หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 (กลับไปยังฉบับหลัก)

ข้อบังคับสัตวแพทยสภา

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหา

หรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๖

                               

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔ () () และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ ตามมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการสัตวแพทยสภาจึงออกข้อบังคับว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์

 

ข้อ    ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๖

 

ข้อ    ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

 

หมวด 

บททั่วไป

                               

 

ข้อ    ในข้อบังคับนี้

การสืบสวนหมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งอนุกรรมการจรรยาบรรณได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ

การสอบสวนหมายความว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการต่างๆ ทั้งหลายตามข้อบังคับว่าด้วยการสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๕ ซึ่งอนุกรรมการสอบสวนได้ทำไป เกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะได้ตัวผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือกระทำผิดตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสัตวแพทยสภาวินิจฉัยชี้ขาด

ผู้กล่าวหาหมายความว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหายได้กล่าวหาต่อสัตวแพทยสภาว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือไม่ปฏิบัติภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสัตวแพทยสภา ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กล่าวหา

ผู้กล่าวโทษหมายความว่า บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อสัตวแพทยสภาว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ใดประพฤติผิดตามจรรยาบรรณหรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามที่สัตวแพทยสภาได้กำหนด

ผู้ร้องเรียนหมายความว่า ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ

ผู้ถูกร้องเรียนหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ

เรื่องร้องเรียนหมายความว่า เรื่องที่ผู้ร้องเรียนทำขึ้นเพื่อแจ้งการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามมาตรา ๓๖ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามมาตรา ๓๕ ของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใดต่อสัตวแพทยสภา

เอกสาร วัตถุหมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งทำให้ปราฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผน แบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

เลขาธิการหมายความว่า เลขาธิการสัตวแพทยสภา

คณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการสัตวแพทยสภา

คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณหมายความว่า อนุกรรมการจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่คณะกรรมการสัตวแพทยสภาแต่งตั้งตามกฎหมายวิชาชีพการสัตวแพทย์

คณะอนุกรรมการสอบสวนหมายความว่า อนุกรรมการสอบสวนที่คณะกรรมการสัตวแพทยสภาแต่งตั้งตามกฎหมายวิชาชีพการสัตวแพทย์

สภานายกพิเศษหมายความว่า สภานายกพิเศษแห่งสัตวแพทยสภา

 

ข้อ    ให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะกรรมการสอบสวนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่

 

ข้อ    ผู้ใดจะกล่าวหา หรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด ว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และ ข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ให้ทำเรื่องร้องเรียนต่อสัตวแพทยสภา

 

ข้อ    ให้เลขาธิการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน หากปรากฏว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้นเกิดขึ้นมาแล้วเป็นเวลานานเกินกว่าสามปีนับถึงวันที่ถูกร้องเรียน ซึ่งไม่อาจนำมาร้องเรียนตามบทบัญญัติในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๕ ก็ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อให้ระงับเรื่องแล้วแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ

 

ข้อ    ให้เลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์และให้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยมิชักช้า เมื่อปรากฏว่า

()  มีข่าวหรือข้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด ปรากฏในสื่อมวลชนที่แสดงว่าพฤติกรรมนั้น น่าจะเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์

()  คณะกรรมการมีมติให้กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด

 

ข้อ    ให้เลขาธิการทำรายงานสรุปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการเป็นประจำเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดต่างๆ

 

หมวด 

การดำเนินการของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ

                               

 

ข้อ    เมื่อประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเลขาธิการให้ดำเนินการประชุมคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยมิชักช้า เพื่อกำหนดแนวทางพิจารณาดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้น

 

ข้อ  ๑๐  ในกรณีที่เรื่องร้องเรียนเป็นของผู้กล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณใช้ดุลยพินิจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้กล่าวหาก่อน

 

ข้อ  ๑๑  การแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้ถูกร้องเรียน คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจะกระทำหรือไม่ก็ได้

 

ข้อ  ๑๒  ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้ถูกร้องเรียน ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้นมีมูลหรือไม่

การนำพยานเอกสาร หรือพยานวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐาน ประกอบการแสวงหาข้อเท็จจริง ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ทำบันทึกให้ปรากฏว่า พยานหลักฐานนั้นได้มาอย่างไร จากใคร เมื่อใด

เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานให้ใช้ต้นฉบับจริง หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจนำต้นฉบับจริงมาได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่มีผู้รับผิดชอบลงนามรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องกับต้นฉบับจริงก็ได้

 

ข้อ  ๑๓  ถ้าคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเห็นว่า เอกสารหรือวัตถุพยานใดสมควรจะนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบการแสวงหาข้อเท็จจริง ก็ให้ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของหรือผู้ครอบครองเอกสารหรือวัตถุพยานนั้น ให้ส่งพยานหลักฐานดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา

 

