กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๔๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๖๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร. ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ในการประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ในกฎ ก.ตร. นี้
“ปี” หมายความว่า ปีงบประมาณ
“ครึ่งปีแรก” หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม
“ครึ่งปีหลัง” หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน
“ครึ่งปีที่แล้วมา” หมายความว่า ระยะเวลาครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังที่ผ่านมาแล้วแต่กรณี
“ศึกษาในประเทศ” หมายความว่า การศึกษาในประเทศตามหลักสูตรที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ด้วยการเรียนหรือการวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพอันอาจพิจารณาคุณวุฒิให้ได้
ข้อ ๓ ให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ที่ได้รับมอบหมายประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ข้อ ๔ การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ให้เลื่อนปีละสองครั้ง ดังนี้
(๑) ครั้งที่หนึ่งครึ่งปีแรก ให้เลื่อนตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนของปีที่ได้เลื่อน
(๒) ครั้งที่สองครึ่งปีหลัง ให้เลื่อนตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมของปีถัดไป
ข้อ ๕ ข้าราชการตำรวจซึ่งจะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครึ่งขั้นในแต่ละครั้งต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ในครึ่งปีที่แล้วมาได้รับบรรจุเข้ารับราชการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่เดือน
(๒) ในครึ่งปีที่แล้วมาได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนด้วยความสามารถและด้วยความอุตสาหะจนเกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาประเมินตามข้อ ๓ แล้วเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สมควรจะได้เลื่อนเงินเดือนครึ่งขั้น
(๓) ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่ถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นระยะเวลารวมกันเกินสองเดือน
(๔) ในครึ่งปีที่แล้วมาจนถึงวันออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือนต้องไม่ถูกสั่งลงโทษทางวินัยที่สูงกว่าโทษภาคทัณฑ์ หรือไม่ถูกศาลพิพากษาในคดีอาญาให้ลงโทษในความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือความผิดที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจผู้ใดอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สมควรได้เลื่อนเงินเดือน และได้ถูกงดเลื่อนเงินเดือนเพราะถูกสั่งลงโทษทางวินัย หรือถูกศาลพิพากษาในคดีอาญาให้ลงโทษในกรณีนั้นมาแล้ว ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน เลื่อนเงินเดือนประจำครึ่งปีต่อไปให้ผู้นั้นตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่๑ ตุลาคม ของครั้งที่จะได้เลื่อนเป็นต้นไป
(๕) ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่ลา หรือมาทำงานสายเกินจำนวนครั้งที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดเป็นหนังสือไว้ก่อนแล้วโดยคำนึงถึงลักษณะงานและสภาพท้องที่อันเป็นที่ตั้งของแต่ละส่วนราชการหรือหน่วยงาน
(๖) ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องมีเวลาปฏิบัติราชการหกเดือน โดยมีวันลาไม่เกินยี่สิบสามวัน แต่ไม่รวมถึงวันลาดังต่อไปนี้
(ก) ลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เฉพาะวันลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาตามกฎหมายว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน
(ข) ลาคลอดบุตรไม่เกินเก้าสิบวัน
(ค) ลาป่วยซึ่งจำเป็นต้องรักษาตัวเป็นเวลานานไม่ว่าคราวเดียวหรือหลายคราวรวมกันไม่เกินหกสิบวันทำการ
(ง) ลาป่วยเพราะประสบอันตรายในขณะปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือในขณะเดินทางไปหรือกลับจากปฏิบัติราชการตามหน้าที่
(จ) ลาพักผ่อน
(ฉ) ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
การนับจำนวนวันลาไม่เกินยี่สิบสามวันสำหรับวันลากิจส่วนตัวและวันลาป่วยที่ไม่ใช่วันลาป่วยตาม (ง) ให้นับเฉพาะวันทำการ
(๗) ในครึ่งปีที่แล้วมา ถ้าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาในประเทศ หรือไปศึกษา ฝึกอบรมหรือดูงาน ณ ต่างประเทศ ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรม และดูงาน ณ ต่างประเทศ ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในครึ่งปีที่แล้วมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่เดือน สำหรับผู้ที่ศึกษาในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการครั้งแรกในครึ่งปีที่แล้วมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเดือน
(๘) ในครึ่งปีที่แล้วมาต้องไม่ขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ข้อ ๖ ข้าราชการตำรวจซึ่งจะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนหนึ่งขั้น ในแต่ละครั้ง ต้องเป็นผู้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครึ่งขั้น ตามข้อ ๕ และอยู่ในหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ผลดีเด่น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอันก่อให้เกิดประโยชน์และผลดียิ่งต่อทางราชการและสังคมจนถือเป็นตัวอย่างที่ดีได้
(๒) ปฏิบัติงานโดยมีความคิดริเริ่มในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือได้ค้นคว้า หรือประดิษฐ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทางราชการเป็นพิเศษ และทางราชการได้ดำเนินการตามความคิดริเริ่มหรือได้รับรองให้ใช้การค้นคว้าหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น
(๓) ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่มีสถานการณ์ตรากตรำเสี่ยงอันตรายมาก หรือมีการต่อสู้ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิตเป็นกรณีพิเศษ
