หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2509

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
มีการแก้ไขเมื่อปี:
พระราชกฤษฎีกา:
ประกาศ:
ประกาศคณะปฏิวัติ:

พระราชบัญญัติ

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

พ.ศ. ๒๕๐๙

                  

 

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙

เป็นปีที่ ๒๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙

 

มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

สถาบัน หมายความว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

สภาสถาบัน หมายความว่า สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

                  

 

มาตรา ๕  ให้จัดตั้งสถาบันวิชาการชั้นสูงขึ้นเรียกว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการบริหารและการพัฒนา ทำการวิจัยส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง

 

มาตรา ๖  ให้สถาบันเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

มาตรา ๗  สถาบันมีส่วนราชการดังนี้

(๑)  สำนักงานอธิการบดี

(๒)  คณะ

(๓)  สำนัก

สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งออกเป็นกองและแผนก

 

มาตรา ๘  สถาบันมีคณะและสำนักต่างๆ ดังนี้

(๑)  คณะรัฐประศาสนศาสตร์

(๒)  คณะบริหารธุรกิจ

(๓)  คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

(๔)  คณะสถิติประยุกต์

(๕)  สำนักวิจัย

(๖)  สำนักฝึกอบรม

(๗)  สำนักบรรณสารการพัฒนา

สถาบันอาจมีคณะและสำนักอื่นอีกได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

คณะหรือสำนักอาจแบ่งออกเป็นภาควิชาต่างๆ และสำนักงานเลขานุการคณะหรือสำนัก

สำนักงานเลขานุการคณะหรือสำนักอาจแบ่งออกเป็นแผนก

 

มาตรา ๙  การเลิกล้มคณะหรือสำนัก ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา ๑๐  การแบ่งภาควิชาหรือการเลิกล้มภาควิชา รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการตามมาตรา ๗ วรรคท้าย และมาตรา ๘ วรรคสามและวรรคสี่ ให้ทำเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา ๑๑  ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ สถาบันจะรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และให้มีอำนาจให้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันชั้นสูงนั้นๆ ได้

การรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในสถาบันตลอดจนการกำหนดให้มีคณะกรรมการเป็นผู้บริหาร ในความควบคุมของสภาสถาบัน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา ๑๒  นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้ดังนี้

(๑)  เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของสถาบัน

(๒)  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอุทิศให้แก่สถาบัน

รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่จะต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

 

มาตรา ๑๓  บรรดาทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์และตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน

เงินและทรัพย์สินอื่นใด ซึ่งบุคคลอุทิศให้แก่สถาบันจะต้องจัดการตามเงื่อนไขข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ซึ่งผู้อุทิศกำหนดไว้

 

มาตรา ๑๔  ให้มีสภาสถาบันประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภาสถาบันโดยตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ เลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ เลขาธิการสถิติแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก เท่าที่มีอยู่ในสถาบันเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนและไม่เกินแปดคน

ให้รองอธิการบดีเป็นเลขานุการสภาสถาบัน ในกรณีที่มีรองอธิการบดีหลายคนให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาสถาบัน

 

มาตรา ๑๕  กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้

 

หมวด ๒

การดำเนินงาน

                  

 

มาตรา ๑๖  สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปของสถาบัน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑)  จัดวางระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน

(๒)  พิจารณาหลักสูตรวิชาเพื่อเสนอขอรับความเห็นชอบของสภาการศึกษาแห่งชาติ

(๓)  จัดหาวิธีการอันจะยังการศึกษา การวิจัยและการฝึกอบรมของสถาบันให้เจริญยิ่งขึ้น

(๔)  อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง ประกาศนียบัตรและประกาศนียบัตรการฝึกอบรม

(๕)  เสนอการจัดตั้ง ยุบ รวม และเลิกล้มคณะ สำนัก และภาควิชา

(๖)  เสนอการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์

(๗)  จัดวางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของสถาบัน

 

มาตรา ๑๗  ให้นายกสภาสถาบันเป็นผู้เรียกประชุมสภาสถาบัน ถ้ากรรมการสภาสถาบันตั้งแต่สามคนขึ้นไปร้องขอให้สภาสถาบันประชุมเพื่อกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้นายกสภาสถาบันเรียกประชุม