ข้อ  ๑๔  ในการเสนอรายงานและความเห็นต่อคณะกรรมการว่าคดีมีมูลหรือไม่ของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการจรรยาบรรณฝ่ายข้างมาก

ในกรณีที่อนุกรรมการจรรยาบรรณผู้ใดมีความเห็นแตกต่างไปจากอนุกรรมการจรรยาบรรณฝ่ายข้างมาก และต้องการให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ ก็ให้กระทำได้

 

ข้อ  ๑๕  รายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณที่เสนอต่อคณะกรรมการสัตวแพทยสภาอย่างน้อย ต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

()  วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาสรุปรายงานและความเห็น

()  ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกร้องเรียน

()  พฤติกรรมโดยย่อของผู้ที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียน

()  พยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมมาได้

()  ความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ พร้อมทั้งเหตุผลที่แสดงว่าพฤติกรรมของผู้ถูกร้องเรียนใน () มีมูลหรือไม่

()  ความเห็นของอนุกรรมการจรรยาบรรณที่ต่างไปจากความเห็นใน () ถ้ามี

 

ข้อ  ๑๖  ในการเสนอรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณต่อคณะกรรมการ ให้เสนอพร้อมสำเนาเอกสาร และหลักฐานทั้งปวง หากมีความจำเป็นหรือเห็นเป็นการสมควรที่จะไม่ส่งพยานหลักฐานรายการใด ให้ระบุรายการพยานหลักฐานที่ไม่ส่งไว้ในรายงานด้วย

 

 

 

หมวด 

การดำเนินการของคณะอนุกรรมการสอบสวน

                               

 

ข้อ  ๑๗  เมื่อประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รับแจ้งจากเลขาธิการว่าคณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนผู้ถูกร้องเรียนผู้ใดให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตามเรื่องร้องเรียนและส่งสำเนาเรื่องที่

กล่าวหา หรือกล่าวโทษให้ผู้ถูกร้องเรียนผู้นั้นรับทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ถูกร้องเรียนทราบว่า ผู้ถูกร้องเรียนมีสิทธิยื่นคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานใดๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตามเรื่องร้องเรียนนั้นภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งและรับสำเนาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว

ในการส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษและการดำเนินการอื่นๆ นั้นคณะอนุกรรมการสอบสวนอาจใช้ดุลยพินิจที่จะไม่เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ผู้ร้องเรียน และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนแก่ผู้ถูกร้องเรียนก็ได้

 

ข้อ  ๑๘  เมื่อได้รับการร้องขอและเห็นเป็นการสมควร ให้อนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๗ ได้

 

ข้อ  ๑๙  ผู้ถูกร้องเรียนอาจอ้างตนเองเป็นพยาน และยื่นพยานหลักฐานของตนประกอบคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ต่อประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนได้ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับสำเนาเรื่องร้องเรียนตามข้อ ๑๗

 

ข้อ  ๒๐  ในการประชุมเพื่อพิจารณาสอบสวน ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงและประวัติความประพฤติของผู้ถูกร้องเรียนตามพยานหลักฐานที่มีอยู่เพื่อนำมาประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป

การประชุมเพื่อพิจารณาการสอบสวนจะกระทำก่อนสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษก็ได้ แต่กรณีที่จะเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมารับการสอบสวนจะต้องกระทำภายหลังจากที่ผู้ถูกร้องเรียนได้รับแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

 

ข้อ  ๒๑  การนำพยานหลักฐานมาใช้ประกอบการสอบสวน ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำบันทึกให้ปรากฏว่า พยานหลักฐานนั้นได้มาอย่างไร จากใคร เมื่อใด

เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในวรรคแรกให้ใช้ต้นฉบับจริง หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจนำต้นฉบับจริงมาได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่มีผู้รับผิดชอบลงนามรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องกับต้นฉบับจริงก็ได้

 

ข้อ  ๒๒  คณะอนุกรรมการสอบสวน อาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคนใดคนหนึ่ง ไปดำเนินการสอบพยานหรือมอบหมายให้อนุกรรมการสอบสวนผู้ใดผู้หนึ่งไปรวบรวมพยานหลักฐานเฉพาะอย่างมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้

ในกรณีเรียกบุคคลมาสอบปากคำ ต้องมีอนุกรรมการสอบสวนร่วมสอบปากคำไม่น้อยกว่า ๒ คน

 

ข้อ  ๒๓  ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนอาจออกหนังสือเรียก ให้ผู้ถูกร้องเรียนมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนตามข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนโดยตรงอีกก็ได้

 

ข้อ  ๒๔  ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและอ้างตนเองหรือผู้ใดเป็นพยาน ให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนใช้ดุลยพินิจแจ้งผู้นั้นมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน

 

