒๐ ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ และส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๑ บทบัญญัติมาตรา ๑๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถาบันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๒ นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สภาสถาบันและผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗๙ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ทำหน้าที่สภาสถาบันและดำรงตำแหน่งในสภาสถาบันต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๓ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบสองปีนับแต่วันที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการสำนัก อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบสามปีนับแต่วันที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙
มิให้นำมาตรา ๑๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๓ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรานี้
มาตรา ๒๔ ให้ผู้ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงตามพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒน
บริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรบัณฑิตตามมาตรา
๔๐ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้ได้รับประกาศนียบัตรและประกาศนียบัตรการฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๕ ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้สถาบันสามารถนำรายได้ของสถาบันไปใช้ในกิจการของสถาบันได้ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และให้สถาบันมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถาบันโดยไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารกิจการของสถาบันและการจัดหาประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของสถาบันหรือที่สถาบันปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์ และสมควรแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้รักษาการตามกฎหมาย และสังกัดของสถาบันให้ถูกต้องตามความเป็นจริง นอกจากนี้ สมควรปรับปรุงคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่งการแต่งตั้ง และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนักและรองผู้อำนวยการสำนัก เพื่อให้มีความชัดเจนและสามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
อัมพิกา/แก้ไข
๖/๓/๔๕
A+B (C)
พัชรินทร์/เนติมา/ฐาปนี จัดทำ
๑๑ มีนาคม ๒๕๔๖
สุนันทา/แก้ไข
๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๓/ตอนที่ ๒๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๔/๓๑ มีนาคม ๒๕๐๙
[๒] มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๓] มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๔] มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๕] มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๖] มาตรา ๘ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๗] มาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๘] มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๙] มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๐] มาตรา ๑๒ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๑] มาตรา ๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๒] มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๓] มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๔] มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๕] มาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๖] มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๗] มาตรา ๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๘] มาตรา ๒๒ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๙] มาตรา ๒๒ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๐] มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๑] มาตรา ๓๕ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๒] มาตรา ๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๓] มาตรา ๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ ๒๕๔๓
[๒๔] มาตรา ๔๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๕] มาตรา ๔๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๒๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๙/ตอนที่ ๑๑๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๐/๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๕
[๒๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๓๗ ก/หน้า ๑/๒๘ เมษายน ๒๕๔๓