หน้าหลัก · สารบัญกฎหมาย · อ่านกฎหมาย

ข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552

ดาวน์โหลด PDF
อ้างอิงจาก & ฉบับที่เกี่ยวข้อง
ฉบับปรับปรุงเมื่อปี:
ข้อบังคับ:
กฎกระทรวง:

กำลังแสดง: ข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552 (กลับไปยังฉบับหลัก)

ข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ

ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล

พ.ศ. ๒๕๕๒

                       

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗ (๗) และมาตรา ๒๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับมติคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ จึงออกข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๒

 

ข้อ ๒[๑]  ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๓  ในข้อบังคับนี้

คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ

สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

รองเลขาธิการ หมายความว่า รองเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ผู้ช่วยเลขาธิการ หมายความว่า ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ หมายความว่า พนักงานซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งให้บังคับบัญชาทุกส่วนงานของสำนักงาน

ผู้อำนวยการส่วน หมายความว่า พนักงานซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งให้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างในส่วนงานใดส่วนงานหนึ่งของสำนักงาน

พนักงานหรือลูกจ้าง หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ปีงบประมาณ หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงวันที่ ๓๐ กันยายนของปีถัดไป

 

ข้อ ๔  ให้เลขาธิการเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการปฏิบัติการตามข้อบังคับนี้

ในกรณีที่เลขาธิการไม่สามารถชี้ขาดปัญหาได้ ให้เสนอคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ถือว่าเป็นที่สุด

 

หมวด ๑

การกำกับดูแลและการบังคับบัญชา

                       

 

ข้อ ๕  ให้เลขาธิการเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของสำนักงาน และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่ง

 

ข้อ ๖  ให้เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัย การให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

(๒) ออกระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หลักเกณฑ์ วิธีการ และนำมติคณะกรรมการมาปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

(๓) แต่งตั้งรองเลขาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการและผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่จะได้รับมอบอำนาจเป็นสำคัญ

(๔) ดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง กำหนดไว้

 

หมวด ๒

พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

                       

 

ข้อ ๗ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน มี ๒ ประเภท ดังนี้

(๑) พนักงาน ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อบังคับนี้ ให้ปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนและเงินค่าตอบแทนอื่นจากสำนักงาน เว้นแต่ข้อบังคับนี้จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

(๒) ลูกจ้าง มี ๒ ประเภท คือ

ลูกจ้างประจำ ได้แก่ ลูกจ้างรายเดือนที่ปฏิบัติงานโดยได้รับค่าจ้างจากสำนักงาน

ลูกจ้างชั่วคราว ได้แก่ บุคคลที่สำนักงานทำสัญญาจ้างให้ปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานเป็นการชั่วคราวโดยมีกำหนดระยะเวลา

 

ข้อ ๘  ตำแหน่งพนักงานมี ๓ ประเภท ดังนี้

(๑) ประเภทตำแหน่งบริหาร ได้แก่ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ และผู้อำนวยการส่วน

(๒) ประเภทตำแหน่งวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่งนักวิชาการเชี่ยวชาญ ตำแหน่งนักวิชาการชำนาญการพิเศษ ตำแหน่งนักวิชาการชำนาญการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น

(๓) ประเภทตำแหน่งปฏิบัติการ ได้แก่ ตำแหน่งปฏิบัติงาน และตำแหน่งชำนาญงาน

 

ข้อ ๙  สำนักงานจะมีพนักงานและลูกจ้างในตำแหน่งใด ประเภทใด ระดับใด อยู่ในส่วนงานใด จำนวนเท่าไร ให้เลขาธิการเป็นผู้กำหนดภายใต้กรอบอัตรากำลังที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงาน

ให้มีการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานและลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ทั้งนี้ หน้าที่และความรับผิดชอบของงานจะต้องระบุทั้งงานหลักเฉพาะตำแหน่ง และงานอื่นที่ต้องปฏิบัติหรือรับผิดชอบร่วมกับตำแหน่งอื่นด้วย ในการนี้ ให้เลขาธิการจัดทำแผนอัตรากำลังพนักงานและลูกจ้างเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติตามที่จำเป็นและเหมาะสม

