กฎ ก.พ.
ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2540)
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา
_______
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (5) มาตรา 102 วรรคเจ็ด
และมาตรา 115 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
จึงออกกฎ ก.พ. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 กฎ ก.พ. นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการ
พลเรือนสามัญซึ่งถูกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 102 วรรคสอง หรือ
ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีกรณีถูกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตน
ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 115 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่กำหนดในกฎ ก.พ.นี้
ข้อ 3 การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้แต่งตั้งจากข้าราชการฝ่าย
พลเรือนจำนวนอย่างน้อยสามคน ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งระดับ
ไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา และกรรมการอย่างน้อยอีกสองคนโดยให้
กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนด้วย
ก็ได้ และให้นำข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 20 และข้อ 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร หรือผู้ได้รับปริญญาทาง
กฎหมายหรือผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย หรือผู้มีประสบการณ์
ด้านการดำเนินการทางวินัยอย่างน้อยหนึ่งคน
เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แม้ภายหลังประธานกรรมการ
จำดำรงตำแหน่งระดับต่ำกว่าหรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่กระทบถึงการที่ได้รับ
แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
ข้อ 4 คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของ
ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง ที่กล่าวหา ชื่อและตำแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น
คณะกรรมการสอบสวนและผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทั้งนี้ ให้มีสาระสำคัญตามแบบ
สว.1 ท้ายกฎ ก.พ. นี้
การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผุ้ที่ได้รับแต่งตั้ง ไม่กระทบถึงการที่ได้รับ
แต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
ข้อ 5 เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ผู้สั่งแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลง
ลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูก
กล่าวหาหนึ่งฉบับด้วยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำหรืออาจแจ้งให้ผู้ถูก
ล่าวหาทราบได้ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา
ณ ที่อยู่ของผู้ถูกล่าวหาซึ่งปรากฎตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้เมื่อ
ล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้
รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว
(2) ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการ
สอบสวนและส่งหลักฐานการรับทราบหรือถือว่ารับทราบตาม (1) พร้อมด้วยเอกสาร
หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการลง
ลายมืดชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 6 เมื่อได้รับเรื่องตามข้อ 5 (2) แล้ว ให้ประธานกรรมการ
ดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป
ข้อ 7 การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่
การประชุมตามข้อ 15 และข้อ 30 ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคน
และไม่น้อยกว่ากึ่งหน่วยของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด
การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุม
ด้วยแต่ในกรณีจำเป็นที่ประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการที่มา
ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนน
เสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 8 ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน
ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) รู้เห็นการณ์ในขณะกระทำการตามเรื่องที่กล่าวหา
(2) มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน
(3) มีสาเหตุโกรธเคืองผู้ถูกกล่าวหา
(4) เป็นผุ้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้อง
ร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาของผู้กล่าวหา
(5) มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม
การคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อ
ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน หรือวันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน โดยแสดงข้อเท็จจริงที่เป็น
เหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วยกว่าจะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริง
และความยุติธรรมอย่างไร ในการนี้ ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนส่งสำเนา
หนังสือคัดค้านและแจ้งวันที่ได้รับหนังสือคัดค้านดังกล่าวให้ประธานกรรมการทราบ
และรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย
ในการพิจารณาเรื่องการคัดค้าน ผุ้ซึ่งถูกคัดค้านอาจทำคำชี้แจงได้หาก
ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าหนังสือดัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้ ให้สั่งให้ผุ้ซึ่งถูก
คัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน หากเห็นว่าหนังสือคัดค้านไม่มีเหตุผลพอที่จะ
รับฟังได้ ให้สั่งยกคัดค้านนั้น โดยให้สั่งการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ
หนังสือคัดค้าน ทั้งนี้ให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วยพร้อมทั้ง
แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบแล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการ
สอบสวนโดยเร็วการสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่ผุ้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด
ภายในสิบห้าวันตามวรรคสาม ให้ถือว่าผุ้ซึ่งถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน
และให้เลขานุการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการตาม
ข้อ 10 ต่อไป
การพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ไม่กระทบถึงการกสอบสวนที่ได้
ดำเนินการไปแล้ว
ข้อ 9 ในกรณีที่ผุ้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนเห็นว่าตนมีเหตุอัน
อาจถูกคัดค้านตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นรายงานต่อผุ้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวน และให้นำข้อ 8 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 10 ภายใต้บังคับข้อ 3 เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว
ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นที่จะต้อง
เปลี่ยนเพิ่มหรือลดจำนวนผู้ได้รับแต่งตึงเป็นกรรมการสอบสวน ให้ดำเนินการได้โดย
ให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย และให้นำข้อ 5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การเปลี่ยนแปลงผุ้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง
ไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ข้อ 11 คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ
ระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหาและดูแลให้
บังเกิดความยุติธรรมตลอดกระบวนการสอบสวน ในการนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวน
รวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่
จำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณา และจดทำบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนไว้ทุกครั้งด้วย
ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ห้ามมิให้บุคคลอื่นเข้าร่วมทำ
สอบสวน
ข้อ 12 ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนภายในกำหนดระยะ
เวลาดังนี้
(1) ดำเนินการประชุมตามข้อ 6 และแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาตาม
ข้อ 14 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบ
คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
(2) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่มีภายใน
หกสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (1) แล้วเสร็จ
(3) แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตาม
ข้อ 15 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (2)
แล้วเสร็จ
(4) รวบรวมพยานหลักฐานของผู้ถูกล่าวหาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน
นับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (3)
(5) ประชุมพิจารณาลงมติและทำราบงานการสอบสวนเสนอต่อผุ้สั่ง
แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (4)
แล้วเสร็จ
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ภายในกำหนดระยะเวลาตาม (1)(2)(3)(4)หรือ (5) ได้ ให้คณะกรรมการ
สอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกินหกสิบวัน
การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
ภายในสองร้อยเจ็ดสิบวันให้ประธานกรรมการรายงานให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนรายงานให้ อ.ก.พ. กระทรวงทราบเพื่อติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป
ข้อ 13 การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวน
การสอบสวนให้กรรมการสอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่าได้มาอย่างไร จากผุ้ใด และเมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉับ แต่ถ้า
ไม่อาจนำต้นฉบับมาได้จะใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวนหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่า
เป็นสำเนาถูกต้องก็ได้
ถ้าหากต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลาย หรือโดยเหตุ
ประการอื่น จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
ข้อ 14 เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาและวางแนวทางการสอบสวนตาม
ข้อ 6 แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา
ที่ปรากฎตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร
ในการนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามิสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยาน
หลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจน
อ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 15
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว. 2 ท้าย
กฎ ก.พ.นี้ โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวน
การสอบสวนหนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรม
การสอบสวนถามผู้ถูกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูก
กล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่
ถูกกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใดหรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่
ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
หน้าที่ราชการตามมาตรา 115 อย่างไร หากผู้กล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ
ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่ง
การกระทำไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้
หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่
กล่าวหาโดยละเอียดจะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตาม
ข้อ 30 และข้อ 31 ต่อไป
ในกรณีที่ผู้กล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวน
ดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการ
ตามข้อ 15 ต่อไป
ในกรณีที่ผู้กล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่มา
รับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.2 ทาง
ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฎตาม
หลักฐานของทางราชการ หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูก
กล่าวหาหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ
สว. 2 เป็นสามฉบับเพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา
สองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหา เก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและ
วันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้น
สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับแบบ สว. 2 เป็นสามฉบับ
เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูก
กล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบ
ส่งกลับคืนมารวมได้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่
ได้ดำเนินการดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับแบบ สว. 2 คืน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบ
ข้อกล่าวหาแล้ว และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคห้าต่อไป
ข้อ 15 เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 14 แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวน
ดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาได้
กระทำการใด เมื่อใด อย่างไรและเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด หรือหย่อน
ความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตน
ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 115 หรือไม่ อย่างไร แล้วให้
คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกล่าหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุข้อกล่าวหาที่
ปรากฎตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด หรือหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสม
กับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 115 อย่างไร และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน
ข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบโดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะเป็น
การสนับสนุนข้อกล่าวหา สำหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้
การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตาม
วรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว. 3 ท้ายกฎ ก.พ. นี้ โดยทำเป็น
สอบฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับและ
ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่ทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหา
จะยื่นคำชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะยื่นคำชี้แจง
เป็นหนังสือให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงภายในเวลา
อันสมควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยาน
หลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำเพิ่มเติม
รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะยื่นคำชี้แจง
เป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาโดยเร็ว
การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือ
จะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว
ให้ดำเนินการตามข้อ 30 และข้อ 31 ต่อไป
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบหรือไม่มา
รับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการ
สอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว. 3 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้
ผู้ถูกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกว่าวหา ซึ่งปรากฎตามหลักฐานของทางราชการ หรือ
สถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง
นัดมาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา การแจ้งในกรณีนี้ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญ
ตามแบบ สว. 3 เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับส่งให้ผู้ถูก
กล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ
และวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วง
พ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าวแม้จะไม่ได้รับแบบ สว. 3 คืน หรือไม่ได้
รับคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มาให้ถ้อยคำตามนัดให้ถือว่าผู้ถูก
กล่าวหาได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแล้วและไม่
ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไป
ก็ได้หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จะสอบสวนต่อไปตาม
ควรแก่กรณีก็ได้หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จะสอบสวน
ต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้แล้วดำเนินการตามข้อ 30 และข้อ 31 ต่อไป แต่ถ้าผุ้ถูก
กล่าวหามาขอให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่
คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสำนวนการสอบสวนตามข้อ 31 โดยมีเหตุผลอันสมควร
ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ
ข้อ 16 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อ 15
เสร็จแล้ว ก่อนเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผุ้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 31
ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดำเนิน
การได้ ถ้าพยานหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมมานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้
คระกรรมกรรสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้โอกาส
ผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้เฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
นั้น ทั้งนี้ ให้นำข้อ 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 17 ผู้ถูกล่าวหาซึ่งได้ยื่นคำชี้แจงหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาไว้แล้วมี
สิทธิยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม หรือขอให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อ
คณะกรรมการสอบสวนก่อนการกสอบสวนแล้วเสร็จ
เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนหรือผุ้บังคับบัญชาคนใหม่ตามข้อ 29 ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นคำชี้แจง
ต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้รับคำชี้แจงนั้นรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนเพื่อ
ประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ 18 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ต้องมีกรรมการสอบสวน
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะสอบสวนได้
ข้อ 19 ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยาน
ทราบว่ากรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การให้
ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อกรรมการสอบสวนอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย
ข้อ 20 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ห้ามมิให้กรรมการสอบสวน
ผู้ใดกระทำการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระทำการใดเพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคำ
อย่างใด ๆ
ข้อ 21 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ให้คณะกรรมการสอบสวน
เรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ใน
ที่สอบสวน เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์
แห่งการสอบสวน
การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ให้บันทึกถ้อยคำมีสาระสำคัญตามแบบ
สว. 4 หรือ แบบ สว. 5 ท้ายกฎ ก.พ. นี้ แล้วแต่กรณี เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว
ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำรับว่าถูกต้องแล้ว
ให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานและให้คณะกรรมการสอบสวน
ทุกคนซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคำมี
หลายหน้า ให้กรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้
ทุกหน้า
ในการบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไข
ข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม และให้กรรมการสอบสวนผู้ร่วม
สอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึก
ถ้อยคำนั้น
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นำมาตรา 9 แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 22 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเป็นพยานให้
บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวน
กำหนด
ในกรณีที่พยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่มา หรือคระกรรมการสอบสวน
เรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้น
ก็ได้แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนตามข้อ 11 และรายงาน
การสอบสวนตามข้อ 31
ข้อ 23 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนพยานหลักฐาน
ใดจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ
จะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มี
การสอบสวนตามข้อ 11 และรายงานการสอบสวนตามข้อ 31
ข้อ 24 ในกรณีที่จะต้องสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งอยู่ต่างท้องที่
ประธานกรรมการจะรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการ
มอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นสอบสวนหรือรวบรวม
พยานหลักฐานแทนก็ได้ โดยกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่จะต้องสอบสวนไปให้ ในกรณี
เช่นนี้ ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานเลือกข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่เห็น
สมควรอย่างน้อยอีกสอบคนมาร่วมเป็นคณะทำการสอสวน
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะทำการสอบสวนมีฐานะเป็น
คณะกรรมการสอบสวนตามกฎ ก.พ. นี้ และให้นำข้อ 7 วรรคหนึ่ง ข้อ 11 วรรคสอง
ข้อ 18 ข้อ 19 ข้อ 20 ข้อ 21 และข้อ 22 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 25 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหา
กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้ประธานกรรมการ
รายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็วถ้าผุ้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความ
สามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตน
ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรายงาน ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้
ข้อ 26 ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการพลเรือนผู้อื่น ให้
คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้าราชการพลเรือนผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำ
การในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วยหรือไม่ถ้าเห็นว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่
สอบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีโดยเร็ว
ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลที่
ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ
หน้าที่ราชการ หรือบกพร่องหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
หน้าที่ราชการตามรายงาน ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยจะแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้สอบสวน หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้
กรณีเช่นนี้ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้สอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยแยกเป็นสำนวน
การสอบสวนใหม่ให้นำสำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนเดิมรวม
ในสำนวนการสอบสวนใหม่ หรือบันทึกให้ปรากฎว่านำพยานหลักฐานใดจากสำนวนการ
สอบสวนเดิมมาประกอบการพิจารณาในสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วย
ข้อ 27 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อ
สอบสวนข้าราชการพลเรือนผู้ใดในเรื่องที่ผู้นั้นหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ
หน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
ที่ราชการตามมาตรา 115 และผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการสอบสวนเรื่องนั้นมีมูลว่าเป็น
การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการทำการ
สอบสวนผู้นั้นตามมาตรา 102 ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ
ก.พ. นี้ กรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 102 จะนำสำนวนการสอบสวน
ของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 115 มาประกอบการพิจารณาก็ได้
ข้อ 28 ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือต้องรับผิด
ในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฎตาม
คำพิพากษาได้ควรประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ให้ถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุน
ข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา แต่ต้องแจ้งให้
ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตาม
ข้อ 15 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย
ข้อ 29 ในระหว่างการสอบสวน แม้จะมีการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย
ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ
แล้วทำรายงานสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
เพื่อตรวจงานความถูกต้องตามข้อ 34 ข้อ 35 ข้อ 36 และข้อ 37 และให้ผู้สั่งแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสอนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินการ
ตามข้อ 32 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณีต่อไป ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่มีอำนาจ
ตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ 34 ข้อ 35 ข้อ 36 และข้อ 37 ด้วย
ข้อ 30 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ
เสร็จแล้วให้ประชุมพิจารณาลงมติดังนี้
(1) ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใด
ตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด
(2) ผู้ถูกกล่าวหาหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ตามมาตรา115 หรือไม่ อย่างไร
(3) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก
ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามมาตรา 116 หรือไม่
อย่างไร
ข้อ 31 เมื่อได้ประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ 30 แล้ว ให้คณะกรรมการ
สอบสวนทำรายงานการสอบสวนซึ่งมีสาระสำคัญตามแบบ สว. 6 ท้ายกฎ ก.พ. นี้
เสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้ง
ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวนโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน
การสอบสวนด้วย
รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง ในกรณีที่ไม่ได้
สอบสวนพยานตาม ข้อ 22 และข้อ 23 ให้รายงานเหตุที่ไม่ได้สอบสวนนั้นให้ปรากฎไว้
กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)ไว้ด้วย
(2) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐาน
ที่หักล้างข้อกล่าวหา
(3) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย
หรือไม่ อย่างไรถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด
หรือหย่อนความในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติ
ตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 115 หรือไม่ อย่างไร หรือมีเหตุ
ควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัด
พอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออกถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียงหายแก่ราชการ
ตามมาตรา 116 หรือไม่ อย่างไร
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานการสอบสวนแล้ว ให้เสนอสำนวนการ
สอบสวนพร้อมทั้งสารบาญต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และให้ถือว่าการสอบสวนแล้ว
เสร็จ
ข้อ 32 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้วให้
ผู้ส่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนตามข้อ
34 ข้อ 35 36 และข้อ 37 แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิด หรือ
ไม่มีเหตุที่จะให้ออกจากราชการตามมาตรา 115 สมควรยุติเรื่อง หรือกระทำผิดที่ยังไม่ถึง
ขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการ
ตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว
(2) ในกรณีที่จะต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.
จังหวัดพิจารณามาตรา 104 วรรคสอง (1) (2) หรือ (3) มาตรา 115 หรือมาตรา 116
ให้ผู้มีอำนาจตามมาตราดังกล่าวดำเนินการโดยไม่ชักช้า และให้ อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ.
กรม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด พิจารณาโดยเร็ว
ข้อ 33 ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือผู้มีอำนาจตามมาตรา
102 มาตรา 109 วรรคสาม มาตรา 115 หรือ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ
จังหวัดแล้วแต่กรณี เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใดให้กำหนดประเด็น พร้อมทั้ง
ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม
ได้ตามความจำเป็น
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไม่อาจทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้
หรือผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมเห็นเป็นการสมควร จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้น
ทำการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำข้อ 3 และข้อ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อ
สอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมไปให้ผู้สั่งสอบสวน
เพิ่มเติมโดยไม่ต้องทำความเห็น
ข้อ 34 ในกรณีที่ปรากฎว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้องตาม
ข้อ 3 ให้การสอยสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 102
มาตรา 109 วรรคสาม หรือมาตรา 115 แล้วแต่กรณี แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ใหม่ให้ถูกต้อง
ข้อ 35 ในกรณีที่ปรากฎว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้อง ให้การสอบสวน
ตอนนั้นเสียไปเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การประชุมของคณะกรรมการสอบสวนมีกรรมการสอบสวนมาประชุม
ไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในข้อ 7 วรรคหนึ่ง
(2) การสอบปากคำบุคคลดำเนินการไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ 11
วรรคสอง ข้อ 18 ข้อ 20 ข้อ 21 วรรคหนึ่ง หรือข้อ 24
ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 102 มาตรา 109 วรรคสาม
มาตรา 115 หรือ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.จังหวัด แล้วแต่กรณี
สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว
ข้อ 36 ในกรณีที่ปรากฎว่าคณะกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหา
มารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือไม่ส่งบันทึก
การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยคำ
หรือนำสืบแก้ไข้กล่าวหา หรือไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยคำ
หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ 15 ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 102 มาตรา 109
วรรคสาม มาตรา 115 หรือ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.จังหวัด
แล้วแต่กรณี สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว และต้องให้
โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำ และสืบ
แก้ข้อกล่าวหาตาที่กำหนดไว้ในข้อ 15 ด้วย
ข้อ 37 ในกรณีที่ปรากฎว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามกฎ
ก.พ. นี้ นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 34 ข้อ 35 และข้อ 36 ถ้าการสอบสวน
ตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา
102 มาตรา 109 วรรคสาม มาตรา 115 หรือ อ.ก.พ กระทรวง อ.ก.พ.
กรม อ.ก.พ.จังหวัด แล้วแต่กรณี สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนิน
การตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว แต่ถ้าการสอบสวนตอนนั้นมิใช่สาระสำคัญอันจะ
ทำให้เสียความเป็นธรรม ผู้มีอำนาจดังกล่าวจะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้
ถูกต้องหรือไม่ก็ได้
ข้อ 38 การนับระยะเวลาตามกฎ ก.พ. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้
นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลา
ให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป
ส่วนเวลาสุดสิ้น ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรวจกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่ม
เปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
ข้อ 39 ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสอนก่อนวันที่กฎ ก.พ.
นี้ ใช้บังคับให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ
ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบราชการ
พลเรือน พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ส่วนการ
พิจารณาสั่งการของผู้มีอำนาจตามมาตรา 102 มาตรา 109 วรรคสาม มาตรา 115
มาตรา 116 หรือ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.จังหวัด แล้วแต่กรณีให้
ดำเนินการตามกฎ ก.พ. นี้
ให้ไว้ ณ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2540
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
ประธาน ก.พ.