หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2552

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2552 (กลับไปยังฉบับหลัก)

ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวน

ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

พ.ศ. ๒๕๕๒

                       

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๓ (๔) (ฒ) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๘ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับสภากายภาพบำบัดว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๕๒

 

ข้อ ๒[๑]  ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๓  ในข้อบังคับนี้

ความผิด หมายความว่า การกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดที่ประพฤติผิดตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗

ผู้กล่าวหา หมายความว่า ผู้ได้รับความเสียหายได้กล่าวหาต่อสภากายภาพบำบัด ว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดกระทำความผิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

ผู้กล่าวโทษ หมายความว่า กรรมการสภากายภาพบำบัดหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวโทษต่อสภากายภาพบำบัด ว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดกระทำความผิด และการกล่าวโทษเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีผู้กล่าวหาหรือมีผู้กล่าวโทษ แล้วแต่กรณี

การสืบสวน หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและการแสวงหาหลักฐานในเบื้องต้นซึ่งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการพิจารณาข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นว่ามีมูลหรือไม่มีมูล

การสอบสวน หมายความว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม

สำนวนการสอบสวน หมายความว่า บันทึกหรือเอกสารใดที่คณะอนุกรรมการสอบสวนซึ่งทำหน้าที่สอบสวนได้จดไว้เป็นหลักฐานแห่งรายละเอียดทั้งหลายในการสอบสวนผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษว่ากระทำความผิด รวมถึงการให้ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหรือพยานตลอดจนบันทึกการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษด้วย

เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการสภากายภาพบำบัด

คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการสภากายภาพบำบัด

 

หมวด ๑

บททั่วไป

                       

 

ข้อ ๔  ผู้ใดจะกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดให้ทำคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อ แล้วยื่นต่อสภากายภาพบำบัด

 

ข้อ ๕  ให้เลขาธิการตรวจสอบการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ หากเป็นการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษที่พ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด หรือเกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิด ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อยุติเรื่องและแจ้งให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษทราบ แต่หากเป็นการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษที่อยู่ภายในระยะเวลาดังกล่าวให้เสนอคณะอนุกรรมการฝ่ายจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพื่อทำการสืบสวนต่อไป

 

ข้อ ๖  ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจากสมาชิกสภากายภาพบำบัดประกอบด้วยประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคน มีอำนาจหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริง

คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเกินกว่าหนึ่งคณะก็ได้

 

ข้อ ๗  เมื่อประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณ ได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษตามข้อ ๕ แล้วให้ดำเนินการประชุม เพื่อกำหนดประเด็นและแนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงว่าการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษมีมูลหรือไม่ เมื่อได้ดำเนินการสืบสวนแล้วจะต้องสรุปผลการสืบสวนนั้นเพื่อรายงานและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ

ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งให้ประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณเสนอคณะกรรมการก่อนครบกำหนดระยะเวลาพร้อมเหตุผลเพื่อขอขยายเวลาการสืบสวนออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนดเวลา

 

ข้อ ๘  ให้อนุกรรมการจรรยาบรรณ มีอำนาจออกหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่การสืบสวนก็ได้

ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งมาแต่ไม่ยอมให้ถ้อยคำหรือไม่สามารถติดต่อได้ภายในเวลาอันสมควร คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจะยุติการสืบสวนก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ในรายงานการสืบสวนด้วย

ในการสอบถามพยานบุคคลให้ทำการสอบปากคำและบันทึกคำให้การตามแบบที่สภากายภาพบำบัดกำหนด

ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งส่งเอกสารหรือพยานวัตถุต่อคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเพื่อประกอบการพิจารณา ต้องบันทึกด้วยว่าเอกสารและวัตถุนั้นได้มาอย่างไร จากผู้ใดและเมื่อใด

เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐาน ให้ใช้ต้นฉบับ หากไม่สามารถใช้ต้นฉบับได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่มีผู้รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ หรือจะใช้พยานบุคคลมาสืบแทนก็ได้

 

ข้อ ๙  เมื่อดำเนินการสืบสวนเสร็จแล้ว ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณประชุมพิจารณาว่าการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษนั้นมีมูลตามที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษหรือไม่ โดยมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

ในกรณีที่อนุกรรมการผู้ใด มีความเห็นแตกต่างไปจากอนุกรรมการจรรยาบรรณเสียงข้างมากให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ในรายงานการสืบสวนด้วยก็ได้

 

