หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ข้อบังคับกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาท สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
ข้อบังคับ:

กำลังแสดง: ข้อบังคับกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาท สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม (กลับไปยังฉบับหลัก)

ข้อบังคับกระทรวงยุติธรรม

ว่าด้วยการประนอมข้อพิพาท สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม

------------------

     ด้วยกระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งสำนักงานอนุญาโตตุลาการขึ้นในสำนัก

งานส่งเสริมงานตุลาการ  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการประนอมข้อพิพาท

และอนุญาโตตุลาการให้เป็นวิธีระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ที่ควบคู่

กับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม  จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับการ

ประนอมข้อพิพาท สถาบันอนุญาโตตุลาการ  กระทรวงยุติธรรมขึ้น ดังต่อไปนี้

 

                      ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท

                  สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม

                        ------------------

                          หมวด 1 บทนิยาม

     ข้อ 1  ในข้อบังคับนี้

            (1) ` สำนักงาน ' หมายถึง สำนักงานอนุญาโตตุลาการกระทรวง

ยุติธรรม

            (2) ` สถาบัน ' หมายถึง สถาบันอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน

อนุญาโตตุลาการ

            (3) ` คณะกรรมการ ' หมายถึง  คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ

สำนักงานอนุญาโตตุลาการ  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี

            (4) ` ผู้อำนวยการ ' หมายถึง ผู้อำนวยการสำนักงาน

อนุญาโตตุลาการ

            (5) ` ผู้ประนอมข้อพิพาท ' หมายถึง  ผู้ประนอมข้อพิพาทซึ่ง

สำนักงานได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้

ให้หมายความรวมถึงผู้ประนอมข้อพิพาทเฉพาะคดีที่คู่กรณีแต่งตั้งจาก

บุคคลที่มิได้อยู่ในทะเบียนของสำนักงานด้วย

            (6) ` อนุญาโตตุลาการ ' หมายถึง อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาด

ปัญหาข้อพิพาทซึ่งสำนักงานได้ขึ้นทะเบียนไว้  ตามคำแนะนำและเห็นชอบของ

คณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงอนุญาโตตุลาการเฉพาะคดีซึ่งคู่

กรณีแต่งตั้งจากบุคคลที่มิได้อยู่ในทะเบียนของสำนักงานด้วย

           (7) ` ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท '  หมายถึง ข้อบังคับ

การประนอมข้อพิพาทของสถาบัน

           (8) ` ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ' หมายถึง ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

ของสถาบัน

 

                     หมวด 2 การประนอมข้อพิพาท

                     ----------------------

การนัดประชุมคู่พิพาท

     ข้อ 2

            (1)  ก่อนเสนอข้อพิพาทให้ผู้ประนอมข้อพิพาทดำเนินการให้ผู้

อำนวยการนัดประชุมคู่กรณีเพื่อหาทางเจรจาตกลงกันเกี่ยวกับกรณีพิพาท หาก

ผู้อำนวยการเห็นว่าจำเป็นและคู่กรณีเห็นสมควร ให้ตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือ

หลายคนเป็นผู้ประนอมข้อพิพาท

            (2)  บุคคลใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประนอมข้อพิพาท

ในข้อพิพาทใด ย่อมไม่อาจเป็นอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้นได้อีก

การใช้บังคับการประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 3

           (1)  ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทย่อใช้บังคับแก่การประนอม

ข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาหรือเกี่ยวกับสัญญาหรือนิติสัมพันธ์อื่น

ซึ่งคู่กรณีประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการประนอมข้อพิพาทภายใต้

การจัดการของสถาบัน

            (2)  คู่กรณีอาจตกลงยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับการประนอม

ข้อพิพาทในเวลาใด ๆ ก็ได้  โดยทำเป็นหนังสือ  แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบถึง

ความสมบูรณ์แห่งการที่ได้กระทำไปแล้ว

            (3)  ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทใดเป็นการผิดแผกแตกต่างกับ

บทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ

ประชาชน ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น

     ข้อ 4  คู่กรณีตกลงจะไม่ใช้สิทธิในการระงับข้อพิพาททางศาลหรือ

โดยทางอนุญาโตตุลาการในระหว่างการประนอมข้อพิพาท

กระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 5

            (1)  คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอาจมีหนังสือไปถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

เพื่อให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยการประนอมข้อพิพาทตามข้อบังคับการ

ประนอมข้อพิพาท

            (2)  ให้ถือว่ากระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทเริ่มขึ้นเมื่อ

คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งตอบรับให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการประนอมข้อพิพาท

