พระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๔๘๖
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
และวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔)
อาทิตย์ทิพอาภา
ปรีดี พนมยงค์
ตราไว้ ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๘๖
เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ เพื่อให้เหมาะสมแก่สถานการณ์และความเจริญของบ้านเมือง
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๖”
มาตรา ๒[๑] ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกข้อความตอน ๒ ของหมวดที่ ๓ และยกเลิกความในมาตรา ๙,๑๐,๑๑,๑๒,๑๓,๑๔,๑๕,๑๖,๑๗,และ ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ตอน ๒
การแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
การออกจากตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
“มาตรา ๙ ในหมู่บ้านหนึ่ง ให้มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง และมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สุดแต่นายอำเภอจะเห็นสมควร แต่ต้องไม่น้อยกว่าหมู่บ้านละสองคนผู้ใหญ่บ้านจะได้รับเงินเดือน แต่มิใช่จากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน”
“มาตรา ๑๐ ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ปกครองบรรดาราษฎรที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน”
“มาตรา ๑๑ ให้คณะกรมการอำเภอตั้งกรรมการไม่น้อยกว่าสามนาย โดยนายอำเภอเป็นประธาน มีหน้าที่สอบสวนคัดเลือกราษฎรซึ่งมีคุณสมบัติดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ เป็นผู้ใหญ่บ้าน”
“มาตรา ๑๒ ผู้มีสิทธิจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) เป็นชายมีสัญชาติไทย
(๒) เป็นหรือเคยเป็นทหาร หรือตำรวจ
ถ้าในท้องที่ใดไม่อาจเลือกผู้ที่เป็น หรือเคยเป็นทหารหรือตำรวจได้ ก็ให้เลือกบุคคลอื่นซึ่งมิใช่เป็นคนใช้หรือลูกจ้าง
(๓) บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์
(๔) มีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นประจำในหมู่บ้านนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน เว้นแต่ผู้ที่เป็นทหารหรือตำรวจ
(๕) เป็นผู้เสื่อมใสในการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๖) ไม่เป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๗) ไม่เป็นผู้มีกายทุพลภาพ หรือไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือติดยาเสพติดให้โทษ หรือไม่เป็นโรคตามที่รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้กำหนด
(๘) ไม่เป็นข้าราชการประจำการ หรือพนักงานเทศบาล หรือครูประชาบาลหรือสารวัตรศึกษา เว้นแต่ผู้ที่เป็นทหารหรือตำรวจ
(๙) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือต้องรับอาญาจำคุกโดยคำพิพากษาโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริต ฐานปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือลักทรัพย์ โดยยังไม่พ้นกำหนดเวลาสามปี นับแต่วันถูกไล่ออก ปลดออก หรือพ้นโทษ
(๑๑) มีความรู้หนังสือไทยอ่านออกเขียนได้”
“มาตรา ๑๓ เมื่อคณะกรรมการได้สอบสวนคัดเลือกผู้ใดจะให้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้คณะกรมการอำเภอรายงานไปยังข้าหลวงประจำจังหวัด เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรก็ให้ออกหมายแต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน”
“มาตรา ๑๔ ผู้ใหญ่บ้านต้องออกจากตำแหน่งด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒
(๒) ตาย
(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(๔) ยุบหมู่บ้านที่ปกครอง
(๕) ไปเสียจากหมู่บ้านที่ตนปกครองเกินกว่าสามเดือน
(๖) ต้องรับอาญาจำคุกโดยคำพิพากษาโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
(๗) ต้องถูกปลด หรือไล่ออกจากตำแหน่ง
(๘) ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งให้ออกจากตำแหน่ง เพราะพิจารณาเห็นว่าบกพร่องในทางความประพฤติ หรือความความสามารถไม่พอกับตำแหน่ง
“มาตรา ๑๕ ให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันท้องที่ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกราษฎรซึ่งมีคุณสมบัติ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน”
“มาตรา ๑๖ ผู้มีสิทธิจะได้รับคัดเลือกเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านต้องมีคุณสมบัติดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ เว้นแต่ข้อ ๒ ข้อ ๘ และเป็นหญิงก็ได้”