ในการประชุมต้องมีกรรมการสภาสถาบันมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้นายกสภาสถาบันเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาประชุมเป็นประธานในที่ประชุม

ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้และไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดมาประชุม ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสภาสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

 

มาตรา ๑๘  การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

มาตรา ๑๙  ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการบริหารงานของสถาบัน และให้รองอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงาน

อธิการบดี จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบัน

รองอธิการบดี จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนในสถาบัน

 

มาตรา ๒๐  อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้

(๑)  ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ

(๒)  ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี

อธิการบดีดำรงตำแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นต่อไปอีกก็ได้

 

มาตรา ๒๑  การปฏิบัติราชการของรองอธิการบดีให้เป็นไปตามที่อธิการบดีมอบหมาย

ในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลงหรืออธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงเป็นผู้รักษาการแทน

ในกรณีตามวรรคสองถ้าตำแหน่งรองอธิการบดีว่างลงหรือรองอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภาสถาบันกำหนดกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งคนหนึ่งคนใดเป็นผู้รักษาการแทน

 

มาตรา ๒๒  เพื่อประโยชน์แก่การบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี และรองอธิการบดีเป็นรองอธิบดีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและกฎหมายอื่นๆ

 

มาตรา ๒๓  ในคณะหนึ่งมีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานควบคุมและอำนวยการศึกษา และจะมีรองคณบดีเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานก็ได้

ในสำนักหนึ่งมีผู้อำนวยการสำนักคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานควบคุมและอำนวยการศึกษา และจะมีรองผู้อำนวยการสำนักเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานก็ได้

ในคณะและสำนักให้มีเลขานุการคณะหรือสำนักคนหนึ่ง

การแต่งตั้งคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนัก จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้มีคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐ ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน

 

มาตรา ๒๔  ให้มีกรรมการประจำคณะประกอบด้วย คณบดีเป็นประธาน รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาต่างๆ เป็นกรรมการ ถ้าในคณะไม่มีรองคณบดี และไม่มีการแบ่งเป็นภาควิชาหรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของสถาบันเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้คณะกรรมการประจำคณะแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

 

มาตรา ๒๕  ให้มีคณะกรรมการประจำสำนักประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักเป็นประธาน รองผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าภาควิชาต่างๆ เป็นกรรมการ ถ้าในสำนักไม่มีการแบ่งเป็นภาควิชา หรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของสถาบันเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้คณะกรรมการประจำสำนักแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

 

มาตรา ๒๖  คณะกรรมการประจำคณะและคณะกรรมการประจำสำนักมีอำนาจและหน้าที่ในคณะหรือสำนัก ดังนี้

(๑)  วางระเบียบปฏิบัติภายในคณะหรือสำนักด้วยความเห็นชอบของสภาสถาบัน

(๒)  กำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อเสนอสภาสถาบัน

(๓)  จัดดำเนินการสอบไล่หรือทดสอบ

(๔)  รับปรึกษาและให้ความคิดเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักในกิจการของคณะหรือสำนัก

 

มาตรา ๒๗  ในการประชุมคณะกรรมการประจำคณะหรือคณะกรรมการประจำสำนัก ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๒๘  คณบดีและผู้อำนวยการสำนักมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับคณะหรือสำนัก ดังต่อไปนี้

(๑)  จัดดำเนินงานและรับผิดชอบในกิจการทั้งหลายของคณะหรือสำนัก

(๒)  รักษาระเบียบวินัย

(๓)  ปฏิบัติการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสถาบันและระเบียบของคณะหรือสำนัก

 

มาตรา ๒๙  เพื่อประโยชน์การบริหารราชการ ให้ถือว่า

(๑)  สถาบันเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

(๒)  อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี เป็นอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี ในมหาวิทยาลัย ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามลำดับ

(๓)  ผู้อำนวยการสำนักเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

 

มาตรา ๓๐  คณาจารย์ในสถาบัน มีดังนี้

(๑)  ศาสตราจารย์ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำ หรือศาสตราจารย์พิเศษ

(๒)  รองศาสตราจารย์

(๓)  ผู้ช่วยศาสตราจารย์

(๔)  อาจารย์ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ

 

