ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์
ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา[๑]
ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารและพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศอีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการรวมทั้งการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่คู่พิพาททุกฝ่าย อีกทั้งจะทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นธรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงตราข้อบังคับว่าด้วยการประนอมข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
บทนิยาม
ข้อ ๑ ในข้อบังคับนี้
(๑) “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
(๒) “ข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ซึ่งหมายความรวมถึง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ แบบผังภูมิของวงจรรวม ความลับทางการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ชื่อทางการค้าและพันธุ์พืช รวมทั้งข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งอื่นๆ ที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญารวมอยู่ด้วย
(๓) “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย
(๔) “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่อธิบดีมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับนี้
(๕) “ผู้ประนอมข้อพิพาท” หมายความว่า ผู้ประนอมข้อพิพาทซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ประนอมข้อพิพาทเฉพาะคดีที่คู่กรณีแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
(๖) “อนุญาโตตุลาการ” หมายความว่า อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงอนุญาโตตุลาการเฉพาะคดี ที่คู่กรณีแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
(๗) “ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา
(๘) “ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ” หมายความว่า ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการด้านทรัพย์สินทางปัญญา
หมวด ๒
การประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๒ ก่อนเสนอข้อพิพาทให้ผู้ประนอมข้อพิพาทดำเนินการ ให้นัดประชุมคู่กรณีเพื่อหาทางเจรจาตกลงกันเกี่ยวกับกรณีพิพาท หากอธิบดีเห็นว่าจำเป็นและคู่กรณีเห็นสมควร ให้ตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ประนอมข้อพิพาท
บุคคลใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประนอมข้อพิพาทในข้อพิพาทใดย่อมไม่อาจเป็นอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้นได้อีก
ข้อ ๓ ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทย่อมใช้บังคับแก่การประนอมข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาหรือเกี่ยวกับสัญญาหรือนิติสัมพันธ์หรือมูลเหตุอื่น ซึ่งคู่กรณีประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการประนอมข้อพิพาทภายใต้การดำเนินการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
คู่กรณีอาจตกลงยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทในเวลาใดๆ ก็ได้โดยทำเป็นหนังสือ แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบถึงความสมบูรณ์แห่งการที่ได้กระทำไปแล้ว
ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทใดเป็นการผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น
ข้อ ๔ คู่กรณีตกลงจะไม่ใช้สิทธิในการระงับข้อพิพาททางศาล หรือโดยทางอนุญาโตตุลาการในระหว่างการประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๕ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอาจมีหนังสือไปถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยการประนอมข้อพิพาทตามข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท
ให้ถือว่ากระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทเริ่มขึ้น เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งตอบรับให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการประนอมข้อพิพาท คำตอบรับดังกล่าวให้ทำเป็นหนังสือ
หากคู่กรณีฝ่ายที่เสนอให้มีการประนอมข้อพิพาทมิได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่งภายในเวลา ๓๐ วันนับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับคำเสนอให้ประนอมข้อพิพาทหรือภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำเสนอให้ประนอมข้อพิพาท ผู้เสนอให้ประนอมข้อพิพาทอาจถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธคำเสนอดังกล่าว และหากผู้เสนอให้ประนอมข้อพิพาทประสงค์จะถือเช่นนั้น ให้แจ้งคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งทราบ
ข้อ ๖ ให้มีผู้ประนอมข้อพิพาทจำนวนหนึ่งคน เว้นแต่คู่กรณีจะเห็นสมควรให้มีผู้ประนอมข้อพิพาทมากกว่าหนึ่งคน ในกรณีดังกล่าวให้ผู้ประนอมข้อพิพาทกระทำการร่วมกัน
ข้อ ๗ คู่กรณีอาจแต่งตั้งผู้ประนอมข้อพิพาทเองหรืออาจให้อธิบดีแนะนำหรือแต่งตั้งผู้ประนอมข้อพิพาทให้ก็ได้
ข้อ ๘ เมื่อได้แต่งตั้งผู้ประนอมข้อพิพาทแล้ว ให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายเสนอข้อพิพาทของตนเป็นหนังสือต่อผู้ประนอมข้อพิพาท แสดงให้เห็นถึงลักษณะและประเด็นแห่งข้อพิพาท ในการนี้ให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
ในระหว่างกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท ผู้ประนอมข้อพิพาทอาจขอให้คู่กรณีแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อเห็นสมควร
ข้อ ๙ ให้ผู้ประนอมข้อพิพาทดำเนินการดังนี้
(๑) ผู้ประนอมข้อพิพาทจะช่วยให้คู่กรณีในข้อพิพาทบรรลุถึงความตกลงด้วยความเป็นกลางและอิสระ
(๒) ในการประนอมข้อพิพาท ผู้ประนอมข้อพิพาทพึงใช้หลักความยุติธรรมโดยพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่พิพาท ประเพณีทางการค้า และพฤติการณ์อื่นซึ่งเกี่ยวข้อง รวมทั้งการปฏิบัติต่อกันของคู่กรณีที่ผ่านมา
