ประกาศกระทรวงการคลัง
เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๕๘ (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์)
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๕ ข้อ ๗ ข้อ ๘ และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕ ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน อันเป็นประกาศของคณะปฏิวัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงออกประกาศกำหนดให้การออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารซึ่งมีลักษณะตามที่ระบุไว้ในประกาศนี้ เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในประกาศนี้
“บัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า บัตรที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ออกให้แก่ผู้บริโภคตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์กำหนด เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสดโดยผู้บริโภค ได้มีการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดไว้ล่วงหน้า และมูลค่าเงินที่ชำระล่วงหน้าถูกบันทึกในบัตร
“บัตร” หมายความว่า เอกสารหรือวัตถุอื่นใด และให้หมายความรวมถึงตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภค
“ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
“ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์
“สถาบันการเงิน” หมายความว่า
(๑) ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(๒) บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
หมวด ๑
การจัดตั้งและการขออนุญาต
ข้อ ๒ ให้การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่
(๑) สถาบันการเงิน
(๒) ผู้ออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้บริโภคเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดอันเป็นธุรกิจของตนเอง
ข้อ ๓ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด และต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี
การยื่นคำขอรับอนุญาตให้ยื่นผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ระบุไว้ในแบบดังกล่าว ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนบริษัท
(๒) สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท
(๓) สำเนาข้อบังคับของบริษัท
(๔) สำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท
นอกจากนี้ ให้แจ้งชื่อ ประวัติการทำงาน และคุณวุฒิของกรรมการและผู้สอบบัญชี พร้อมทั้งสำนักงานสาขาและสถานที่ตั้งของสำนักงานสาขา ถ้ามี
ข้อ ๔ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีเงินทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าสองร้อยล้านบาท
หมวด ๒
เงื่อนไขในการดำเนินงาน
ข้อ ๕ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องระบุรายละเอียดและวิธีการบริหารเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากผู้บริโภคอย่างชัดเจน และจัดให้มีการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ข้อ ๖ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องระบุรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ อันเนื่องจากการใช้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจนครบถ้วนในเอกสารชี้ชวนใบสมัคร และสัญญา ทั้งนี้ ตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ข้อ ๗ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้อง
(๑) แจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบถึงการเปิดสำนักงานสาขาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเปิดทำการสำนักงานสาขา นั้น
(๒) รักษาข้อมูลของผู้บริโภคไว้เป็นความลับ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) การเปิดเผยโดยได้รับคำยินยอมเป็นหนังสือจากผู้บริโภค
(ข) การเปิดเผยตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี
(ค) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ นั้น
(ง) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อ ๘ ห้ามผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์กระทำการ ดังต่อไปนี้
(๑) ลดทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒) ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือย้ายหรือปิดสำนักงานสาขาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๓) หยุดหรือระงับการดำเนินกิจการเกี่ยวกับบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
ข้อ ๙ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการหรือเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การบริหารเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากผู้บริโภค
(๒) ค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์
(๓) การตรวจสอบและการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้บัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์
(๔) การแลกคืนเป็นเงินสด
(๕) การปฏิบัติและจัดการเกี่ยวกับข้อมูลผู้บริโภค
(๖) การปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียน
(๗) การจัดทำบัญชีและรายงาน
(๘) เรื่องอื่นๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าจำเป็นเพื่อความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน
ข้อ ๑๐ ห้ามผู้ใดซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานผู้มีอำนาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์
(๑) เคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(๒) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๓) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานผู้มีอำนาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนการอนุญาตตามข้อ ๑๐ แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ (ฉบับลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕)
(๔) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานผู้มีอำนาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนการอนุญาตตามข้อ ๑๐
ข้อ ๑๑ เมื่อปรากฏว่า
(๑) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการดำเนินงานประการใดประการหนึ่ง
(๒) ฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชนอย่างร้ายแรง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นแก้ไขการที่ได้ฝ่าฝืนละเลยหรือแก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินงานให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดและให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า
หากผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์มิได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ระงับการดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ในการนี้ รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขใดๆ ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ปฏิบัติด้วยก็ได้
หากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ยังคงฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามความในวรรคสอง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นและให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์มีความประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้แจ้งรัฐมนตรีผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ
เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาเพื่อเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาและมีคำสั่งว่าควรจะอนุญาตให้เลิกได้เมื่อใด ภายใต้เงื่อนไขและวิธีการอย่างใด ทั้งนี้ ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคสอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้รัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ทราบก่อนครบกำหนดดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าว
เมื่อรัฐมนตรีอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เลิกประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์โฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามวัน
ข้อ ๑๓ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕ และประกาศฉบับนี้ รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินงานของกิจการตามที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้ และการดำเนินคดีสำหรับความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕
ข้อ ๑๔ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องจัดให้กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์มาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชีเอกสารและหลักฐานอื่น อันเกี่ยวกับกิจการผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อ ๑๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศฉบับนี้ต้องรับโทษตามที่ระบุไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจการนั้นต่อไป ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๑๗ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ยื่นคำขอรับอนุญาตตามข้อ ๑๖ หากมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วต่ำกว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ในข้อ ๔ เมื่อได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ต้องจดทะเบียนเพิ่มทุนและเรียกชำระทุนเพิ่มให้ครบถ้วนภายในหกเดือนนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๑๘[๑] ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ศุภชัย/พิมพ์
๒๘ มกราคม ๒๕๔๘
สุนันทา/นวพร/ตรวจ
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
A+B