มาตรา ๓๑  ศาสตราจารย์ประจำนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบัน

ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนของสถาบัน

 

มาตรา ๓๒  ศาสตราจารย์ประจำผู้ซึ่งพ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิดให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ

 

มาตรา ๓๓  ศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้

(๑)  ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ

(๒)  ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ

(๓)  ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ

(๔)  ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดีเด่นเป็นพิเศษในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน

 

มาตรา ๓๔  รองศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้

(๑)  ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ

(๒)  ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ

(๓)  ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี

 

มาตรา ๓๕  ผู้ช่วยศาสตราจารย์นั้น จะได้แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นเอกของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้

(๑)  ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ

(๒)  ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ

(๓)  ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ

 

มาตรา ๓๖  อาจารย์ประจำต้องมีคุณวุฒิได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน

อาจารย์พิเศษนั้น อธิการบดีจะได้แต่งตั้งขึ้นประจำปีการศึกษาตามคำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ

ในกรณีที่แบ่งปีการศึกษาเป็นภาคการศึกษา อธิการบดีจะแต่งตั้งอาจารย์พิเศษตามคำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำในแต่ละภาคการศึกษาก็ได้

 

หมวด ๓

ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ

                  

 

 

มาตรา ๓๗  ปริญญามี ๒ ชั้น คือ

เอก เรียกว่า  ดุษฎีบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ  ด.

โท เรียกว่า  มหาบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ  ม.

 

มาตรา ๓๘  สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบัน การกำหนดให้ปริญญาในสาขาวิชาใดและชั้นใด และจะใช้อักษรย่ออย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา ๓๙  สภาสถาบันอาจตราข้อบังคับกำหนดให้ปริญญาชั้นใดในสาขาวิชาใดเป็นปริญญาเกียรตินิยมดีมาก และปริญญาเกียรตินิยมดีจากปริญญาในสาขาวิชานั้นได้

 

มาตรา ๔๐  สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตร ดังต่อไปนี้ได้

(๑)  ประกาศนียบัตรชั้นสูง ออกให้แก่ผู้มีพื้นความรู้ชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหนึ่งมหาวิทยาลัยใดและสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงของสถาบัน

(๒)  ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายและสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรของสถาบัน

(๓)  ประกาศนียบัตรการฝึกอบรม ออกให้แก่ผู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมของสถาบัน

 

มาตรา ๔๑  สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบันเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ

 

มาตรา ๔๒  สถาบันจะจัดให้มีครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ เป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง ประกาศนียบัตร และประกาศนียบัตรการฝึกอบรมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาก็ได้ ในพระราชกฤษฎีกานั้นให้กำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะซึ่งจัดให้มีขึ้นนั้นด้วย

ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ จะใช้ในโอกาสใดโดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามที่สภาสถาบันกำหนด

 

มาตรา ๔๓  สภาสถาบันอาจตราข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ตามที่เห็นสมควร ข้อบังคับเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

หมวด ๔

บทกำหนดโทษ

                  

 

มาตรา ๔๔  ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ เครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาโดยไม่มีสิทธิใช้ หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง ประกาศนียบัตร หรือประกาศนียบัตรการฝึกอบรมโดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

บทเฉพาะกาล

                  

 

มาตรา ๔๕  ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดีและผู้อำนวยการสำนัก ให้สภาสถาบันประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภาสถาบันโดยตำแหน่ง และให้กรรมการโดยตำแหน่งเท่าที่มีอยู่ตามความในมาตรา ๑๔ เป็นกรรมการสภาสถาบันและให้เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นเลขานุการสภาสถาบันอีกตำแหน่งหนึ่ง

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล ถนอม กิตติขจร

นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงสำหรับศึกษาวิจัยอันจะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการบริหารราชการ การบริหารธุรกิจ การพัฒนาการเศรษฐกิจ การสถิติประยุกต์ การฝึกอบรม การวิจัยและการบรรณสารการพัฒนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุรินทร์ -แก้ไข

๐๘/๐๒/๒๕๔๕

A+B (C)

 

สุนันทา/แก้ไข

๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘

 

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๓/ตอนที่ ๒๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๔/๓๑ มีนาคม ๒๕๐๙