 

หมวด ๓

การบรรจุ และแต่งตั้ง

                       

 

ข้อ ๑๐  บุคคลใดจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งต้องเป็นผู้มีความสามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(ก) คุณสมบัติทั่วไป

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์

(๓) เป็นผู้เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

(ข) ลักษณะต้องห้าม

(๑) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๒) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๓) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

(๔) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(๕) เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น

(๖) เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักงาน พักราชการ หรือสั่งให้หยุดงานเป็นการชั่วคราวในลักษณะเดียวกันกับการพักงานหรือพักราชการ

(๗) เป็นผู้เคยถูกลงโทษกระทำ ผิดวินัยอย่างร้ายแรงจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น

(๘) เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

(ค) คุณสมบัติเฉพาะ

คุณสมบัติเฉพาะของพนักงานหรือลูกจ้างแต่ละตำแหน่งเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๑๑  ผู้สมัครเป็นพนักงานหรือลูกจ้างต้องยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานตามที่เลขาธิการกำหนด

 

ข้อ ๑๒  การบรรจุหรือการจ้างบุคคลให้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ให้บรรจุแต่งตั้ง หรือจ้างจากผู้ผ่านการคัดเลือกได้ในตำแหน่งนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๑๓  ในกรณีที่มีเหตุผลพิเศษและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะบรรจุบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญงาน และประสบการณ์สูง เข้าเป็นพนักงานประเภทตำแหน่งบริหารประเภทตำแหน่งวิชาการ หรือประเภทตำแหน่งปฏิบัติการ ให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติแต่งตั้งได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๑๔  บุคคลผู้ได้รับการบรรจุ แต่งตั้ง หรือจ้างให้ดำรงตำแหน่งใด ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นไม่น้อยกว่าหกเดือน

 

ข้อ ๑๕  อำนาจการบรรจุแต่งตั้งให้เลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่ง

 

หมวด ๔

การเลื่อนตำแหน่งพนักงาน

                       

 

ข้อ ๑๖  การเลื่อนตำแหน่งพนักงานจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการพิจารณาเลื่อนในระดับตำแหน่งในขณะนั้นให้สูงขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน ขอบเขตและปริมาณงาน ความสำคัญของตำแหน่งงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบที่สูงขึ้นของงาน หรือเมื่อมีการปรับปรุงตำแหน่งใหม่ตามความจำเป็น

 

ข้อ ๑๗  ผู้มีสิทธิได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งเพื่อดำรงตำแน่งในระดับสูงขึ้น ต้องเป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตรากึ่งกลางในแต่ละระดับตำแหน่งงานที่พนักงานผู้นั้นครองอยู่ในขณะนั้น

 

ข้อ ๑๘  การเลื่อนตำแหน่งพนักงานจะต้องพิจารณาตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในหน้าที่เป็นอย่างดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่สูงกว่าได้

(๒) เป็นผู้มีความชำนาญในตำแหน่งหน้าที่เป็นอย่างดีหรือมากกว่าตำแหน่งที่ดำรงอยู่

(๓) ผลการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในขั้นดีตลอดมา

(๔) คุณสมบัติของพนักงานซึ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเหมาะสมกับตำแหน่ง และลักษณะงาน

 

ข้อ ๑๙  พนักงานผู้ใดซึ่งเลขาธิการเห็นสมควรให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยก่อนมีการเลื่อนตำแหน่ง ให้รอการเลื่อนตำแหน่งไว้ก่อน เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นในปีใดและผู้นั้นไม่ถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกลงโทษแต่เป็นโทษภาคทัณฑ์หรือไม่มีมลทินมัวหมอง ให้สั่งเลื่อนตำแหน่งได้ในปีนั้น

 

ข้อ ๒๐  การที่พนักงานไปศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลางาน ลาไปศึกษาต่อ ไม่ถือเป็นข้อผูกพันที่สำนักงานจะต้องเลื่อนตำแหน่งให้แต่อย่างใด ยกเว้นพนักงานซึ่งลาไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี

 

ข้อ ๒๑  การเลื่อนตำแหน่งพนักงานทุกตำแหน่ง ให้ผู้อำนวยการส่วนนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้นและให้เลขาธิการพิจารณาอนุมัติ

การเลื่อนตำแหน่งพนักงานในตำแหน่งใด ให้มีการประเมินผลงานของผู้ที่เห็นสมควรที่จะได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง และให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปตามลำดับเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของเลขาธิการ

 

ข้อ ๒๒  การเลื่อนตำแหน่งพนักงานนอกเหนือจากข้อบังคับนี้หรือที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับนี้หากเลขาธิการพิจารณาเห็นสมควรเลื่อนตำแหน่งให้แก่พนักงานผู้นั้น โดยมีเหตุผลเป็นกรณีพิเศษให้เลขาธิการพิจารณาอนุมัติเป็นรายกรณี

 

หมวด ๕

เงินเดือน และค่าจ้าง

                       

 

ข้อ ๒๓  อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนสำหรับพนักงานหรือลูกจ้างให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายข้อบังคับนี้

การแก้ไขปรับปรุงบัญชีอัตราเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่งให้เลขาธิการเสนอคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ

 

ข้อ ๒๔  เงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนสำหรับพนักงานหรือลูกจ้างแต่ละคน ให้เลขาธิการกำหนดโดยคำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้

(๑) ระดับตำแหน่งในสำนักงาน

(๒) ระดับของวุฒิการศึกษาที่เหมาะสมกับตำแหน่ง

(๓) ประสบการณ์การทำงานที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ

(๔) ความยากง่ายของงาน

(๕) อัตราค่าจ้างของหน่วยงานอื่นที่มีสถานะใกล้เคียงกัน

(๖) สถานการณ์และความจำเป็นของสำนักงาน

(๗) ระดับการบังคับบัญชา

(๘) สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ข้อ ๒๕  การกำหนดกรอบวงเงิน การปรับเพิ่มเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างในปีใดให้เป็นไปตามที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้พิจารณาจากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาและงบประมาณที่จะได้รับการจัดสรรในปีนั้น ๆ

 

ข้อ ๒๖  พนักงานหรือลูกจ้างตำแหน่งใดจะได้รับเงินเดือนในอัตราเท่าใดให้เป็นไปตามที่เลขาธิการกำหนด ทั้งนี้ โดยประกาศให้ทราบทั่วกัน

 

ข้อ ๒๗  พนักงานหรือลูกจ้างอาจได้รับเงินค่าครองชีพตามภาวะเศรษฐกิจ เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มพิเศษอย่างอื่นตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

เงินตามวรรคหนึ่งไม่ให้ถือว่าเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือลูกจ้างจะพึงได้รับ

 

ข้อ ๒๘  ให้มีการเลื่อนเงินเดือนหรือค่าจ้างและประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานหรือลูกจ้างปีละสองครั้งในเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปี

การเลื่อนเงินเดือนหรือค่าจ้างของพนักงานหรือลูกจ้างแต่ละคน ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เทียบเคียงกับเจ้าหน้าที่อื่นด้วย ดังนี้

(๑) ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาในตำแหน่งปัจจุบัน

(๒) ความประพฤติ ความอุตสาหะ และการรักษาวินัย

หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่เลขาธิการกำหนดและต้องกระทำด้วยความเป็นธรรมและผู้ประเมินต้องแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับการประเมินทราบทุกครั้งที่มีการประเมินเป็นรายบุคคล

 

ข้อ ๒๙  การเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือค่าจ้างของพนักงานหรือลูกจ้างให้เลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างได้ไม่เกินกรอบวงเงินการปรับเทียบเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำปีที่ได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

หมวด ๖

สวัสดิการ ประโยชน์อื่น และการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

                       

 

ข้อ ๓๐  เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้สำนักงานจัดให้มีระบบสวัสดิการประโยชน์เกื้อกูล และเงินตอบแทนในลักษณะต่าง ๆ แก่พนักงานหรือลูกจ้างตามความจำเป็นและเหมาะสม

หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ ประโยชน์เกื้อกูลและเงินตอบแทนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๓๑  สวัสดิการ ประโยชน์เกื้อกูล และเงินตอบแทนที่พนักงานหรือลูกจ้างได้รับมิให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนหรือค่าจ้าง

 

ข้อ ๓๒  ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาและฝึกอบรมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ คุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งปัจจุบันและอนาคต

ให้สำนักงานจัดทำแผนงานและจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาพนักงานหรือลูกจ้างอย่างเหมาะสม

 

ข้อ ๓๓  เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพนักงานให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เลขาธิการอาจกำหนดให้มีการพัฒนา ดังนี้

(๑) การศึกษาต่อ ฝึกอบรม หรือศึกษาดูงาน

(๒) การปฏิบัติงานการวิจัย

(๓) การได้รับการบริการวิชาการ

(๔) การเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ

(๕) การอื่นใดที่จำเป็นหรือเหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพนักงานหรือลูกจ้าง

 

หมวด ๗

วันปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานล่วงเวลา และการลา

                       

 

ส่วนที่ ๑

วันปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานล่วงเวลา

                       

 

ข้อ ๓๔  พนักงานหรือลูกจ้างมีวันปฏิบัติงานและเวลาปฏิบัติงาน ดังนี้

(๑) วันปฏิบัติงาน ได้แก่ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ของสัปดาห์ เว้นวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดประจำปี และวันหยุดอื่นตามมติคณะรัฐมนตรี

(๒) เวลาปฏิบัติงาน ได้แก่ ระยะเวลาการปฏิบัติงานในวันปฏิบัติงานปกติในแต่ละวัน วันละแปดชั่วโมง รวมเวลาหยุดพักหนึ่งชั่วโมง

ในกรณีที่วันหยุดประจำปีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยในวันปฏิบัติงานถัดไป

 

ข้อ ๓๕  เลขาธิการอาจกำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใด ปฏิบัติงานล่วงเวลาหรือปฏิบัติงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น

 

ส่วนที่ ๒

การลา

                       

 

ข้อ ๓๖  การลามี ๘ ประเภท คือ

(๑) การลาป่วย

(๒) การลาคลอดบุตร

(๓) การลากิจส่วนตัว

(๔) การลาพักผ่อนประจำปี

(๕) การลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจญ์

(๖) การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการระดมพล

(๗) การลาไปดูงาน ประชุม ฝึกอบรม ชุมนุม หรือศึกษาต่อภายในประเทศหรือต่างประเทศ

(๘) การลาประเภทอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

ข้อ ๓๗  พนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง แต่ในปีหนึ่งไม่เกินสามสิบวันการลาป่วยตั้งแต่สามวันปฏิบัติงานขึ้นไป ให้พนักงานหรือลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือสถานพยาบาลของทางราชการ

ในกรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือสถานพยาบาลของทางราชการตามวรรคหนึ่งได้ให้พนักงานหรือลูกจ้างชี้แจงเป็นหนังสือให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบ สำหรับการลาทุกประเภทของลูกจ้างชั่วคราวตามข้อ ๓๗ ให้เป็นไปตามสัญญาการจ้าง

วันที่พนักงานหรือลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานได้ เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติงาน และวันลาเพื่อคลอดบุตรตามข้อ ๔๐ มิให้ถือเป็นวันลาป่วยตามข้อนี้

 

ข้อ ๓๘  พนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิลากิจและลาพักผ่อนประจำปีได้ ดังต่อไปนี้

(๑) ลากิจปีละไม่เกินแปดวันปฏิบัติงาน สำหรับพนักงานหรือลูกจ้างที่ผ่านการทดลองปฏิบัติงานแล้ว หากมีความจำเป็นให้เลขาธิการพิจารณาเป็นรายกรณี

(๒) ลาพักผ่อนประจำปีปีละไม่เกินสิบวันปฏิบัติงาน สำหรับพนักงานหรือลูกจ้างที่ปฏิบัติงานติดต่อกันมาแล้วครบหกเดือน