(๔) ปฏิบัติงานที่มีภาระหน้าที่หนักเกินกว่าตำแหน่งจนเกิดประโยชน์ต่อทางราชการเป็นพิเศษ และปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นผลดีด้วย
(๕) ปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ด้วยความตรากตรำเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากเป็นพิเศษและงานนั้นได้ผลดียิ่งเป็นประโยชน์ต่อทางราชการและสังคม
(๖) ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จเป็นผลดียิ่งแก่ประเทศชาติ
ข้อ ๗ การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจตามข้อ ๕ และข้อ ๖ ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายนำผลการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล การปฏิบัติงานที่ได้ดำเนินการตามข้อ ๓ มาเป็นหลักในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง โดยพิจารณาประกอบกับข้อมูลการลา พฤติกรรมการมาทำงาน การรักษาวินัยและข้อควรพิจารณาอื่นๆ ของผู้นั้นแล้วรายงานผลการพิจารณานั้น พร้อมด้วยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน
ในการพิจารณารายงานตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือแต่ละระดับที่ได้รับรายงานเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนด้วย
ข้อ ๘ ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนแต่ละครั้ง ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณารายงานผลจากผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๗ ถ้าเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครึ่งขั้นตามข้อ ๕ ให้เลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้นั้นครึ่งขั้น ถ้าเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ ๖ ให้เลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้นั้นหนึ่งขั้น
ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจผู้ใดได้รับการเลื่อนเงินเดือนครึ่งปีแรกไม่ถึงหนึ่งขั้น ถ้าในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครึ่งปีหลัง ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนได้พิจารณาผลการปฏิบัติงานครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังรวมกันแล้วเห็นว่ามีมาตรฐานสูงกว่าการที่จะได้รับการเลื่อนเงินเดือนหนึ่งขั้นสำหรับปีนั้น ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนอาจมีคำสั่งให้เลื่อนเงินเดือนรวมทั้งปีของข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นจำนวนหนึ่งขั้นครึ่งได้ แต่ผลการปฏิบัติงานทั้งปีของข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ผลดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอันก่อให้เกิดประโยชน์และผลดีต่อทางราชการและสังคม
(๒) ปฏิบัติงานโดยมีความคิดริเริ่มในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือได้ค้นคว้า หรือประดิษฐ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ
(๓) ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่มีสถานการณ์ตรากตรำเสี่ยงอันตราย หรือมีการต่อสู้ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิต
(๔) ปฏิบัติงานที่มีภาระหน้าที่หนักเกินกว่าตำแหน่งจนเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ และปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นผลดีด้วย
(๕) ปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ด้วยความตรากตรำเหน็ดเหนื่อย ยากลำบาก และงานนั้นได้ผลดีเป็นประโยชน์ต่อทางราชการและสังคม
(๖) ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ
ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะได้รับการเลื่อนเงินเดือนครึ่งปีแรกหนึ่งขั้น แต่ไม่อาจสั่งเลื่อนเงินเดือนหนึ่งขั้นให้ได้ เพราะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะใช้เลื่อนเงินเดือน ถ้าในการเลื่อนเงินเดือนครึ่งปีหลัง ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์ได้รับการเลื่อนเงินเดือนหนึ่งขั้นอีก และไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะใช้เลื่อนเงินเดือนในคราวนั้น ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนอาจมีคำสั่งให้เลื่อนเงินเดือนรวมทั้งปีของข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นจำนวนสองขั้นได้
ข้อ ๙ ในกรณีที่ไม่เลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ใด ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งให้ผู้นั้นทราบพร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่เลื่อนเงินเดือน
ข้อ ๑๐ การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนครึ่งปีให้แก่ข้าราชการตำรวจ ซึ่งในครึ่งปีที่แล้วมาได้รับอนุญาตให้ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศตามข้อ ๕ (๖) (ฉ) ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณาสั่งเลื่อนได้ครั้งละไม่เกินครึ่งขั้นเมื่อผู้นั้นกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยให้สั่งเลื่อนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ควรจะได้เลื่อน ทั้งนี้ ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด
ข้อ ๑๑ การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้เลื่อนได้ดังต่อไปนี้
(๑) รองผู้บังคับหมู่ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ พ.๑
(๒) ผู้บังคับหมู่ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ยศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ป.๒ สำหรับยศดาบตำรวจ ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ป.๓
(๓) รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๑
(๔) สารวัตร พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ รองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๓
(๕) ผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๔
(๖) รองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๕
(๗) ผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และรองผู้บัญชาการ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๖
(๘) ผู้บัญชาการ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๗
(๙) จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่าให้เลื่อนได้ไม่เกินเงินเดือนระดับ ส.๘
ข้อ ๑๒ ข้าราชการตำรวจซึ่งถูกสั่งให้ประจำ หรือสำรองราชการ ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการส่วนราชการใด พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้เลื่อนเงินเดือนได้เสมือนดำรงตำแหน่งสุดท้ายก่อนถูกสั่งให้ประจำหรือสำรองราชการ
ข้อ ๑๓ ข้าราชการตำรวจผู้ใด ไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือนในวันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่ ๑ ตุลาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของระดับเงินเดือนสำหรับตำแหน่งที่ดำรงอยู่แล้ว หากภายหลังมีระดับเงินเดือนที่จะเลื่อนให้ได้ หรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นและหรือได้รับยศสูงขึ้น และเงินเดือนที่ได้รับยังไม่ถึงขั้นสูงของระดับเงินเดือนสำหรับตำแหน่งที่ได้เลื่อนขึ้นนั้นให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน มีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นตามผลการประเมินที่ได้รับเงินตอบแทนพิเศษครึ่งขั้น หรือหนึ่งขั้น ในครั้งหลังสุดแล้วแต่กรณี ตั้งแต่วันที่มีระดับเงินเดือนที่จะเลื่อนให้ได้ หรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น และหรือได้รับยศสูงขึ้นนั้น แล้วแต่กรณี
ข้าราชการตำรวจผู้ใดได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น และหรือได้รับยศสูงขึ้นในวันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่ ๑ ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันเลื่อนเงินเดือน ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนมีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นและหรือได้รับยศสูงขึ้น เว้นแต่กรณีข้าราชการตำรวจผู้ใดได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของระดับเงินเดือนสำหรับตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน มีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นหลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น และหรือได้รับยศสูงขึ้นแล้ว
ข้อ ๑๔ ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนแต่ละครั้ง ถ้าผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนเห็นสมควรให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดได้เลื่อนเงินเดือน แต่ปรากฏว่าได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการตำรวจผู้นั้นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงก่อนวันมีคำสั่งเลื่อนเงินเดือน ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนรอการเลื่อนเงินเดือนไว้ก่อน และให้กันเงินสำหรับเลื่อนเงินเดือนไว้ด้วย เมื่อการสอบสวนและการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณา ดังนี้
(๑) ถ้าผู้ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่มีความผิด หรือถูกสั่งลงโทษไม่สูงกว่าโทษภาคทัณฑ์ ให้สั่งเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ได้ ถ้าได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้เกินหนึ่งครั้ง ให้สั่งเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้ แม้ว่าผู้นั้นจะได้ออกจากราชการไปแล้วก็ตาม
(๒) ถ้าผู้ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนถูกสั่งลงโทษสูงกว่าโทษภาคทัณฑ์ เว้นแต่กรณีตาม (๓) ให้งดเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ ถ้าได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้เกินหนึ่งครั้ง ให้งดเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ในครั้งที่ถูกลงโทษ ถ้าผู้นั้นได้ออกจากราชการไปแล้วด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้งดเลื่อนเงินเดือนในครั้งที่จะได้เลื่อนเงินเดือนครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นผู้พ้นจากราชการไปเพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้งดเลื่อนเงินเดือนที่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้ในวันที่ ๓๐ กันยายนของครึ่งปีสุดท้ายก่อนที่ผู้นั้นจะพ้นจากราชการ ส่วนในครั้งอื่นให้สั่งเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้
(๓) ถ้าผู้ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง ให้งดเลื่อนเงินเดือนทุกครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้
การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนตาม (๑) (๒) และ (๓) สำหรับผู้ที่ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลายกรณี ให้แยกพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ผู้อยู่ระหว่างรอการเลื่อนเงินเดือนตามวรรคหนึ่ง หากพ้นกำหนดเวลาการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา และผู้นั้นได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามนัยมาตรา ๘๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้ว ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน สั่งเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้
ข้อ ๑๕[๒] ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนแต่ละครั้ง ถ้าผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนเห็นสมควรให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดได้เลื่อนเงินเดือน แต่ปรากฏว่าผู้นั้นถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือความผิดที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่พนักงานอัยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ หรือความผิดที่คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยคดีดังกล่าวศาลได้ประทับรับฟ้องคดีนั้นแล้วก่อนวันมีคำสั่งเลื่อนเงินเดือน ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนรอการเลื่อนเงินเดือนไว้ก่อน และให้กันเงินสำหรับเลื่อนเงินเดือนไว้ด้วย เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแล้วให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณา ดังนี้
