พระราชกฤษฎีกา
แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. ๒๕๒๑
---------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑
เป็นปีที่ ๓๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๕ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
พุทธศักราช ๒๕๒๐ และข้อ ๖ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๙
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า "พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. ๒๕๒๑"
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๔ ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
๑. สำนักงานเลขานุการกรม
๒. กองวางแผนเศรษฐกิจและสังคม
๓. กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ
๔. กองวางแผนประชากรและกำลังคน
๕. กองวางแผนภาค
๖. กองวางแผนเทคโนโลยี่และสิ่งแวดล้อม
๗. กองบัญชีประชาชาติ
๘ กองศึกษาภาวะเศรษฐกิจและเผยแพร่การพัฒนา
๙. กองโครงการพื้นฐานเศรษฐกิจ
๑๐. กองโครงการเศรษฐกิจ
๑๑. กองโครงการสังคม
๑๒. กองโครงการพัฒนาชนบท
มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ:-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้ง
กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ และกองโครงการพัฒนาชนบท ในสำนักงานคณะกรรม
การพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการและเหมาะสมกับสภาพงานในปัจจุบัน ในการนี้สมควร
ปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักนายกรัฐมนตรี เสียใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
[รก.๒๕๒๑/๑๓๑/๖พ./๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑]