ข้อกำหนดสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน
พ.ศ. ๒๕๕๑[๑]
เพื่อให้การสรรหาผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เปิดเผย โปร่งใส ได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมในการบริหารกิจการของสถาบันตามวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรชุมชนและสังคมโดยรวม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจึงออกข้อกำหนดว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้
ข้อ ๑ ข้อกำหนดนี้เรียกว่า “ข้อกำหนดสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน พ.ศ. ๒๕๕๑”
ข้อ ๒ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อกำหนดสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔ ในข้อกำหนดนี้
“พระราชกฤษฎีกา” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓
“สถาบัน” หมายความว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
ข้อ ๕ ผู้อำนวยการจะต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา และต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
๕.๑ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๕ พระราชกฤษฎีกา ดังนี้
๕.๑.๑ มีสัญชาติไทย
๕.๑.๒ มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
๕.๑.๓ มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมในการบริหารกิจการของสถาบัน ตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกา
๕.๑.๔ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๕.๑.๕ ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
๕.๑.๖ ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
๕.๑.๗ ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถาบัน หรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีสัญญาจ้างกับสถาบัน
๕.๑.๘ ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสถาบัน
๕.๒ ผู้ที่มีคุณสมบัติและมีลักษณะดังต่อไปนี้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
๕.๒.๑ มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาสังคม การพัฒนาชุมชนมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี และหรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรด้านการพัฒนาการบริหารการเงินเพื่อการพัฒนาในภาครัฐหรือนอกภาครัฐ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยมีผลงานที่ปรากฏเด่นชัด
๕.๒.๒ มีทัศนะคติศรัทธางานพัฒนาที่องค์กรชุมชนเป็นแกนกลาง โดยมีกระบวนการทำงานร่วมกันแบบพหุภาคี และกระจายอำนาจความรับผิดชอบไปสู่ท้องถิ่น
๕.๒.๓ มีทัศนคติและความสามารถในการประสานงานกับองค์กรชุมชนองค์การภาครัฐ และองค์กรภาคีการพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน
๕.๒.๔ มีภาวะความเป็นผู้นำสูง และมีวิสัยทัศน์ สามารถคิดและมองภาพรวมได้กว้างไกล
ข้อ ๖ ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
ข้อ ๗ การสรรหาให้ได้มาซึ่งผู้อำนวยการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคณะหนึ่งจำนวน ๗ คน โดยมีองค์ประกอบจากชุมชนด้วยเป็นคณะอนุกรรมการสรรหา ทำหน้าที่สรรหาผู้อำนวยการเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก แต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดวิธีดำเนินการสรรหาได้สามวิธี คือ วิธีการประกาศรับสมัครทั่วไปวิธีการพิจารณาจากผลการประเมิน และวิธีอื่น
๗.๑ การสรรหาโดยวิธีการประกาศรับสมัครทั่วไป
๗.๑.๑[๒] ให้เปิดรับสมัคร ๒ วิธี คือ การสมัครด้วยตนเอง และการเสนอชื่อจากบุคคลเครือข่ายองค์กรชุมชน องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ
๗.๑.๒ ให้ประกาศรับสมัครผู้อำนวยการผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ และ Website ของสถาบันไม่น้อยกว่า ๓ วัน และให้มีระยะเวลารับสมัครด้วยตนเองหรือเสนอชื่อไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน นับแต่วันที่มีประกาศทางหนังสือพิมพ์วันแรก
๗.๑.๓ การประกาศจะต้องแจ้งถึงสาระสำคัญโดยสังเขปเกี่ยวกับคุณสมบัติอำนาจหน้าที่ ผลงานที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการ และหลักเกณฑ์การคัดเลือก พร้อมทั้งจัดแสดงรายละเอียดของข้อมูลดังกล่าวใน Website และติดประกาศที่สถาบันที่ผู้สมัครด้วยตนเองหรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะดูหรือขอรับได้โดยสะดวก รวมทั้งจะต้องแจ้งถึงข้อมูลสำคัญของผู้สมัครด้วยตนเองหรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อที่จะต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการสรรหาพิจารณาให้ชัดเจนด้วย
๗.๑.๔ พิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้อำนวยการโดยพิจารณาจากผู้สมัครด้วยตนเองหรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ ในกรณีที่จำเป็นอาจขอให้เสนอข้อเขียน หรือขอสัมภาษณ์ หรือดำเนินการวิธีอื่นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจขยายเวลาการรับสมัคร ยกเลิกการสรรหา ฯลฯ ได้ตามที่เห็นสมควร
๗.๒ การสรรหาโดยวิธีการพิจารณาจากผลการประเมิน
ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการที่ดำรงตำแหน่งในวาระแรกและทำความเห็นรายงานคณะกรรมการ หากผลการประเมินอยู่ในระดับตั้งแต่ดีมากขึ้นไปและผู้อำนวยการคนดังกล่าวมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความสามารถ และมีความเหมาะสมที่จะบริหารกิจการของสถาบันต่อไปให้บรรลุวัตถุประสงค์ คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการคนดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกวาระหนึ่ง
๗.๓ การสรรหาด้วยวิธีอื่น
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไม่สามารถดำเนินการสรรหาได้ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ ๗.๑ และข้อ ๗.๒ หรือคณะอนุกรรมการมีความเห็นว่าควรเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพิ่มเติมจากผู้ที่ได้สรรหาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ ๗.๑ หรือข้อ ๗.๒ คณะอนุกรรมการอาจดำเนินการด้วยวิธีอื่นเพื่อให้ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการตามจำนวนที่เหมาะสม เช่น การทาบทามผู้ที่มีคุณสมบัติ เป็นต้น เพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการต่อไป
ในการดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการให้สถาบันสนับสนุนค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการแก่คณะอนุกรรมการ
ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
สมชัย ฤชุพันธุ์
ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
ข้อกำหนดสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการสถาบัน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑[๓]
พัสสน/ผู้จัดทำ
๒๒ กันยายน ๒๕๕๒