ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
ว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๕
---------------------
เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมให้มี
ความรู้และความสามารถในการประกอบวิชาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของวิชาชีพ
อันจะเป็นหลักประกันและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการวิชาชีพต่อผู้รับบริการ สภา
เภสัชกรรมจึงเห็นควรให้มีการจัดระบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) และ ๒๓ (๔) (ด) แห่งพระราชบัญญัติ
วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมโดยความเห็นชอบของสภานายก
พิเศษ จึงออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไว้ ดังนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยการจัดการศึกษา
ต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๔๕"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้
ผู้ประกอบวิชาชีพ หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
บทความวิชาการ หมายถึง บทความทางวิชาการเพื่อการศึกษาต่อเนื่องที่เรียบเรียง แปล หรือแต่งขึ้น
ประชุมวิชาการ หมายถึง การประชุม การสัมนา การฝึกอบรม การประชุมเชิง
ปฏิบัติการหรือกิจกรรมที่ใช้ชื่ออย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการประชุมวิชาการ
ผู้จัดการประชุมวิชาการ หมายถึง นิติบุคคลหรือองค์กรที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการ
ประชุมรวมทั้งผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ ๔ ให้นายกสภาเภสัชกรรมเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้และมีอำนาจออก
ระเบียบและประกาศเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ได้
ในกรณีที่มีปัญหาในการตีความ หรือมีกรณีที่มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้หรือใน
กรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ให้นายกสภาเภสัชกรรม โดยความเห็นชอบของคณะ
กรรมการสภาเภสัชกรรมเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและถือเป็นที่สิ้นสุด
หมวดที่ ๑
บททั่วไป
---------------------
ข้อ ๕ การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
(๑) เสริมความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพในการให้บริการแก่ผู้รับบริการ
(๒) เสริมทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการประกอบวิชาชีพ
(๓) ยกระดับและพัฒนาการประกอบวิชาชีพให้ก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ
(๔) การอื่น ๆ ตามมติของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม โดยออกเป็นข้อบังคับของสภาเภสัชกรรม
ข้อ ๖ รูปแบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ อาจจัดการได้ตามรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
(๑) การศึกษาด้วยตนเอง เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาจากบทความวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว หรือที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลังตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๒) การเข้าร่วมประชุมวิชาการ เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเข้าร่วมการประชุมวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว หรือที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๓) รูปแบบอื่น ๆ ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๗ การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ อาจจัดโดยสภาเภสัชกรรมหรือโดยสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ ซึ่งได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
หมวดที่ ๒
การรับรองสถาบันหลักและสถาบันสมทบ
-------------------
ข้อ ๘ หน่วยงานที่จะได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมให้จัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามข้อบังคับนี้ต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
(๑) เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่น คณะเภสัชศาสตร์
(๒) เป็นโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ของกระทรวง
สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลหลักของส่วนราชการอื่น ๆ
(๓) เป็นสมาคมวิชาชีพ
(๔) องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีลักษณะไม่เข้าข่าย (๑) (๒) และ (๓) แต่มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ตามข้อ ๑๐
ข้อ ๙ สถาบันหลัก นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ ๘ แล้วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีหน่วยงาน ฝ่าย หรือคณะกรรมการที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการ
ศึกษาต่อเนื่อง
(๒) มีระบบสารสนเทศที่พร้อมให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่
สภาเภสัชกรรมกำหนด
(๓) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๔) มีศักยภาพในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันสมทบ
ข้อ ๑๐ สถาบันหลักจะต้องได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม และมีอำนาจ
หน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับรอง เพิกถอน หน่วยงานอื่นเป็นสถาบันสมทบ
(๒) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันหลัก
และสถาบันสมทบแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล
(๓) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่ยื่นคำขอรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องอื่น ๆ ด้วยตนเอง
(๔) เป็นแหล่งผลิตกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง โดยมีการประเมินคุณภาพเชิงวิชาการจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง เพื่อให้กิจกรรมที่จัดขึ้นมีมาตรฐาน
(๕) รับผิดชอบในการจัดทำระบบการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๖) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๗) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๕) และ (๖) แก่สภาเภสัชกรรมทุกปี
(๘) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสถาบันสมทบ รวมทั้งประเมินสถาบันสมทบเป็นระยะ ๆ หลังการรับรองเพื่อให้กิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องที่จัดตั้งขึ้นมีมาตรฐาน
(๙) หน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมมอบหมาย
ข้อ ๑๑ สถาบันสมทบ นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ ๘ แล้วจะ
ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๒) เป็นสถาบันสมทบของสถาบันหลักใดเพียงสถาบันเดียว
ข้อ ๑๒ สถาบันสมทบมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) จัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๒) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้องและบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๓) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๒) แก่สถาบันหลักทุกปี
ข้อ ๑๓ สถาบันหรือหน่วยงานที่ไม่เข้าข่ายตามข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ และ
ข้อ ๑๒ แต่ประสงค์จะจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง สามารถยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักเพื่อให้การรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตเป็นครั้ง ๆ ไป
ข้อ ๑๔ สถาบันหรือหน่วยงานตามข้อ ๑๓ เมื่อได้มีการจัดกิจกรรมการศึกษา
ต่อเนื่องแล้ว ต้องมีหน้าที่ดังนี้
(๑) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้องและบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๒) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๑) แก่สภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักที่ให้การรับรอง
ข้อ ๑๕ หลักเกณฑ์วิธีการในการยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรม เพื่อเป็นสถาบันหลัก สถาบันสมทบ หรือการขอจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องตามข้อ ๑๓ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๑๖ สถาบันหลักที่ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมแล้ว จะมีอายุการรับรอง ๕ ปี และสภาเภสัชกรรมมีสิทธิออกประกาศเพิกถอนการรับรองได้หากสถาบันหลักไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๑๗ สถาบันสมทบมีอายุการรับรองตลอดตามที่สถาบันหลักยังได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมอยู่เว้นแต่จะพ้นสภาพตามข้อ ๓๓
ข้อ ๑๘ สถาบันสมทบที่สถาบันหลักถูกเพิกถอนโดยสภาเภสัชกรรมให้สถาบัน
สมทบดังกล่าวสมัครเข้าร่วมกับสถาบันหลักอื่น ภายในระยะเวลา ๑ ปี นับจากวันที่สภาเภสัชกรรม
ออกประกาศเพิกถอนสถาบันหลัก โดยถือว่าการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ของสถาบันสมทบในระยะเวลาดังกล่าว ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
หมวดที่ ๓
การรับรองและการกำหนดหน่วยกิตของการศึกษาต่อเนื่อง
สำหรับการศึกษาด้วยตนเอง
-------------------
ข้อ ๑๙ ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันหลักและสถาบันสมทบ ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๒๐ ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่ยังไม่ได้รับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสภาเภสัชกรรมแต่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลัก
ข้อ ๒๑ บทความทางวิชาการ ตามข้อ ๒๐ ที่จะนำมาขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องทำการศึกษาด้วยตนเองก่อนวันหมดอายุของบทความนั้น
ข้อ ๒๒ เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษา
ต่อเนื่องสำหรับบทความทางวิชาการตามข้อ ๒๐ มีดังนี้
(๑) บทความทางวิชาการที่มีการเผยแพร่ ฉบับเต็ม
(๒) คำถามของบทความ
(๓) เอกสารรับรองการได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การนั้น ๆ
(๔) เอกสารอื่น ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๒๓ การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของบทความทางวิชาการนั้น ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้