(๑) ถ้าศาลพิพากษาว่าผู้นั้นไม่มีความผิด ให้สั่งเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ได้ถ้าได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้เกินหนึ่งครั้ง ให้สั่งเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้ แม้ว่าผู้นั้นจะได้ออกจากราชการไปแล้วก็ตาม
(๒) ถ้าศาลพิพากษาให้ลงโทษเบากว่าโทษจำคุก ให้งดเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ ถ้าได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้เกินหนึ่งครั้ง ให้งดเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ในครั้งที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษ ถ้าผู้นั้นได้ออกจากราชการไปแล้วด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้งดเลื่อนเงินเดือนในครั้งที่จะได้เลื่อนเงินเดือนครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นผู้พ้นจากราชการไปเพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการให้งดเลื่อนเงินเดือนที่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้ในวันที่ ๓๐ กันยายนของครึ่งปีสุดท้ายก่อนที่ผู้นั้นจะพ้นจากราชการ ส่วนในครั้งอื่นให้สั่งเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังไปในแต่ละครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้
(๓) ถ้าศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือโทษหนักกว่าจำคุก ให้งดเลื่อนเงินเดือนทุกครั้งที่ได้รอการเลื่อนเงินเดือนไว้
การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนตาม (๑) (๒) และ (๓) สำหรับผู้ที่ถูกฟ้องคดีอาญาหลายคดีให้แยกพิจารณาเป็นคดีๆ ไป
ข้อ ๑๖ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนได้รอการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจผู้ใดไว้เพราะเหตุถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๑๔ และเหตุถูกฟ้องคดีอาญาตามข้อ ๑๕ ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวรอการเลื่อนเงินเดือนผู้นั้นไว้จนกว่าการสอบสวนและการพิจารณาทางวินัยเสร็จแล้วหรือผู้นั้นได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามนัยมาตรา ๘๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณาเลื่อนเงินเดือนตามข้อ ๑๔ (๑) (๒) (๓) หรือวรรคสาม หรือตามข้อ ๑๕ (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วแต่กรณี ทั้งนี้โดยถือเกณฑ์จำนวนครั้งที่จะต้องงดเลื่อนเงินเดือนที่มากกว่าเป็นหลักในการพิจารณาเว้นแต่ผู้นั้นได้พ้นจากราชการไปแล้วตามผลของการถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๑๔ หรือตามผลของการถูกฟ้องคดีอาญาตามข้อ ๑๕ กรณีใดกรณีหนึ่ง จึงจะพิจารณาการเลื่อนเงินเดือนที่รอการเลื่อนไว้ได้ตามผลของกรณีนั้นโดยไม่ต้องรอผลของอีกกรณีหนึ่ง
ข้อ ๑๗ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณาเห็นสมควรเลื่อนเงินเดือนให้ข้าราชการตำรวจผู้ใด แต่ผู้นั้นจะต้องพ้นจากราชการไปเพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือน สั่งเลื่อนเงินเดือนเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญให้ผู้นั้นในวันที่ ๓๐ กันยายนของครึ่งปีสุดท้ายก่อนที่จะพ้นจากราชการ
ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนพิจารณาเห็นสมควรเลื่อนเงินเดือนให้ข้าราชการตำรวจผู้ใด แต่ผู้นั้นได้ตายในหรือหลังวันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่ ๑ ตุลาคม หรือออกจากราชการไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ หลังวันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่ ๑ ตุลาคม ก่อนที่จะมีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้ง ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนจะสั่งเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑ เมษายน หรือวันที่ ๑ ตุลาคมของครึ่งปีที่จะได้เลื่อนนั้นก็ได้
สำหรับกรณีข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ในวันที่ ๑ เมษายนหรือวันที่ ๑ ตุลาคม ก่อนที่จะมีคำสั่งสั่งเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้ง ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนจะสั่งเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม หรือวันที่ ๓๐ กันยายนของครึ่งปีที่จะได้เลื่อนนั้นก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นได้พ้นจากราชการเพราะเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการไปก่อนที่จะมีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญ ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนจะสั่งเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓๐ กันยายนของครึ่งปีสุดท้ายที่จะได้เลื่อนนั้นก็ได้
ข้อ ๑๙ การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. นี้ แต่ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๗ พิจารณาเห็นสมควรเลื่อนเงินเดือนให้โดยมีเหตุผลเป็นพิเศษ ให้ผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนดังกล่าวดำเนินการ เพื่อเสนอ ก.ตร. พิจารณาอนุมัติเป็นกรณีๆ ไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘
พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้คือ โดยที่มาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมา การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจได้กำหนดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร. นี้
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐[๓]
พชร/ผู้จัดทำ
๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘
ก้องเกียรติ/ผู้จัดทำ
๓ กันยายน ๒๕๕๑