ถ้าในปีใดมิได้มีการลาพักผ่อนประจำปี หรือมีการลาพักผ่อนประจำปีแล้วแต่ไม่ครบสิบวันปฏิบัติงาน ให้สะสมวันที่ยังมิได้ลาพักผ่อนประจำปีในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ แต่วันลาพักผ่อนประจำปีสะสมกับวันลาพักผ่อนประจำปีในปีปัจจุบันจะต้องไม่เกินยี่สิบวันปฏิบัติงาน ในกรณีพนักงานหรือลูกจ้างปฏิบัติงานมาแล้วครบสิบปีให้มีสิทธิสะสมวันลาพักผ่อนประจำปีได้ไม่เกินสามสิบวันปฏิบัติงาน

 

ข้อ ๓๙  ในระหว่างที่พนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักผ่อนประจำปีและยังไม่ครบกำหนด หากมีกรณีจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติงาน ผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวกลับมาปฏิบัติงานก็ได้โดยให้ถือว่าวันที่กลับมาปฏิบัติงานนั้นมิได้เป็นวันลาพักผ่อนประจำปี

 

ข้อ ๔๐  พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดบุตรได้ครั้งหนึ่งไม่เกินเก้าสิบวัน โดยให้นับวันรวมวันหยุดที่มีในระหว่างระยะเวลาที่ลาคลอดบุตรด้วย

การลาคลอดบุตรจะลาในวันที่คลอดบุตร ก่อนวันที่คลอดบุตร หรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้แต่เมื่อรวมวันลาแล้วต้องไม่เกินเก้าสิบวัน

การลาคลอดบุตรที่คาบเกี่ยวการลาประเภทใดที่ยังไม่ครบกำหนดวันลาของการลาประเภทนั้นให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้ถือเป็นการลาคลอดบุตรตั้งแต่วันลาคลอดบุตร

พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงที่ลาคลอดบุตรตามวรรคหนึ่ง หากประสงค์จะลาเพื่อเลี้ยงบุตรให้มีสิทธิลาต่อเนื่องจากการลาคลอดได้อีกไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างระหว่างลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร

 

ข้อ ๔๑  ในกรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ผู้ใดมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือสถานพยาบาลของทางราชการแสดงว่าไม่อาจปฏิบัติงานในหน้าที่เดิมได้ มีสิทธิขอเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ผู้นั้น

 

ข้อ ๔๒  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดนับถือศาสนาพุทธและยังไม่อุปสมบท หรือที่นับถือศาสนาอิสลามและยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจญ์ จะลาเพื่อการดังกล่าวได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยนับรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดอื่นตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีในระหว่างการลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจญ์ด้วย โดยพนักงานหรือลูกจ้างผู้นั้นจะต้องปฏิบัติงานติดต่อกันมาแล้วจนถึงวันที่อนุญาตให้ลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

 

ข้อ ๔๓  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดลาเนื่องจากราชการทหาร ได้แก่ การลาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) ลาไปรับการตรวจเลือกเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(๒) ลาไปเข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการทดลองพรั่งพร้อม หรือเข้ารับการระดมพลเมื่อถูกเรียกตัวตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(๓) การไปเข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนดตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร

(๔) ลาไปฝึกอบรมหรือฝึกกองอาสารักษาดินแดน ตามกฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน

 

ข้อ ๔๔  พนักงานหรือลูกจ้างที่มีสิทธิลาเนื่องจากราชการทหารได้ตามกำหนดเวลาที่จำเป็นแก่ทางราชการทหารโดยให้รวมถึงวันเดินทางไปและกลับเท่าที่จำเป็น แต่ปีหนึ่งไม่เกินหกสิบวัน

การลาเนื่องจากราชการทหารจะต้องมีเอกสารของทางราชการทหารหรือสำเนาเอกสารดังกล่าวหรือหลักฐานอื่นที่เชื่อถือได้แนบมาพร้อมใบลาด้วย

 

