กฎ ก.พ.
ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2540)
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์
----------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (5) มาตรา 125 และมาตรา 126
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ก.พ. จึงออกกฎ ก.พ.
ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 กฎ ก.พ. นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดที่กฎ ก.พ. นี้
ข้อ 3 การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ได้สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์
แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้
การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณ์
ให้เห็นได้ถูกลงโทษโดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร และลง
ลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์
ในการอุทธรณ์ ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นพิจารณา
ของ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ. และ อ.ก.พ.กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี
ให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์หรือทำเป็นหนังสือต่างหากก็ได้ แต่ต้องยื่น
หรือส่งหนังสือขอแถลงการณ์ด้วยวาจานั้นต่อ อ.ก.พ. หรือ ก.พ. โดยตรง ภายใน
สามสิบวันนับแต่วันยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์
ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ ผู้จะอุทธรณ์มีสิทธิขอตรวจหรือคัดรายงาน
การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผู้สอบสวนได้ ส่วนการขอตรวจหรือคัดบันทึก
ถ้อยคำบุคคลพยานหลักฐานอื่น หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา
ผู้สั่งลงโทษที่จะอนุญาตหรือไม่ โดยให้พิจารณาถึงประโยชน์ในการรักษาวินัยของข้าราชการ
ตลอดจนเหตุผลและความจำเป็นเป็นเรื่อง ๆ ไป
ข้อ 5 ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านอนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ หรือ
กรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ
(2) มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ
(3) มีสาเหตุโกรธเคืองผู้อุทธรณ์
(4) เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ หรือเป็นคู่สมรส
บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้อยร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหา
หรือผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ
การคัดค้านอนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้พิจารณา
อุทธรณ์นั้นต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือแจ้ง
เพิ่มเติมเป็นหนังสือก่อนที่ อ.ก.พ. หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาอุทธรณ์
เมื่อมีเหตุหรือมีการคัดค้านตามวรรคหนึ่ง อนุกรรมการ รองประธาน
อนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้นจะถอนตัวไม่ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้ ถ้าอนุกรรมการ
รองประธานอนุกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นมิได้ขอถอนตัว ให้ประธานอนุกรรมการ หรือ
ประธานกรรมการ แล้วแต่กรณีพิจารณาข้อเท็จจริงที่คัดค้าน หากเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้น
น่าเชื่อถือ ให้แจ้งอนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้นทราบและ
มิให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้น เว้นแต่ประธานอนุกรรมการหรือประธานกรรมการ แล้วแต่
กรณีพิจารณาเห็นว่า การให้อนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้น
ร่วมพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า เพราะจะทำให้ได้ความจริงและ
เป็นธรรม จะอนุญาตให้อนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้น
ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้
ข้อ 6 เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์ ให้ถือวันที่ผู้ถูกลงโทษ
ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษเป็นวันทราบคำสั่ง
ถ้าผู้ถูกลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษ และมีการแจ้ง
คำสั่งลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษทราบกับมอบสำเนาคำสั่งลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษ แล้วทำบันทึก
ลงวันเดือนปี เวลา และสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็น
หลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันทราบคำสั่ง
ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษได้โดย
ตรง และได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งลงโทษทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้
ผู้ถูกลงโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกลงโทษซึ่งปรากฎตามหลักฐานของทางราชการ โดยส่งสำเนา
คำสั่งลงโทษไปให้สองฉบับเพื่อให้ผู้ถูกลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือ
ชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ
ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฎในใบตอบรับทางไปรษณีย์
ลงทะเบียนว่าผู้ถูกลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสำเนา
คำสั่งลงโทษฉบับที่ให้ผู้ถูกลงโทษลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษกลับคืนมา
ให้ถือว่าผู้ถูกลงโทษได้ทราบคำสั่งแล้ว
ข้อ 7 การอุทธรณ์ต่อ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.
กระทรวงให้ทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน อ.ก.พ. พร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับ
โดยออกนามจังหวัด กรม หรือกระทรวง แล้วแต่กรณี และยื่นที่ศาลากลางจังหวัดหรือส่วน
ราชการนั้น
การอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ให้ทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน ก.พ. หรือ
เลขาธิการ ก.พ. พร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับ และยื่นที่สำนักงาน ก.พ
การยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งผ่านผู้บังคับบัญชา
ก็ได้ และให้ผู้บังคับบัญชานั้นดำเนินการาตามข้อ 11
ในกรณีที่มีผู้นำหนังสืออุทธรณ์มายื่นเอง ให้ผู้รับหนังสืออกใบรับหนังสือ
ประทับตรา รับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐานในวันที่รับหนังสือ
ตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ และให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็น
วันยื่นหนังสืออุทธรณ์
ในกรณีที่ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง
ออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่ง หรือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่
ซองหนังสือเป็นวันส่งหนังสืออุทธรณ์
เมื่อได้ยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ไว้แล้ว ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งคำแถลงการณ์
หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.กระทรวง
หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ โดยยื่นหรือส่งตรงต่อ อ.ก.พ. หรือ
ก.พ.