(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการประกอบวิชาชีพ
เภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของพระราบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือ
เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของเนื้อหา
(๓) มีการอ้างเอกสารอ้างอิงในเนื้อหาชัดเจน พร้อมรายการเอกสารอ้างอิงท้าย
บทความ
(๔) ความครอบคลุมและความต่อเนื่องของเนื้อหา
ในกรณีที่บทความทางวิชาการมีลักษณะตามเกณฑ์ข้างต้น ให้พิจารณากำหนด
จำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องที่คำนวณได้ตามสูตรคำนวณที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
หมวดที่ ๔
การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการเข้าประชุมวิชาการ
--------------------
ข้อ ๒๔ ผู้เข้าประชุมวิชาการในการประชุมวิชาการที่จัดขึ้นโดยสถาบันหลักและ
สถาบันสมทบ ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๒๕ ผู้เข้าประชุมวิชาการ ในการประชุมที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนด
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักว่าเป็นการประชุมที่ได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลักโดยยื่นคำขอต่อสถาบันหลักภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการประชุม
ข้อ ๒๖ เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษา
ต่อเนื่องสำหรับการประชุมทางวิชาการตามข้อ ๒๕ มีดังนี้
(๑) กำหนดการและรายละเอียดของการประชุม
(๒) หลักฐานการเข้าประชุม
(๓) เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น เอกสารประกอบการประชุม ตามที่สภา
เภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๒๗ การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการประชุมวิชาการนั้น ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้
(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการประกอบวิชาชีพ
เภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของหัวข้อประชุม
(๓) ความครอบคลุมและความต่อเนื่อง
(๔) วิทยากรมีความรู้ความสามารถเชิงวิชาการในหัวข้อที่บรรยาย
(๕) เวลาที่ใช้มีความเหมาะสมกับหัวข้อและเนื้อหา
หมวดที่ ๕
การกำหนดจำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
---------------------------
ข้อ ๒๘ บทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองให้กำหนดหน่วยกิตการศึกษา
ต่อเนื่องได้ ให้กำหนดจำนวนหน่วยกิตได้ระหว่าง ๑-๔ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อหนึ่งบทความ ทั้งนี้ ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๒๙ การเข้าประชุมวิชาการนั้น กำหนดให้ชั่วโมงบรรยาย ๑ ชั่วโมงเทียบเท่า ๑ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง และการฝึกปฏิบัติ ๑ ชั่วโมง เทียบเท่า ๐.๒๕ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
ข้อ ๓๐ การอื่น ๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนดเพิ่มเติม
หมวดที่ ๖
กระบวนการได้มาซึ่งหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพ
--------------------
ข้อ ๓๑ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องอาจได้มาโดยการศึกษาด้วยตนเอง ตามวิธีการดังนี้
(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแล้ว โดยต้องตอบคำถามท้ายบทความให้ถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ จึงจะได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว แต่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักไว้ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง
ข้อ ๓๒ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง อาจได้มาโดยการเข้าประชุมวิชาการตามวิธีการดังนี้
(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพ เข้าประชุมวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและ
กำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้แล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพจะได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเมื่อเข้าร่วมประชุมครบตามเกณฑ์ที่สถาบันหลักกำหนดและได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากผู้จัดประชุมและเก็บเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพเข้าประชุมวิชาการที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลัก ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง
หมวดที่ ๗
การพ้นสภาพจากการเป็นสถาบันหลักและสถาบันสมทบ
--------------------
ข้อ ๓๓ สถาบันหลักและสถาบันสมทบ จะพ้นจากการเป็นสถาบันหลักและสถาบันสมทบในกรณี
(๑) เมื่อพ้นอายุการรับรอง ๕ ปีและไม่ยื่นขอรับการรับรองต่อ
(๒) มีประกาศเพิกถอนการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
(๓) มีหนังสือลาออกจากการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ธิดา นิงสานนท์
นายกสภาเภสัชกรรม
[รก.๒๕๔๕/พ๕๘ง/๑๐/๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๕]
เพ็ญพร/พิมพ์/แก้ไข
๒ ธันวาคม ๒๕๔๕
A+B(c)