ข้อ ๔๕  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดลาไปดูงาน ประชุม ฝึกงานหรือศึกษาต่อภายในประเทศหรือต่างประเทศ ให้ทำเป็นหนังสือขออนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติจากเลขาธิการแล้ว ให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้ลาโดยมิต้องเสนอใบลาเพื่อให้พิจารณาอีก

 

ข้อ ๔๖  เลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตในการลาของพนักงานหรือลูกจ้าง หรืออาจมอบหมายให้ผู้อื่นให้เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตได้

 

ข้อ ๔๗  ในกรณีจำเป็นที่พนักงานหรือลูกจ้างลาเกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ให้เลขาธิการพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี ทั้งนี้ผู้ได้รับอนุญาตในกรณีดังกล่าวจะไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง

 

ข้อ ๔๘  หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นใบลาและรายละเอียดอื่น ให้เป็นไปตามที่เลขาธิการกำหนด

 

ข้อ ๔๙  ในการคำนวณวันลาให้ใช้วิธีการคำนวณเป็นหนึ่งวันหรือครึ่งวันเท่านั้น

 

หมวด ๘

วินัย และการรักษาวินัย

                       

 

ข้อ ๕๐  พนักงานหรือลูกจ้างต้องรักษาวินัยตามที่เลขาธิการกำหนดโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ

 

ข้อ ๕๑  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัยตามที่เลขาธิการกำหนด ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย จักต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษ

 

ข้อ ๕๒  โทษทางวินัยมี ๕ สถาน คือ

(๑) ภาคทัณฑ์

(๒) ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง

(๓) ลดขั้นเงินเดือนหรือค่าจ้าง

(๔) ปลดออก

(๕) ไล่ออก

 

ข้อ ๕๓  การดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานหรือลูกจ้าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๕๔  การลงโทษพนักงานหรือลูกจ้าง เลขาธิการต้องสั่งลงโทษโดยออกเป็นคำสั่งให้เหมาะสมกับความผิด และมิให้เป็นไปโดยพยาบาท โดยอคติ หรือโดยโทสจริต หรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิด

ในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใด ตามข้อใด

 

หมวด ๙

การพ้นสภาพความเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง

                       

 

ข้อ ๕๕  การพ้นสภาพพนักงานหรือลูกจ้างเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ครบเกษียณอายุ

(๓) ลาออก

(๔) ยุบหรือเลิกตำแหน่งหรือยุบส่วนงาน

(๕) สิ้นสุดสัญญาจ้าง

(๖) ถูกสั่งให้ออกหรือเลิกจ้างตามข้อ ๕๘

(๗) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก แล้วแต่กรณี

 

ข้อ ๕๖  พนักงานและลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากงาน ให้ยื่นหนังสือขอลาออกตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เพื่อให้เลขาธิการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต เมื่อเลขาธิการสั่งอนุญาตแล้วจึงให้ออกจากงานได้

ในกรณีที่เลขาธิการพิจารณาเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่งานของสำนักงานจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันขอลาออกก็ได้ แต่ต้องแจ้งการยับยั้งการอนุญาตไม่ให้ลาออกพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบ และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ยับยั้งแล้วให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาที่ยับยั้ง

ถ้าเลขาธิการไม่ได้อนุญาตให้ลาออกตามวรรคหนึ่งและได้ยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกตามวรรคสอง ให้การลาออกนั้นมีผลตั้งแต่วันขอลาออก

ในกรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากงานเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อเลขาธิการและให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก

 

ข้อ ๕๗  เลขาธิการมีอำนาจสั่งให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากงานหรือเลิกจ้างได้ ในการสั่งให้ออกจากงานหรือเลิกจ้าง นอกจากให้ทำได้ในกรณีที่ระบุไว้ในข้อบังคับนี้แล้ว ให้ทำได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ของตนได้โดยสม่ำเสมอ

(๒) เมื่อประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่หรือบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง

(๓) เมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๑๐ (ข) หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะตามข้อ ๑๐ (ค) อยู่ก่อนการบรรจุ

(๔) เมื่อไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีติดต่อกันสองปี เว้นแต่กรณีเงินเดือนเต็มขั้น