ข้อ 8 อุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องในสาระสำคัญ
ตามข้อ 3 และข้อ 7 และยื่นหรือส่งภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
ในกรณีที่มีปัญหาว่าอุทธรณ์รายใดเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือ
ไม่ให้ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี
เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.กระทรวง หรือ
ก.พ.มีมติไม่รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี
รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือสำนักงาน ก.พ. แล้วแต่กรณี แจ้งมตินั้นให้ผู้อุทธรณ์ทราบ
เป็นหนังสือโดยเร็ว
ในกรณีที่ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.กระทรวง มีมติตาม
วรรคสามผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์มตินั้นต่อ ก.พ. ได้อีกชั้นหนึ่ง ภายในสิบห้าวันนับแต่
วันทราบมติ อ.ก.พ. ดังกล่าว และให้นำข้อ 7 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การอุทธรณ์มติต่อ ก.พ. ตามวรรคสี่ ผู้อุทธรณ์จะยื่นหรือส่งหนังสือ
อุทธรณ์ผ่านผู้ว่าราชการ จังหวัด อธิบดี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี ก็ได้
ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี
ส่งหนังสืออุทธรณ์มติพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเห็นและมติ
ตลอดจนสำเนารายงานการประชุมของ อ.ก.พ. หลักฐานการรับทราบมติ อ.ก.พ.
ของผู้อุทธรณ์หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษ หลักฐานการรับทราบคำสั่งลงโทษของ
ผู้อุทธรณ์ และเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อ กับข้อโต้แย้งมติของผู้อุทธรณ์ไปให้
สำนักงาน ก.พ.โดยเร็ว
ในกรณีที่ ก.พ. มีมติยืนตามมาติของ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม
หรือ อ.ก.พ.กระทรวงที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา หรือกรณีที่ ก.พ.มีมติ
ให้รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณาให้สำนักงาน ก.พ. แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ และประธาน
อ.ก.พ.ที่เกี่ยวข้องทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ในกรณีที่ ก.พ. มีมติให้รับอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไว้พิจารณา ให้ อ.ก.พ.
จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
เพื่อมีมติตามข้อ 13 ต่อไป
ข้อ 9 ผู้อุทธรณ์จอขอถอนอุทธรณ์ก่อนที่ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม
อ.ก.พ.กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นก็ได้โดยทำ
เป็นหนังสือหรือส่งตรงต่อ อ.ก.พ. หรือ ก.พ. เมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้ว การพิจารณา
อุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ
ข้อ 10 ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดจังหวัด กรม หรือ
กระทรวงอื่น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง
ที่ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดนั้น
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดจังหวัด กรม หรือกระทรวงอื่น
หลังจากที่ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว และ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.
