ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า*
ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ
การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทน
หรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ
พ.ศ. ๒๕๔๑[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ (๙) และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ สภาสถาบันพระปกเกล้า จึงตราข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า* ว่าด้วยคุณสมบัติหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทน หรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๑”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้
“สถาบัน” หมายความว่า สถาบันพระปกเกล้า
“สภาสถาบัน” หมายความว่า สภาสถาบันพระปกเกล้า
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
“ประธานสภา” หมายความว่า ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า
ข้อ ๔ ให้กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการคณะหนึ่ง ประกอบด้วยรองประธานสภาสถาบันเป็นประธานกรรมการ และกรรมการสภาสถาบันอีกสี่คนเป็นกรรมการ โดยให้กรรมการสรรหาเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา
เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้รายชื่อผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการแล้วให้คณะกรรมการสรรหารายชื่อดังกล่าวต่อประธานสภา เพื่อนำเสนอสภาสถาบันพิจารณาแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ
มติแต่งตั้งเลขาธิการตามวรรคสอง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ให้ประธานสภาเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ
ข้อ ๕ เลขาธิการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและมีประสบการณ์การสอนการฝึกอบรมและการวิจัย หรืองานทางวิชาการที่เทียบเคียงกันได้หรือการบริหารรวมเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี หรือสำเร็จการศึกษาปริญญาโท หรือปริญญาเอก และมีประสบการณ์การสอน การฝึกอบรมและการวิจัย หรืองานทางวิชาการที่เทียบเคียงกันได้หรือการบริหาร รวมเวลาไม่น้อยกว่าสามปี
(๔) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(๕) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๗) ไม่เป็นสมาชิก หรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง
ข้อ ๖ เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง
ข้อ ๗ นอกจากพ้นตำแหน่งตามวาระ เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๗) ได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๘) สภาสถาบันมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามข้อ ๘
ข้อ ๘ หากปรากฏว่าเลขาธิการละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสถาบันให้สภาสถาบันถอดถอนเลขาธิการออกจากตำแหน่ง
ข้อ ๙[๒] ให้เลขาธิการคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เสนอต่อสภาสถาบันเพื่อแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการ
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า
(๔) ไม่เป็นข้าราชการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๕) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง
(๖) ต้องสามารถทำงานเต็มเวลา
ในกรณีจำเป็น เลขาธิการจะขออนุมัติต่อสภาสถาบัน เพื่อยกเว้นคุณสมบัติตาม (๖) เป็นการเฉพาะกรณีก็ได้
มติแต่งตั้งรองเลขาธิการตามวรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งเมื่อเลขาธิการพ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๗) ได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๘) สภาสถาบันมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ออกจากตำแหน่ง
ให้ประธานสภาเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และลงนามในคำสั่งแต่งตั้งและถอดถอนรองเลขาธิการ
ข้อ ๑๐ เลขาธิการต้องบริหารงานตามนโยบายของสภาสถาบัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสถาบันเป็นสำคัญ
ข้อ ๑๑[๓] เลขาธิการอาจมอบหมายให้รองเลขาธิการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งบริหารอื่นรักษาการแทน หรือปฏิบัติการแทนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการก็ได้ โดยให้ทำเป็นคำสั่งปิดไว้ในที่เปิดเผย
ในกรณีที่ตำแหน่งเลขาธิการว่างลง ให้ประธานสภาแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันหรือพนักงานของสถาบันรักษาการแทนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเลขาธิการ ซึ่งจะต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งเลขาธิการว่างลง
ข้อ ๑๒ ในวาระเริ่มแรกที่ไม่มีเลขาธิการ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายรัฐสภาหรือข้าราชการฝ่ายอื่นให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการไปพลางก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งเลขาธิการตามข้อบังคับนี้
ข้อ ๑๓ ให้ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้ารักษาการตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑
วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า
ข้อบังคับสภาสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓[๔]
ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓[๕]
ข้อ ๓ ให้ใช้คำว่า “ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า” แทนคำว่า “ข้อบังคับสภาสถาบันพระปกเกล้า” ในข้อบังคับสภาสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๑ และที่แก้เพิ่มเติมทุกแห่ง
ก้องเกียรติ/ผู้จัดทำ
๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๕๒ ง/หน้า ๓๒/๘ มิถุนายน ๒๕๔๔
[๒] ข้อ ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๓] ข้อ ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกเลขาธิการ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนเลขาธิการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๕๒ ง/หน้า ๓๖/๘ มิถุนายน ๒๕๔๔
[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๕๒ ง/หน้า ๓๙/๘ มิถุนายน ๒๕๔๔