กฎกระทรวง
กำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร
พ.ศ. ๒๕๔๔[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๑๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้
“เลือกตั้ง” หมายความว่า เลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร
“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร
“ผู้สมัคร” หมายความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร
“เขตเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องที่ที่กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร
“หน่วยเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องถิ่นที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง
“ที่เลือกตั้ง” หมายความว่า สถานที่ที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง
“สมาชิกองค์กรเกษตรกร” หมายความว่า เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรหรือสำนักงานสาขาตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการรับขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนองค์กรเกษตรกร
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามกฎกระทรวงนี้
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อ ๒ ให้มีทะเบียนรายชื่อสมาชิกองค์กรเกษตรกรและทะเบียนองค์กรเกษตรกร ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการรับขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนทะเบียนองค์กรเกษตรกรเก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แยกเป็นรายภูมิภาคไว้เป็นประจำ
ให้ใช้ทะเบียนรายชื่อสมาชิกองค์กรเกษตรกรและทะเบียนองค์กรเกษตรกรในการอ้างอิงถึงภูมิภาคของผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิตรวจสอบและขอแก้ไขให้ถูกต้องได้
ข้อ ๓ การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรให้ใช้ภูมิภาคเป็นเขตเลือกตั้ง
การแบ่งภูมิภาค ให้แบ่งเป็นสี่ภูมิภาค ดังนี้
(๑) ภูมิภาคที่หนึ่ง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานี
(๒) ภูมิภาคที่สอง ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดในภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดราชบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอ่างทอง
(๓) ภูมิภาคที่สาม ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครพนม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดเลย จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสกลนคร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดอุบลราชธานี
(๔) ภูมิภาคที่สี่ ประกอบด้วยท้องที่จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดพังงา จังหวัดพัทลุง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดยะลา จังหวัดระนอง จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้อ ๔ ให้มีผู้แทนเกษตรกรจำนวนยี่สิบคนซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกองค์กรเกษตรกรในสี่ภูมิภาค อย่างน้อยภูมิภาคละสองคน ส่วนที่เหลืออีกสิบสองคนให้เป็นไปตามสัดส่วนของสมาชิกองค์กรเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค
การคำนวณสัดส่วนของผู้แทนเกษตรกรส่วนที่เหลืออีกสิบสองคน ให้คำนวณจากสัดส่วนของสมาชิกองค์กรเกษตรกร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้รวมจำนวนสมาชิกองค์กรเกษตรกรทั้งสี่ภูมิภาค
(๒) ให้นำจำนวนสมาชิกองค์กรเกษตรกรตาม (๑) หารด้วยสิบสอง ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นจำนวนสมาชิกองค์กรเกษตรกรเฉลี่ยต่อผู้แทนเกษตรกรหนึ่งคน
(๓) ให้นำจำนวนสมาชิกองค์กรเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคหารด้วยจำนวนสมาชิกองค์กรเกษตรกรเฉลี่ยตาม (๒) ผลลัพธ์ที่เป็นจำนวนเต็มที่ได้รับคือ จำนวนผู้แทนเกษตรกรที่ภูมิภาคนั้นจะพึงมี
(๔) ในกรณีที่จำนวนผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับรวมกันทั้งสี่ภูมิภาคมีจำนวนไม่ถึงสิบสองคนให้ภูมิภาคที่มีผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นเศษที่มีจำนวนมากที่สุดได้รับจำนวนผู้แทนเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนและให้เพิ่มจำนวนผู้แทนเกษตรกรตามวิธีการดังกล่าวแก่ภูมิภาคที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๓) ในลำดับรองลงมาตามลำดับจนกว่าจะมีจำนวนผู้แทนองค์กรเกษตรกรทั้งสี่ภูมิภาครวมกันครบจำนวนสิบสองคน
เมื่อได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำนวนผู้แทนเกษตรกรที่จะพึงมีในแต่ละภูมิภาค
ข้อ ๕ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร
(๒) มีสัญชาติไทย
(๓) มีภูมิลำเนาอยู่ในภูมิภาคที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(๔) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง
(๗) ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานองค์กรของรัฐซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(๘) ไม่เป็นบุคคลซึ่งทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่
ข้อ ๖ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร
ข้อ ๗ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน
การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ข้อ ๘ การเลือกตั้งให้มีหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อยอำเภอ เขต หรือกิ่งอำเภอ ละหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง
การกำหนดหน่วยเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง และการกำหนดที่เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ข้อ ๙ ในการสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่พร้อมรูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวกหรือรูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนเหมือนรูปถ่ายของผู้สมัคร ขนาดกว้างประมาณ ๘.๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๓.๕ เซนติเมตร ตามจำนวนที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
การกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้ง สถานที่รับสมัครเลือกตั้ง และแบบใบสมัครรับเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ข้อ ๑๐ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานการสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติของผู้สมัครและสอบสวนว่ามีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัคร
กรณีผู้ใดมีคุณสมบัติครบถ้วนให้แจ้งผู้นั้นทราบ ถ้าไม่ครบถ้วนหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่สั่งไม่รับสมัครแล้วแจ้งให้ผู้นั้นทราบโดยเร็ว
ข้อ ๑๑ ให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้งตามลำดับก่อนหลังการมายื่นใบสมัครตามลำดับเลขที่ใบรับใบสมัคร
กรณีมีผู้ยื่นใบสมัครพร้อมกันหลายคน และไม่อาจตกลงกันได้ให้ใช้วิธีจับสลากโดยเปิดเผยระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน
ข้อ ๑๒ วิธีการลงคะแนนเลือกตั้ง ลักษณะและขนาดของบัตรเลือกตั้ง และหีบบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ข้อ ๑๓ ในวันเลือกตั้งให้เปิดการลงคะแนนตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา
ข้อ ๑๔ ในกรณีที่การลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย หรือเหตุสุดวิสัยอื่น ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่กำหนดที่เลือกตั้งใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปลงคะแนนได้โดยสะดวก แต่ถ้าไม่สามารถกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ได้ให้ประกาศงดลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นแล้วรายงานต่อเลขาธิการโดยด่วน
ในกรณีที่เหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประกาศงดลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อเลขาธิการโดยด่วน
ให้เลขาธิการกำหนดวันลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบว่าเหตุที่ทำให้ไม่อาจลงคะแนนได้นั้นสงบลงแล้ว และต้องประกาศก่อนวันลงคะแนนเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ข้อ ๑๕ เมื่อปิดการลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ให้ตรวจนับคะแนนเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จในรวดเดียวจะเลื่อนหรือประวิงเวลาไม่ได้
เมื่อนับคะแนนเสร็จแล้วให้เจ้าหน้าที่ประกาศผลของการนับคะแนน จำนวนบัตรเลือกตั้งที่มีอยู่ทั้งหมด จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ และจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือจากการลงคะแนน แล้วรีบทำรายงานผลการนับคะแนนส่งไปยังเลขาธิการโดยเร็ว
การประกาศผลการนับคะแนน การรายงานผลของการนับคะแนน วิธีการนับคะแนน วิธีการเก็บบัตรเลือกตั้ง และการเก็บรักษาเอกสารหลักฐาน ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ข้อ ๑๖ บัตรเลือกตั้งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย คือ
(๑) บัตรปลอม
(๒) บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนมากกว่าหนึ่งเครื่องหมาย
(๓) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนใด
(๔) บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้กับผู้สมัครเกินกว่าหนึ่งคน
(๕) บัตรที่ทำเครื่องหมายอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
(๖) บัตรที่ไม่ได้ทำเครื่องหมายเลย
(๗) บัตรที่มีเครื่องสังเกตหรือข้อความอื่นใด
(๘) บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนนอกช่อง “ทำเครื่องหมาย”
ในการนับคะแนน หากปรากฏว่ามีบัตรเสียให้สลักหลังในบัตรตามข้อนี้ว่า “เสีย” พร้อมทั้งระบุเหตุผลว่าเป็นบัตรเสียตามความในอนุมาตราใด และให้แยกบัตรเสียออกไว้เป็นส่วนหนึ่งและห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนไม่ว่ากรณีใด
ข้อ ๑๗ ให้ผู้สมัครซึ่งได้คะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเรียงตามลำดับลงมาจนครบจำนวนผู้แทนเกษตรกรที่จะพึงมีได้ในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนเกษตรกร
ในกรณีที่มีผู้สมัครได้คะแนนเลือกตั้งเท่ากันหลายคนอันเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลำดับผู้ได้รับเลือกตั้งได้ ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเลือกตั้งเท่ากันจับสลากเพื่อให้ได้ผู้ได้รับเลือกตั้งครบจำนวนที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น โดยทำสลากเท่าจำนวนผู้สมัครที่จะต้องจับสลาก เป็นสลากซึ่งมีข้อความว่า “ได้รับเลือกตั้ง” เท่ากับจำนวนผู้แทนเกษตรกรที่จะพึงมีหรือยังขาดอยู่ นอกนั้นเป็นสลากซึ่งมีข้อความว่า “ไม่ได้รับเลือกตั้ง” ผู้ใดได้สลากซึ่งมีข้อความว่า “ได้รับเลือกตั้ง” ผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนเกษตรกร
การจับสลากให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าเลขาธิการ เมื่อถึงเวลาการจับสลากแล้ว หากผู้สมัครที่จะต้องจับสลากไม่มา ณ สถานที่จับสลาก ให้เลขาธิการเป็นผู้จับสลากแทนผู้ที่ไม่มา และให้เลขาธิการบันทึกแสดงผลของการจับสลากไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ผลการนับคะแนนไม่ตรงกับรายงานการใช้สิทธิเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ให้เลขาธิการจัดให้มีการนับคะแนนใหม่ ถ้ายังไม่ตรงกันอีก ให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เว้นแต่คะแนนที่ไม่ตรงกับรายงานการใช้สิทธินั้นจะไม่ทำให้ผลของการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนแปลงไป มิให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ข้อ ๑๙ เมื่อได้ผลการนับคะแนนของการเลือกตั้งตามข้อ ๑๕ ครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว ให้เลขาธิการประกาศว่าผู้สมัครผู้ใดเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนเกษตรกร
เมื่อเลขาธิการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ให้รีบดำเนินการแจ้งผลการเลือกตั้งเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรผู้ได้รับการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรต่อไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔
ชูชีพ หาญสวัสดิ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประกอบด้วยกรรมการจำนวนสี่สิบเอ็ดคนและในจำนวนกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจากผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกองค์กรเกษตรกรในสี่ภูมิภาคจำนวนยี่สิบคน ประกอบกับมาตรา ๑๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ละออง/พิมพ์
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔
สถาพร/ปรับปรุง
๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