ข้อ ๑๐  ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณสรุปผลการสืบสวนแล้วรายงานและความเห็นต่อคณะกรรมการตามแบบที่สภากายภาพบำบัดกำหนด พร้อมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรจะไม่ส่งหลักฐานรายการใดก็ให้ระบุรายการที่ไม่ได้จัดส่งและเหตุผลไว้ในรายงานด้วย

 

ข้อ ๑๑  เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้วให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

๑๑.๑ ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา

๑๑.๒ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล

๑๑.๓ ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล

 

หมวด ๒

การสอบสวน

                       

 

ข้อ ๑๒  เมื่อคณะกรรมการเห็นว่า ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนคณะหนึ่ง เพื่อให้ทำหน้าที่สอบสวน สรุปผลการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

 

ข้อ ๑๓  ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนและผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ

ในกรณีที่มีการแจ้งคำสั่งแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่ยอมรับทราบคำสั่ง หรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือของสภากายภาพบำบัด ในกรณีเช่นนี้ เมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษนั้น ได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว

 

ข้อ ๑๔  ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิคัดค้านผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

๑๔.๑ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่สอบสวน โดยมีลักษณะหรือประเภทของการมีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนี้

๑๔.๑.๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมการสอบสวนผู้นั้นโดยตรง

๑๔.๑.๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่หมั้นหรือคู่สมรสของกรรมการสอบสวน

๑๔.๑.๓ เป็นเรื่องเกี่ยวกับญาติของกรรมการสอบสวน คือ เป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้อง หรือลูกพี่ลูกน้องได้เพียงภายในสามชั้นหรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น

๑๔.๑.๔ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่กรรมการสอบสวนผู้นั้นเป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้แทนหรือตัวแทนบุคคลนั้น

๑๔.๑.๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่กรรมการสอบสวนผู้นั้นเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้หรือนายจ้าง

๑๔.๑.๖ ลักษณะหรือประเภทอื่นๆ ซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง หรือลักษณะหรือประเภทอื่น ๆ ที่คณะกรรมการสอบสวนกำหนดเพิ่มเติม

๑๔.๒ เป็นผู้มีเหตุโกรธเคืองผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ

การคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยแสดงเหตุผลที่คัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วยว่า จะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและยุติธรรมอย่างไร

ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า การคัดค้านนั้นไม่มีเหตุสมควรรับฟังก็ให้คณะกรรมการสั่งยกคำคัดค้าน โดยพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้านแล้วให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ ไม่มีผลกระทบต่อการสอบสวนที่คณะกรรมการชุดเดิมได้ดำเนินการไปแล้ว

 

ข้อ ๑๕  เมื่อประธานอนุกรรมการสอบสวนได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษจากเลขาธิการแล้ว ให้นัดประชุมเพื่อกำหนดประเด็นและแนวทางในการสอบสวน เมื่อได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ

ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนเสนอคณะกรรมการก่อนครบกำหนดระยะเวลา เพื่อขอขยายเวลาการสอบสวน โดยให้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จไว้ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการจะอนุมัติให้ขยายเวลาการสอบสวนได้ไม่เกินครั้งละสามสิบวัน

 

ข้อ ๑๖  ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามแบบที่สภากายภาพบำบัดกำหนด พร้อมทั้งส่งสำนวนเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มทำการสอบสวน และให้ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษได้ โดยยื่นต่อประธานอนุกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือภายในกำหนดเวลาที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจะขยายให้

 

ข้อ ๑๗  การสอบสวนของคณะอนุกรรมการสอบสวน ให้นำความในข้อ ๘ หรือข้อ ๙ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

 

ข้อ ๑๘  ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหรือพยาน ต้องมีอนุกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนอนุกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะสอบสวนได้

 

ข้อ ๑๙  ในการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนถามชื่อตัว ชื่อสกุล และแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบและแจ้งว่า อนุกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุกรรมการสอบสวน อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย

การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ให้บันทึกถ้อยคำตามแบบที่สภากายภาพบำบัดกำหนด เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้วและผู้ให้ถ้อยคำเห็นว่าถูกต้อง ให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน และให้อนุกรรมการสอบสวนทุกคน ซึ่งร่วมทำการสอบสวนลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำนั้นทุกหน้า

การบันทึกถ้อยคำ หากมีการแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือเพิ่มเติมโดยผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่มีการขีดฆ่าหรือเพิ่มเติม

 

ข้อ ๒๐  ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพและระบุเหตุผลในการรับสารภาพหรือเหตุแห่งการรับสารภาพ (ถ้ามี) ไว้ด้วย

ในกรณีที่มีผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้อนุกรรมการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและพิจารณาว่า มีหลักฐานใดที่สนับสนุนหรือหักล้างข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ

 

ข้อ ๒๑  เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้สรุปการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วดำเนินการประชุมพิจารณาและลงมติว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษหรือไม่ อย่างไร

ในการลงมติและบันทึกความเห็นที่แตกต่างกันของอนุกรรมการสวบสวน ให้นำความในข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ข้อ ๒๒  ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดชี้ขาดว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษคนใดกระทำผิดหรือต้องรับผิดในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ถ้าอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว อาจถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ โดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษก็ได้ แต่ให้แจ้งผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ

 

ข้อ ๒๓  รายงานการสอบสวนให้กระทำตามแบบที่สภากายภาพบำบัดกำหนด และอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

๒๓.๑ สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่สอบสวน

๒๓.๒ พยานหลักฐานที่สนับสนุนหรือที่หักล้างข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ

๒๓.๓ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ให้ถ้อยคำรับสารภาพหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ (ถ้ามี) ให้ระบุเหตุผลในการรับสารภาพหรือการปฏิเสธไว้ด้วย

๒๓.๔ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษกระทำผิดหรือไม่ อย่างไร

๒๓.๕ ในกรณีที่เห็นว่า เป็นการกระทำความผิด ควรเป็นความผิดในกรณีใดและควรลงโทษสถานใด หรือมีเหตุอันควรปราณีที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาด้วยหรือไม่

 

ข้อ ๒๔  ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนรายงานผลการสอบสวนและความเห็น รวมทั้งสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานทั้งหมดต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะไม่ส่งพยานหลักฐานรายการใด ก็ให้ระบุรายการที่ไม่ได้จัดส่งและเหตุผลไว้ในรายงานด้วย

 

หมวด ๓

การดำเนินงานของคณะกรรมการ

                       

 

ข้อ ๒๕  เมื่อคณะกรรมการได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

ในกรณีที่เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ได้ยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัย ให้แจ้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยก็ได้ โดยกำหนดประเด็นที่ต้องการเพิ่มเติมไว้ด้วย

ในกรณีที่เห็นว่า การกระทำตามที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษนั้น ไม่เป็นการกระทำความผิดให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้น และให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ และผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ

ในกรณีที่เห็นว่า การกระทำตามที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษนั้น เป็นการกระทำความผิดให้วินิจฉัยลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

๒๕.๑ ว่ากล่าวตักเตือน

๒๕.๒ ภาคทัณฑ์

๒๕.๓ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปีนับตั้งแต่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้รับทราบคำวินิจฉัยตามไปรษณีย์ตอบรับ

๒๕.๔ เพิกถอนใบอนุญาต

 

ข้อ ๒๖  ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยลงโทษตามข้อ ๒๕.๓ หรือ ๒๕.๔ ให้นายกสภากายภาพบำบัดเสนอมติคณะกรรมการดังกล่าวต่อสภานายกพิเศษ เพื่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการลงโทษ

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ให้ทำเป็นคำสั่งสภากายภาพบำบัด

 

ข้อ ๒๗  ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งสภากายภาพบำบัดตามข้อ ๒๖ ไปยังผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ และส่งสำเนาคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว และให้บันทึกข้อความตามคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดด้วย

 

ข้อ ๒๘  เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกลงโทษได้รับคำสั่งดังกล่าวแล้ว ให้ตอบรับทราบคำสั่งนั้นพร้อมส่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของตนเฉพาะกรณีที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตคืนสภากายภาพบำบัดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่ยินยอมลงนามตอบรับทราบคำสั่ง ให้ถือหลักฐานทางไปรษณีย์ตอบรับเป็นหลักฐานในการรับทราบคำสั่งนั้น

 

ข้อ ๒๙  การนับระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตหรือการเพิกถอนใบอนุญาต ให้นับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกลงโทษรับทราบคำสั่ง

 

ข้อ ๓๐  การดำเนินการสืบสวนหรือสอบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษใดที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จในวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ ก็ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

สุมนา  ตัณฑเศรษฐี

นายกสภากายภาพบำบัด


[เอกสารแนบท้าย]

 

๑.  หนังสือแจ้งขอกล่าวหาหรือขอกล่าวโทษ

๒.  หนังสือเรียก

๓.  ใบรับหนังสือเรียก

๔.  หนังสือแจ้งให้ส่งพยานหลักฐาน

๕.  ใบรับหนังสือแจ้งให้ส่งพยานหลักฐาน

 

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๖๓ ง/หน้า ๑๐๔/๒๙ เมษายน ๒๕๕๒