คำตอบรับดังกล่าวให้ทำเป็นหนังสือ

            (3)  หากคู่กรณีฝ่ายที่เสนอให้มีการประนอมข้อพิพาทมิได้รับคำ

ตอบรับจากจากอีกฝ่ายหนึ่งภายในเวลา 30  วันนับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับ

คำเสนอให้ประนอมข้อพิพาทหรือภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำเสนอให้ประนอม

ข้อพิพาท  ผู้เสนอให้ประนอมข้อพิพาทอาจถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธคำดัง

กล่าว  และหากผู้เสนอให้ประนอมข้อพิพาทประสงค์จะถือเช่นนั้น  ให้แจ้ง

คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งทราบ

     ข้อ 6  ให้มีผู้ประนอมข้อพิพาทจำนวน 1 คน เว้นแต่คู่กรณีจะเห็น

สมควรให้มีประนอมข้อพิพาทมากกว่า 1 คน ในกรณีดังกล่าวให้ผู้ประนอมข้อ

พิพาทกระทำการร่วมกัน

     ข้อ 7  คู่กรณีอาจแต่งตั้งผู้ประนอมข้อพิพาทเองหรืออาจให้ผู้อำนวย

การแนะนำหรือแต่งตั้งประนอมข้อพิพาทให้ก็ได้

     ข้อ 8

            (1)  เมื่อได้แต่งตั้งผู้ประนอมข้อพิพาทแล้ว  ให้คู่กรณีแต่

ละฝ่ายเสนอข้อพิพาทของตนเป็นหนังสือต่อผู้ประนอมข้อพิพาท แสดงให้เห็น

ถึงลักษณะและประเด็นแห่งข้อพิพาท ในการนี้ให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าว

แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

            (2)  ในระหว่างกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทผู้ประนอมข้อ

พิพาทอาจขอให้คู่กรณีแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อเห็นสมควร

บทบาทของผู้ประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 9

            (1)  ผู้ประนอมข้อพิพาทจักช่วยให้คู่กรณีในข้อพิพาทบรรลุ

ถึงความตกลงด้วยความเป็นกลางและอิสระ

            (2)  ในการประนอมข้อพิพาท ผู้ประนอมข้อพิพาทพึงใช้หลักความ

ยุติธรรม โดยพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่พิพาท ประเพณีทางการค้า และ

พฤติการณ์อื่นซึ่งเกี่ยวข้อง รวมทั้งทางปฏิบัติต่อกันของคู่กรณีที่ผ่าน

มา

            (3)  หากเห็นว่าจำเป็น  และคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ ผู้

ประนอมข้อพิพาทอาจให้คู่กรณีนำพยานบุคคลเข้าสืบ แต่ทั้งนี้ให้คำนึง

ถึงหลักการที่ให้การประนอมข้อพิพาทเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว

            (4)  ไม่ว่าในระยะใดของการประนอมข้อพิพาท ผู้ประนอมข้อ

พิพาทอาจทำข้อเสนอประนอมข้อพิพาทแก่คู่กรณี  ข้อเสนอดังกล่าวอาจทำ

ด้วยวาจาและไม่จำต้องให้เหตุผลแห่งข้อเสนอนั้น

     ข้อ 10  ให้สำนักงานโดยผู้อำนวยการเป็นผู้กำหนดสถานที่ซึ่งใช้เป็น

ที่ดำเนินกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท  ดูแลและกำกับการประนอมให้ดำเนิน

ไปด้วยความรวดเร็ว และถูกต้อง

สัญญาประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 11

            (1)  เมื่อคู่กรณีสามารถตกลงประนีประนอมในข้อพิพาทให้ผู้

ประนอมข้อพิพาทร่างสัญญาประนอมข้อพิพาทขึ้น  แล้วให้คู่กรณีลงลายมือ

ชื่อในสัญญาดังกล่าว

            (2)  ในสัญญาประนอมข้อพิพาทตาม (1) หากคู่กรณีประสงค์  อาจ

ระบุข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการว่า  ให้ระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญา

หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าวโดยวิธีอนุญาโตตุลาการการรักษาความลับ

     ข้อ 12  ให้สำนักงานและผู้ประนอมข้อพิพาทรักษาความลับเกี่ยวกับ

กระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท ทั้งนี้รวมทั้งการรักษาความลับเกี่ยวกับ

สัญญาประนอมข้อพิพาท  เว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการบังคับ

ตามสัญญาประนอมข้อพิพาทดังกล่าว

การสิ้นสุดแห่งกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 13  กระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลงเมื่อ

             (1)  คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาประนอมข้อพิพาท

             (2)  ผู้ประนอมข้อพิพาทมีคำแถลงเป็นหนังสือว่าการประนอม

ข้อพิพาทสิ้นสุดลงเนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาประนอม

ข้อพิพาทต่อไป

             (3)  คู่กรณีในข้อพิพาทต่างเห็นสมควรให้การประนอมข้อพิพาท

ยุติลงโดยทำความตกลงเป็นหนังสือ

            (4)  คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีหนังสือไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

