ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์
ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการด้านทรัพย์สินทางปัญญา[๑]
ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารและพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการรวมทั้งการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่คู่พิพาททุกฝ่าย อีกทั้งจะทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นธรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงตราข้อบังคับว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
บทนิยาม
ข้อ ๑ ในข้อบังคับนี้
(๑) “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์
(๒) “ข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ซึ่งหมายความรวมถึง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ แบบผังภูมิของวงจรรวม ความลับทางการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ชื่อทางการค้าและพันธุ์พืช รวมทั้งข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งอื่นๆ ที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญารวมอยู่ด้วย
(๓) “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย
(๔) “เจ้าหน้าที่ ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่อธิบดีมอบหมายให้ปฎิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับนี้
(๕) “ผู้ประนอมข้อพิพาท” หมายความว่า ผู้ประนอมข้อพิพาทซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงผู้ประนอมข้อพิพาทเฉพาะคดีที่คู่กรณีแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
(๖) “อนุญาโตตุลาการ” หมายความว่า อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงอนุญาโตตุลาการเฉพาะคดี ที่คู่กรณีแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
(๗) “ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา
(๘) “ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ” หมายความว่า ข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการด้านทรัพย์สินทางปัญญา
หมวด ๒
คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ” ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธาน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แต่งตั้งอีกไม่เกินหกคน
ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ ๓ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
ข้อ ๔ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) ได้รับโทษจำคุกโดยมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ข้อ ๕ ในกรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้แต่งตั้งกรรมการขึ้นแทนโดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
ข้อ ๖ การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมของคณะกรรมการ ถ้าประธานคณะกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ข้อ ๗ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(๑) ประกาศกำหนดสถานที่ทำการของอนุญาโตตุลาการ
(๒) ประกาศกำหนดอัตราค่าป่วยการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ และค่าอากรแสตมป์ปิดคำชี้ขาด และการวางเงินประกันค่าป่วยการค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและค่าอากรแสตมป์ปิดคำชี้ขาด
(๓) ให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ
(๔) ให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่เหมาะสมจะทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการเพื่อขึ้นทะเบียนอนุญาโตตุลาการกรมทรัพย์สินทางปัญญา
(๕) ออกประกาศ กำหนดระเบียบต่างๆ เพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ
หมวด ๓
การประนอมข้อพิพาท
ข้อ ๘ ก่อนเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ให้นัดประชุมคู่กรณีเพื่อหาทางเจรจาตกลงกันเกี่ยวกับกรณีพิพาท หากอธิบดีเห็นว่าจำเป็นและคู่กรณีเห็นสมควร ให้ตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ประนอมข้อพิพาท
บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประนอมข้อพิพาทในข้อพิพาทใดย่อมไม่อาจเป็นอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้นได้อีก
ให้นำข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทมาใช้บังคับแก่การประนอมข้อพิพาทในชั้นนี้ด้วย
หมวด ๔
การใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๙ ให้ใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการแก่การอนุญาโตตุลาการซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เว้นแต่คู่พิพาทจะตกลงเป็นอย่างอื่นโดยทำเป็นหนังสือและอธิบดีให้ความเห็นชอบ
การใดที่มิได้ระบุไว้ในข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ให้ดำเนินการนั้นไปตามความตกลงของคู่กรณี หรือตามที่อนุญาโตตุลาการเห็นสมควร หรือตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๐ เพื่อประโยชน์ในการตีความข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ การส่งคำคู่ความ หนังสือแจ้งความ หรือเอกสารอื่นใด ให้ถือว่ามีผลสมบูรณ์เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้แทน หรือทนายความของฝ่ายนั้นได้รับแล้วด้วยตนเอง หรือได้มีการส่งไปถึงภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจของผู้รับ หากไม่สามารถสืบหาภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่แท้จริงได้ ให้ส่งไปยังถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่ทราบครั้งสุดท้ายของบุคคลนั้น