“มาตรา ๑๗ เมื่อผู้ใหญ่บ้านและกำนันพิจารณาคัดเลือกผู้ใดจะไห้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้กำนันรายงานไปยังนายอำเภอ เมื่อนายอำเภอสอบสวนพิจารณาเห็นสมควรก็ให้ออกหมายแต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน”
“มาตรา ๑๘ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละสองปี ถ้าตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันพิจารณาคัดเลือกผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขึ้นแทนให้เต็มตำแหน่งที่ว่างอยู่ แต่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่เข้ามาแทนนั้น ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน
เหตุที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะต้องออกจากตำแหน่งนอกจากตามกำหนดวาระแล้วจะต้องออกเพราะเหตุเช่นเดียวกับเหตุที่ผู้ใหญ่บ้านจะต้องออกจากตำแหน่งโดยอนุโลม””
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ ข้อ ๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๒ ถ้าผู้ใหญ่บ้านหมู่ใดว่างลง ให้คัดเลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่ภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ทราบการว่างนั้น การคัดเลือกให้นำความในมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๒๑ ถ้าผู้ใหญ่บ้านคนใดจะทำการในหน้าที่ไม่ได้ในครั้งหนึ่งคราวหนึ่งให้มอบหน้าที่ให้แก่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนจนกว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นจะกลับมาและรายงานให้กำนันทราบ ถ้าการไปนั้นเกินกว่าสิบห้าวันให้กำนันรายงานให้นายอำเภอทราบด้วย”
มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เข้าอยู่ในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“ข้อ ๙ ควบคุมดูแลลูกบ้านให้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งจะต้องพึงกระทำตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ
ข้อ ๑๐ ฝึกหัดอบรมให้คนไทยรู้จักหน้าที่และกระทำการในเวลารบ
ข้อ ๑๑ ทำการอบรมสั่งสอน หรือชี้แจงข้อราชการแก่ราษฎร ในการนี้ให้เรียกราษฎรมาประชุมได้ตามครั้งคราวที่สมควร
ข้อ ๑๒ บำรุงและส่งเสริมการอาชีพของราษฎรในทางเกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม
ข้อ ๑๓ ตรวจตราและรักษาประโยชน์ในการอาชีพของราษฎร
ข้อ ๑๔ สั่งให้ราษฎรช่วยเหลือในการสาธารณะประโยชน์เพื่อบำบัดปัดป้องภยันตรายซึ่งมีมาเป็นสาธารณะโดยฉุกเฉินและให้ทำการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ราษฎรผู้ประสบสาธารณะภัย
ข้อ ๑๕ จัดการป้องกันโรคติดต่อหรือโรคระบาดซึ่งเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อมิให้ติดต่อลุกลามมากไป
ข้อ ๑๖ จัดหมู่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและต้องด้วยสุขลักษณะ
ข้อ ๑๗ จัดให้มีการประชุมกรรมการหมู่บ้าน
ข้อ ๑๘ ปฏิบัติการตามคำสั่งของกำนัน หรือทางราชการและรายงานเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้านให้กำนันทราบ เพื่อให้กำนันรายงานต่อคณะกรรมการอำเภอ
ข้อ ๑๙ กระทำตนให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรตามที่ทางราชการได้แนะนำ”
มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๘ ทวิ และ ๒๘ ตรี แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“มาตรา ๒๘ ทวิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่
ก. ช่วยเหลือผู้ใหญ่บ้านปฏิบัติกิจการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน เท่าที่ได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้กระทำ
ข. เสนอข้อแนะนำ และให้คำปรึกษาต่อผู้ใหญ่บ้านในกิจการที่ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่”
“มาตรา ๒๘ ตรี ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านรวมกันให้มีฐานะเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อร่วมปรึกษากิจการที่จะปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานโดยตำแหน่ง ในการประชุมกรรมการหมู่บ้านต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน จึงจะเป็นองค์ประชุม
การชี้ขาดข้อปรึกษาของคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้ามีเสียงเท่ากัน ให้ผู้เป็นประธานออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด”
มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๙ ทวิ และ ๒๙ ตรี แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“มาตรา ๒๙ ทวิ ในตำบลหนึ่งให้มีกำนันคนหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ปกครองราษฎรที่อยู่ในเขตตำบลนั้น และให้มีคณะกรรมการตำบลมีหน้าที่เสนอข้อแนะนำ และให้คำปรึกษาต่อกำนัน
กำนันจะได้รับเงินเดือน แต่มิใช่จากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน
คณะกรรมการตำบลประกอบด้วยกำนันท้องที่ แพทย์ประจำตำบลและครูประชาบาลในตำบลนั้นหนึ่งคน กับราษฎรผู้ทรงคุณวุฒิในตำบลนั้น ซึ่งนายอำเภอเป็นผู้คัดเลือก และข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้ง มีจำนวนตามที่นายอำเภอจะเห็นสมควร แต่ตำบลหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าสองคน กรรมการซึ่งเป็นครูประชาบาล และกรรมการที่ตั้งจากราษฎรนั้น ให้อยู่ในตำแหน่งสองปี ถ้าตำแหน่งว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้นายอำเภอคัดเลือกเพื่อให้ข้าหลวงประจำจังหวัดแต่งตั้งผู้แทนขึ้นให้เต็มตำแหน่งที่ว่างแต่ผู้แทนนั้นให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ที่ตนแทน
ผู้ที่จะเป็นกรรมการตำบลนอกจากกำนันและแพทย์ประจำตำบล ต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิที่จะได้รับคัดเลือกเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเหตุที่ครูประชาบาลและราษฎรผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นกรรมการตำบลจะต้องออกจากตำแหน่งนอกจากออกตามกำหนดวาระแล้ว จะต้องออกเพราะเหตุเช่นเดียวกับเหตุที่ผู้ใหญ่บ้านจะต้องออกจากตำแหน่งโดยอนุโลม”
“มาตรา ๒๙ ตรี ในการประชุมคณะกรรมการตำบล ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม ให้กำนันเป็นประธานโดยตำแหน่ง การชี้ขาดข้อปรึกษาให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้ามีเสียงเท่ากัน ให้ผู้เป็นประธานออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงขี้ขาด
คณะกรรมการตำบลจะเรียกผู้ใหญ่บ้านให้มาชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมก็ได้”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๐ ให้คณะกรมการอำเภอตั้งคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามนายโดยนายอำเภอเป็นประธานมีหน้าที่สอบสวนคัดเลือกผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้น เพื่อเป็นกำนันคนหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการสอบสวนคัดเลือกผู้ใดจะให้เป็นกำนันแล้ว ให้คณะกรมการอำเภอรายงานไปยังข้าหลวงประจำจังหวัด เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรก็ให้ออกหมายแต่งตั้งให้ผู้นั้นเป็นกำนัน”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๑ กำนันต้องออกจากตำแหน่งด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อต้องออกจากผู้ใหญ่บ้าน
(๒) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(๓) ยุบตำบลที่ปกครอง
(๔) เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งให้ออกจากตำแหน่งเพราะพิจารณาเห็นว่าบกพร่องในทางความประพฤติ หรือความสามารถไม่พอแก่ตำแหน่ง
(๕) ต้องถูกปลดหรือไล่ออกจากตำแหน่ง
การออกจากตำแหน่งกำนันนั้นให้ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านด้วย เว้นแต่การออกตาม (๒) (๓) และ (๔) ไม่ต้องออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๒ ถ้าตำแหน่งกำนันว่างลง ให้คัดเลือกกำนันขึ้นใหม่ภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ทราบการว่างนั้น การคัดเลือกให้นำความในมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“มาตรา ๓๔ ทวิ นอกจากอำนาจหน้าที่ที่กล่าวโดยเฉพาะให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกำนัน ให้กำนันมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้านด้วย”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๔๖ การแต่งตั้งแพทย์ประจำตำบล ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีสัญชาติไทย และต้องแต่งตั้งจากผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในตำบลนั้น เว้นแต่ผู้ที่เป็นแพทย์ประจำตำบลที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว และยอมกระทำการรวมเป็นสองตำบล ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นสมควรก็แต่งตั้งได้”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกข้อความตอน ๕ ของหมวดที่ ๔ และความในมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ตอน ๕
การประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการตำบล กรรมการหมู่บ้าน
แพทย์ประจำตำบล และวินัยของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
แพทย์ประจำตำบล
มาตรา ๕๑ ให้กำนันเรียกผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบลมาประชุมเพื่อปรึกษาหารือการที่จะรักษาหน้าที่ในตำบลให้เรียบร้อย ไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง
ให้ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านตามครั้งคราวที่เห็นสมควรหรือเมื่อกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งร้องขอให้มีการประชุม แต่เมื่อรวมปีหนึ่งจะต้องมีการประชุมไม่น้อยกว่าหกครั้ง
ให้กำนันเรียกประชุมคณะกรรมการตำบลไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง”
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“มาตรา ๖๑ ทวิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดต้องได้รับโทษ
วินัยและโทษผิดวินัยให้ใช้กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยอนุโลม
อำนาจการลงโทษ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลให้เป็นไปดังนี้
(๑) กำนันมีอำนาจลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ใหญ่บ้าน
(๒) นายอำเภอมีอำนาจลงโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลดังนี้
(ก) ลดอันดับเงินเดือนไม่เกินหนึ่งอันดับ
(ข) ตัดเงินเดือน โดยเทียบในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นหัวหน้าแผนกกับผู้กระทำผิดชั้นเสมียนพนักงาน ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
(ค) ลงโทษภาคทัณฑ์
เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านคนใดถูกฟ้องในคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก ถ้านายอำเภอเห็นว่าจะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการจะสั่งให้พักหน้าที่ก็ได้ แล้วรายงานให้ข้าหลวงประจำจังหวัดทราบการสั่งให้กลับเข้ารับหน้าที่ตลอดถึงการวินิจฉัยว่าจะควรจ่ายเงินเดือนระหว่างพักให้เพียงใดหรือไม่ ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้พิจารณาสั่ง อนุโลมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
(๓) ข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจลงโทษ กำนันผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบลในทุกสถาน ในกรณีการลดอันดับและตัดเงินเดือน ให้เทียบข้าหลวงประจำจังหวัดในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นหัวหน้ากอง และกำนันผู้ใหญ่บ้านแพทย์ประจำตำบลเป็นชั้นเสมียนพนักงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
โดยเฉพาะโทษปลด หรือไล่ออก ถ้ากำนันผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบลผู้ถูกลงโทษเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีสิทธิ์ร้องทุกข์ต่อกระทรวงมหาดไทย
การร้องทุกข์ให้ทำคำร้องลงลายมือชื่อยื่นต่อนายอำเภอภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้ทราบคำสั่งการลงโทษเพื่อนายอำเภอจักได้เสนอต่อไปยังข้าหลวงประจำจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยตามลำดับ ภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับคำร้องทุกข์ พร้อมด้วยคำชี้แจง ถ้าจะพึงมี ให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้ยกคำร้องทุกข์หรือเพิกถอนคำสั่งการลงโทษหรือลดโทษ”
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๙ ในอำเภอหนึ่ง นอกจากมีกรมการอำเภอให้มีตำแหน่งเสมียนพนักงานอยู่ในบังคับบัญชากรมการอำเภออีกมากน้อยตามสมควรแก่ราชการ กับมีปลัดอำเภอประจำตำบลซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือกำนันผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบลในตำบลนั้น
ปลัดอำเภอประจำตำบลมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับกรมการอำเภอซึ่งมีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ แต่รับผิดชอบในกิจการเฉพาะตำบลที่ตนมีหน้าที่ประจำอยู่”
มาตรา ๑๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค ๒ ของมาตรา ๘๓ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
“นอกจากอำนาจหน้าที่ที่กล่าวโดยเฉพาะให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอ ให้กรมการอำเภอมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับกำนันผู้ใหญ่บ้านด้วย”
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๑๘ กำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีอายุไม่เกินหกสิบปีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ถ้าข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นว่าผู้ใดไม่สามารถที่จะบริหารราชการได้ ตามอำนาจหน้าที่ในพระราชบัญญัตินี้ก็ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๑๙ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
สัญชัย/ผู้จัดทำ
๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