และผู้ประนอมข้อพิพาทแสดงความประสงค์ให้การประนอมข้อพิพาทยุติลงค่าใช้

จ่าย

     ข้อ 14  ภายหลังกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้สำนักงาน

กำหนดค่าใช้จ่ายในการประนอมข้อพิพาทเพื่อเรียกเก็บจากคู่กรณี ค่าใช้จ่าย

ในการประนอมข้อพิพาทให้รวมถึงค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

             (1)  ค่าป่วยการของผู้ประนอมข้อพิพาท

             (2)  ค่าพาหนะเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้ประนอมข้อ

พิพาท

            (3)  ค่าพาหนะเดินทางค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของพยาน

            (4)  ค่าธรรมเนียมของสำนักงาน

     ข้อ 15  เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น  ให้คู่กรณีรับผิดเกี่ยวกับ

ค่าใช้จ่ายของการประนอมข้อพิพาทโดยเท่าเทียมกัน

     ข้อ 16

            (1)  ก่อนการประนอมข้อพิพาท  ผู้อำนวยการอาจให้คู่กรณีวาง

เงินประกันค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท   การวางประกันค่า

ใช้จ่ายดังกล่าวพึงให้คู่กรณีออกใช้เท่าเทียมกัน

            (2)  ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทผู้อำนวย

การอาจให้คู่กรณีวางประกันค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

            (3)  หากคู่กรณีมิได้วางประกันค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ใน

(1) และ (2) ภายในเวลา 30 วันนับแต่ได้รับคำบอกกล่าว ผู้อำนวยการอาจ

ให้พักกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท

            (4)  ภายหลังจากที่กระบวนข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้สำนักงาน

จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาทและให้คืนเงินประกัน

ส่วนที่เหลือแก่คู่กรณี

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประนอมข้อพิพาทและคู่กรณี

     ข้อ 17  คู่กรณีและผู้ประนอมข้อพิพาทสัญญาว่าผู้ประนอมข้อพิพาท

จะไม่รับหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ  หรือผู้แทน  หรือทนายความของคู่

กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการอนุญาโตตุลาการหรือในศาลเกี่ยวกับข้อพิพาท

ซึ่งเป็นมูลแห่งกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท  คู่กรณีสัญญาว่าจะไม่

อ้างข้อพิพาทเป็นพยานในกระบวนพิจารณาดังกล่าว

     ข้อ 18  คู่กรณีสัญญาว่าจะไม่อ้างหรือนำสิ่งต่อไปนี้เป็นพยานใน

กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลยุติธรรม  ไม่ว่าในการพิจารณา

ดังกล่าวจะมีประเด็นเกี่ยวเนื่องถึงข้อพิพาทอันเป็นมูลแห่งกระบวน

พิจารณาประนอมข้อพิพาทหรือไม่

             (1)  ความเห็นหรือข้อเสนอแนะซึ่งเสนอโดยคู่กรณีอีกฝ่าย

หนึ่งในกระบวนพิจารณาประนอมข้อพิพาท

            (2)  คำรับของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งระหว่างกระบวนพิจารณาประนอม

ข้อพิพาท

            (3)  ข้อเสนอหรือความเห็นซึ่งเสนอโดยผู้ประนอมข้อพิพาท

            (4)  ข้อเท็จจริงที่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะยอมรับ

ข้อเสนอประนอมข้อพิพาทซึ่งเสนอโดยผู้ประนอมข้อพิพาท

แบบอย่างข้อกำหนดการประนอมข้อพิพาท

     ข้อ 19  คู่กรณีอาจระบุข้อกำหนดการประนอมข้อพิพาทดังต่อไปนี้

ในสัญญา เพื่อให้สถาบันเป็นผู้จัดประนอมข้อพิพาท  และใช้ข้อบังคับการ

ประนอมข้อพิพาทบังคับแก่การประนอมข้อพิพาทนั้น

            ` ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากสัญญานี้ หรือเกี่ยวเนื่อง

กับสัญญานี้  คู่สัญญาประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทโดยการตกลง

ไกล่เกลี่ยด้วยวิธีประนอมข้อพิพาท  ตามข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทของสถาบัน

อนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการเสนอข้อ

พิพาทเพื่อการประนอมข้อพิพาท  และให้อยู่ภายใต้การจัดการของสถาบันดัง

กล่าว '

     จึงขอประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

 

                      ประกาศ ณ วันที่3 มกราคม พ.ศ.2533

                        พลตำรวจโท จำรัส มังคลารัตน์

                         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม