ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๙
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุง แก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องเรียนหรือหน่วยบริการที่ได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ และครั้งที่ ๑๐/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๘ ให้ออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๙”
ข้อ ๒[๑] ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่มีการลงนามในข้อบังคับเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
“ผู้ร้องเรียน” หมายความว่า ผู้รับบริการสาธารณสุขที่ใช้สิทธิร้องเรียน ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕
“หน่วยบริการ” หมายความว่า สถานบริการที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕
“ผู้อุทธรณ์” หมายความว่า ผู้ร้องเรียนหรือหน่วยบริการที่ได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานและใช้สิทธิอุทธรณ์ตามข้อบังคับนี้
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
“คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน” หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข
“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรณีอุทธรณ์
ข้อ ๕ ผู้ร้องเรียนหรือหน่วยบริการที่ได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือวันที่ได้รับทราบคำสั่งแล้วแต่กรณี
การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและให้ประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้
(๑) วัน เดือน ปี
(๒) ชื่อตัว นามสกุล และที่อยู่ปัจจุบันของผู้อุทธรณ์
(๓) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่อุทธรณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อกฎหมายและเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง
(๔) ความประสงค์หรือคำขอของผู้อุทธรณ์
(๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
ข้อ ๖ การอุทธรณ์ตามข้อ ๕ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นหนังสืออุทธรณ์ด้วยตนเองต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสำนักงานสาขา และให้ผู้ที่รับหนังสืออุทธรณ์นั้นออกใบรับอุทธรณ์ไว้เป็นหลักฐานและให้ถือเป็นวันยื่นอุทธรณ์ หรือผู้อุทธรณ์อาจส่งหนังสืออุทธรณ์ไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสำนักงานสาขาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการนับอายุความในการยื่นอุทธรณ์โดยทางไปรษณีย์ ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์ต้นทางประทับตราไปรษณียากรบนซองหนังสืออุทธรณ์เป็นวันยื่นอุทธรณ์
กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่สามารถเขียนหนังสืออุทธรณ์ได้ ให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสำนักงานสาขา อำนวยความสะดวก ตามสมควรแก่กรณี
ให้สำนักงานสาขาที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ รีบส่งหนังสืออุทธรณ์และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยเร็ว
ข้อ ๗ ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ได้ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์และเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์
ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวนไม่เกิน ๙ คน โดยให้รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมอบหมายเป็นเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพบริการ และผู้อำนวยการสำนักกฎหมายสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ ๙ ให้คณะอนุกรรมการมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลและกลั่นกรองกรณีอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วเสนอรายงานความเห็นต่อคณะกรรมการ
ข้อ ๑๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๙ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาจากพยานเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่คณะอนุกรรมการเห็นสมควร อาจสอบถามผู้อุทธรณ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องและให้โอกาสแก่คู่กรณีได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนได้
ข้อ ๑๑ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ คณะอนุกรรมการมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสำนักงานสาขา สืบเสาะและพินิจเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ข้อ ๑๒ ในการสอบถามผู้อุทธรณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้มีการบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหนังสือแล้วให้อ่านข้อความที่บันทึกไว้ ให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังและลงลายมือชื่อของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานหากผู้นั้นลงลายมือชื่อไม่ได้หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีการลงลายมือชื่อไว้
ข้อ ๑๓ อุทธรณ์ในเรื่องใดหรือประเด็นใดที่ได้มีการทิ้งอุทธรณ์หรือถอนอุทธรณ์แล้ว ห้ามมิให้อุทธรณ์ซ้ำในเรื่องนั้นหรือประเด็นนั้นอีก
ข้อ ๑๔ ผู้อุทธรณ์อาจขอถอนอุทธรณ์เมื่อใดก็ได้ แต่ต้องก่อนที่คณะกรรมการจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้ว ให้การพิจารณากรณีอุทธรณ์นั้นเป็นอันระงับและให้คณะกรรมการจำหน่ายอุทธรณ์นั้นเสีย
การถอนอุทธรณ์ ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสำนักงานสาขาที่รับอุทธรณ์ไว้ตามข้อ ๖
ข้อ ๑๕ รายงานผลการรวบรวมข้อมูลและกลั่นกรองกรณีอุทธรณ์ของคณะอนุกรรมการ ให้ทำเป็นหนังสือเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย และอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้
(๑) วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
(๒) ข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณาอุทธรณ์
(๓) ข้อกฎหมายหรือเหตุผลในการอุทธรณ์
(๔) ความเห็นของคณะอนุกรรมการ
(๕) ลายมือชื่อของอนุกรรมการทุกคนที่ร่วมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น
ข้อ ๑๖ เมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น ให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายใน ๑๕ วัน
ข้อ ๑๗ เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ผลเป็นประการใดแล้ว ให้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรายงานผลการดำเนินการหรือคำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานเพื่อทราบ
ข้อ ๑๘ เรื่อง อุทธรณ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่แล้วเสร็จในวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการอุทธรณ์และวิธีพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ จนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ หรือจนกว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อบังคับนี้ได้
ข้อ ๑๙ ให้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรักษาการตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙
พินิจ จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นันทนา/ผู้จัดทำ
๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๙