กฎกระทรวง
ว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติ
ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ
พ.ศ. ๒๕๔๕
---------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช
๒๔๘๓ และมาตรา ๙๐/๑๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติบางประการ
เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๖ มาตรา ๔๘
และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
บททั่วไป
----------------
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
"การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้" หมายความว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
ตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย
"ลูกหนี้" หมายความว่า ลูกหนี้ที่เป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติ
บุคคลที่ฟื้นฟูกิจการ
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาผู้ทำแผนและผู้บริหาร
แผนฟื้นฟูกิจการ
"สำนักงาน หมายความว่า สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
"แผน" หมายความว่า แผนฟื้นฟูกิจการ
"ผู้ทำแผน" หมายความว่า ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ
"ผู้บริหารแผน" หมายความว่า ผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผน
ฟื้นฟูกิจการ
"ผู้บริหารของลูกหนี้" หมายความว่า กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจดำเนิน
กิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
"ทุนทรัพย์" หมายความว่า มูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ
ข้อ ๒ กฎกระทรวงนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้ได้รับ
การแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
หมวด ๒
คณะกรรมการ
------------------
ข้อ ๓ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณาผู้ทำแผน
และผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ" ประกอบด้วยอธิบดีกรมบังคับคดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทน
สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับ
หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวง
การคลัง ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย และกรรมการอื่นอีกไม่เกินหกคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความเชี่ยวชาญ
ในด้านบัญชี ด้านธุรกิจ ด้านการเงินหรือด้านกฎหมาย เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟู
กิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดีเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ
ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการ มีหน้าที่เป็น
ผู้ช่วยประธานกรรมการในกิจการทั้งปวงอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของประธานกรรมการตามที่
ประธานกรรมการมอบหมาย และเป็นผู้ทำการแทนประธานกรรมการในเมื่อประธานกรรมการไม่
อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ข้อ ๔ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้
แล้ว
เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้ง
กรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมี
การแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ แต่ทั้งนี้จะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ครบวาระ
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสอง
วาระติดต่อกัน
ข้อ ๕ ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการ
(๑) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๓) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิด
อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
(๕) เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน
ข้อ ๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามข้อ ๔ กรรมการซึ่งรัฐมนตรี
แต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้
กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความ
สามารถ
(๕) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕
ข้อ ๗ ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อปรึกษากิจการเป็น
ครั้งคราวตามที่เห็นสมควร
กรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามจะเข้าชื่อกันขอให้ประธานกรรมการ
เรียกประชุมคณะกรรมการก็ได้
ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการประชุม ณ สำนักงานหรือสถานที่อื่นที่ประธานกรรมการ
กำหนด และการประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้ง
หมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าในการประชุมคราวใดประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ
ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการด้วยกันคน
หนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การพิจารณาเรื่องใดถ้าต้องเลื่อนมาเพราะไม่ครบองค์ประชุม หากได้มีการนัด
ประชุมเรื่องนั้นอีกภายในสิบสี่วันนับแต่วันนัดประชุมที่เลื่อนมา และการประชุมครั้งหลังนี้มี
กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุม
กรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในการพิจารณาเรื่องใด ต้องออกจากที่ประชุมและ
ไม่สามารถลงมติในเรื่องนั้น
มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลง
คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๙ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาต ให้เป็นผู้ทำแผน
และผู้บริหารแผน
(๒) สั่งพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
(๓) ประกาศกำหนดแบบพิมพ์คำขอและวิธีการเกี่ยวกับการยื่นคำขอใบอนุญาต
การออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
(๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๑๐ ให้สำนักงานเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาทะเบียนผู้ทำแผนและ
ผู้บริหารแผนและในกิจการทั่วไปของคณะกรรมการ
หมวด ๓
การจดทะเบียนผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
-------------------
ข้อ ๑๑ บุคคลซึ่งจะได้รับการตั้งให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนในคดีเรื่อง
หนึ่งเรื่องใดต้องเป็นบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อคณะกรรมการตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๑๒ บุคคลซึ่งประสงค์จะขอจดทะเบียนเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต้อง
ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด พร้อมแสดงหลักฐานรับรองในด้าน
คุณสมบัติ
ในการพิจารณาจดทะเบียนให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน คณะกรรมการ
อาจแจ้งให้ผู้ขออนุญาตมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร และให้
ผู้ขออนุญาตมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหลักฐานนั้นภายในเวลาที่กำหนด
ข้อ ๑๓ บุคคลธรรมดาซึ่งจะเป็นผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้อง
ห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียน
(๓) สำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าด้านการเงิน การ
บัญชี หรือด้านกฎหมาย และมีประสบการณ์ในการทำงานในด้านดังกล่าวไม่น้อยกว่าสามปี
(๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีและไม่เป็น
ผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุกในขณะยื่นคำขอ
(๗) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการ
เห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๘) ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ในกรณีที่เป็นคณะบุคคล บุคคลทุกคนในคณะบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มี
ลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๔ นิติบุคคลซึ่งจะเป็นผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ดังต่อไปนี้
(๑) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่ปรึกษา
ทางบัญชีหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย
(๒) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น
(๓) มีสายงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ทำแผนและจะต้องมีผู้ปฏิบัติ
งานเต็มเวลาไม่น้อยกว่าสามคนซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว
ทั้งหมดจะต้องมีความรู้อย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยมีประสบการณ์ในการทำงานตาม (๑) ไม่
น้อยกว่าสามปี และอย่างน้อยหนึ่งคนจะต้องมีความรู้ทางการเงินหรือการบัญชี
(๔) ผู้บริหารของนิติบุคคลนั้นมีจริยธรรมและมีความสามารถหรือมีประสบ
การณ์ในธุรกิจที่จะดำเนินการ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติเคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก
ต้องคดี เนื่องจากกระทำทุจริต ทำงานอันส่อไปในทางไม่สุจริต หรือบริหารงานหรือกระทำการอื่นใด
อันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือที่เป็นความผิดร้ายแรงอันแสดงถึงการขาด
ความรับผิดชอบหรือขาดความรอบคอบในการบริหารงาน
(๕) มีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้
ข้อ ๑๕ บุคคลธรรมดาซึ่งจะเป็นผู้บริหารแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ
ต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียน
(๓) สำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความรู้ความ
สามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจไม่น้อยกว่าสามปี
(๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่เป็น
ผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุกในขณะยื่นคำขอ
(๗) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการ
เห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๘) ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ในกรณีที่เป็นคณะบุคคล บุคคลทุกคนในคณะบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มี
ลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๖ นิติบุคคลซึ่งจะเป็นผู้บริหารแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้อง
ห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารงาน
(๒) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น
(๓) มีสายงานที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารธุรกิจและจะต้องมีผู้ปฏิบัติงาน
เต็มเวลาไม่น้อยกว่าสามคนซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวทั้ง
หมดจะต้องมีความรู้อย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยมีประสบการณ์ในการทำงานตาม (๑) ไม่น้อย
กว่าสามปี และอย่างน้อยหนึ่งคนจะต้องมีความรู้ทางการบริหารธุรกิจ
(๔) ผู้บริหารของนิติบุคคลนั้นมีจริยธรรมและมีความสามารถหรือมีประสบ
การณ์ในธุรกิจที่จะดำเนินการ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติเคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก
ต้องคดีเนื่องจากกระทำทุจริต ทำงานอันส่อไปในทางไม่สุจริต หรือบริหารงานหรือกระทำการอื่นใด
อันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือที่เป็นความผิดร้ายแรงอันแสดงถึงการขาด
ความรับผิดชอบหรือขาดความรอบคอบในการบริหารงาน
(๕) มีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้
ข้อ ๑๗ ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะต้องวางหลักประกันเพื่อชดเชยความเสีย
หายอันอาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต่อสำนักงานตาม
จำนวนที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๐
ข้อ ๑๘ หลักประกันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนสามารถยื่นต่อสำนักงาน ได้แก่
(๑) เงินสด
(๒) หนังสือค้ำประกันจากธนาคารหรือบริษัทเงินทุนที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบ
ธุรกิจในประเทศไทยหรือ
(๓) หลักประกันอื่นที่คณะกรรมการอนุญาต
ข้อ ๑๙ หลักประกันแบ่งเป็น
(๑) หลักประกันทั่วไป
(๒) หลักประกันเฉพาะคดี
ข้อ ๒๐ ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต้องวางหลักประกันทั่วไปไว้เป็นจำนวนไม่
น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในวันยื่นคำขอจดทะเบียน
ในกรณีที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะให้ความยินยอมเพื่อเป็นผู้ทำแผนหรือ
ผู้บริหารแผนในแต่ละคดี จะต้องให้หลักประกันเฉพาะคดีตามจำนวนที่กำหนดในตาราง ๑ ท้าย
กฎกระทรวงในเวลาใด ๆ ก่อนจะให้ความยินยอมเพื่อเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน เมื่อได้วาง
หลักประกันแล้ว สำนักงานจะออกหลักฐานแสดงการวางหลักประกันให้เพื่อแนบเสนอศาล ในกรณี
ที่ปรากฏว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวนลดลง ทำให้หลักประกันเฉพาะคดีลดลง ให้สำนักงานคืนหลัก
ประกันเฉพาะคดีส่วนที่เกินแก่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการ
ร้องขอ
ข้อ ๒๑ ให้คณะกรรมการพิจารณาและมีคำสั่งคำขออนุญาตภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่ได้รับเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องครบถ้วน ในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษทำให้ไม่อาจมีคำสั่ง
ภายในสามสิบวัน คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสามสิบวัน ในกรณีที่คณะ
กรรมการไม่มีคำสั่งภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคณะกรรมการให้ความเห็นชอบให้จดทะเบียน
ในกรณีที่คณะกรรมการแจ้งผลการพิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบ ให้คณะ
กรรมการแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ ในกรณีเช่นนี้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะ
กรรมการต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับทราบผลการพิจารณา
ให้รัฐมนตรีพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ
หนังสืออุทธรณ์ ในกรณีที่รัฐมนตรีไม่มีคำสั่งภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ามีคำสั่งเช่นเดียวกับคณะ
กรรมการ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ข้อ ๒๒ ในการจดทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน ให้สำนักงานออกใบ
อนุญาตแก่บุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน
ใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนให้มีอายุสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาต
ใบอนุญาตเป็นผู้บริหารแผนให้มีอายุห้าปีนับแต่วันออกใบอนุญาต
หมวด ๔
การสิ้นสุดทางทะเบียนของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
----------------------
ข้อ ๒๓ ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนอาจถูกถอดชื่อจากทะเบียนได้ ถ้า
(๑) ตาย
(๒) นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนเลิกกัน
(๓) บุคคลดังกล่าวยื่นคำขอถอดชื่อออกจากทะเบียน
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ ๑๓ ถึงข้อ ๑๖
(๕) หมดวาระ และไม่มีการต่ออายุ
(๖) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำ
มาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
ข้อ ๒๔ ภายใต้บังคับข้อ ๒๗ ในกรณีที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนถูกถอดชื่อ
จากทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน ให้สำนักงานคืนหลักประกันทั่วไปแก่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหาร
แผนนั้น ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ ๒๕ ภายใต้บังคับข้อ ๒๗ ให้สำนักงานคืนหลักประกันเฉพาะคดีแก่ผู้ทำแผน
หรือผู้บริหารแผนเมื่อ
(๑) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนถูกถอดชื่อจากทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหาร
แผน
(๒) ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ
(๓) ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
(๔) ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ
(๕) ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนในคดีนั้น
(๖) ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด
ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ ๒๖ คำขอให้คืนหลักประกันทั่วไปตามข้อ ๒๔ หรือหลักประกันเฉพาะคดี
ตามข้อ ๒๕ ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อ ๒๗ ในกรณีที่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการดำเนินคดีกับผู้ทำแผนหรือ
ผู้บริหารแผนให้ชดใช้ค่าเสียหายในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการทำแผนหรือการบริหารแผนของ
บุคคลดังกล่าวและอาจนำหลักประกันทั่วไปหรือหลักประกันเฉพาะคดีไปชำระชดใช้ค่าเสียหายได้
ให้สำนักงานพักการคืนหลักประกันไว้ชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกินหกสิบวัน และมีคำสั่งให้มีการนำคำ
สั่งศาลที่ให้ยึดหรืออายัดคืนหลักประกันไว้ชั่วคราวมาแสดง หากไม่มีการดำเนินการเช่นนั้น
ให้สำนักงานคืนหลักประกันไป
บทเฉพาะกาล
-----------------
ข้อ ๒๘ กฎกระทรวงนี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่
กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
จาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๙๐/๑๖ แห่งพระราช
บัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ รัฐมนตรี
จะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหาร
แผนฟื้นฟูกิจการก็ได้ และเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการในปัจจุบันมีความจำเป็นจะต้องมีระบบการ
ควบคุม กำกับ ดูแลที่ดีมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย สมควรออกกฎ
กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดทะเบียนและคุณสมบัติของผู้ทำแผนและ
ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
[รก. ๒๕๔๕/๔๔ก/๑/๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕]
พรพิมล/พิมพ์/แก้ไข
๑๗ ก.ค ๒๕๔๕
B+A (C )