กระทรวง เจ้าสังกัดเดิมยังมิได้มีมติตามข้อ 13 ให้ส่งเรื่องอุทธรณ์และเอกสารหลักฐาน
ตามข้อ 12 ไปให้ อ.ก.พ.ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ย้ายหรือโอนไปสังกัดจังหวัด กรม หรือกระทรวงอื่น
หลังจากที่ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวงเจ้าสังกัดเดิมได้มี
มติตามข้อ 13 แล้ว แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี
ยังมิได้สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้น ให้ส่งเรื่องอุทธรณ์และเอกสารหลักฐานที่
เกี่ยวข้องพร้อมทั้งมติที่ได้มีไปแล้ว และรายงานการประชุม อ.ก.พ.ไปให้ ผู้ว่าราชการ
จังหวัด อธิบดี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่เป็นผู้ส่ง
หรือปฏิบัติตามข้อ 15
ข้อ 11 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้รับหนังสืออุทธรณ์ที่ได้ยื่นหรือส่งตามข้อ 7
วรรคสามให้ผู้บังคับบัญชานั้นส่งหนังสืออุทธรณ์ต่อไปยังผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษภายในสามวัน
ทำการนับแต่วันได้รับหนังสืออุทธรณ์ และให้ผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษจัดส่งหนังสืออุทธรณ์
ดังกล่าว พร้อมทั้งสำเนาหลักฐานการรับทราบคำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์ สำนวนการ
สืบสวนหรือการพิจารณาในเบื้องต้นตามมาตรา 99 และสำนวนการดำเนินการทางวินัย
ตามมาตรา 102 พร้อมทั้งคำชี้แจงของผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ (ถ้ามี) ไปยังประธาน
อ.ก.พ.จังหวัด ประธาน อ.ก.พ.กรม ประธาน อ.ก.พ.กระทรวงหรือสำนักงาน
ก.พ. แล้วแต่กรณี ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันได้รับหนังสืออุทธรณ์
ข้อ 12 การพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 125 (1) (2) และ (3) ให้
อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง แล้วแต่กรณี พิจารณาจาก
สำนวนการสืบสวนหรือการพิจารณาในเบื้องต้นตามมาตรา 99 และสำนวนการดำเนิน
การทางวินัยตามมาตรา 102 และในกรณีจำเป็นและสมควรอาจขอเอกสารและ
หลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งคำชี้แจงจากหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจหน่วยงาน
อื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ หรือขอให้ผู้แทนหน่วยราชการ
รัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือ
ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจา หาก อ.ก.พ. พิจารณาเห็นว่า
การแถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ จะให้งดการ
แถลงการณ์ด้วยวาจาก็ได้
ในกรณีที่นัดให้ผู้อุทธรณ์มาแถลงการณ์ด้วยวาจาต่อที่ประชุม ให้แจ้งให้
ผู้ดำรงตำแหน่งที่สั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษทราบด้วยว่า ถ้าประสงค์จะแถลงแก้ก็ให้มา
แถลงหรือมอบหมายเป็นหนังสือให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แทนมาแถลงแก้ด้วย
วาจาต่อที่ประชุมครั้งนั้นได้ ทั้งนี้ ให้แจ้งล่วงหน้าตามควรแก่กรณี และเพื่อประโยชน์
ในการแถลงแก้ดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่สั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษ หรือ ผู้แทนเข้า
ฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ก็ได้
ในการพิจารณาอุทธรณ์ ถ้า อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ
อ.ก.พ.กระทรวง เห็นสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อ
ประโยชน์แห่งความถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม ให้มีอำนาจสอบสวนใหม่
หรือสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็นโดยจำสอบสวนเองหรือแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมแทนก็ได้หรือกำหนดประเด็น
หรือข้อสำคัญที่ต้องการสอบสวนให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมแทนก็ได้
ในการสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม ถ้า อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.
กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง หรือคณะกรรมการสอบสวนที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคสี่
เห็นสมควรส่งประเด็นหรือข้อสำคัญใดที่ต้องการทราบไปสอบสวนพยานหลักฐานซึ่งอยู่
ต่างท้องที่ ให้มีอำนาจกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญนั้นส่งไปเพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการ
หรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นทำการสอบสวนแทนได้
การสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งประเด็นหรือข้อสำคัญไป
เพื่อให้ผู้สอบสวนเติมหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานซึ่งอยู่ต่างท้องที่
ดำเนินการตามวรรคสี่และวรรคห้า ใสเรื่องเกี่ยวกับกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรงตามมาตรา 102 วรรคสอง หรือกรณีกล่าวหาตามมาตรา 114 (4)
หรือ มาตรา 115 ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาตาม
มาตรา 102 วรรคเจ็ด หรือมาตรา 115 วรรคสาม แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดย
อนุโลม
ข้อ 13 เมื่อ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง
ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 125(1) (2) หรือ (3) แล้ว
(1) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษถูกต้องและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มี
มติยกอุทธรณ์
(2) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่ควรได้รับโทษหนักขึ้น ให้มี
มติให้เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น
(3) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ควรได้รับโทษเบาลง ให้
มีมติให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง
(4) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัย
เล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษ ให้มีมติให้สั่งงดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ
หรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้
(5) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้อง และเห็นว่าการกระทำของ
ผู้อุทธรณ์ไม่เป็นความผิดวินัยหรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัย
ให้มีมติให้ยกโทษ
(6) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม
ให้มีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
(7) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด
และเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้มีมติ
ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 102 วรรคสาม แต่ถ้าเป็นกรณีที่
อ.ก.พ.จังหวัด หรือ อ.ก.พ.กรม มีความเห็นดังกล่าวและผู้อุทธรณ์ดำรงตำแหน่ง
ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออธิบดี แล้วแต่กรณี ที่จะดำเนินการตาม
มาตรา 102 วรรคสาม ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจตามมาตรา 102
วรรคสาม เพื่อดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป
ในกรณีที่เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีความผิดที่ปรากฎชัดแจ้ง
ตามที่กำหนดใน กฎ ก.พ. หรือเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มี
การดำเนินการทางวินัยตาม มาตรา 102 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา
แล้ว ให้มีมติให้เพิ่มโทษเป็นปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามมาตรา 104 หรือให้
ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ
แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเป็นกรณีที่ อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.จังหวัด มีความเห็น
ดังกล่าว และผู้อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.
