หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ (ฉบับที่ 2) (Update ณ วันที่ 30/12/2547)

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ระเบียบ:
ประกาศ:
คำสั่ง:
กฎกระทรวง:
กฎ:

กำลังแสดง: กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ (ฉบับที่ 2) (Update ณ วันที่ 30/12/2547) (กลับไปยังฉบับหลัก)

กฎ ก.ตร.

ว่าด้วยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ

.. ๒๕๔๗

                       

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๙๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๗ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.. ๒๕๓๙ มาตรา ๗๙ วรรคหนึ่ง และมติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑[๑]  กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๒  การพิจารณาสั่งลงโทษข้าราชการตำรวจผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งตามมาตรา ๙๐ วรรคสอง ให้ผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ นั้น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคณะกรรมการให้เป็นไปตามกฎ ก.ตร. นี้

 

ข้อ ๓  เมื่อผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) และ (๔) จะสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการแก่ข้าราชการตำรวจ ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อน ดังต่อไปนี้

(๑)[๒] ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วยจเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่าทุกคน และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน ๕ คน เป็นกรรมการ โดยให้จเรตำรวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีขึ้นไปคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรีขึ้นไปจำนวนไม่เกินสามคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยห้าคนจึงจะเป็นองค์ประชุม

(๒)ให้ผู้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่าตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองผู้บังคับการหรือตำแหน่งเทียบเท่าทุกคน และผู้บังคับการผู้รับผิดชอบงานอำนวยการ เป็นกรรมการโดยให้รองผู้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่าซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานกรรมการ ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกขึ้นไปคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปจำนวนไม่เกินสามคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยสามคนจึงจะเป็นองค์ประชุม

(๓) ให้ผู้บังคับการหรือตำแหน่งเทียบเท่าตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ หรือตำแหน่งเทียบเท่า เป็นกรรมการ โดยให้รองผู้บังคับการพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ หรือตำแหน่งเทียบเท่าซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานกรรมการ ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรีขึ้นไปคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปจำนวนไม่เกินสามคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยสามคนจึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ข้อ ๔  คณะกรรมการตามข้อ ๓ (๒) และ (๓) จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน ในกรณีมีผู้ดำรงตำแหน่งตามข้อ ๓ (๒) และ (๓)ไม่ครบจำนวนห้าคน ให้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งถัดลงไปเป็นกรรมการให้ครบจำนวนห้าคน

 

ข้อ ๕  ในการพิจารณาของคณะกรรมการตามข้อ ๓ (๑) (๒) และ (๓) ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับสำนวน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นซึ่งทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสิบห้าวัน ในการนี้ หากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้ถือว่าคณะกรรมการเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอ

ในกรณีที่คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งสั่งสอบสวนเพิ่มเติม มิให้นับระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเป็นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง

 

ข้อ ๖[๓]  (ยกเลิก)

 

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ มีนาคม พ.. ๒๕๔๗

พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ

รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

ประธาน ก.ตร.


กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗[๔]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ญาณี/พิมพ์

๓๐ เมษายน ๒๕๔๗

ทรงยศ/ศุภสรณ์/ตรวจ

๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗

A+B

 

สุนันทา/ผู้จัดทำ

๒๔ มกราคม ๒๕๕๐

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๙ ก/หน้า ๕/๙ มีนาคม ๒๕๔๗

[๒] ข้อ ๓ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗

[๓] ข้อ ๖ ยกเลิกโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗

[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๘๕ ก/หน้า ๔๓/๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๗