กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๐๙)
ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๐๒[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ ครั้งที่ ๒ โดยวิธีออกพันธบัตรเรียกว่า “พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ ครั้งที่ ๒” มีจำนวนไม่เกินห้าร้อยล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรรายนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบสองปีนับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔
ข้อ ๓ พันธบัตรรายนี้เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดต่อปี ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตร มีชนิดราคาดังต่อไปนี้
ฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท
ฉบับละ ๑๐๐ บาท
ข้อ ๔ พันธบัตรรายนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙
ข้อ ๕ พันธบัตรรายนี้ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๖ เมื่อได้รับคำเสนอขอซื้อพันธบัตรพร้อมด้วยชำระเงินเต็มตามราคาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบสำคัญชั่วคราวให้ผู้ซื้อยึดถือไว้ก่อนเพื่อแลกเปลี่ยนกับพันธบัตรก็ได้
ข้อ ๗ ดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับให้คำนวณตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ และให้เริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรกในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ งวดต่อไปในวันที่ ๑ มิถุนายน และวันที่ ๑ ธันวาคม ทุกปี ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่
ข้อ ๘ ที่ตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไปกระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วนให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๙ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตร ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับพันธบัตรพร้อมทั้งบัตรดอกเบี้ยทุกฉบับยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากบัตรดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในพันธบัตรฉบับใดขาดจำนวนไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหักจำนวนเงินตามบัตรดอกเบี้ยที่ขาดในพันธบัตรฉบับนั้นออกจากต้นเงินกู้ที่พึงชำระให้แก่ผู้ถือพันธบัตร
ข้อ ๑๐ ผู้ถือพันธบัตรจะขอจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร โดยมอบพันธบัตรหรือใบสำคัญชั่วคราวตามข้อ ๖ ไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ในการนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบรับจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ไว้เป็นสำคัญ
เมื่อได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรแล้ว จะถอนการจดบัญชีหรือโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่จดบัญชีไว้ในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๑ ผู้ที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไว้ไม่น้อยกว่าสามปี มีสิทธิ์ขายคืนพันธบัตรได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตรนั้น แต่สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงเก้าปี ให้มีอัตราส่วนลดต่อไปนี้
ระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชี ส่วนลดโดยนับแต่วัน
แสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืน จำหน่ายพันธบัตร
๓ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๕ ปี ร้อยละ ๒
๕ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๗ ปี ร้อยละ ๑.๕
๗ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๘ ปี ร้อยละ ๑
๘ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๙ ปี ร้อยละ ๐.๕
การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้ว
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรรายนี้ และจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรรายนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร
(๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๙
ส. วินิจฉัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
[เอกสารแนบท้าย]
๑.พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ ครั้งที่ ๒
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้ออกพันธบัตรกู้เงินแล้ว ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ ๖.๙๒ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ยังจะกู้ได้อีกร้อยละ ๑๓.๐๘ เห็นเป็นการสมควรที่จะกู้เงินโดยวิธีจำหน่ายพันธบัตรอีก ๕๐๐ ล้านบาท จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงเพื่อจัดการกู้เงินต่อไป
นันทพล/ปรับปรุง
๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๙