จังหวัด ตามมาตรา 104 (2) หรือ (3) ให้มีมติให้รายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจสั่ง
บรรจุตามมาตรา 52 เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
(8) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเห็นว่า
ผู้อุทธรณ์มีกรณีที่สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือให้ออกจากราชการตาม
มาตรา 114 (4) มาตรา 115 หรือ มาตรา 116 ให้นำ (7) มาใช้บังคับโดย
อนุโลม
(9) ถ้าเห็นว่าสมควรดำเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อให้มีความ
ถูกต้องตามกฎหมายและมีความเป็นธรรม ให้มีมติให้ดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี
การออกจากราการของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นเหตุที่จะยุติการพิจารณาอุทธรณ์
แต่จะมีมติตาม (2) หรือ (8) มิได้ และถ้าเป็นการออกจากราชการเพราะตาย
จะมีมติตาม (7) มิได้ด้วย
ในกรณีที่มีผู้ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน และเป็น
ความผิดในเรื่องเดียวกันโดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อผู้ถูก
ลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และผลการพิจารณาเป็นคุณ
แก่ผู้อุทธรณ์แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้
ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุเดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้วให้
มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาการลงโทษให้มีผลในทางที่เป็น
คุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย
ข้อ 14 ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 13 (7)
หรือ (8) เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องให้
อ.ก.พ กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณามีมติตามข้อ 13
ต่อไป
ข้อ 15 เมื่อ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง
ให้มีมติตามข้อ 13 แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่
กรณี สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทำได้ ในกรณีที่มีเหตุผลความจำ
เป็นจะให้มีการรับรองรายงานการประชุมก่อนก็ได้ และเมื่อได้สั่งหรือปฏิบัติตามมติ
ตามมติดังกล่าวแล้ว ให้แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ข้อ 16 ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
สั่งตามข้อ 15 โดยสั่งยกอุทธรณ์ สั่งลดโทษ หรือสั่งงดโทษ ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์
ต่อไปมิได้ แต่ถ้าสั่งเพิ่มโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์หรือ
ร้องทุกข์ แล้วแต่กรณีได้อีกชั้นหนึ่ง
ข้อ 17 การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ในกรณีที่อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ตาม
มาตรา 125 (4) และมาตรา 126 ให้นำข้อ 12 วรรณหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม
และข้อ 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 18 เมื่อ ก.พ. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 125 (4)
และมาตรา 126 และมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน ก.พ. รายงาน
นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการตามมาตรา 126 วรรคหนึ่ง ต่อไปโดยเร็ว
ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติของ ก.พ. และ ก.พ. พิจารณา
ความเห็นของนายกรัฐมนตรีแล้วยืนยันตามมติเดิม ให้สำนักงาน ก.พ. รายงานต่อ
คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตาม มาตรา 126 วรรคหนึ่ง โดยเร็ว
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการตามมติขอ ก.พ. หรือคณะรัฐมนตรีได้
พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 126 วรรคหนึ่ง โดยเร็ว
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการตามมติของ ก.พ. หรือคณะรัฐมนตรีได้
พิจารณาวินิจฉัยมีมติตามมาตรา 126 วรรคหนึ่ง เป็นประกอบใดแล้ว ให้สำนักงาน
ก.พ. แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือ พร้อมทั้งแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรม
ที่เกี่ยวข้องทราบ หรือดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติ
คณะรัฐมนตรีมาตรา 126 วรรคสาม โดยเร็ว
ข้อ 19 การนับระยะเวลาตามกฎ ก.พ. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้น ให้นับ
วันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา ส่วนเวลาสุดสิ้น ถ้าวันสุดท้าย
แห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่ง
ระยะเวลา
ให้ไว้ ณ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2540
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
ประธาน ก.พ.
+-----------------------------------------------------------+
_หมายเหตุ_:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.พ. ฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 125
และมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
กำหนดว่า การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยให้เป็นไปตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ.นี้