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วย ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเป็นวันหยุด ซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงานให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวจนถึงวันที่เริ่มทำงานใหม่ วันหยุดซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงานและอยู่ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้รวมคำนวณเข้าไปในระยะเวลาด้วย
หมวด ๕
การดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาท
ส่วนที่ ๑
การเสนอข้อพิพาท
ข้อ ๑๑ ให้คู่กรณีเสนอข้อพิพาทของตนโดยทำเป็นหนังสือประกอบด้วยรายละเอียดยื่นต่ออธิบดีตามแบบที่กำหนด ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนังสือดังกล่าวประกอบด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(๑) คำขอให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ
(๒) ชื่อและที่อยู่ของคู่กรณี
(๓) ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ หรือสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการที่ใช้บังคับแก่คู่กรณี
(๔) สัญญาหรือนิติสัมพันธ์หรือมูลเหตุอื่นอันก่อให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
(๕) ข้อเท็จจริงอันเป็นฐานแห่งข้อเรียกร้อง และจำนวนเงินที่เรียกร้อง
(๖) ข้อเรียกร้องและคำขอให้ชี้ขาด
(๗) หากคู่กรณีมิได้ตกลงกันไว้ก่อน ให้ระบุจำนวนอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนหรือสามคน
ข้อ ๑๒ เมื่อมีผู้ยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาท และเจ้าหน้าที่เห็นว่าหนังสือเสนอข้อพิพาทนั้นถูกต้อง ให้รับหนังสือเสนอข้อพิพาทดังกล่าวและให้ส่งสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาทไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ชักช้า ณ ภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจของคู่กรณีฝ่ายนั้นโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๓ เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาทแล้ว จะยื่นคำคัดค้านและคำเรียกร้องแย้งเป็นหนังสือมีรายละเอียดตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้ ให้ยื่นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาหนังสือเสนอข้อพิพาท
ในกรณีที่มีการยื่นคำแก้คำเรียกร้องแย้งให้นำความในวรรคแรก มาบังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๔ คู่กรณีอาจตั้งผู้แทนหรือบุคคลใดเพื่อช่วยเหลือตนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาอนุญาโตตุลาการก็ได้ ให้คู่กรณีดังกล่าวแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้แทนหรือบุคคลซึ่งตนตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่ออธิบดี
ส่วนที่ ๒
การตั้งอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๑๕ เว้นแต่คู่กรณีจะตกลงเป็นอย่างอื่น ให้มีอนุญาโตตุลาการจำนวนหนึ่งคนหรือสามคน
ข้อ ๑๖ หากคู่กรณีตกลงกันให้มีอนุญาโตตุลาการจำนวนหนึ่งคน ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดส่งรายชื่ออนุญาโตตุลาการในทะเบียนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างน้อยจำนวนสามชื่อไปยังคู่กรณี รายชื่อซึ่งส่งไปยังคู่กรณีทุกฝ่ายต้องเป็นรายชื่อเดียวกัน
(๒) ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อตาม (๑) ให้คู่กรณีคัดชื่ออนุญาโตตุลาการที่ตนไม่ประสงค์ออก แล้วให้เลือกรายชื่อที่เหลือเป็นอนุญาโตตุลาการโดยเรียงตามลำดับความพึงพอใจก่อนหลัง
(๓) เมื่อระยะเวลาตาม (๒) ได้สิ้นสุดลง ให้อธิบดีตั้งอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนจากรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบของคู่กรณี ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลำดับความพึงพอใจที่คู่กรณีได้แสดงไว้ด้วย
(๔) หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ดำเนินการตามข้อ (๒) ให้อธิบดีตั้งอนุญาโตตุลาการเอง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระ และความเป็นกลางของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการ
(๕) หากคู่กรณีเห็นร่วมกัน จะตั้งบุคคลที่ไม่อยู่ในทะเบียนอนุญาโตตุลาการของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอนุญาโตตุลาการก็ได้
ข้อ ๑๗ หากคู่กรณีตกลงให้มีอนุญาโตตุลาการจำนวนสามคน ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้คู่กรณีตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคน และให้อนุญาโตตุลาการดังกล่าวร่วมกันตั้งบุคคลภายนอกอีกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ
(๒) หากคู่กรณีมิได้ตั้งอนุญาโตตุลาการภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ หรือถ้าอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีตั้งตาม (๑) ไม่อาจร่วมกันตั้งประธานคณะอนุญาโตตุลาการภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับการตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการ ให้คณะกรรมการตั้งอนุญาโตตุลาการหรือประธานคณะอนุญาโตตุลาการแทน
