ข้อบังคับ ก.พ.อ.
ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์
กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. ๒๕๔๙
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ (๔) และมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.พ.อ. จึงออกข้อบังคับ ก.พ.อ. ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับ ก.พ.อ. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. ๒๕๔๙”
ข้อ ๒[๑] ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ. ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
ข้อ ๔ ก.พ.อ. อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำการพิจารณาอุทธรณ์แทน ก.พ.อ. ตามข้อบังคับนี้ได้
ข้อ ๕ การอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ให้อุทธรณ์ได้สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้
การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.พ.อ. หรือเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยในหนังสือให้แสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณ์ให้เห็นว่า ผู้อุทธรณ์ได้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร และลงลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์
ข้อ ๖ เพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิขอตรวจ หรือคัดรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผู้สอบสวนได้ รวมทั้งมีสิทธิขอตรวจ หรือคัดบันทึกถ้อยคำบุคคลพยานหลักฐานอื่น หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษด้วย ทั้งนี้ หากพยานหลักฐานดังกล่าวมีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามกฎหมาย ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ ตามที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ข้อ ๗ การยื่นอุทธรณ์ตามข้อ ๕ ให้ยื่นได้ ๓ วิธี ดังนี้
(๑) ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๒) ยื่นที่สำนักงานอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือมีคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
(๓) ส่งทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กรณียื่นอุทธรณ์ตาม (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับหนังสือออกใบรับหนังสือ ประทับตรารับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ในวันที่รับหนังสือตามระเบียบ ว่าด้วยงานสารบรรณและให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ.
กรณีที่ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ตาม (๓) ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่ง หรือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ.
ในการอุทธรณ์ ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นพิจารณาของ ก.พ.อ. ให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือจะทำเป็นหนังสือต่างหากก็ได้ แต่ต้องยื่นหรือส่งหนังสือขอแถลงการณ์ด้วยวาจาก่อนที่ ก.พ.อ. เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ โดยอาจยื่นตาม (๑) หรือ (๓) ได้
ข้อ ๘ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์ตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) แล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบสำนวนอุทธรณ์ในเรื่องนั้น โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการ ดังนี้
(๑) แจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งเอกสารตามข้อ ๙ ให้ ก.พ.อ. เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามวัน
(๒) รายงานกรณีที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว
ในกรณีที่ได้มีการยื่นอุทธรณ์ที่สำนักงานอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาตามข้อ ๗ (๒) และสถาบันอุดมศึกษาส่งหนังสืออุทธรณ์พร้อมกับเอกสารตามข้อ ๙ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนอุทธรณ์ในเรื่องนั้น และให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรายงานกรณีที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว
ข้อ ๙ เมื่อสถาบันอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์ตามข้อ ๗ (๒) หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามข้อ ๘ (๑) แล้ว ให้สถาบันอุดมศึกษาส่งเอกสารดังต่อไปนี้ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แล้วแต่กรณี
(๑) หนังสืออุทธรณ์
(๒) สำเนาหลักฐานการรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์
(๓) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
(๔) คำคัดค้านกรรมการสอบสวน (ถ้ามี)
(๕) รายงานการประชุมของสภาสถาบันอุดมศึกษา หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายในการพิจารณาสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษ
(๖) สำนวนการสอบสวนและหลักฐานการสอบสวนทั้งหมดในกรณีตามมาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๗ (๔) หรือเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๕๗ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) หรือมาตรา ๕๘ พร้อมบัญชีเอกสาร
กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สถาบันอุดมศึกษาชี้แจงแสดงเหตุผลกรณีจัดส่งเอกสารล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย
ข้อ ๑๐ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับเอกสารตามข้อ ๙ จากสถาบันอุดมศึกษาครบถ้วนแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนสรุปสำนวนเสนอต่อ ก.พ.อ. เพื่อพิจารณา ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว
ข้อ ๑๑ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นคู่กรณีกับผู้อุทธรณ์
(๒) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณีหรือผู้อุทธรณ์
(๓) เป็นญาติของคู่กรณีหรือผู้อุทธรณ์ คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น
(๔) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ หรือผู้แทน หรือตัวแทนของคู่กรณี หรือผู้อุทธรณ์
(๕) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี หรือผู้อุทธรณ์
(๖) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
การยื่นคัดค้าน การพิจารณาคำคัดค้านกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ข้อ ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์ ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษเป็นวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ถ้าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษ และมีการแจ้งคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษให้ผู้นั้นทราบกับมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้นั้นแล้วทำบันทึกลงวันเดือนปี เวลา และสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งได้โดยตรงและได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวไปให้สองฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษ ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งแล้วส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีนี้เมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งฉบับที่ให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งกลับคืนมา ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษได้รับแจ้งคำสั่งแล้ว
ข้อ ๑๓ เมื่อได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ไว้แล้ว ผู้อุทธรณ์จะยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อ ก.พ.อ. ก่อนที่ ก.พ.อ. เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ โดยอาจยื่นหรือส่งตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) ได้
ผู้อุทธรณ์จะขอถอนอุทธรณ์ก่อนที่ ก.พ.อ. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นก็ได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นตรงต่อ ก.พ.อ. และอาจยื่นหรือส่งตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) ได้ เมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้วการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ
ข้อ ๑๔ อุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องในสาระสำคัญตามข้อ ๕ และยื่นภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
ในกรณีที่มีปัญหาว่าอุทธรณ์รายใดเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ ให้ ก.พ.อ. เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ ก.พ.อ. มีมติไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษไว้พิจารณาให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแจ้งคำวินิจฉัยนั้น พร้อมทั้งแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ข้อ ๑๕ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์และเอกสารจากสถาบันอุดมศึกษาตามข้อ ๙ ครบถ้วน
การพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๒ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาจากเอกสารตามข้อ ๙ ในกรณีจำเป็นและสมควรอาจทำการไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ การไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้รวมถึงการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
(๒) รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของผู้อุทธรณ์ หรือของพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ผู้อุทธรณ์กล่าวอ้าง เว้นแต่ ก.พ.อ. พิจารณาเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา
(๓) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากผู้อุทธรณ์ พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ
(๔) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง
(๕) ออกไปตรวจสถานที่
พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ ก.พ.อ. เรียกมาให้ถ้อยคำหรือทำความเห็นมีสิทธิได้รับค่าป่วยการตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ.อ. ตามวรรคสอง ก.พ.อ. อาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ หรือคณะอนุกรรมการไต่สวน ทำการไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงแทนได้
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจาให้ ก.พ.อ. รับฟังคำแถลงการณ์ของ ผู้อุทธรณ์ทุกกรณี และผู้อุทธรณ์มีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณาของ ก.พ.อ ได้ การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าผู้อุทธรณ์ ให้ถือว่าเป็นการกระทำของผู้อุทธรณ์ เว้นแต่ผู้อุทธรณ์จะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น
กรณีที่จะมีการแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ตามวรรคห้า ให้ ก.พ.อ. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษทราบด้วยว่า ถ้าประสงค์จะแถลงแก้ ก็ให้มาแถลง หรือมอบหมายเป็นหนังสือให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แทนมาแถลงแก้ด้วยวาจาได้ ทั้งนี้ ให้แจ้งล่วงหน้าตามควรแก่กรณี และเพื่อประโยชน์ในการแถลงแก้ดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษ หรือผู้แทนเข้าฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ได้
ข้อ ๑๖ ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ ๑๕ ถ้า ก.พ.อ. เห็นสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่ หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม ให้มีอำนาจสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็น โดยจะสอบสวนเองหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมแทนก็ได้ หรือกำหนดประเด็น หรือข้อสำคัญที่ต้องการทราบส่งไปให้ผู้สอบสวนเดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้
การสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งประเด็นหรือข้อสำคัญไปเพื่อให้ผู้สอบสวนเดิมตามวรรคหนึ่ง ให้นำหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาตามที่กำหนดในมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๗ เมื่อ ก.พ.อ. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๒ แล้ว
(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มีมติยกอุทธรณ์
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษชอบด้วยกฎหมาย แต่เห็นว่า การให้ออกจากราชการไม่เหมาะสมกับกรณี หรือเห็นว่าโทษไม่เหมาะสมกับความผิด ให้มีมติสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษให้เหมาะสม
(๓) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีมติเพิกถอนคำสั่ง และให้สั่งให้ดำเนินการให้เหมาะสม
(๔) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมให้มีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ในกรณีที่มีผู้ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน และเป็นความผิดในเรื่องเดียวกัน โดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อผู้ถูกลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และผลการพิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุเดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้วให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาการลงโทษให้มีผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย
ข้อ ๑๘ คำวินิจฉัยของ ก.พ.อ. ตามข้อ ๑๔ หรือข้อ ๑๗ ต้องมีลายมือชื่อของกรรมการที่วินิจฉัยเรื่องนั้น
ถ้ากรรมการคนใดมีความเห็นแย้ง ให้มีสิทธิทำความเห็นแย้งของตนรวมไว้ในคำวินิจฉัยได้
ให้ ก.พ.อ. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อรับผิดชอบจัดทำสารบบคำวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ การจัดสารบบดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบ ว่าด้วยงานสารบรรณ
ข้อ ๑๙ เมื่อ ก.พ.อ. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๑๗ และมีมติเป็นประการใด ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแจ้งคำวินิจฉัยนั้นพร้อมทั้งแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือ และแจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว
ข้อ ๒๐ ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๑๔ หรือข้อ ๑๗ หรือในกรณีที่ ก.พ.อ. มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
ข้อ ๒๑ การนับระยะเวลาตามข้อบังคับ ก.พ.อ. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา ส่วนเวลาสิ้นสุด ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดได้ยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ไว้แล้วก่อนวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้นยังไม่แล้วเสร็จ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้นต่อไปตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้น
ข้อ ๒๓ ให้ประธาน ก.พ.อ. รักษาการตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
จาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ก.พ.อ.
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้ข้อบังคับ ก.พ.อ. ฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ ก.พ.อ. จึงจำเป็นต้องออกข้อบังคับ ก.พ.อ. นี้
นันทนา/ผู้จัดทำ
๗ กันยายน ๒๕๔๙