ข้อ  ๒๕  ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามความในข้อ ๑๗ และไม่ไปให้ถ้อยคำตามหนังสือเรียกของประธานคณะอนุกรรมการสอบสวน ตามความในข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ก็ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป

 

ข้อ  ๒๖  ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณารายการพยานหลักฐานของผู้ถูกร้องเรียนว่ารายการใดสมควรที่จะอนุญาตให้นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ก็ให้อนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้

 

ข้อ  ๒๗  ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานทุกประเภททั้งที่แสดงว่า ผู้ถูกร้องเรียนนั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือไม่ผิดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้น

 

ข้อ  ๒๘  ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวน ต้องการสอบสวนพยานบุคคลผู้ใด ก็ให้ทำหนังสือเชิญผู้นั้นมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน

 

ข้อ  ๒๙  ถ้าคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่า เอกสารหรือวัตถุพยานใดสมควรจะนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ก็ให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของ หรือผู้ครอบครองพยานหลักฐานนั้น ให้ส่งพยานหลักฐานดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อนำมาประกอบการสอบสวนต่อไป

 

ข้อ  ๓๐  ความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนที่เสนอต่อคณะกรรมการให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการสอบสวนฝ่ายข้างมาก

ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแตกต่างจากอนุกรรมการสอบสวนฝ่ายข้างมากและต้องการให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ก็ให้กระทำได้

 

ข้อ  ๓๑  สำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนที่เสนอต่อคณะกรรมการอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญต่อไปนี้

()  วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการสอบสวน พิจารณาสรุปสำนวนการสอบสวนและความเห็น

()  ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกร้องเรียน

()  พฤติกรรมโดยย่อของผู้ถูกร้องเรียนที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียน

()  พยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมมาได้

()  ข้อเท็จจริงที่สอบสวนได้ พร้อมพยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสอบสวนรวบรวมได้

()  ความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนว่า พฤติกรรมเช่นนั้น เป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์และข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หมวดใด ข้อใดหรือไม่

ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาดังกล่าวใน () วรรคแรก ก็ให้เสนอความเห็นว่าให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ

ถ้าเห็นว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาดังกล่าวใน () วรรคแรก ก็ให้ระบุว่าประพฤติผิดหมวดใด ข้อใด พร้อมทั้งข้อเสนอในการลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๕

ในการพิจารณาเสนอการลงโทษนั้น ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเหตุอันควรปรานี โดยคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้ด้วย

‏א.      ผู้กระทำผิดมีคุณความดีมาก่อน

‏ב.      ผู้กระทำผิดรู้สึกถึงความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น

                        .  ผู้กระทำผิดยอมรับผิด หรือให้ความรู้แก่คณะอนุกรรมการสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

.  เหตุอื่นๆ ที่คณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน

()  ความเห็นของอนุกรรมการสอบสวน ที่ต่างไปจากความเห็นใน () ถ้ามี

 

หมวด 

การพิจารณาของคณะกรรมการ

                               

 

ข้อ  ๓๒  เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าว หากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาก็ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างจากคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณในแง่ของดุลยพินิจให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้

ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าคดีไม่มีมูล ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้น

ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าคดีมีมูล ให้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวน

ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างไปจากคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณให้เลขาธิการ แจ้งมติของคณะกรรมการ พร้อมทั้งเหตุผลที่ต่างไป แก่ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณชุดนั้นทราบ

 

ข้อ  ๓๓  เมื่อคณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว มีมติว่า คดีมีมูล ให้เลขาธิการทำหนังสือแจ้งมติดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนโดยเร็ว พร้อมทั้ง ส่งรายงานและความเห็นตลอดจนพยานหลักฐานทั้งปวงของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณที่เกี่ยวกับผู้ถูกร้องเรียนนั้นแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนด้วย

 

ข้อ  ๓๔  ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวน ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดทีละประเด็น ดังต่อไปนี้

()  ผู้ถูกร้องเรียน มีพฤติกรรมตามเรื่องร้องเรียน หรือไม่เพียงใด

()  พฤติกรรมที่ปรากฏใน () นั้นผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณหรือข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์แห่งวิชาชีพหมวดใด ข้อใด

()  กำหนดโทษระดับใด ถ้ามีการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาตาม ()

 

ข้อ  ๓๕  ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยก็ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้คณะกรรมการกำหนดประเด็นที่ต้องการให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไว้ด้วย แล้วแจ้งให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนทราบ

ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างจากคณะอนุกรรมการสอบสวนในแง่ของดุลยพินิจ ก็ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้

ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า พฤติกรรมที่ปรากฏไม่ผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ก็ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ

ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า พฤติกรรมที่ปรากฏผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ก็ให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

()  ว่ากล่าวตักเตือน

()  ภาคทัณฑ์

()  พักใช้ใบอนุญาต มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี

()  เพิกถอนใบอนุญาต

ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างไปจากคณะอนุกรรมการสอบสวนให้เลขาธิการแจ้งมติ คณะกรรมการพร้อมทั้งเหตุผลที่ต่างไป แก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดนั้นเพื่อทราบ