(๓) ในการออกเสียง อนุญาโตตุลาการและประธานคณะอนุญาโตตุลาการมีคะแนนเสียงเท่ากันคนละหนึ่งเสียง
(๔) คำชี้ขาด คำสั่ง และคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก
ส่วนที่ ๓
การคัดค้านอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๑๘ เมื่อได้รับการแต่งตั้ง ให้อนุญาโตตุลาการเปิดเผยถึงข้อเท็จจริงอันอาจทำให้คู่กรณีเกิดความสงสัยอันควรในความอิสระและความเป็นกลางของตนในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นถ้าหากพึงมี
ข้อ ๑๙ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอาจคัดค้านอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตั้งโดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ หากมีความสงสัยอันควรในความอิสระและเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการ
การคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือแจ้งเหตุที่คัดค้านโดยแจ้งชัดและยื่นต่ออธิบดีภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายชื่อและรายละเอียดของอนุญาโตตุลาการผู้นั้น
ข้อ ๒๐ หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการหรือผู้เป็นอนุญาโตตุลาการขอถอนตัวหลังจากการคัดค้าน ให้ดำเนินการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการใหม่แทนอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้านตามข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗ ทั้งนี้แม้คู่กรณีจะมิได้ใช้สิทธิในการตั้งอนุญาโตตุลาการตั้งแต่แรกก็ตาม
การที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการหรือการที่ผู้เป็นอนุญาโตตุลาการขอถอนตัว มิได้หมายถึงการยอมรับถึงความถูกต้องแห่งเหตุคัดค้านอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๒๑ หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการและอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้านมิได้ถอนตัว ให้เจ้าหน้าที่ทำความเห็นเพื่อเสนอคณะกรรมการวินิจฉัยโดยเร็ว ในกรณีที่การคัดค้านฟังขึ้นให้นำข้อบังคับข้อ ๒๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๒ หากอนุญาโตตุลาการลาออก ตาย ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือไม่อาจปฎิบัติหน้าที่ได้โดยเหตุอื่นในระหว่างกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นใหม่แทนโดยวิธีเดียวกับการตั้งอนุญาโตตุลาการผู้นั้น
ข้อ ๒๓ หากอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นใหม่ตามข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ และข้อ ๒๒ เป็นอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว หรือเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาอนุญาโตตุลาการใหม่ หากอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นใหม่เป็นอนุญาโตตุลาการในลักษณะอื่น การจะดำเนินกระบวนการพิจารณาใหม่หรือไม่นั้น ให้เป็นดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้น
หมวด ๕
วิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๒๔ ในกรณีที่สัญญาอนุญาโตตุลาการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินวิธีพิจารณาใดๆ ตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงหลักแห่งความยุติธรรม และการให้คู่กรณีมีโอกาสเสนอข้อเท็จจริงสนับสนุนข้ออ้างของตนมากที่สุด
ข้อ ๒๕ เว้นแต่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การสืบพยานให้เป็นไปตามวิธีการดังต่อไปนี้
(๑) ให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยื่นเสนอพยานเอกสารต่างๆ เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนต่ออนุญาโตตุลาการในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ในกรณีที่เห็นสมควรอนุญาโตตุลาการมีอำนาจสั่งให้คู่กรณีส่งเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทให้ก็ได้
(๒) การสืบพยานบุคคลให้กระทำโดยอนุญาโตตุลาการ ให้อนุญาโตตุลาการบันทึกคำพยานโดยย่อเพื่ออ่านและให้พยานลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานแล้วเก็บรวบรวมไว้ในสำนวน
(๓) อนุญาโตตุลาการจะให้เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกคำพยานก็ได้
(๔) การสืบพยานจะต้องกระทำโดยการดำเนินกระบวนพิจารณาลับ
ข้อ ๒๖ คู่กรณีฝ่ายใดกล่าวอ้างข้ออ้างใด ต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบให้ประจักษ์ตามข้ออ้างของตน
ข้อ ๒๗ อนุญาโตตุลาการจะให้ผู้เชี่ยวชาญคนใดทำรายงานความเห็นเสนอก็ได้กรณีเช่นนี้ให้คู่กรณีแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญสอบถาม
เมื่อได้รับรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้คู่กรณีทราบรายละเอียดในรายงานความเห็นนั้น และหากคู่กรณีร้องขอก็ให้ทำสำเนารายงานความเห็นนั้นให้
คู่กรณีอาจยื่นคำร้องขอซักถามผู้เชี่ยวชาญก็ได้ หากอนุญาโตตุลาการพิจารณาอนุญาตก็ให้นำวิธีการนำสืบพยานในข้อ ๒๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๘ ถ้าคู่กรณีไม่มีพยานอื่นใดมาเสนอต่ออนุญาโตตุลาการอีกก็ให้สั่งปิดการพิจารณา
หมวด ๖
คำชี้ขาด