(๕) เมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพ หรือปฏิบัติงานโดยใช้ความรู้ความสามารถไม่ถึงเกณฑ์การปฏิบัติงาน

(๖) เมื่อต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุก กรณีถูกจำคุกในความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ถ้าเลขาธิการเห็นว่าไม่เกิดความเสียหายต่อสำนักงานจะไม่สั่งให้ออกจากงานหรือเลิกจ้างก็ได้

(๗) เมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการสอบสวนแล้วผลการสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่จะถูกลงโทษแต่มีมลทินมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนหากให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงาน

การให้ออกจากงานหรือเลิกจ้างตาม (๑) (๒) และ (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๕๘  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ เว้นแต่ประเภทตำแหน่งบริหารหรือประเภทตำแหน่งวิชาการเลขาธิการอาจบรรจุแต่งตั้งหรือจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอายุหกสิบห้าปีบริบูรณ์

 

หมวด ๑๐

ค่าชดเชย

                       

 

ข้อ ๕๙  สำนักงานจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(๑) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปีจ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายหนึ่งเดือน

(๒) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายสามเดือน

(๓) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายหกเดือน

(๔) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายแปดเดือน

(๕) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายสิบเดือน

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น อันได้แก่การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของสำนักงานซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

 

ข้อ ๖๐  สำนักงานไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเมื่อมีการเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อสำนักงาน

(๒) จงใจทำให้สำนักงานได้รับความเสียหาย

(๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้สำนักงานได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๔) ฝ่าฝืน ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสำนักงาน หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และผู้บังคับบัญชาได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงไม่จำเป็นต้องตักเตือน ทั้งนี้ หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานหรือลูกจ้างได้กระทำผิด

(๕) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสิบห้าวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๖) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(๗) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

หมวด ๑๑

การอุทธรณ์

                       

 

ข้อ ๖๑  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามข้อบังคับนี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง และการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

ข้อ ๖๒  พนักงานหรือลูกจ้างถูกสั่งให้ออกจากงานหรือเลิกจ้างตามข้อ ๕๕ หรือผู้ใดถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามข้อบังคับนี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

หมวด ๑๒

การร้องทุกข์

                       

 

ข้อ ๖๓  พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หรือแบบธรรมเนียมของสำนักงาน หรือมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อตน ผู้นั้นอาจร้องทุกข์ต่อเลขาธิการเพื่อขอให้แก้ไขหรือแก้ความคับข้องใจได้

 

ข้อ ๖๔  การร้องทุกข์และเหตุแห่งการร้องทุกข์อันเกิดจากเลขาธิการให้ร้องทุกข์ต่อประธานกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และเมื่อประธานกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติพิจารณาผลประการใดให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

 

ข้อ ๖๕  การร้องทุกข์ตามข้อ ๖๓ ต้องกระทำภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบเรื่องที่เป็นมูลเหตุให้ร้องทุกข์ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

หมวด ๑๓

บทเฉพาะกาล

                       

 

ข้อ ๖๖  ผู้ใดเป็นพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติอยู่ในวันที่ใช้ข้อบังคับนี้ให้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างภายใต้บังคับของข้อบังคับนี้

พนักงานและลูกจ้างที่จะบรรจุลงในตำแหน่งใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงคุณธรรม ประสิทธิภาพ ความรู้ ความสามารถประกอบการพิจารณา

 

ข้อ ๖๗  การดำเนินการใด ๆ ซึ่งยังไม่มีหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่จะต้องออกตามข้อบังคับนี้ให้เลขาธิการดำเนินการสำหรับเพื่อการนั้นได้ โดยรายงานให้คณะกรรมการทราบ

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ประธานกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ


[เอกสารแนบท้าย]

 

๑.  บัญชีอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน แนบท้ายข้อบังคับคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552

๒.  บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ และผู้อำนวยการส่วน

๓.  บัญชีอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

 

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑ เมษายน ๒๕๕๒

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๔๔ ง/หน้า ๑๒๐/๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