 

ข้อ  ๓๖  ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นควรลงโทษให้พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต ให้นายกสัตวแพทยสภา เสนอมติของคณะกรรมการต่อสภานายกพิเศษเพื่อขอความเห็นชอบโดยมิชักช้า สภานายกพิเศษอาจมีคำสั่งยับยั้งมตินั้นได้ในกรณีที่มิได้ยับยั้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติที่นายกสัตวแพทยสภาเสนอให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมตินั้น

ถ้าสภานายกพิเศษยับยั้งมติใด ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณาอีกครั้ง ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งยับยั้ง ในการประชุมนั้นถ้ามีเสียงยืนยันมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ก็ให้ดำเนินการตามมตินั้นได้

ในการเสนอมติของคณะกรรมการในข้อ ๓๕ ต่อสภานายกพิเศษเพื่อขอความเห็นชอบต้องเสนอ รายงาน และความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

 

ข้อ  ๓๗  ภายใต้ข้อบังคับตามข้อ ๓๕ คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และให้ทำเป็นคำสั่งสัตวแพทยสภา

 

หมวด 

คำสั่งสัตวแพทยสภา

                               

 

ข้อ  ๓๘  เมื่อสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมติคณะกรรมการที่วินิจฉัยชี้ขาดตามความในข้อ ๓๕ () และ () หรือในกรณีที่สภานายกพิเศษยับยั้งมติใด และคณะกรรมการยืนยันมตินั้น ตามข้อ ๓๖ วรรคสอง ให้เลขาธิการทำคำสั่งสัตวแพทยสภาเพื่อเสนอให้นายกสัตวแพทยสภาลงนามโดยมิชักช้า

คำสั่งสัตวแพทยสภาอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

()  ชื่อ คำสั่งสัตวแพทยสภาและลำดับเลขที่ของคำสั่ง

()  อ้างตัวบทกฎหมาย ที่สนับสนุนการออกคำสั่ง

()  เรื่องที่ถูกร้องเรียน

()  ชื่อผู้ถูกร้องเรียน

()  ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นโดยย่อ

()  มติของที่ประชุมคณะกรรมการ

()  ลายมือชื่อนายกสัตวแพทยสภา หรืออุปนายกผู้ทำการแทน

()  วัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่ง

 

ข้อ  ๓๙  เมื่อออกคำสั่งสัตวแพทยสภาแล้ว ให้เลขาธิการบันทึกคำสั่งสัตวแพทยสภาในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามความในมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.. ๒๕๔๕ โดยบันทึกเฉพาะ เลขที่คำสั่งและมติคณะกรรมการลงไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ถูกร้องเรียนแล้วให้เลขาธิการส่งสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภาไปยังผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ด้วย ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง

()  ผู้ถูกร้องเรียน

()  ประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณ และประธานอนุกรรมการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง

()  ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ถูกลงโทษ

 

ข้อ  ๔๐  ในกรณีที่เป็นคำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ใด ให้เลขาธิการส่งสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภา พร้อมทั้งหนังสือแจ้งไปยัง

()  อธิบดีกรมปศุสัตว์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

()  หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ซึ่งผู้ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อยู่

()  บรรณาธิการวารสารที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่

 

ข้อ  ๔๑  การเผยแพร่คำวินิจฉัยชี้ขาดและข้อเท็จจริงตามคำสั่งสัตวแพทยสภาแก่สื่อมวลชนให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ

 

ข้อ  ๔๒  สมาชิกสัตวแพทยสภาผู้ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เมื่อได้รับสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภาแล้วให้ตอบรับทราบคำสั่งนั้นพร้อมทั้งส่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนที่ถูกพักใช้หรือเพิกถอนนั้นคืนให้สำนักงานสัตวแพทยสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งดังกล่าว

 

ข้อ  ๔๓  ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษไม่ยินยอมลงนามรับทราบคำสั่ง ให้เลขาธิการขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่ผู้ถูกลงโทษประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อยู่เดิม หรือมีภูมิลำเนาอยู่ เพื่อทำการปิดคำสั่งต่อไป

 

ข้อ  ๔๔  การนับระยะเวลาการพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้นับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกลงโทษลงนาม รับทราบคำสั่งหรือวันที่ปิดคำสั่ง แล้วแต่กรณี

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๖

สงคราม  เหลืองทองคำ

นายกสัตวแพทยสภา

 

[รก.๒๕๔๖/พ๗ง/๓๖/๒๐ มกราคม ๒๕๔๖]

 

มณฑาทิพย์/พิมพ์

๒๘ เมษายน ๒๕๔๖

สุมลรัตน์/อรรถชัย แก้ไข

๓๐ เมษายน ๒๕๔๖