ข้อ ๒๙ คำชี้ขาดจะต้องทำให้เสร็จภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย เว้นแต่มีเหตุจำเป็น อนุญาโตตุลาการอาจขยายเวลาออกไปอีกได้ตามสมควร แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน
ข้อ ๓๐ คำชี้ขาด คำสั่ง และคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของอนุญาโตตุลาการ แต่จะกำหนดหรือชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่กรณีไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นการชี้ขาดให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันระหว่างคู่กรณี
ข้อ ๓๑ อนุญาโตตุลาการจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักแห่งกฎหมายและความยุติธรรม
ในการตีความตามสัญญาให้คำนึงถึงสภาพความเป็นไปได้และแนวปฏิบัติทางการค้าตามสัญญานั้นๆ ด้วย
ข้อ ๓๒ คำชี้ขาดจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการ ระบุวัน เดือน ปี และสถานที่ทำคำชี้ขาดไว้โดยชัดแจ้ง ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการคนใดไม่ลงลายมือชื่อไว้ ให้อนุญาโตตุลาการอื่นหรืออธิบดีจดแจ้งเหตุขัดข้องลงไว้
คำชี้ขาดจะต้องระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง
คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิให้เปิดเผยต่อสาธารณชน เว้นแต่คู่กรณียินยอม
เมื่อทำคำชี้ขาดแล้ว ให้ส่งสำเนาคำชี้ขาดไปยังคู่กรณีทุกฝ่ายโดยไม่ชักช้า และให้ถือว่าคำชี้ขาดมีผลผูกพันคู่กรณีแล้ว ตั้งแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่กรณีฝ่ายนั้น
ข้อ ๓๓ ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึงเมื่อเกิดความสงสัยตามควรเกี่ยวกับข้อความในคำชี้ขาด คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้อนุญาโตตุลาการตีความข้อความนั้นได้ คำตีความนี้ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดและต้องปฏิบัติไปในทำนองเดียวกับการทำคำชี้ขาด ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับคำร้องขอ
ข้อ ๓๔ ถ้าในคำชี้ขาดใดมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่ออนุญาโตตุลาการเห็นสมควรหรือเมื่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ อนุญาโตตุลาการอาจแก้ไขให้ถูกต้องภายใน ๓๐ วัน นับแต่มีคำชี้ขาดหรือได้รับคำร้องขอ
ข้อ ๓๕ ภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึง เมื่อคู่กรณีฝ่ายใดเห็นว่ามิได้ชี้ขาดในข้อประเด็นสาระสำคัญใด ก็อาจร้องขอให้อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นข้อนั้นได้
ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อประเด็นนั้นเป็นข้อสาระสำคัญและยังมิได้ชี้ขาดไว้ก็ให้ทำการชี้ขาดในประเด็นนั้นให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่คู่กรณีฝ่ายนั้นได้ยื่นคำร้องขอ
ถ้าอนุญาโตตุลาการเห็นว่าการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมนั้นไม่อาจกระทำได้นอกจากจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงนั้นเพิ่มเติม ก็อาจสั่งให้คู่กรณีนำพยานหลักฐานมาสืบได้ อนึ่ง อนุญาโตตุลาการจะต้องทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คู่กรณีได้ยื่นคำร้องขอ
ข้อ ๓๖ เมื่ออนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาด ทำคำตีความ แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติม แล้วแต่กรณีเสร็จสิ้นแล้ว ให้อนุญาโตตุลาการส่งมอบสำนวนทั้งหมดให้แก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเก็บรักษา
หมวด ๗
ค่าใช้จ่าย ค่าป่วยการ และการวางเงินประกัน
ข้อ ๓๗ ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ข้อ ๓๘ ก่อนที่จะมีการดำเนินวิธีพิจารณาอนุญาโตตุลาการไม่ว่าในขั้นตอนใดหากอธิบดีเห็นสมควรอาจเรียกให้คู่กรณีฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบวางเงินประกันค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการได้
ถ้าคู่กรณีไม่วางเงินประกันให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีแจ้งไปยังอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้มีคำสั่งงดการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ก็ได้
หมวด ๘
แบบอย่างข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ
ข้อ ๓๙ คู่กรณีอาจระบุข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการดังต่อไปนี้ในสัญญาเพื่อให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ดำเนินการอนุญาโตตุลาการ และใช้ข้อบังคับว่าด้วยอนุญาโตตุลาการบังคับแก่การอนุญาโตตุลาการนั้น
“ข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญานี้ หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญา หรือความสมบูรณ์แห่งสัญญาดังกล่าวให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยการอนุญาโตตุลาการ ตามข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการเสนอข้อพิพาทเพื่อการอนุญาโตตุลาการและให้อยู่ภายใต้การดำเนินการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ดังกล่าว”
ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
สุวรรณ วลัยเสถียร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
หทัยชนก/พิมพ์
๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๖
ศุภสรณ์/อภิสิทธิ์
ผู้จัดทำ
๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๖