(๓) หากเห็นว่าจำเป็นและคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ ผู้ประนอมข้อพิพาทอาจให้คู่กรณีนำพยานบุคคลเข้าสืบ แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงหลักการที่ให้การประนอมข้อพิพาทเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว
(๔) ไม่ว่าในระยะใดของการประนอมข้อพิพาท ผู้ประนอมข้อพิพาทอาจทำข้อเสนอประนอมข้อพิพาทแก่คู่กรณี ข้อเสนอดังกล่าวอาจทำด้วยวาจาและไม่จำต้องให้เหตุผลแห่งข้อเสนอนั้น
ข้อ ๑๐ ให้อธิบดีเป็นผู้กำหนดสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ดำเนินกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทดูแลและกำกับการประนอมข้อพิพาทให้ดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง
ข้อ ๑๑ เมื่อคู่กรณีสามารถตกลงประนีประนอมในข้อพิพาท ให้ผู้ประนอมข้อพิพาทร่างสัญญาประนอมข้อพิพาทขึ้น แล้วให้คู่กรณีลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าว
ในสัญญาประนอมข้อพิพาทตามวรรคแรก หากคู่กรณีประสงค์อาจระบุข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการว่า ให้ระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าวโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๑๒ ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประนอมข้อพิพาทรักษาความลับเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท รวมทั้งการรักษาความลับเกี่ยวกับสัญญาประนอมข้อพิพาท เว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการบังคับตามสัญญาประนอมข้อพิพาทดังกล่าว
ข้อ ๑๓ กระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาประนอมข้อพิพาท
(๒) ผู้ประนอมข้อพิพาทมีคำแถลงเป็นหนังสือว่าการประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลง เนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทต่อไป
(๓) คู่กรณีในข้อพิพาทต่างเห็นสมควรให้การประนอมข้อพิพาทยุติลงโดยทำความตกลงเป็นหนังสือ
(๔) คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีหนังสือไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง และผู้ประนอมข้อพิพาทแสดงความประสงค์ให้การประนอมข้อพิพาทยุติลง
หมวด ๓
ค่าใช้จ่าย
ข้อ ๑๔ ภายหลังกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนดค่าใช้จ่ายในการประนอมข้อพิพาทเพื่อเรียกเก็บจากคู่กรณี ค่าใช้จ่ายในการประนอมข้อพิพาทให้รวมถึงค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าป่วยการของผู้ประนอมข้อพิพาท
(๒) ค่าพาหนะเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของผู้ประนอมข้อพิพาท
(๓) ค่าพาหนะเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของพยาน
ข้อ ๑๕ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ให้คู่กรณีรับผิดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของการประนอมข้อพิพาทโดยเท่าเทียมกัน
ข้อ ๑๖ ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการวางเงินประกันค่าใช้จ่าย ดังนี้
(๑) ก่อนการประนอมข้อพิพาท อธิบดีอาจให้คู่กรณีวางเงินประกันค่าใช้จ่ายในกระบวนการพิจารณาประนอมข้อพิพาท การวางประกันค่าใช้จ่ายดังกล่าวพึงให้คู่กรณีออกใช้เท่าเทียมกัน
(๒) ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท อธิบดีอาจให้คู่กรณีวางเงินประกันค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
(๓) หากคู่กรณีมิได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ใน (๑) และ (๒) ภายในเวลา ๓๐ วัน นับแต่ได้รับคำบอกกล่าว อธิบดีอาจให้พักกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท
(๔) ภายหลังที่กระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทและให้คืนเงินประกันส่วนที่เหลือแก่คู่กรณี
หมวด ๔
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประนอมข้อพิพาทและคู่กรณี
ข้อ ๑๗ คู่กรณีและผู้ประนอมข้อพิพาทสัญญาว่าผู้ประนอมข้อพิพาทจะไม่รับหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ หรือผู้แทน หรือทนายความของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการอนุญาโตตุลาการหรือในศาลเกี่ยวกับข้อพิพาท ซึ่งเป็นมูลแห่งกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท คู่กรณีสัญญาว่าจะไม่อ้างผู้ประนอมข้อพิพาทเป็นพยานในกระบวนพิจารณาดังกล่าว
ข้อ ๑๘ คู่กรณีสัญญาว่าจะไม่อ้างหรือนำสิ่งต่อไปนี้เป็นพยานในกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลยุติธรรม ไม่ว่าในการพิจารณาดังกล่าวจะมีประเด็นเกี่ยวเนื่องถึงข้อพิพาทอันเป็นมูลแห่งกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทหรือไม่
(๑) ความเห็นหรือข้อเสนอแนะซึ่งเสนอโดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท
(๒) คำรับของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในระหว่างกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท
(๓) ข้อเสนอหรือความเห็นซึ่งเสนอโดยผู้ประนอมข้อพิพาท
(๔) ข้อเท็จจริงที่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอประนอมข้อพิพาทซึ่งเสนอโดยผู้ประนอมข้อพิพาท
หมวด ๕
แบบอย่างข้อกำหนดการประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๑๙ คู่กรณีอาจระบุข้อกำหนดการประนอมข้อพิพาทดังต่อไปนี้ในสัญญาเพื่อให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ดำเนินการประนอมข้อพิพาท และใช้ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทบังคับแก่การประนอมข้อพิพาทนั้น
“ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากสัญญานี้ หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ คู่สัญญาประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการตกลงไกล่เกลี่ยด้วยวิธีประนอมข้อพิพาทตามข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการเสนอข้อพิพาทเพื่อการประนอมข้อพิพาท และให้อยู่ภายใต้การดำเนินการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ดังกล่าว”
ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
สุวรรณ วลัยเสถียร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
หทัยชนก/พิมพ์
๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๖
ศุภสรณ์/อภิสิทธิ์
ผู้จัดทำ
๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๖